[Blackpink] พี่จีของลิซ | Lisoo

ตอนที่ 17 : [Jisoo] Chapter :: 15 เดท (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    14 พ.ย. 60









EP: 15 เดท

จีซู: เสาร์นี้ว่างรึเปล่าลลิซ





Jisoo Talk

                “ลลิซ วันเสาร์นี้ว่างรึเปล่า”

                คำถามของฉันทำเอาเด็กตัวโตที่กำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่ตรงหน้าตอนนี้ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันด้วยความสงสัยเพราะตามปกติแล้วถ้าฉันจะบอกหรือชวนไปไหนคือฉันก็ชวนเลยไม่เคยว่าจะต้องมาเกริ่นเป็นมารยาทอะไรขนาดนี้

                แต่ก็ไม่รู้สิ ครั้งนี้มันแปลกๆ ไม่กล้าเอ่ยชวนน้องมันตรงๆอย่างทุกครั้ง

                “เสาร์ที่จะมาถึงนี้เหรอ จะว่าว่างก็ว่างนะ...”

                “เอาดีๆ” ฉันถามย้ำอีกครั้งเพราะคำตอบที่ลลิซให้มันไม่ชัดเจน อีกทั้งท่าทีที่ทำเหมือนครุ่นคิดนั้นอีก หรือว่าจะมีนัดแล้วกันนะ

                “ว่างแหละ เป็นจียังไงก็ว่าง ทำไมเหรอ”

                “ก็...พี่ว่าจะชวนเราไปเที่ยวแถวๆชานเมืองสักหน่อย”

                “อ่าฮะ”

                อ่าฮะนี่คืออะไร จะไปรึไม่ไป ทำไมเอาแต่สนใจอาหารตรงหน้ามันสำคัญมากกว่ากว่าพี่รึไงเล่าลลิซ...

                “ไปทำอะไรล่ะ”

                เมื่อลลิซเอ่ยถาม ทำให้ความน้อยใจที่เกิดขึ้นมาในตอนแรก แทบจะหายไปจนไมม่เหลือซาก ฉันเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขาพร้อมกับบอกแพลนที่ว่าจะไปทำให้ช่วงสุดสัปดานี้

                ความจริงฉันก็ไปทุกๆเดือนนั้นแหละ แต่ครั้งนี้แค่อยากจะชวนลลิซไปด้ววยก็เท่านั้นเอง

                “ที่ชานเมืองน่ะ มีโบสถ์เล็กๆอยู่ที่หนึ่ง พี่ไปบ่อยๆ เวลามีเรื่องเครียด หรือ ไม่สบายใจ...”

                พอฉันเปิดประเด็นเล่าดวยน้ำเสียงจริงจัง ลลิซก็ดูเหมือนจะมีท่าทีสนใจขึ้นมาเลยทันที จากที่เมื่อกี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว กลายเป็นว่าเด็กตัวสูง นั่งเท้าคางมองฉันอย่างต้องการอยากจะให้เล่าต่อ

                “ที่นั่นเงียบแล้วก็สงบมากนะ แล้วชิสเตอร์ที่นั่นก็รับอุปการะเด็กไว้อยู่ประมาณสิบกว่าคน”

                ฉันเล่าไป แล้วก็มองหน้าลลิซไป เด็กคนนี้เริ่มมีท่าทีสนใจขึ้นมาเป็นเท่าทวีเมื่อฉันเอ่ยถึงเด็กในอุปการะของชิสเตอร์ที่โบสถ์ ลลิซเป็นคนอ่อนไหวเรื่องเด็กมาก เพราะตอนเด็กๆได้เจอเรื่องที่มันสะเทือนใจบ่อยๆ พ่อแม่ของลลิซชอบเอาลลิซมาฝากที่บ้านฉันเลี้ยงตอนที่ไม่สะดวกจะเอไปไหนมาไหนด้วย ที่บ้านของฉันรักลลิซเหมือนลูก แต่บางครั้งน้องมันก็อาจจะมีมุมที่น้อยใจบ้างก็ได้ เพราะเด็กวัยนั้นต้องการความรักจากพ่อแม่มากที่สุดนี่

