[Blackpink] พี่จีของลิซ | Lisoo

ตอนที่ 21 : [Jisoo] Chapter :: 19 เชื่อใจ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,681
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    13 ธ.ค. 60






EP: 19 เชื่อใจ

จีซู: ฉันเลือกที่จะเชื่อใจน้องแล้ว



 

                เวลาหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดวันนี้ก็เป็นวันแรกที่ลลิซต้องไปเริ่มฝึกงานที่บริษัทของฉันตามที่ได้ไปยื่นเรื่องเอาไว้ ตอนแรกพอฉันรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ฉันเสนอให้น้องถอนตัวออกไปซะ แล้วจะแนะนำบริษัทของพี่ที่รู้จักให้ แต่ลลิซเป็นคนดื้อที่ชอบเอาชนะ น้องก็เลยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายของน้องได้

                ฉันก็เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกว่า สุดแล้วแต่... เพราะถึงห้ามไปลลิซก็ไม่ฟังอยู่ดี

                แต่ไม่ใช่ว่าฉันไม่ทำอะไรเลยนะ พอรู้ว่าน้องจะเข้าฝึกงานที่บริษัทของตัวเอง ฉันก็เลยทำเรื่องให้ฮานิผู้ช่วยของฉันไปขอตัวทั้งเจนนี่ และ ลลิซมาช่วยงานที่แผนกของฉันซะเลย ส่วนแชยองดูเหมือนว่าจะเข้าฝึกงานที่บริษัทพ่อตัวเองเพราะไม่สามารถขัดขืนคำพ่อได้ แตกต่างจากคนนอกกรอบอย่างสองคนนี้ ที่ต้องการอยากเริ่มทุกอย่างใหม่ด้วยตัวเอง

                ถึงแม้ว่าจะเก่งแค่ไหนแต่ก็แค่เด็กจบใหม่คนหนึ่ง ลลิซคงไม่รู้หรอกว่าสังคมที่แท้จริงมันเป็นยังไง เพราะงั้นฉันคงไม่กล้าปล่อยให้น้องออกจากสายตาไปจนกว่าฉันจะมั่นใจ

                แน่นอนว่าลลิซต้องไม่รู้เรื่องนี้ ฉันจัดการเรื่องนี้เงียบๆด้วยตัวเอง เดี๋ยวน้องจะมางอแงหาว่าฉันไม่เชื่อใจอีก

                “ไปกันรึยังจี”

                เจ้าตัวแสบที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษกับวันเริ่มงานวันแรก เดินเข้ามารียกฉันที่กำลังเตรียมของอยู่ในห้องนอนเป็นรอบที่สามของเช้านี้ ถึงลลิซจะชอบบอกว่าตัวเองเก่งไม่กลัวอะไร และ เอาอยู่ทุกอย่าง แต่ยังไงการทำงานจริงจังแบบนี้มันก็เป็นครั้งแรกของน้องอยู่ดี

                “อืม ไปสิ”

                มันก็คงมีกังวลกันบ้างแหละ...

 

                ระหว่างทางไปบริษัทที่ไม่ไกลจากอพาทเม้นที่พวกฉันอยู่เท่าไรนัก ลลิซนั่งเงียบไปผิดปกติของคนร่าเริง ฉันแอบเห็นน้องนั่งนิ่งแล้วกุมมือเข้าหากันแน่นเหมือนที่เขาชอบทำไม่รู้ตัวเวลาที่ขาดความมั่นใจ

                “ตื่นเต้นรึไง”

                เมื่อเห็นเป็นแบบนั้น ในจังหวะที่รถติดไฟแดง ฉันจึงละมือข้างที่วางจากการจับพวงมาลัย มากุมมือน้องให้คลายออกจากกันเบาๆเพื่อให้กำลังใจเขา ลลิซหันมามองหน้าฉันนิดหน่อย ในจังหวะแรกสีหน้าของน้องเต็มไปด้วยความกังวล แต่พอเห็นว่าฉันต้องการจะให้กำลังใจจริงๆ น้องจึงฝืนยิ้มให้ เหมือนคนที่อยากให้ฉันสบายใจ

                “ไม่ใช่สักหน่อย ลิซเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น”

                ให้มันจริงเถอะ...

