คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SHORT STORY] Beauty and the beast Yaoi !!!!!

Beauty and the beast ตำนานรักระหว่างหญิงสาวผู้งดงามกับเจ้าชายหนุ่มผู้ถูกสาปให้มีรูปร่างเป็นปีศาจอัปลักษณ์ .. ใครจะเชื่อเล่าว่าจะมีอยู่จริงในยุคนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว.. นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ยอดวิวรวม

2,113

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


2,113

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


9
เรทติ้ง : 90 % จำนวนโหวต : 3
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 ต.ค. 54 / 20:57 น.
นิยาย [SHORT STORY] Beauty and the beast Yaoi !!!!! [SHORT STORY] Beauty and the beast Yaoi !!!!! | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 ต.ค. 54 / 20:57


 Beauty and the beast

 

 

Beauty and the beast ตำนานรักระหว่างหญิงสาวผู้งดงามกับเจ้าชายหนุ่มผู้ถูกสาปให้มีรูปร่างเป็นปีศาจอัปลักษณ์ .. ใครจะเชื่อเล่าว่าจะมีอยู่จริงในยุคนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วกับวรายุ สถาปนิกหนุ่มโสดมากความผู้มีรูปเป็นทรัพย์ในตระกูลผู้ดีเก่า

 

 

ใบหน้าสวยใสที่ได้มาจากมารดากับความคมเข้มของบิดาที่สืบเชื้อสายขุนนางประกอบเป็นดวงหน้าหวานคมปานรูปสลักที่ใครเห็นก็ต้องเพ่งพิศให้กับความลงตัวนี้อีกครั้ง สิ่งที่คนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นข้อเสียที่น่าเสียดายของวรายุมีเพียงสองประการคือ หนึ่ง ร่างโปร่งที่สูงเพียง170 cm ดูออกจะตัวเล็กไปสำหรับชายไทยสมัยใหม่ และ สอง ความสนใจของวรายุ..ที่ไม่เคยปรารถนาในตัวผู้หญิงคนใด

 

 

ถูกล่ะ.. เขาเป็นเกย์

 

 

ถือว่าเป็นโชคดีของวรายุที่ทางบ้านหัวทันสมัยอยู่มาก ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้อยู่รอดเป็นตัวของตัวเองมาจนทุกวันนี้ เพียงแค่แม่ของเขาขอให้วางตนอยู่ในกรอบของความเหมาะสม  ทั้งยังมีพี่ชายอีกสองคนที่สุดแสนจะหวงและห่วง วรายุจึงแทบไม่เคยได้ออกนอกลู่นอกทางเลยทั้งๆที่วัยก็ล่วงมาถึงเบญจเพสแล้ว

 

 

เพื่อนผู้หญิงจะกี่คนต่อกี่คนที่บ้านปล่อยผ่านให้เขาคบได้หมด เพียงแค่พามาแนะนำให้รู้จัก ..แต่กับเพื่อนที่เป็นเพศชายนั้นจะโดนคัดกรองเป็นสองเท่า เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้หวังมาทำมิดีมิร้าย

 

 

เพราะรำคาญกับความเป็นห่วงที่มากเกินของที่บ้านและความรู้สึกของตัวเอง ..ที่ไม่เคยประทับใจในตัวชายคนใดจนมอบความรักให้ ... วรายุจึงเหมือนเป็นดอกไม้แรกแย้มที่ไม่เคยสัมผัสต้องกับสิ่งใด

 

 

หลายคนที่เข้ามาบอกรัก เข้ามาทำความรู้จัก ตั้งแต่ดาราไปจนถึงหนุ่มนักธุกิจเนื้อหอม แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยคิดเกินเลยรวมถึงไม่เคยให้ความหวัง

 

 

จุดหมายปลายทางชีวิตของคนเหล่านั้นอยู่ที่ใด เที่ยวเล่น สนุก แล้วหาความสุขใส่ตัวไปวันๆ?