                พ่อกับแม่ของลลิซทำงานเกี่ยวกับการคุ้มคองสิทธิเด็ก ท่านไปช่วยพวกเด็กที่กำลังประสบปัญหาที่ประเทศที่การช่วยเหลือเข้าไม่ถึง...เพราะเป็นแบบนั้นทุกครั้งที่ฉันถามน้องว่า น้อยใจพ่อแม่รึเปล่าที่ชอบทิ้งไว้แบบนี้ ลลิซก็จะตอบแบบเดิมแทบจะทุกครั้งว่า

                จะน้อยใจไปทำไม เด็กพวกนั้นต้องการมากกว่าลิซนะ

                และฉันก็คิดทุกครั้งว่าลลิซเป็นเด็กดีมากๆเลยล่ะ

                คงอาจจะเป็นเพราะคำพูดนั้นของลลิซก็ได้นะ ที่ทำให้ฉันเลือกที่จะช่วยเหลือโบสถ์แห่งนี้ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้มีรายได้อะไรมากนัก

                “ไปกันนะ ลลิซ พี่ไปทุกเดือน แล้วพี่ก็อยากให้เธอไปด้วย”

                “ไปสิ ไม่เห็นต้องถามเลย...” คำตอบที่น่าพอใจของลลิซทำให้ฉันยิ้มแก้มแทบปริ ก่อนที่จะเอาใจเขาที่ทำตัวเป็นเด็กดีด้วยการตักอาหารใส่จานให้

 

วันเสาร์

“จี ลิซเอาของขึ้นรถหมดแล้วนะ”

                ในขณะที่ฉันกำลังเช็คความเรียบร้อยรอบสุดท้ายภายในห้องของตัวเอง ลลิซที่อาสาเป็นคนเอาของที่จะเอาไปฝากเด็กๆไปเก็บไว้ท้ายรถ ก็ย้อนกลับขึ้นมาอีกครั้งเพื่อมาตามฉัน

                เขาดูตื่นเต้นมากกว่าฉันเสียอีก

                เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว พวกเราทั้งสองคนก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางที่ได้แพลนกันไว้ตั้งแต่ต้น ลลิซชวนฉันคุยเกี่ยวกับเรื่องสถานที่นั้นไปตลอดทาง ฉันรู้...ว่าเขาชอบเด็ก ยิ่งเด็กวัยซนๆที่สามารวิ่งเล่นด้วยกันได้น่ะ ลลิซก็ยิ่งชอบ

                “จีซู เหนื่อยมั้ย ลิซขับแทนมั้ย”

                เมื่อฉันขับรถพ้นเขตตัวเมืองมามากพอสมควร ลลิซจึงเอ่ยอาสาขึ้นมาอย่างคนหวังดี แต่ขอร้องเถอะฉันจะกล้าปล่อยให้ขับได้ยังไงในเมื่อน้องมันไม่มีใบขับขี่

                “จะบ้าเหรอลลิซ เธอไม่มีใบขับขี่”

                “ลิซขับได้น่า แล้วชานเมืองแบบนี้ไม่มีตำรวจหรอก”

                แล้วยังไง? ฉันต้องยอมแล้วเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วยมั้ย ขอบอกว่าไม่คุ้มค่ากันหรอกนะ

                “ไม่เป็นไร อีกไม่ถึงสามสิบกิโลก็ถึงแล้ว”

                พอฉันพูดแบบนั้น ลลิซที่ขัดฉันไม่ได้ ก็เลิกสนใจไปกับเรื่องการขับรถทันที ก่อนจะหันไปเปิดเพลง แล้วร้องคอลไปตลอดทางอย่างคนอารมณ์ดี

                “กาแฟมั้ย?”