               

                ฉันใช้เวลาขับรถไม่นานเท่าไรนักก็มาถึงบริษัท แต่ที่เสียเวลาจริงๆก็คือการมาวนหาที่จอดรถในเวลาที่รีบด่วนแบบนี้เนี่ยแหละ เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงไม่ชอบขับรถมาทำงาน เพราะมันลำบากที่จอดรถ แม้ว่าบริษัทจะมีลานชั้นใต้ดินไว้ให้ก็เถอะ แต่มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี

                “ลลิซ เดี๋ยวลงไปก่อนเลยนะ พี่ต้องหาที่จอดรถก่อน เธอไม่ควรสายตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน”

                “อ้าว...”

                “นัดกับเจนแล้วใช่มั้ย งั้นขึ้นไปเลย พี่ฮานิรออยู่ จำพี่ฮานิได้ใช่มั้ย”

                “อืม...”

                ฉันก็รู้ว่าน้องมันกังวล ฉันควรจะเดินขึ้นไปพร้อมกันเพื่อสร้างความั่นใจให้กับน้อง แต่มันจำเป็นจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ยังมีเพื่อนนั้นก็คือเจนนี่คงไม่เป็นอะไรมั้ง

                พอลลิซเปิดประตูลงจากรถไป ฉันก็รีบขับวนอีกรอบเพื่อที่จะหาที่จอดรถให้ได้ แต่ถึงแม้จะรีบเร่งมากแค่ไหนมันก็กินเวลาไปมากพอสมควร และ กว่าฉันจะเดินขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นทำงานของตัวเอง ก็เลยว่าเข้างานไปกว่ายี่สิบนาทีแล้ว แต่สำหรับหัวหน้าทีมอย่างฉันมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ฉันห่วงแต่อีกคนมากกว่า

                “น้องล่ะ...”             

                พอฉันเดินเข้าแผนกฝ่ายขายมาแล้วเจอฮานิที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอะไรสักอย่างเข้าพอดี จึงถือโอกาสถามหาลลิซไปด้วยเลย ฮานิพยักหน้าไปทางโต๊ะทำงานที่อยู่มุมหนึ่งของห้องเห็นเจนนี่กับลลิซกำลังตั้งใจฟังอะไรบางอย่างอยู่กับเด็กในแผนกของฉัน เมื่อเห็นว่าน่าจะไปได้ดี ฉันเลยเลือกที่จะไม่เข้าไปกวนแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องทำงานของตัวเองไป

                “พี่ฝากดูด้วยนะ..”

               

                เอาจริงๆที่ว่าไม่ห่วงน่ะฉันคงจะโกหก...จะบอกว่าตัวเองไม่ห่วงน้องได้ยังไงในเมื่อลุกขึ้นชะเง้อมองหาน้องทุกๆห้านาทีจนไม่เป็นอันทำงานแบบนี้ ถึงว่าเด็กๆในแผนกของฉันทุกคนค่อนข้างจะเป็นกันเอง และ ทำงานอย่างมืออาชีพไม่มีการกดขี่แบบรุ่นพี่รุ่นน้องแน่นอน แต่ฉันก็กลัว... กลัวว่าลลิซจะกดดัน

                ก๊อกๆ

                เสียงเคาะประตูกระจกแผ่วเบาเรียกสติฉันกลับมาที่โต๊ะทำงานตัวเองแทนที่จะเอาแต่มองผ่านกระจกไปดูห้องทำงานแผนกด้านนอก และ พอฉันพยักหน้าอนุญาตฮานิก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มเอกสารอะไรบางอย่าง

                “พี่จีซู ดูเอกสารให้หน่อยค่ะ”

                “อืม เอามาเลย”

                เมื่อมีงานมาเข้าตัวเองอย่างจริงจัง ฉันก็ไม่ใช่คนว่างงานอีกต่อไปแล้วจึงปรับสมาธิตัวเองให้มาโฟกัสอยู่ที่เอกสารซื้อขายตรงหน้า แล้วอ่านมันอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะสรุปให้ฮานิได้ส่งไปแผนกอื่นเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

                “ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ลิซ่าเป็นงานเร็วมาก”

                “พี่ก็ไม่ได้ห่วงอะไรสักหน่อย”