 

 

ตั้งแต่วิธีการเข้าหาเขาก็สามารถบอกถึงตัวตนได้หมดสิ้น ทั้งคำหวานที่ป้อยอ หรือกิริยาที่จงใจแตะเนื้อต้องตัวเขาจนเกินงาม วรายุไม่ชอบสิ่งเหล่านั้น

 

 

แม้ความต้องการตามธรรมชาติจะยังคงมีอยู่ตลอด แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้มันมาควบคุมจนละเลยความเหมาะสมและสิ่งที่ตัวยึดมั่น เขาต้องการมอบครั้งแรกให้กับคนที่เขารักและต้องการจะอยู่เคียงข้างไปชั่วชีวิต

 

 

ความรัก.. หากไขว่คว้าก็คงต้องวิ่งตามอยู่ร่ำไป วรายุหวังเสียจนเลิกหวังแล้วว่าจะเจอใครที่เขาสามารถรักได้หมดหัวใจ จวบจนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล..

 

 

 

 

วรายุต้องไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่เข้าพักรักษาตัวด้วยการโรคหัวใจอยู่ในห้องพิเศษของโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ หลังจากไปพูดคุยทักทายเสร็จชายหนุ่มก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วอาการปวดท้องที่รบกวนเขามาได้สองสามวันก็เริ่มแสดงอาการหนักข้อขึ้น คราวนี้ปวดเกร็งเสียจนต้องล้มลงไปกองกับพื้น ลำบากญาติผู้ใหญ่ของเขาเองที่ต้องกดออดเรียกพยาบาลให้มาดู วรายุได้แต่นอนงอตัวเกร็งอยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดที่จู่โจมทำให้เขาไม่สามารถพูดสิ่งใดได้ หน้าผากเนียนปรากฎเหงื่อเม็ดเป้ง ใจเต้นเร็วตามความปวดที่ทวีขึ้นทุกขณะ   

 

 

ไม่นานนักผู้ช่วยพยาบาลพร้อมเตียงเปลก็มารับตัวชายหนุ่มถึงที่ วรายุถูกนำตัวไปยังแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล จากการซักประวัติลักษณะอาการปวดท้องที่ผ่านมาและการตรวจร่างกายทางหน้าท้อง แพทย์เวรที่อยู่ประจำห้องฉุกเฉินให้การวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดภายในวันนี้

 

 

ผ่าตัด!!!  ...เป็นความจริงที่น่าหวาดหวั่นเสียเหลือเกินสำหรับวรายุ ..

 

 

แม้ใครจะมองว่าการผ่าตัดไส้ติ่งจะเป็นเพียงการรักษาเล็กๆน้อยๆ แต่ลองมาเป็นคนที่จะโดนผ่าดูดีไหมเล่า อยากจะรู้นักว่าจะมีใครสงบสติลงภายในสองนาทีโดยใจไม่เต้นระรัวดังที่เขาเป็นได้

 

 

ถึงจะเข้าใจเหตุผลที่แพทย์บอกว่าการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด แต่วรายุก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้อยู่ดี

 

 

 

สิบนาทีผ่านไปทีมศัลยแพทย์ก็มาถึง ที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นอาจารย์แพทย์หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสากลทั่วไป เจ้าของดวงหน้าคมคายสะดุดตาชนิดที่ใครเห็นก็คงต้องเหลียวหลังเพื่อมองชัดๆ แนะนำตัวกับเขาว่าชื่อ เมธัส   กับแพทย์หญิงร่างท้วมในชุดเสื้อกาวน์สั้นที่ดูจะอ่อนอาวุโสกว่า ทั้งสองสอบถามอาการจากวรายุแล้วตรวจร่างกายอีกรอบหนึ่ง ยืนยันกับวรายุว่าเขาเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจริง

 

 

หลังจากได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอนแล้วชายหนุ่มจึงได้ยาระงับปวดโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ความทรมานที่มีจึงคลายลงไป ริมฝีปากระเรื่อแห้งผากจนรู้สึกเจ็บ ชายหนุ่มทำได้แค่ใช้ลิ้นเลียรอบริมฝีปากเพราะแพทย์ได้สั่งงดน้ำงดอาหารเขาเพื่อเตรียมผ่าตัด โดยจะให้เขางดเป็นเวลาหกชั่วโมงก่อน เนื่องจากการผ่าตัดไส้ติ่งในกรณีของเขาที่อาการโดยทั่วไปค่อนข้างดีจึงจะยังรอให้งดน้ำงดอาหารครบตามเวลาได้เพื่อไม่ให้เขาไปสำลักอาหารเข้าปอดขณะทำการผ่าตัด