                “อืม...” เอาจริงๆ ฉันไม่ชอบขับรถไกลๆเลย มันค่อนข้างจะง่วงมากอยู่ ดีหน่อยที่มีตัวสร้างความวุ่นวายอย่างลลิซมาคอยป่วน เลยไม่ค่อยเงียบเหงาเท่าขับมาคนเดียวอย่างแต่ละครั้ง ไม่เสี่ยงหลับในด้วย

                ฉันอ้าปากรับหลอดกาแฟที่ลลิซป้อนมาให้ถึงปาก โดยที่ไม่ละสายตาออกจากถนน ก่อนที่จะดูดเข้าไปอึกใหญ่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้กลืนฉันก็ต้องไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง เพราะกาแฟที่เขาให้ฉันกินไม่ใช่ลาเต้แสนหวานของฉันแต่เป็นอาเมริกาโน่ที่ขมลงคอของเขาต่างหาก

                “เฮ้ย! เป็นอะไรจี”

                ลลิซร้องขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อฉันไอโขกไม่หยุด จนต้องตัดสินใจหักรถเข้าข้างทางเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พอเป็นแบบนั้น ลลิซก็ยื่นกระดาษทิชชู่มาให้ พร้อมกับลูบหลังลูบไหล่ให้ฉันอย่างคนหวังดี

                “ขมจะตาย! แค่กๆ ป้อนมาได้ไง”

                “เอ้า ปกติก็เห็นกิน”

                มันยังจะเถียงข้างๆคูๆอีกนะ ฟาดชะเลยดีมั้ยเนี่ย

                “ก็ปกติพี่ตั้งใจกิน! คราวนี้มันเผลอ”

                ถามว่าเคยกินอะไรขมๆแบบนี้มั้ย ก็เคย...กินกับลลิซนั่นแหละ แต่ไม่ชอบ แล้วก็ทานไม่มาก มาเจอทีเผลอแบบนี้ ก็สำลักน่ะสิ ถามมาได้

                “ลิซว่าหวานดีออก...” ท่าทางยียวนกวนประสาทของเด็กนี่ ทำเอาเส้นประสาทของฉันกระตุก เพราะนอกจากจะไม่มีท่าทางสำนึกอะไรแล้ว เขายังดูดกาแฟตัวต้นเหตุเมื่อกี้โชว์ พร้อมกับเหลือบตามามองอย่างคนที่ตั้งใจจะกวนประสาทแน่นอนร้อยเปอร์เชน

                “ยิ่งกินต่อจากจีแบบนี้ ยิ่ง...หวาน”

                เอาล่ะ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่ลลิซเริ่มมองฉันด้วยสายตาแบบนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกันที่ฉันจะมาเขินใจเต้นกับท่าทีกวนๆของเด็กคนหนึ่งคนแทบไปไม่เป็น...เพราะเป็นแบบนั้น ฉันจึงทำได้แค่ หลบสายตาเขา แล้วตบเข้าเกียร์เพื่อขับรถต่อไป

               

                ใช้เวลาไม่นานฉันก็ขับรถมาถึงโบสถ์อย่างปลอดภัยดีทุกอย่าง ส่วนลลิซเอง ตั้งแต่เรื่องกาแฟนั่น เขาก็ไม่มีท่าทีกวนใจอะไรฉันอีกเลย นอกจากคอยป้อนขนมให้บ้างเป็นบางครั้ง เพราะกลัวว่าฉันจะง่วงจนเผลอหลับใน

                ตอนนี้ เป็นเวลาเกือบบ่ายของวันเสาร์ ทุกอย่างรอบตัวของพวกเราตอนนี้ดูเงียบสงบไปหมด แตกต่างจากบรรยากาศภายในเมืองที่แสนจะวุ่นวาย ลลิซเป็นคนรับหน้าที่ขนของที่ฉันตั้งใจจะนำมาให้ชิสเตอร์ลงจากรถ ส่วนฉันก็ด้านเข้าไปด้านในเพื่อเคารพสถานที่เสียก่อน

                ความจริงฉันก็ไม่ได้นับถือคริสอะไรหรอก แต่เมื่อเรามาถึงที่ที่เป็นคนเขา เราก็ควรที่จะทำตามทำเนียมของเขาเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากที่สุดแล้ว

                “อ้าว คุณจีซู มาแล้วเหรอคะ?”