                ฉันพูดกับฮานิก็จริงแต่สายตายังคงโฟกัสกับการอ่านเอกสารในมือเหมือนกับว่ารายระเอียดในเรื่องที่เขาพูดนั้นฉันไม่ได้ใส่ใจมันเลยสักนิด แต่ตรงกันข้ามเลยล่ะ พอได้ยินว่าน้องทำงานได้ดีฉันก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

                “แต่ถ้าจะห่วงจริงๆห่วงคนนั้นดีกว่า”

                ฮานิพูดด้วยประโยคกำกวม พร้อมกับพยักเพยิดไปที่ประตูทางเข้าแผนกที่ตอนนี้ถูกเปิดอ้าเอาไว้ด้วยฝีมือของใครบางคน... เขาไม่ใช่คนในแผนกของฉัน เขาคือหัวหน้าทีมฝ่ายออกแบบ แต่วันนี้เขากับโผล่มาที่นี่บ่อยเสียจนหน้าหงุดหงิดใจ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรนักหนาจึงจะต้องมาทุกๆชั่วโมงแบบนี้ และ แน่นอนว่าเขาคือผู้ชายคนนั้น คนที่ฉันเบื่อขี้หน้าที่สุดในตอนนี้

                พี่มาร์ค...

                “ขอตัวก่อนนะคะ”

                “เดี๋ยวฮานิ...”

                “คะ?”

                “เอกสารนั่น จะเอาไปไหนเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเอกสารชุดที่ฮานิเอามาให้ดูเมื่อกี้ และ ฉันก็เป็นคนเช็นแล้วส่งกลับให้เขาเองกับมือ

                “อ๋อ ก็จะเอาไปก็อบปี้เก็บไว้อีกชุดหนึ่ง แล้วก็จะส่งแผนกบัญชีค่ะ”

                “ส่งมานี่ พี่จะทำเอง”

                “ห้ะ!?”

                “ส่งมาเถอะน่า”

                แม้ว่าสีหน้าของฮานิจะเต็มไปด้วยความงงงวยแต่เธอก็ยังยอมส่งแฟ้มเจ้าปัญหานั้นมาให้ฉันอยู่ เมื่อได้รับข้ออ้างที่จะทำให้ออกไปข้างนอกได้แล้ว ฉันจึงรีบลุกขึ้นยืน แล้วหุนหันออกไป โดยที่ไม่ลืมหันมาบอกกับฮานิถึงเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องออกไปทำงานจิปาถะพวกนี้แทนเธอ

                “เธอดูหิวนะ ไปหาอะไรทานหน่อยไป พี่ให้พักได้”

                และมันก็เป็นเหตุผลที่ฟังดูโง่ที่สุดเลย...

                พอฉันเดินออกมาจากห้องทำงานเพื่อใช้เครื่องถ่ายเอกสารที่อยู่ที่ห้องรวมของแผนก สายตาของคนในทีมเกือบสิบคนที่เมื่อกี้นั่งทำงานกันอยู่ด้วยความเงียบก็หันมามองฉันอย่างแปลกใจ และ ก็คงจะคิดในใจนั้นแหละ ว่าเอกสารอะไรที่สำคัญมากพอที่ทำให้ฉันต้องออกก็อบปี้ด้วยตัวเอง

                แต่ที่สำคัญน่ะ ไม่ใช่เอกสารหรอก...

                “ลลิซ ดูเอกสารชุดนี้ใหม่ให้พี่หน่อยนะครับ มันมีความผิดพลาดนิดหน่อย...”

                สิ่งที่สำคัญนั้นก็คือความใกล้ชิดระหว่างลลิซกับพี่มาร์คต่างหาก ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมาเอง และ เท่าที่ฉันสังเกตน้องเองก็มีท่าทีลำบากใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้พี่มาร์คก็ถือว่าเป็นหัวหน้าคนหนึ่ง

                แต่ลลิซขึ้นตรงกับแผนกฉันนะ เขาจะมายุ่งวุ่นวายอะไรเนี่ย

                “ไม่เป็นไรครับ วันนี้เพิ่งวันแรกผิดพลาดกันได้ ค่อยๆสอนกันไป มีอะไรสงสัยไปถามพี่ได้นะ ห้องพี่อยู่ใกล้ๆนี่เอง”

                ในจังหวะที่สิ้นสุดประโยคนั้น พี่มาร์คก็เอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวลลิซที่นั่งอยู่ด้วยท่าทีที่แสดงออกมาว่าเอ็นดูเสียเต็มประดา และ ลลิซเองที่ตอนนี้อยู่ภายใต้สายตานับสิบคู่ก็ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เช่นกัน นอกจากจะรับความเอ็นดูจอมปลอมนั้นไว้อย่างลำบากใจ

                ปึง!!