 

 

ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงวิสัญญีแพทย์จึงมาพบกับเขา อาจารย์หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อแขนยาว ผิวค่อนไปทางคล้ำกับดวงหน้าเข้มแต่ห่างไกลจากคำว่าคมคายอยู่โข คล้องบัตรประจำตัวไว้พร้อมด้วยนักศึกษาแพทย์อีกสามคน คนตรงหน้าวรายุแนะนำตัวว่าเขาชื่อ กลทีบ์ จะมาพูดคุยและทำความเข้าใจกับเขาในเรื่องของการระงับความเจ็บปวดขณะทำการผ่าตัด  

 

 

“สำหรับวิธีการระงับความเจ็บปวด ในกรณีของคุณวรายุผมจะเลือกให้เป็นการดมยาสลบและใส่ท่อช่วยหายใจนะครับ”

 

 

กลทีบ์บอกถึงรายละเอียดและวิธีการรวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ให้เขารับรู้ ทั้งๆที่วิสัญญีแพทย์ทำหน้าที่เพียงดมยาให้เขาหลับไม่รู้เรื่องไปไม่ใช่หรือ แต่ทำไมทุกๆคำที่ออกมาจากปากบางนั้นถึงทำให้ประสาทของวรายุที่เขม็งเกลียวด้วยความเครียดค่อยๆคลายความวิตกลงทีละน้อย

 

 

การผ่าตัดเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับวรายุ ..และยังเป็นจนอยู่แม้ว่าหมอศัลย์จะมาคุยกับเขาแล้ว  แต่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

 

ใจดวงน้อยของชายหนุ่มอ่อนต่อโลกค่อยๆสงบลงราวจะเชื่อฟังเสียงทุ้มห้าวที่ว่าไปตามหลักวิชาการ ..ไม่มีกระทั่งคำโอ๋หรือปลอบใจใดๆเสียด้วยซ้ำ มีเพียงความสุภาพอ่อนโยนและการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดให้เขา

 

 

กลทีบ์ขอให้เขาได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้ร่วมตรวจร่างกายเพื่อประเมินเบื้องต้นก่อนการดมยาสลบด้วยซึ่งวรายุก็ตอบตกลง ในเมื่อไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงนัก .. ก็แค่มีคนมาตรวจเขาซ้ำ จากนั้นอาจารย์หนุ่มก็หันไปสอนนักศึกษาแพทย์ที่ติดตามมาด้วยศัพท์เทคนิคซึ่งเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แล้วจึงกลับมาอธิบายให้เขาฟังอีกรอบหนึ่งเมื่อเห็นว่าเขาเองก็สนใจอยากจะรู้

 

 

น้ำเสียงที่ใช้กับนักศึกษาแพทย์เต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะสอนแบบพี่สอนน้อง เพราะวรายุสังเกตว่าพีรวิชญ์ใช้คำแทนตนเองว่า”พี่” แล้วเรียกนักศึกษาแพทย์ว่า “หมอ”ตามด้วยชื่อแต่ละคนทุกคำ และดูเหมือนว่านักศึกษาแพทย์ทั้งสามคนต่างก็รับรู้ความตั้งใจนั้นของกลทีบ์

 

 

 

 

ผ่านไปไม่นานนักมารดาของเขาก็มาถึง ด้วยอุปการคุณที่ตระกูลมีต่อโรงพยาบาลและเส้นสายที่ครอบครัวของเขามี วรายุจึงได้ย้ายไปอยู่ในห้องพิเศษเดี่ยวของแผนกศัลยกรรม มีพยาบาลมาสอนให้เขาฝึกใช้เครื่องเป่า ที่เขาต้องสูดลมให้ลูกบอลกลมๆเล็กๆขึ้นสุดทั้งสามลูก โดยต้องฝึกสูดทั้งก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะปอดแฟบ

 

 

