Fic [Unlight] : LifeTime - Fic [Unlight] : LifeTime นิยาย Fic [Unlight] : LifeTime : Dek-D.com - Writer

    Fic [Unlight] : LifeTime

    ในโลกที่ไร้แสง ยังมีอะไรที่ยังปราถนาอยู่รึเปล่า? แน่นอน สำหรับพวกเขาแล้ว จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ความต้องการนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก

    ผู้เข้าชมรวม

    192

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    6

    ผู้เข้าชมรวม


    192

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    1
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  25 ม.ค. 58 / 21:42 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

    Fic  :  LifeTime

     

     

    Form [Unlight] 

     

     

    Pairing : Izac x Evarist


     

           Talk About :  ย้อนหลังกับกิจกรรมตามล่าตบกะพรุนค่ะ (ฮา)  จริงๆ เราคิดขำๆ ไว้ว่า ถ้าตัวละครทุกตัวติดสถานะผิดปรกติ แล้วแก้ไขไม่ได้ทันทีจะเป็นยังไง หว๊าย

     

              ฮะแฮ่ม จริงๆ เราโมเอ้กับเอวาที่บาดเจ็บตรงเท้านะคะ แฮร่ก โมเอ้วนะ //เป็นพวกเฟติชขา เท้า ขอโทษข่ะ.... 


               พอเล่นกิจกรรมอันไลท์บ่อยๆ ก็ชอบเผลอมโนฯเป็นเรื่องเป็นราวมากเลย (ฮา) ที่อยกาเขียนต่อคงเป็นกิจกรรมตบตามหาแท็คนี่แหละคะ  ไว้จะพยายามเขียนนะ //ส่วนฟิควันเกิดเอวาก็ยังดองต่อไป  //ซรับน้ำตา 


               ช่วงนี้เริ่มเขียน AU ด้วยแหละคะ ยังไงก็อยากให้มีไฟปั้มออกมาอีกเยอะๆจังเลยน้า เอาเป็นว่า ถ้าฟิคเรื่องนี้ทำให้ทุกคนแจวเรือช่วยกัน ก็คงจะดีไม่น้อยเลยละข่า.... 

    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      # 1

                      เอวาริสท์รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นริ้วไปทั่วฝ่าเท้า

      ชายหนุ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด โดยมีตุ๊กตาที่เขาติดตามแสดงท่าทีเป็นห่วง และแม้ตัวเขาจะพยายามไม่แสดงอาการเจ็บออกทางสีหน้าเพื่อไม่ให้เป็นห่วงมากแค่ไหน แต่ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณดูจะไม่ให้ความร่วมมือด้วยเท่าไหร่

      “เป็นอะไรรึเปล่าคะ เอวาริสท์ ?” ตุ๊กตาตัวผมสีน้ำตาลส้มเดิมยังคงถามย้ำ และสิ่งที่ตุ๊กตาได้รับเป็นคำตอบมีเพียงการส่ายหัวเท่านั้น

      “คงแค่พิษตกค้างน่ะ เห็นใช่ไหม หนวดเจ้าพวกนี้มีพิษ คงไปทำให้ปลายประสาทที่ขาชาเข้าละมั่ง” เอวาริสท์ถอนหายใจ ในขณะที่ยังคงทิ้งร่างนั่งลงกับพื้น นัยน์ตาสีอำพันเหม่อมองสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายแมงกะพรุนเพียงแต่พวกมันตัวใหญ่เทียบเท่าได้กับคนหนึ่งคน แถมยังบนพื้นดิน กลายเป็นเศษซากตรงหน้าทั้งสามตัว

      มารดาแห่งวารี ดูเหมือนจะเป็นชื่อของสัตว์ประหลาดดังกล่าว พวกมันเริ่มต้นอาละวาดบนโลกที่ไร้แสง แน่นอน ว่ายังคงไร้ที่มาที่ไป และหาคำตอบไม่ได้ ปริมาณของพวกมันเพิ่มขึ้นทุกขณะเสียจนเหล่าอโคไลท์ต้องขอความร่วมมือในการช่วยกำจัด โดยมีของตอบแทนให้