                “ขอโทษค่ะ มันหลุดมือ”

                ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฉันโกหก แฟ้มที่ถืออยู่มันจะหลุดมือได้ยังไง ในเมื่อฉันเป็นคนทิ้งมันลงกับพื้นเอง อย่างแรงเลยด้วย และ มันสามารถเรียกสายตาจากคนทั้งแผนกหันมามองที่ฉันได้ดีทีเดียว รวมถึงคู่เจ้าปัญหาอย่างลลิซกับพี่มาร์คด้วย พอฉันหันไปมองพี่มาร์คก็ผละออกจากน้องไปแล้ว แต่ก็ยังคงมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่อ่านยาก พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ฉันไม่ชอบเอาเสียเลย

                “ที่จริงลลิซควรไปอยู่แผนกพี่นะ ใครให้เด็กที่เรียนด้านสร้างสรรค์มาวางแผนการตลาดเนี่ย”

                ก็ฉันไง...แล้วใครจะกล้ามีปัญหา

 

                พักเที่ยง

                เมื่อสิ้นสุดช่วงเช้าที่มีแต่บรรยากาศอึมครึมไปได้ ทุกคนในแผนกต่างก็ทยอยพากันออกไปหาข้าวกลางวันทาน ก่อนที่จะกลับมาลุยงานช่วงบ่าย เพราะที่บริษัทฉันไม่มีโรงอาหารให้ ทุกคนจึงจะต้องรับผิดชอบปากท้องของตัวเองในช่วงพักเที่ยงนี้ แต่มันก็มีส่วนต่างที่รวมอยู่ในสวัสดิการของพนักงานแล้วน่ะนะ

                ฉันปิดแฟ้มสุดท้ายของช่วงเช้าลงไป ก่อนที่จะนำมันออกมายื่นให้ฮานิที่นั่งอยู่หน้าห้องด้วยตัวเอง แทนที่จะเรียกให้เข้าไปเอาเหมือนทุกครั้ง

                “ไปกินข้าวกัน” ฉันเอ่ยชวนฮานิแบบนี้ทำเป็นประจำทุกวัน แต่วันนี้นอกจากเจ้าตัวเขาจะไม่ตอบรับอะไรฉันแล้วยังหันมามองหน้าฉันแบบงงๆอีกด้วย

                “ฉันกินแล้วค่ะ”

                “อ้าว ไปกินตอนไหน ทำไมไม่รอกินพร้อมกัน”

                “เอ่อ...ก็พี่เป็นคนบอกให้ฉันไปกินเอง”

                จริงสิ ลืมไปเลย ว่าฉันใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างให้ฮานิออกไปข้างนอกเพื่อที่ตัวเองจะได้เดินออกมาที่แผนกได้บ่อยขึ้น แล้วใครจะไปคิดว่ามันจะบ้าจี้ไปกินข้าวตามที่ฉันบอกจริงๆล่ะ

                “อืม งั้นพี่ฝากดูงานช่วงบ่ายเพิ่มหน่อยนะ เดี๋ยวกลับมาจะได้มาเช็คทีเดียวเลย”

                “ค่ะ”

                “งั้นพี่ไปทานข้าวก่อนล่ะ มีอะไรวางไว้ที่โต๊ะเลย”

                พอสั่งงานกับฮานิเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงเดินเข้าไปหาเด็กใหม่สองคนที่เพิ่งจะเริ่มมาฝึกงานวันนี้วันแรก ที่พากันไฟแรงจนยังไม่ยอมลุกไปทานข้าว ทั้งๆที่พวกรุ่นพี่ก็หายหัวไปกันหมดแล้ว

                “ลิซ เจน ทำไมไม่ไปทานข้าวกัน”

                “อ่า จี มาพอดีเลย ลิซมีเรื่องจะถามหน่อย”

                “ไหน...”