ระหว่างรอเวลาผ่าตัดแทนที่มารดาของเขาจะเป็นฝ่ายพูดให้เขาหายกลัวแต่กลับเป็นวรายุที่ต้องคอยปลอบและส่งทิชชู่เช็ดน้ำตาให้แล้วฟังมารดาเล่าแผนการพาเขาทำบุญเก้าวัดแก้เคล็ดที่ปีนี้เขาเบญจเพสพอดี

 

 

คิ้วเรียวโก่งขมวดเข้าหากันน้อยๆเมื่อพยายามระลึกถึงถ้อยคำที่แพทย์ได้บอกกับเขาทั้งอาการที่เขาเป็นและขั้นตอนการดมยาเพื่อถ่ายทอดให้มารดาฟังอีกต่อหนึ่ง เรียวปากสีชมพูคลี่ยิ้มจางเมื่อเล่าถึงส่วนของการดมยาสลบ ความอบอุ่นเอ่อท้นจากหัวใจแล้วค่อยๆไหลวนอยู่ในอกเมื่อนัยน์ตาดำขลับสะท้อนเงาความจริงจังของกลทีบ์

 

 

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรน่ะเล็ก”เสียงห้าวๆของพี่ชายคนรองดึงเขาออกจากห้วงความคิด

 

 

ดวงตาหวานเบิกกว้างขึ้นกะทันหันด้วยความตกใจ เปลือกตาบางกะพริบถี่

 

 

“เล็กไม่ได้ยิ้มอะไรนี่นา ก็กำลังเล่าอยู่นี่ว่าเล็กจะต้องโดนอะไรบ้าง”

 

 

 “แกไม่ได้เห็นหน้าตัวเองสิเล็ก อมยิ้มอยู่ตลอดเลยเนี่ย ตางี้เคลิ้มเชียว อยากโดนดมยานักรึไง”คำสวนทื่อๆของพี่ชายทำเอาคนที่นอนอยู่บนเตียงเริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่ชักจะแล่นมาริ้วๆบนผิวแก้ม วรายุพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปรับท่าทางตัวเองให้เป็นปกติโดยเร็ว เสเอี้ยวตัวไปอีกทาง ทำทีเป็นขยับหมอนที่หนุนหลังตัวอยู่ ปากก็เถียงพี่ชายไปอย่างไม่อยากยอมรับ

 

 

“ใครจะบ้าอยากโดนดมยากันเล่าพี่กลาง มาเป็นไส้ติ่งอักเสบแทนเล็กไหม”

 

 

เจ้าน้องคนนี้นี่ เดี๋ยวนี้หาเรื่องพี่นะ” วรัญชน์หรือ พี่กลาง ของคนเจ็บเริ่มจะเสียงเข้มใส่ ด้วยชักเริ่มหงุดหงิดและอารมณ์เป็นห่วงที่มีมาก่อนหน้า

 

 

“เล็กไม่ได้หาเรื่องสักหน่อย พี่กลางนั่นแหละ เป็นไส้ติ่งนี่เล็กปวดท้องจะตาย”ว่าแล้วก็ทำหน้างอๆใส่พี่ชายตามนิสัยลูกคนเล็กที่ชอบรั้นแล้วก็มีแต่คนโอ๋

 

 

คนเป็นพี่โคลงศีรษะแล้วเงียบไปอย่างไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด นักธุรกิจที่เอาแต่บ้างานอย่างเขาบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดคนหัวศิลป์อย่างน้องชายสักเท่าไหร่ อาจจะเกิดไอเดียอะไรดีๆขึ้นมาระหว่างเล่าเสียกระมัง

 

 

“เก็บแรงนอนเงียบๆไปนั่นแหละ ตาเล็ก เดี๋ยวจะต้องผ่าตัดแล้วนี่”เสียงทุ้มเรียบดังมาจากชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ตรงปลายเตียงเขา วรุตม์หรือพี่ใหญ่ของเขา ลองเปิดปากพูดแล้วคนที่บ้านไม่มีใครกล้าขัดทั้งนั้น แม้วรายุจะรู้อยู่ว่าขณะนี้ยังห่างไกลจากจุดเดือดของพี่ชายมากนัก แต่เขาก็ไม่อยากจะเสี่ยงโดนดุ