                “สวัสดีค่ะ ชิสเตอร์”

                ฉันขณะที่ฉันกำลังหลับตาแล้วขอพรในใจ เสียงที่แว่วขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้ฉันต้องละความสนใจจากสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจตรงหน้าหันกลับไปมอง พบว่าเป็นชิสเตอร์ที่อาวุโสที่สุดในที่แห่งนี้นี่เองที่เป็นคนเอ่ยทักฉันขึ้นมา

                เพราะว่าที่นี่เป็นแค่โบสถ์เล็กๆเลยมีชิสเตอร์อยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่คน กับเด็กๆอีกสิบกว่าชีวิต ถ้าฉันจำไม่ผิด ที่นี่ไม่มีแม้แต่บาทหลวงด้วยซ้ำ

                “พระองค์ท่านดลใจให้ดิฉันรู้แล้วว่าคุณจะมา แต่ดิฉันคิดว่าคุณยังอยู่ด้านนอกเสียอีก”

                แววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาของเธอมองมายังฉัน เหมือนกับว่าถามคำถามที่ตัวชิสเตอร์เองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

                “ฉันพาคนมาด้วยน่ะค่ะ คนๆหนึ่งที่ต้องการที่พึ่งเหมือนกับฉัน หวังว่าชิสเตอร์คงไม่ว่าอะไร”

                “ที่ของพระเจ้า ที่ที่เต็มไปด้วยความกรุณา และ มันก็เป็นของทุกคน”

                “วันนี้ ฉันนำของจำเป็นมาให้ค่ะ กับสิ่งนี้...”

                ฉันยื่นชองสีขาวชองหนึ่งใส่มือของชิสเตอร์ แล้วเธอก็รับมันไว้เพราะรู้จุดประสงค์ดีว่าฉันเอาให้ทำไม เงินจำนวนนี่ ฉันให้ชิสเตอร์ เพื่อใช้ดูแลเด็กๆ

                “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง เป็นประสงค์ของพระเจ้าที่ทำให้คุณมาที่นี่”

                เพื่อที่จะรับคำอวยพรนั้น ฉันจึงก้มหัวลงเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินตามชิสเตอร์ที่เดินนำออกไปด้านนอก เพื่อเรียกเด็กๆมารวมตัวกัน แล้วก็สวตมนต์แล้วทานข้าวกลางวันร่วมกัน เป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง ตอนที่ฉันมาที่นี่

                แต่พอเดินออกมาด้านนอกที่เป็นสนามหญ้าเขียวสดใส ฉันก็ได้พบกับความวุ่นวายบางอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นในสถานที่ที่เงียบสงบแบบนี้มากนัก

                โบสถ์แห่งนี้ตั้งยู่บนเนินเขา ที่มีทางลาดลงไปสู่ถนนเบื้องล่าง พอขึ้นมาอยู่ด้านบนแบบนี้ ยิ่งเหมือนกับว่าตัดขาดจากโลกภายนอกไปเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ทำเอาฉันขมวดคิ้วมุ่น เพราะลลิซได้ทำให้ที่เงียบๆ กลายเป็นสนามวิ่งเล่นของเจ้าตัวกับเด็กๆได้ ในเวลาไม่กี่นาที

                “ผู้หญิงคนนี้เหรอ ที่คุณบอก”

                “ใช่แล้วค่ะชิสเตอร์”

                “ภายนอกของเธอดูสดใสนะ...”

                “แต่เธอมีความลับในใจเยอะมากเลยค่ะ ฉันเองที่คิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีที่สุด ยังไม่รู้เลยว่าความทุกข์ของเขาคืออะไร”

                “ฉันมองออก ทุกข์ที่เขามี คือทุกข์ที่ทำร้ายตัวเอง ไม่มีใครทำให้เป็นทุกข์ มีแต่ตัวเองที่ทำให้เป็นทุกข์ ฉันขออนุญาตถามได้มั้ย ว่าเขาเป็นอะไรกับคุณหรือ”

                “น้องสาวน่ะค่ะ”

                “ถ้าเป็นเช่นนั้น คนใกล้ตัวอย่างคุณเนี่ยแหละ ที่จะทำให้เขาพบทางสว่างได้ง่ายขึ้น”

                ฉันก้มหัวให้กับคำบอกเล่าที่ฟังดูมีเมตตานั่นเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาลลิซที่ตอนนี้กำลังมีความสุขกับการได้วิ่งไล่จับไปรอบสนามหน้าโบสถ์กับเด็กๆที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

                “อะแฮ่ม!