                ฉันเอ่ยตอบรับพร้อมกับขยับตัวไปใกล้ลลิซมากขึ้นเพื่อที่จะมองเอกสารในมือของเขา

                “มีแต่ตัวเลขเต็มไปหมดเลย ลิซไม่ถนัดเลยอ่ะ”

                “อืม...แผนกฝ่ายขายก็อย่างนี้แหละ ทนๆไปหน่อยนะลลิซเดี๋ยวก็ชินไปเอง”

                “ลิซจะพยายามนะ ถ้าเก่งเหมือนเจนก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เฮ้อ...”

                เมื่อเห็นว่าน้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ฉันจึงเอื้อมมือขึ้นวางบนหัวเขาเบาๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ และ ให้ลลิซรู้สึกผ่อนคลายลง ฉันไม่อยากให้เขาต้องมาเครียดกับเรื่องงานตั้งแต่วันแรกที่เริ่มแบบนี้

                “เราไปทานข้าวกันดีกว่าเนอะ”

 

                วันรุ่งขึ้น

                วันนี้ฉันตกลงกับลลิซว่าจะแยกกันมาทำงาน เพื่อไม่ให้มันดูแปลกสำหรับคนอื่นถ้าเราจะทำงานตัวติดกันมากเกินไป ลลิซไม่อยากจะให้คนอื่นเกรงใจเธอมากเกินไปเพราะว่าฉัน แล้วจะกลายเป็นว่าไม่สามารถสอนงานอะไรกันได้สักอย่าง และ ฉันเองก็เห็นว่ามันเหมาะสมดี สุดท้าย เราจึงเลือกที่จะแยกกันไป ต่างฝ่ายต่างทำงาน แล้วก็กลับบ้านด้วยกันตอนเย็นแค่นั้น

                พอไม่ได้เอารถมา มันเลยทำให้ฉันมาทำงานเช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช้ากว่าทุกคนในแผนกอยู่ดี

                “พี่จีซู ดูเอกสารในห้องให้หน่อยนะคะ ด่วนค่ะ”

                เมื่อเห็นหน้าฉัน ฮานิก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร รีบบอกฉันเกี่ยวกับงานที่อาจจะเป็นงานด่วนรึอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันต้องรีบเข้าไปดู เพราะเป็นแบบนั้นฉันจึงยังไม่ทันได้สังเกตอะไรรอบตัวมากนัก...

                กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง เมื่อเอกสารด่วนของฮานิไม่ได้มีแค่สองสามหน้า แต่มันหนาเป็นปึก ฉันจึงต้องใช้เวลาพิจารณามันอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะลงลายเช็นไป พอเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงกดอินเตอร์คอมให้ฮานิเข้ามาเอาเอกสารได้

                แต่ในจังหวะที่ฉันละสายตาออกจากโต๊ะทำงานของตัวเองออกไปมองโซนด้านนอกเป็นครั้งแรกหลังจากที่เดินเข้ามาในห้องทำงาน ฉันก็รับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

                ลลิซหายไป...        

                “ฮานิ น้องไม่มาทำงานเหรอ”

                “อ้าว...น้องไม่ได้บอกพี่ไว้เหรอคะ”

                “บอกอะไร...”

                ตั้งแต่เมื่อวานเย็นที่ทานเข้าด้วยกัน ฉันก็ยังไม่ได้คุยกับลลิซอีกเลย เพราะเขาบอกว่ามีงานต้องเคลียร์นิดหน่อยจึงขอตัวกลับไปนอนที่ห้องตัวเอง เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนฉัน พอตื่นเช้าขึ้นมาฉันก็รีบมาทำงานยังไม่ทันได้คุยหรือพบเขาเลย พอมาถึงที่ทำงานก็พบว่าน้องหายไปเนี่ยแหละ

                “พี่มาร์คเรียกน้องไปที่แผนกนู้นค่ะ บอกว่าคงเหมาะสมกว่า”

                อะไรนะ...

                “ก็จริงนะคะพี่ น้องเรียนออกแบบมา จะให้มานั่งวางแผนการตลาดน้องคงทำไม่ได้หรอกค่ะ”

                “แล้วทำไมถึงเจาะจงเป็นลลิซ...”