      “จะลองเรียกคนมาช่วยดูนะคะ ดูเหมือนคุณจะเคลื่อนไหวไม่ได้ด้วย” หลังความพยายามอยู่หลายนาที  เอวาริสท์ก็จำยอมให้ตุ๊กตานาม คานะ ได้ติดต่อไปยังบุคคลอื่น ความเจ็บปวดจนชาและเคลื่อนไหวที่ขายังไม่จางหายไปง่ายๆ ผิดแปลกกับพิษปรกติที่เมื่อรอระยะเวลาสักพัก แก่นกลางวิญญาณของพวกเขาจะฟื้นฟูสภาพได้เองตามประสาโลกหลังความตาย

      นัยน์ตาสีอำพันมองทิวทัศน์รอบข้างที่เปลี่ยนไปโดยไม่มีทีท่าตื่นตกใจ เขามองเห็นภาพรอบข้างที่เบลอ บิดเบี้ยว เปลี่ยนรูปร่างจากกลางหุบเขากลายเป็นห้องโถงนั่งเล่นของเหล่าอโคไลท์ในทันตา

      ห้องโถงกลางนั้น ถือเป็นที่ให้คำแนะนำเหล่าตุ๊กตา รวมถึงทางเดินไปห้องสมุดที่รวบรวมเศษเสี้ยวของวิญญาณนักรบ โดยมีอโคไลท์คอยดูแลอยู่  ส่วนมากพวกเขาจะใช้เวลาเพียงชั่วครู่ในการคงอยู่ในห้องโถงแห่งนี้ ก่อนจะเลือกเปลี่ยนไปตามห้องพักของวิญญาณแต่ละตัว

      ตรงหน้าของพวกเขามีอโคไลท์ชื่อว่า บลาว ในชุดคล้ายกับพ่อบ้าน ยืนนิ่งสงบด้วยสีหน้าเป็นมิตรเฉกเช่นเคย เจ้าของเรือนผมสีเขียวอ่อนนั้นผายมือให้ความเคารพและต้อนรับการกลับมาของทั้งสอง พร้อมกับเดินเข้ามาดูอาการของเอวาริสท์

      “พิษของมารดาแห่งวารีค่อนข้างจะพิเศษนะครับ ต้องได้รับการดูแลเหมือนบาดเจ็บจริงๆ เพราะวิญญาณไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามปรกตินะครับ  คงต้องใช้เวลาสักระยะในการพักฟื้น” บลาวอธิบายทันที หลังจากที่พาเอวาริสท์นั่งลงกับโซฟากำมะหยี่สีแดง ราวกับรู้ว่าพวกเขากำลังจะเอ่ยปากถาม

      “กล่องปฐมพยาบาลที่คุณหนูมีอยู่ก็ช่วยได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้นเองครับ ที่เหลือคงต้องเอาเท้าแช่น้ำอุ่น นวดเบาๆ ที่ฝ่าเท้า พันแผลกันอักเสบเสียหน่อย แล้วที่เหลือก็รอให้ตัววิญญาณฟื้นฟูเองครับ”

      “หมายความว่าต้องอยู่เฉยๆ กับอาการที่เดินไม่ได้นี้ไปสักระยะสินะ” บลาวพยักหน้าเป็นเชิงให้คำตอบ ตรงข้ามกับเอวาริสท์ที่ถอนหายใจราวกับไม่สบอารมณ์เล็กๆ กับการที่ต้องนั่งๆ นอนๆ เฉยๆ โดยไม่รู้ระยะเวลาว่าเมื่อไหร่ถึงจะหายสนิท

      ถึงตอนนี้เขาจะได้เศษเสี้ยวความทรงจำครบแล้วก็ตาม แต่การยึดมั่นสัญญาว่าจะติดตามตุ๊กตานั้น ยังเป็นเรื่องที่เขาต้องทำ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อตอบแทนที่ช่วยเขาตามหาความทรงจำได้จนครบ

      แล้วทันใดนั้นเองที่ประตูห้องโถงกลางถูกเหวี่ยงเปิดออก ก่อนที่เขาและตุ๊กตาข้างๆ จะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ

       

      เสียงเหวี่ยงประตูด้วยทีท่าไร้มารยาท...