                “พี่จีซู!!

                พอฉันกระแอมเรียก เด็กทุกคนที่เมื่อกี้วิ่งไล่จับกับลลิซอยู่เมื่อกี้ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาฉันทันทีพร้อมกับท่าทีที่ดีอกดีใจเป็นอย่างมาก ก็แน่ล่ะ ถ้าฉันมานั้นหมายความว่าพวกเขาอาจจะได้เสื้อผ้าใหม่ ขนมใหม่ๆ หรืออาจจะของเล่นใหม่

                “เห็นมั้ย เราบอกแล้ว รถคันนี้ของพี่จีซู”

                “ก็...ก็ พี่คนนั้นบอกว่า พี่จีซูไม่ได้มานี่!

                ฉันย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าของตัวเองเพื่อรับกอดจากเด็กๆที่เดินเข้ามาล้อมเอาไว้ที่ล่ะหลายๆคนก่อนที่จะเสียหลักจนล้มลงไปนั่งกับพื้นหญ้านุ่ม

                “คิดถึงจังเลยๆๆ”

                “พี่ก็คิดถึงพวกเรานะ เป็นไง ดื้อกับชิสเตอร์รึเปล่า”

                “ไม่ค่า/ไม่ครับ”

                “พี่จีซูๆ พี่สาวตัวสูงๆคนนั้นใครเหรอคะ”

                พอเห็นว่าเป็นโอกาส ยูนา เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในกลุ่มที่ตอนนี้นั่งอยู่บนตักฉัน ก็เอี้ยวตัวถามถึงลลิซที่ตอนนี้เอาแต่ยืนมองจากตรงที่เดิมไม่ยอมเดินเข้ามาร่วมวงด้วย

                “อ่อ พี่ก็ไม่รู้สิ ใครกันน่า” ฉันแกล้งเหย้าขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้เด็กๆที่น่ารักพวกนี้ ขยั้นคยอหาคำตอบกันเพิ่มมากหน่อย

                “ไม่ต้องเดาหรอก เมื่อกี้เราถามพี่คนนั้นมา เขาบอกว่าเป็นน้องสาวพี่จีซูแหละ”

                แน่นอนว่าฉันเล่นกับเด็กที่อายุเกินห้าขวบอย่าง ซองอุนไม่ได้ เขาเป็นเด็กแปดขวบที่ดูฉลาดเกินวัย แถมยังเป็นพี่ใหญ่ของบรรดาเด็กๆเหล่านี้ด้วย

                “เหรอคะ ทำไมหน้าตาไม่เหมือนกันเลย” แต่เด็กน้อยยูนาที่ช่างสงสัยเป็นที่หนึ่ง บวกกับวัยสี่ขวบที่กำลังช่างพูดช่างจาแล้ว ทำให้เธอมีแต่ข้อสงสัยไม่หยุด แม้ว่าซองอุนจะบอกไปแล้วก็ตาม

                “พี่คนนั้นชื่อพี่ลิซ่า ตอนที่พี่เขาเกิด ชานต้าครอสมาที่บ้านของพวกเรา แล้วบอกว่าเธอคือของขวัญจากขั้วโลกเหนือ!!

                “โห!!” นิทานหลอกเด็กที่ฉันปั้นแต่งขึ้นมาสดๆ ทำเอาคนถูกว่าเป็นของขวัญจากขั้วโลกเหนือที่เดินเข้ามาใกล้พอที่จะได้ยินบทสนทนาพอดีถึงกับมองค้อนมาที่ฉันด้วยสายตาคาดโทษ

                “งั้นพี่จีซูก็เคยเห็นชานต้ามาแล้วสิคะ!!

                “แน่นอน!!