                ที่ฉันต้องพูดแบบนั้น เพราะฉันยังเห็นเจนนี่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเดิมตัวเมื่อวาน ถ้าบอกว่าเด็กที่จบออกแบบควรจะอยู่แผนกนั้น มันก็ควรเป็นทั้งสองคนสิ พี่มาร์คจะเจาะจงเป็นลลิซไปทำไม ถ้าไม่มีอะไรแอบแฝง

                “ไม่รู้สิคะ”

                “ตามลลิซมาพบพี่ ด่วน...”

                เพราะที่นี่ฉันคือหัวหน้าทีม ไม่จึงไม่เหมาะสมที่จะเดินดุ่มๆออกไปแผนกอื่นโดนที่ไม่มีเรื่องงานมาเกี่ยว เพราะอย่างงั้น การที่เรียกมาพบแบบนี้คงจะดีที่สุด

                ฉันนั่งเคาะโต๊ะรอไม่นานเมื่อออกคำสั่งไป ลลิซก็เดินมาพบฉันที่ห้องทำงานตามที่สั่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉันอย่างที่ไม่ต้องเอ่ยเชิญด้วยซ้ำ

                ถ้าให้เอ่ยเชิญสิมันถึงจะแปลก...

                “มีอะไรรึเปล่าจี...”

                “ยังจะมีหน้ามาถามอีก”

                “ถ้าเรื่องย้ายแผนก ไม่ต้องห่วงนะ ลิซรับมือได้”

                “พี่รู้! ว่าลิซรับมือกับงานยากๆได้แน่นอนอยู่แล้ว”

                “อืม ลิซไม่อยากให้ใครพูดกันว่ามาฝึกงานที่นี่ได้ เพราะจีไม่ใช่เพราะความสามารถ”

                “แต่ลิซรับมือผู้ชายคนนั้นไม่ได้!!

                “จี พูดเสียงดังเดี๋ยวข้างนอกก็ว่าเราทะเลาะกันหรอก”

                นั่น...ไม่ทันไร โดนเด็กสอนเข้าให้แล้วฉัน แต่มันก็ถูกของลลิซแหละ ที่นี่ไม่ใช่ที่ส่วนตัว จะมาใช้อารมณืคุยกันเหมือนที่บ้านก็คงจะไม่ได้

                “ลิซเคยบอกแล้วไง ใครจะคิดยังไงก็ช่าง แค่จีเชื่อลิซก็พอแล้ว”

                แต่ก็ไม่ใช่เรื่องนี้เปล่าวะ ใครจะคิดว่าจะโดนพี่มาร์คใช้อำนาจดัดหลังกันขนาดนี้ ถ้าส่งเรื่องถึงข้างบน แม้ว่าเด็กฝึกงานฉันจะเป็นคนคัดเข้ามาเองกับมือ แต่ถ้าแผนกออกแบบขอ ฉันก็ต้องให้ เพราะอะไร เพราะแผนกนั้นสำคัญมาก และ เป็นเหมือนหน้าตาทุกอย่างของบริษัทนี้เลยก็ว่าได้

                “แน่ใจนะ ว่าจะเอาอย่างนี้”

                “แน่ใจสิ ทำงานกันตั้งหลายคน พี่มาร์คไม่กล้าหรอก”

                “พี่ไม่อยากให้ลิซ โดนเขาทำร้ายจิตใจอีก”

                จริงๆฉันก็ไม่ได้ห่วงอะไรหรอก แต่ผู้ชายคนนั้นคือคนที่เอาเรื่องที่อ่อนไหวที่สุดทำร้ายจิตใจน้องเสมอมา จากเด็กที่น่ารักของฉันเกือบจะกลายเป็นคนล่ะคน ถ้าเขามาทำแบบนั้นอีก ฉันคงจะยอมไม่ได้

                “ไม่มีใครทำร้ายจิตใจลิซได้เท่าจีแล้วล่ะ”

                เหมือนว่าลลิซไม่อยากจะให้ฉันเครียดเกินไปนัก น้องเลยเอ่ยประโยคนั้นออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆอย่างคนที่ต้องการจะหยอกล้อ ผลก็คือลลิซได้รับค้อนทางสายตาจากฉันจนอ่วมไปทั้งตัว

                “เชื่อใจลิซนะ ลิซโตพอที่จะรับมือเรื่องแย่ๆพวกนี้ได้แล้ว”