      เสียงฝีเท้าอันที่แสนจะคุ้นเคย...

       

      จะลองเรียกคนมาช่วยดูนะคะ ดูเหมือนคุณจะเคลื่อนไหวไม่ได้ด้วย

       

      เอวาริสท์เข้าใจได้ในเสี้ยววินาที ว่าที่ตุ๊กตานำทางของเขาเรียกมา ไม่ได้มีแค่เหล่าอโคไลท์อย่างที่เข้าใจ และมั่นใจได้ในทันทีว่าเจ้าของต้นตอเสียงตึงตังเมื่อสักครู่คือใคร

      เมื่อความคิดเชื่อมโยงนั้นรวบยอดจนออกมาเป็นรูปร่างคำตอบที่แน่นอน  ชั่วพริบตาที่สีหน้าของเอวาริสท์ที่ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

      ทันทีที่ได้ยินเสียง เขาก็พอจะรู้เค้าลางชะตากรรมตัวเองอยู่อ้อมๆ เสียแล้ว

       

       

      #2

      “จำไม่เคยได้ว่าให้ติดต่อนายไปน่ะ” เอวารสิท์ขมวดคิ้วเป็นปมหนัก เมื่อร่างของตนย้ายจากห้องโถงกลางมายังโซฟาที่ห้องพัก โดยคนที่พามาไม่ใช่บลาวเหมือนที่เคย แต่กลับเป็น ไอแซ็ค เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของเขาที่ตีหน้าเครียด ปล่อยบรรยากาศมาคุลอยอบอวลอยู่เต็มไปหมด

      เอวาริสท์นึกย้อนเหตุการณ์ครึ่งชั่วโมงเมื่อสักครู่ ที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็พรวดพราดเปิดประตูห้องโถงเข้ามาแบบไร้มารยาท โวยวายพร้อมทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ ซักถามข้อมูลจนพอใจ ก่อนลากเขากลับมาห้องพักโดยไม่ถามหาความสมัครใจแม้แต่น้อย และไม่ทันจะได้ก่นบ่นให้หนำใจ อีกฝ่ายก็เปิดปากพูดขึ้นมาเสียก่อน

      “แต่ฉันคิดว่า ตุ๊กตาของนายทำถูกแล้ว ที่ติดต่อตุ๊กตาของฉันไป” ไอแซ็คกอดอก ยืนมองคนนั่งนิ่งที่โซฟาอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงเขาแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย เมื่อพูดถึงอาการที่เอวาริสท์กำลังประสบอยู่

      เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเพียงข้างเดียวได้แต่ส่ายหน้าไปมา ก่อนถอนหายใจ แล้วทรุดนั่งลงกับพื้นห้อง ประคองเรียวขาของหนุ่มแว่นขึ้น ถอดรองเท้าบูทของเอวาริสท์ออกอย่างแผ่วเบา และนุ่มนวล

      “นายประมาทไปนะ เอวา โทษที... เจ็บสินะ” น้ำเสียงที่ปรกติเป็นกันเอง ร่าเริง สนุกสนานนั้น กลายเป็นเสียงนิ่งๆ  เจ้าของเรือนผมสีนิชักเท้าเล็กน้อยเมื่อปลายบูทที่ถูกถอดออกสะกิดโดนที่เท้า ถึงสีหน้า หรือน้ำเสียงจะไม่บ่งบอก ทว่าไอแซ็คก็พอจะรับรู้ได้ว่ามันเจ็บมากมายแค่ไหน นั้นยิ่งทำให้เขาถอดบูทอีกฝ่ายเบามือมากยิ่งขึ้น