                พอเห็นว่าเด็กๆดูมีความสุข และ สนุกสนานกับเรื่องที่ฉันกำลังเล่าเป็นอย่างมาก คนที่ทำท่าจะเอ่ยแย้งอย่างลลิซก็นิ่งเงียบไปคงเป็นเพราะไม่อยากจะขัดจินตนาการของเด็กๆ เมื่อเห็นเป็นแบบนั้น ฉันจึงหันไปยิ้มให้ลลิซเล็กน้อย และ แน่นอนว่าน้องมันก็ต้องยิ้มตอบมาด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขเช่นกัน...

                ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยเห็นเขายิ้มเต็มปากแบบนี้เลย

 

                หลังจากที่ทานอาหารกลางวัน พร้อมกับทำกิจกรรมอะไรกันเล็กๆน้อยๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องลาจาก เมื่อเวลาเย็นเริ่มเข้ามาเยือนแล้ว ลลิซเองเป็นคนที่ดูมีความสุขมากกว่าใครในวันนี้ ได้ยิ้มรื่นเริงกับเด็กๆอย่างกับคนที่ไม่มีความทุกข์ เด็กๆเองก็เข้ากับลลิซได้ไวมากๆ พอถึงเวลาต้องจากกันจริงๆ แน่นอนว่าต้องมีการรั้งแขนรั้งขากันเอาไว้บ้างแหละ

                แล้วฉันยังแอบเห็นลลิซน้ำตาคลอนิดหน่อย ตอนที่ส่งน้องยูนาในอ้อมแขนตัวเองให้กับชิสเตอร์ก่อนที่จะเดินมาขึ้นรถอีกด้วย

                “เอาน่า เดี๋ยวเดือนหน้ามาใหม่” พอเห็นลลิซที่ควรจะมีความสุขมากขึ้นกับนิ่งซึมไป ฉันจึงเอ่ยบอกกับน้องอย่างปลอบใจ

                “ลิซขับรถให้นะ จีเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

                เอาอีกล่ะ เรื่องขับรถเวรๆนี้อีกล่ะ คือน้องมันจะเอาให้ได้เลยใช่มั้ย จะให้ฉันตายเพราะอุบัติเหตุให้ได้ใช่มั้ย

                “อยากขับจริงอ่ะ” ฉันแกล้งเหย้าถาม เพราะรู้เจตนาของลลิซดีอยู่แล้ว

                “อืม ความจริงก็คือลิซอยากลองขับรถดูอ่ะ”

                ฉันว่าล่ะ คยั้นคยอขนาดนี้ก็แค่อยากลองขับรถเองนั้นแหละ ไม่ได้กลัวว่าฉันจะเหนื่อยจะอะไรอย่างที่บอกหรอก ทำมาแสร้งเป็นห่วงเป็นใย ร้ายนัก

                “พี่จะให้ลองขับก็ได้ แต่หนูต้องยิ้มให้พี่ก่อน”

                ลลิซหันขวับมามองฉันทันที จากสายตาที่ดูซึมๆไปเมื่อกี้ กลายเป็นสายตาที่ดูตกใจ ทำไมอ่ะ ตกใจที่ฉันจะให้ลองขับรถ หรือด้วยสรรพนามที่ฉันใช้เรียกน้องเมื่อกี้กันแน่

                “หนูงั้นเหรอ”

                ฉันเกือบจะหลุดขำออกมาเมื่อลลิซเบ้หน้าใส่ เขาคงคิดว่ามันไม่เข้ากับเขาเลยแม้แต่น้อย ฉันก็คิดนะ ว่ามันไม่เข้ากับลลิซเลย แล้วทำไมล่ะ ฉันมีน้องคนเดียว ฉันก็อยากจะเรียกน้องด้วยสรรพนามแบบนี้บ้าง แม้ว่าเด็กนี้มันจะดูโตเลยฉันไปมากแล้วก็เถอะ

                “ว่าไง จะลองขับมั้ย”

                “ก็ได้...” ลลิซรับคำ ก่อนจะฉีกยิ้มมาให้อย่างน่ารัก เมื่อเห็นว่าน้องน่ารักขนาดนั้น ฉันจึงเลี้ยวรถเข้าข้างทางเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งคนขับกับเขา