                ถามว่าเชื่อใจมั้ย ฉันก็มั่นใจในตัวน้องนะ แต่ใครจะอยากให้คนที่รักต้องมาทนกับเรื่องแย่ๆพวกนี้กันล่ะ ในเมื่อเขาหลีกเลี่ยงมันได้ แต่ยังไงก็ตามแต่ ลลิซเองก็คงอยากจะพิสูจตัวเองให้ฉันเห็นนั่นแหละ ว่าเขาไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิม ที่ฉันจะต้องค่อยเอาแต่ห่วงอีกต่อไปแล้ว

                “อืม พี่เชื่อ แต่ถ้าไม่ไหว หรือ มีอะไรเกิดขึ้น ต้องบอกพี่ทันทีนะ สัญญา...”      

                “สัญญา...”

หวังว่าลลิซจะทำตามสัญญา แล้วไม่เก็บความรู้สึกแย่ๆเอาไว้คนเดียวเหมือนที่ผ่านมานะ...





เมื่อไรพี่มาร์คจะเลิกวุ่นวายกับเขาสักที~~~~เลิกไม่ได้ มันเป็นพล็อต 55555 

มีคนห่วงหวงน้องหนึ่งอัตตรา พี่จีเหมือนเเม่ที่ไปส่งลูกไปโรงเรียนวันแแรกเลย   

ปล. ช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยได้หวานกันเท่าไร มันเป็นช่วงจริงจังงง ช่วงคลายปม 

ปล.2 ทำไมช่วงนี้รู้สึกเจ้าลิซมันน่ารักมากๆโล้ยยย ฮือออ พี่จะเขียนเอาใจหนูทุกอย่างเลยลูก พี่จะเขียนให้หนูถูกเสมอ พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายจิตใจหนูได้อีกกกก (เห่อเมน 555)

เริ่มอีกล่ะ ลิซูเริ่มเงียบอีกล้าววว TT แต่ไม่เป็นไร เราจะเเจวกันต่อไป เราจะพายจนกว่าเรือเราจะผงาดขึ้นเหนือน่านน้ำ พายเข้า พายเข้าาาา

ช่วงนี้มีความเห่อฟิคใหม่ 55555 แต่ไรท์ก็เป็นคนอย่างงี้ เชื่อสิ เพราะตอนที่เปิดพี่จีของลิซใหม่ๆ ไรท์อัพวันล่ะสองตอนเช้ากับดึก เชื่อม่ะ เชื่อสิ เชื่อเถอะ 55555

อย่า



#คนดีของลิซ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

337 ความคิดเห็น

  1. #242 ผ้าห่มซาตาน (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 14:04
    ลิซถูกเสมอและลิซเจ็บเสมอเช่นกัน TT อิพิมาร์คเจ้ากรรมนายเวรจริงๆนะ
    #242
    0
  2. #241 engela (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 21:17
    จีดูร้อนใจกับน้องมาก หวงและห่วงขนาดนั้น มาร์คนี่รังควานไม่เลิกเลยจริงๆ รำมาก
    #241
    0
  3. #240 benza_2011 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 18:03
    พี่จีคงรักน้องมากสินะโง้ยยยยย
    #240
    0
  4. #239 data_tik (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 17:52
    -พี่มาร์คนิไม่ยอมปล่อยเลยจริงๆ
    #239
    0
  5. #238 Peeleed (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 12:31
    ใครจะอยากให้คนที่รัก!!!! คนที่รัก!!!! รัก!!!!!อร๊ายยยยยย
    #238
    0
  6. #237 yupaka (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 07:45
    พี่มาร์คคะเขาเพิ่งจะหวานได้แค่ตอนเดียวเองจะกวนอะไรนักหนา
    #237
    0
  7. #236 Uniicornz (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 06:28
    เป็นห่วงเป็นใยกันมากกๆ5555
    #236
    0
  8. #235 KOONIslamic (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 05:18
    ลิซสู้ๆ
    #235
    0
  9. #234 jill_valentine04 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 02:41
    โอ๊ยขำไรท์ง่ะ แต่ลิซ งื้อโคตรน่ารักเลย นอกเรื่องและ มาร์คนี่ยังไงมีแผนอะไรอีก แผนการนายคงไม่สำเร็จหรอก จีรู้แผนหมดแล้ว
    #234
    0
  10. #233 KOONIslamic (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 02:16
    รอคะ รอ
    #233
    0