      “อยากจะตำหนิอะไรอีกละ คราวนี้”

      “ใครจะไปกล้าว่านายกันล่ะ ไม่สิ ถึงฉันแย้ง นายก็หาเรื่องพลิกผิดเป็นถูกอยู่ดี หรือว่าไม่ใช่?” นัยน์ตาสีอำพันเบือนหลบ  เอวาริสท์นั่งนิ่งปล่อยให้ไอแซ็คถอดถุงเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วเจ้าตัวหายไปราวสิบนาที ก่อนกลับมาพร้อมกับน้ำอุ่นในกะละมังเล็กๆ

      เท้าทั้งสองข้างถูกจับแช่ลงน้ำอุ่น เอวาริสท์ชักสีหน้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อฝ่าเท้าสัมผัสได้ถึงความร้อนของน้ำ

      “โกรธรึไง...”

      “รู้ด้วย ดีจัง คุยกันง่ายหน่อย...”

      ฉับพลันที่เอวาริสท์รู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉยๆ นัยน์ตาสีอำพันเหลือบมองไอแซ็คที่ยังคงง่วนอยู่กับการนวดฝ่าเท้าเขาเบาๆ เพื่อคลายความเจ็บปวด

      บรรยากาศรอบข้างมาคุอย่างเห็นได้ชัดหนักมายิ่งขึ้น พร้อมกับความเงียบที่โรยตัวไปทั่วห้อง

      “ขอโทษ” เขาได้ยินเสียงไอแซ็คถอดหายใจยาวกว่าปรกติ มือกร้านวางเท้าเรียวนั้นลงกับน้ำอุ่น

      “แค่หวังว่าครั้งหน้านายจะระวังตัวมากกว่าเดิม” นัยน์ตาสีฟ้าจ้องเขม็ง ราวกับต้องการรีดเร้นคำตอบที่ตนต้องการ และสิ่งที่ได้กลับมาคือการพยักหน้ารับคำอย่างช่วยไม่ได้

      ไอแซ็คถอนหายใจยาวๆ อีกหน  ว่าแล้วมือกร้านก็แตะลงกับฝ่าเท้าของอีกฝ่าย นวดเบาๆ ทั้งที่ยังคงแช่น้ำอุ่น “ถ้าเจ็บก็บอกแล้วกัน  เดี๋ยวอีกสักพักค่อยพันผ้าพันแผลนะ”

      “นายเป็นห่วงมากเกินไป อีกอย่าง เรื่องแค่นี้ฉันทำเองได้” หนุ่มแว่นขมวดคิ้ว เขานิ่วหน้าเล็กน้อยกับความเจ็บที่แล่นขึ้นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเริ่มนวดหนักเกินไป 

      “คนที่เดินยังไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์หรอกนะ เอ้า คราวนี้นายผิด เพราะงั้น นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ฉันดูแลเหมือนทุกครั้งเหอะ แล้วเมื่อกี้เจ็บใช่ไหม นายนิ่วหน้านะ เอวา” ดูท่าวันนี้จะเป็นวันมือขึ้นของไอแซ็ค ถึงทำแต้มตอบโต้คนดื้อเงียบได้มากขนาดนี้

      ส่วนคนถูกบังคับให้นั่งเฉยๆ อย่างเอวาริสท์ ทันทีที่รู้ว่าหาข้อโต้แย้งไม่ได้ เจ้าตัวถึงได้เลือกที่จะสงบปากสงบคำ กอดอกพลางมองไปทางอื่น ปล่อยให้คนตรงหน้านวดต่อไปสักพักใหญ่ๆ