                ความจริงฉันจำได้นะว่าลลิซขับรถเป็น แต่เพราะน้องยังไม่มีใบขับขี่ฉันเลยไม่เคยไว้ใจให้ขับเลยสักครั้ง ครั้งนี้คือครั้งแรกที่ฉันนั่งรถที่ลลิซขับ หวังว่าความดีทั้งหมดที่เคยทำมา จะพาให้ฉันแคล้วคลาดจากสถานการ์ณนี้ไปได้นะ

                แต่มันก็เกินคาด เพราะว่าคำภาวนาในใจที่ฉันท่องมันซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบ ก็แทบไม่ได้มีผลอะไรเลย เมื่อลลิซ ปลดเกียร์แล้วออกตัวรถอย่างนิ่มนวล ไม่เหมือนคนที่ได้จับรถครั้งแรก หรือ ไม่ได้ขับรถมานาน...

                “โห ขับเก่งขนาดนี้เลยเหรอ”

                จนฉันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม น้องขับนิ่งกว่าฉันอีกมั้ง แบบนี้ถ้าอ่านข้อเขียนอีกหน่อยก็คงจะสอบใบขับขี่ผ่านได้สบายแล้ว  

                พอฉันชมแบบนั้นลลิซก็หันมายักคิ้วให้เป็นอารมณ์ประมาณว่า บอกแล้วว่าขับได้ ซึ่งฉันก็ทำได้เพียงแค่ส่งสายตาค้อนกลับไปเพราะรำคาญในความมั่นหน้านั้น

                “จะไม่เก่งได้ยัง เวลาไปไหนกับพี่มาร์ค ลิซก็ขับตลอดแหละ”

                กึก!

                บรรยากาศชื่นมื่นระหว่างเราเมื่อกี้ ถึงกับหยุดชะงักไปกลางอากาศ จนในหัวของฉันได้ยินเสียงดังกึกเหมือนด้านบน เพราะตอนนี้มันมีแต่ความเงียบที่เข้ามาปกคลุมเราทั้งสองคนเอาไว้ ลลิซเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าพูดอะไรที่ไม่สมควรออกมา แสดงออกชัดเจนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดมัน แต่มันคงเป็นเพราะความเผลอ เผลอพูดถึงเขาคนนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

                ลลิซพูดถึงพี่มาร์คด้วยสายตายิ้มๆแบบนั้นได้ยังไง

                แล้วทำไมใจของฉันต้องเจ็บปวดด้วย

                เอี๊ยด! เพราะบรรยากาศที่มันอึดอัดจนฝืนทนไม่ไหวแล้ว ลลิซจึงตัดสินใจหักรถจอดเข้าข้างทาง โดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ พวกเราเอาแต่นั่งนิ่งกันในรถกินเวลาหลายนาที จนในที่สุดก็เป็นลลิซนั่นเองที่ทนต่อความอึดอัดใจไม่ไหวแล้วเอ่ยอะไรบางอย่างขึ้นมาเสียก่อน

                “จี ไม่ใช่อย่างที่จีคิดนะ”

                “พี่พูดอะไรรึยัง”

                ฉันตอบน้องออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังมาร้อยเมรตก็รู้ว่าโกรธและไม่พอใจ แน่นอนว่าเด็กฉลาดอย่างลลิซฟังออกอย่างแน่นอน

                “คิมจีซู ลิซขอร้องล่ะ...”

                ไม่รู้หรอกนะว่าว่าคำว่าขอร้องของน้องมันหมายถึงอะไร ขอร้องล่ะ อย่าโกรธเลยนะ หรือ ขอร้องล่ะ ช่วยลืมๆมันไปทีได้มั้ย ฉันคิดว่าถึงแม้มันจะหมายความว่ายังไง แต่ผลได้รับมันก็ยังเหมือนเดิม

                คือมันทำให้ใจฉันกระตุกอย่างแรงจนรู้สึกเหมือนใจจะขาด

                “ลิซรักจี ลิซไม่ได้รักเขา”