      “พวกอโคไลท์น่าจะมีผ้าพันแผล เอาเป็นว่านายรออยู่นี้ละกัน  อ้อ นั่งเฉยๆ เอาเท้าแช่น้ำนะ เข้าใจใช่ไหม? ห้ามเดิน ห้ามขยับ ห้ามเอาเท้าเหยียบนั่นนี้  เดี๋ยวฉันกลับมาพันแผลต่อให้” แน่นอนวิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบแทนคำตอบ แถมพ่วงด้วยหน้าตาบูดๆ ของเอวาริสท์อีกต่างหาก

      เสียงปิดประตูห้องดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับไอแซ็คที่หายออกไปจากห้อง ล่อยให้เจ้าของเรือนผมสีนิลสั้นเอนพิงโซฟา ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าบ่งบอกได้ชัดว่าไม่พอใจกับการถูกบังคับให้อยู่เฉยๆ โดยไม่มีภารหน้าที่มากแค่ไหน

      ยิ่งกับพฤติกรรมที่โดนดุเหมือนเด็กเมื่อสักครู่ ยิ่งไปกันใหญ่

      เอวาริสท์ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ถ้าไม่ติดว่าอาการหนักมากอย่างที่เหล่าอโคไลท์ว่ามา เขาก็คงนึกอยากฝ่าฝืนคำขอไอแซ็คอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นการแสดงว่า เขายังช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายมาลำบาก

      นัยน์ตาสีอำพันเหม่อลอย มองเพดาน เรื่อยไปจนถึงหน้าต่างและวิวทิวทัศน์ข้างนอก  ไม่รู้เพราะเดินทางมาตลอดทั้งวัน หรือเพราะไม่มีอะไรให้ทำตามประสาคนบ้างานกันแน่ เจ้าตัวถึงได้รู้สึกเปลือกตาหนักขึ้นมาอย่างประหลาด

      เวลาที่ไอแซ็คหายไป มันเนิ่นนานผิดปรกติจนดูเหมือนไม่ใช่เวลาราวสิบนาที

       

      อย่างน้อยๆ ก็ควรจะทิ้งหนังสือไว้ให้เขาสักเล่ม สองเล่มสิ ไม่ใช่ปล่อยให้นั่งว่างไร้แก่นสาร ไม่มีอะไรทำแบบนี้

       

      ไม่ทันที่จะก่นบ่นอีกฝ่ายในใจต่อ ร่างบางพิงหลับลงกับโซฟาเงียบๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน เปลือกตาเอวาริสท์หนักขึ้นทุกครั้ง จนนัยน์ตาสีอำพันหลังกรอบแว่นหลุบลง พร้อมกับลมหายใจดังแผ่วเป็นจังหวะ พร้อมกับความรู้สึกลึกลงไปในใจกระจ่างชัดขึ้นมา

       

      เมื่อไรนายจะกลับมา ไอแซ็ค

       

      #3

      “หาคนอื่นเดินทางไปด้วยก่อน ฉันมีธุระ” ไอแซ็คยังคงยืนยันคำเดิมอีกครั้ง เมื่อเห็นตุ๊กตานำทางของตน คิริยะเริ่มออกปากเรื่องเดินทางต่อ ข้างๆ มีตุ๊กตานำทางของเอวาริสท์ที่ยืนเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นวิญญาณนักรบดันทะเลาะกับผู้นำทาง

       ไอแซ็คนั้นกอดอกอย่างไม่ยี่หระ ปล่อยให้เสียงไหลทะลุกหูซ้ายออกทางหูขวาโดยไม่จับใจความสลักสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น

      “หมอนั้นเดินไม่ได้ เธอคิดว่ามีใครดูแลเอวาได้ดีกว่าฉันเรอะ”  ฉับพลันที่เขาเหมือนจะเห็นอวตาร์ผมสีแดงบ๊อบนั้นทำท่าคล้ายกับน้ำลายจะย้อยออกมาจากปาก

      “หวา ช่วยไม่ได้นะ นั้นสินะ ก็ไม่มีใครดูแลได้ดีกว่าไอแซ็คจริงนั้นแหละ” นับวันเขาก็เริ่มจะไม่เข้าใจอวตาร์นำทางของตัวเอง  เพราะทุกครั้งที่เขาพูดถึงเรื่องเอวาริสท์ทีไหร่ อีกฝ่ายก็มักจะมีพฤติกรรมแปลกๆ

       

      คล้ายกับชื่นชม

      ไม่สิ

      คล้ายกับอาการชอบอกชอบใจที่เขาให้ความสำคัญกับเอวาริสท์ มากกว่าอะไรทั้งหมด

       

      “อ่ะ งั้นฝากเอวาริสท์ด้วยนะคะ” นัยน์ตาสีฟ้าละสายตาจากตุ๊กตานำทางของตัวเอง มองผู้นำทางของเพื่อนสนิทสมัยเด็กของเขา เขาเอ่ยปากอุบอิบเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะขอตัวเดินกลับไปยังห้องพักที่เอวาริสท์อยู่

      “ไอแซ็คนี่ ท่าทางจะชอบเอวาริสท์มากๆ เลยนะ” ตุ๊กตาผมสีน้ำตาลส้มลอนยาวเอ่ยขึ้น พลางมองไอแซ็คที่สาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วจนลับตาไปในเวลาเพียงชั่วพริบตา

      “ทั้งชีวิตก็ให้ได้

       “คนๆ นั้นเคยพูดไว้นะ

      “เพราะงั้น ก็เลยรู้ว่า เถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ ให้เอาวิญญาณนักรบทั้งหมดมาลาก ไอแซ็คก็คงไม่ยอมเดินทางไปกับฉันด้วยอยู่ดี  ให้ตายสิ พอยอมบ่อยๆ การเดินทางก็เลยไม่คืบหน้า นี่ฉันเพิ่งเดินทางถึงที่สุสานนอกรีตเองนะ !!

      คานะนิ่งเงียบฟังตุ๊กตาจอมไฮเปอร์บ่นอุบ ก่อนยิ้มขำออกมาเบาๆ

       

      ทั้งชีวิตก็ให้ได้

       

       “เอวาริสท์ไม่พูดอะไรบ้างรึไง แบบนั้นน่าสงสารไอแซ็คนะ อย่าง ให้ได้ทั้งชีวิต รึอะไรทำนองนั้น”

      “อื้อ ไม่เคยเห็นพูดเลยนะ”

       

      ใช่แล้ว เอวาริสท์ไม่เคยพูดคำนั้น

       

      ถึงแม้ตุ๊กตาอย่างคานะจะไม่เคยได้ยินออกมาจากปากของเอวาริสท์ แต่หล่อนรับรู้ได้ผ่านน้ำเสียง แววตา ที่เด่นชัด กระทั่งตุ๊กตาที่ไร้ความรู้สึกค่อยๆ ซึมซับ และรับรู้ได้

      “ทำไมไม่เซอร์วิสกันเลย” ตุ๊กตาคิริยะขมวดคิ้ว จ้องราวกับจะคาดคั้น

      “ก็เอวาริสท์ไม่ได้พูดจริงๆ นี่น่า” หล่อนเห็นตุ๊กตาที่ควรจะหน้านิ่งสนิทตรงหน้า ทำหน้าตาตลกๆ คล้ายกับจะร้องไห้  คิริยะเริ่มฟูมฟายราวกับตัวเองเป็นไอแซ็คเสียเอง

      แต่ถ้าประโยคที่ว่า

       

       “ยิ้มอะไรนะ ไม่คิดว่าวิญญาณนักรบเอใจร้ายไปหน่อยเหรอ”

       

       ‘อยากให้อยู่ข้างๆ ไปชั่วชีวิต

       

      อวตาร์คานะส่ายหัว พลางหัวเราะอีกครั้ง “อื้อ เปล่าหรอก”

       

      ก็พอจะได้ยินมาบ้างอยู่เหมือนกัน

       

       

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×