                เด็กตัวสูงพยายามที่จะเอ่ยย้ำยืนยันคำพูดของตัวเอง ด้วยการหันมาหาฉัน แล้วมองสบเข้ามาในตา ทำเหมือนทุกครั้งที่น้องทำเวลาที่อยากให้ฉันเชื่อใจ แววตาของน้องดูมั่นคง และ มั่นใจ ในคำพูดของตัวเอง เหมือนคนที่ไม่รู้สึกอะไรตามที่เขาพูดไปจริงๆ แล้วยังไง ฉันต้องเชื่องั้นเหรอ นี้มันครั้งที่เท่าไรแล้ว

                คำพูดของน้องแค่นี้ มันพิสูธอะไรไม่ได้อีกต่อไป

                “เธอจะหลอกให้พี่โง่ไปถึงเมื่อไรกัน”




อะไรคือบอกว่าน้องเป็นของขวัญจากขั้วโลกเหนืออยู่ๆ ต้องมาจบตอนด้วยการทะเลากันแบบเน่~~ ไรท์มึงย้อนแย้งเหรออออ 

ไม่ค่ะ ไม่ย้อนแย้ง ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ จะมีความสุขด้วยกันได้ยังไง ในเมื่อเรื่องมันยังอิรุงตุงนังแบบนี้ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากตอนแล้ว คงจะเป็นความสัมพันของพี่กับน้องแหละค่าาาา รอดูกันต่อๆไป~

สปอย~~ ชื่อตอนต่อไป 'รู้สึก' 

เอ้าๆ รู้สึกอะไร ใครรู้สึก ลิซรึเปล่าาา ลิซรู้สึกมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอออ ใครกันน้าาาา

 ป.ล ทำไมเรือมันเเห้งแบบนี้ล่ะค่ะท่านผู้ชมมมมม ช่วยกันพายหน่อยเร็ววว แห้งจนไรท์จะตักเป็นผงกินแล้วเนี่ย ไม่มีน้ำชง สงสารตัวเอง TT

ป.ล2 ความเรือแห้งนี้ ไรท์ถึงกับจะมีแพลนเปิดฟิคอีกเรื่อง แต่กลัวจะโดนด่าแบบ 'ไรท์ มึงเอาเรื่องนี้ให้จบก่อนมั้ย?' 55555  มีพล็อตในหัวแล้วเเหละ แต่เก็บไว้ก่อนนน 


สุดท้าย หายไปนานเนอะ คิดถึงกันมั้ยคะ


อย่า


#คนดีของลิซ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

337 ความคิดเห็น

  1. #202 KOONIslamic (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 17:13
    จับจูบเลยลิซ
    #202
    0
  2. #201 benza_2011 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 07:06
    รู้สึก ใครรู้สึกพี่หรอ
    #201
    0
  3. #199 ผ้าห่มซาตาน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 05:19
    ยังไม่จบเรื่องพี่มาร์คอีกแหะ จีก็จะได้รู้ความรู้สึกตัวเองเร็วๆด้วย ปล.ถึงแม้โมเม้นไม่มีลมหายใจพรี่ก็ชิปด้าย คิดถึงงไรท์นะ
    #199
    0
  4. #198 norivazabionline (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 01:11
    มาแล้วหลังจากที่รอมานาน
    #198
    0
  5. #197 onionjen (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 01:03
    โหววววววว เกือบลืมเนื้อเรื่องไปแล้วว่าเป็นไงหายไปนานมาก แต่ก็พอจำได้อยู่ค่ะ คิดถึงสิคะช่วงนี้ไม่ทีฟิคลิซูอ่านพอๆกับโมเม้นเลยค่ะ เส้าค่ด ถถถถถถถ ตกลงลิซอะไรกับพิมัคเนี่ย โมโหแทนพิจีแล้วน้าาา ตกลงมันมีเรื่องอะไรกัน แล้วทำไมลิซพูดถึงพิมัคได้หน้าตาเฉยเบอร์นั้น ตอนหน้าคงมาเร็วๆนี้ เพราะมีชื่อตอนพร้อมแล้ว 55555 เรือแห้งก็ดูวีไลฟ์วนไปข่ะ ฮรือออออ
    #197
    0
  6. #196 norivazabionline (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 17:49
    -เราก็นั่งรีเฟสรอมันโหลดตั้งนาน ที่ไหนได้ โดนหลอก 555
    #196
    0