 

 

 

 

เข็มนาฬิกาเดินไปตามจังหวะของมันเรื่อยๆ แม้ว่าวรายุจะอยากให้มันไม่ถึงสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วบุรุษพยาบาลชุดขาวก็มาอยู่ตรงหน้าเพื่อเข็นเตียงเขาไปที่ห้องผ่าตัด ความพรั่นพรึงเข้าครอบงำจิตใจอีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ยังต้องพยายามฝืนยิ้มให้มารดาที่เริ่มร้องไห้อีกรอบ ทั้งๆที่ตัวเขาเองนี่ล่ะที่อยากร้องไห้เป็นที่สุด

 

 

เขาถูกนำไปพักไว้ที่ห้องรอผ่าตัดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการเตรียมห้องผ่าตัดสำหรับคิวก่อนหน้าเขาให้เสร็จสิ้นดีก่อน หลังจากนอนมองฝ้าเพดานสีขาวมาได้สักระยะ คนที่ทำให้เขาอุ่นใจได้เมื่อครึ่งวันก่อนก็ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กลทีบ์ใส่เสื้อกับกางเกงสีเทาทั้งชุดตรงกลางเสื้อมีคำสกรีนว่า “วิสัญญี”  ชายหนุ่มสวมหมวกสีเขียวเก็บผมไว้ วรายุเดาเอาเองว่านี่น่าจะเป็นเครื่องแบบที่ใช้ในห้องผ่าตัดสำหรับแผนกวิสัญญีเพราะเขาเห็นคนใส่ชุดแบบนี้เดินไปมากันหลายคน มองไปด้านหลังก็เห็นนักศึกษาแพทย์กลุ่มเดิมเดินตามกลทีบ์ต้อยๆ

 

 

“เป็นยังไงบ้างครับ”อาจารย์หนุ่มถามเขาพร้อมกับรอยยิ้มบาง .. บางเสียจนถ้าเขาไม่เพ่งชัดๆก็อาจจะพลาดยิ้มสวยๆนี่ไปได้

 

 

ชักจะบ้าแล้วเรา... แค่เขายิ้มน้อยๆ ไม่ได้ดูดีอะไรเสียหน่อยเมื่อเทียบกับคนอื่นๆที่เคยเข้ามาจีบ .. ทำไมเขาจึงมองว่ายิ้มนี่ช่างสวยไปได้นะ แล้วนี่อะไร! แค่คำถามเดียวก็ชะเอาความกังวลในตัวเขาไปได้เกินครึ่งแล้วนะ

 

 

วรายุ!!! นายเป็นอะไรของนายกัน !!

 

 

คิดตำหนิตัวเองในใจแต่ก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มปกติของตัว “ก็ยังกลัวๆอยู่บ้างน่ะครับ”

 

 

คราวนี้คนตรงหน้าวรายุยิ้มกว้างขึ้นอีก ..

 

 

..นี่อาจารย์หมอคนนี้จะฆ่าเขาให้ตายหรือไงนะ ยิ้มอย่างนี้รู้ไหมว่าเขาจะละลายไปกับเตียงผู้ป่วยอยู่แล้ว!!

 

 

ดูดีสักนิดหรือ?.. ก็ไม่ .. แล้วคุณมีสิทธิอะไรมาทำให้ผมรู้สึกแบบนี้กัน คุณหมอ!!!!!!!

 

 

“ธรรมดาล่ะนะ จะผ่าตัดใครก็ต้องกลัวกันทั้งนั้นครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราจะพยายามอย่างดีที่สุด”

 

 

ณ วินาทีนี้  ถ้าต้องให้โดนกลทีบ์ดมยาที่นี่ เดี๋ยวนี้ เขาก็ยอม

 

 

 

 

“หมอ ไปเตรียมsetมาซิ พี่จะเปิดเส้น”กลทีบ์หันไปพูดกับนักศึกษาแพทย์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ไม่นานนักเด็กหนุ่มในชุดสีเทาก็เดินกลับมาพร้อมกับถาดในมือ

 

 

“เดี๋ยวผมจะแทงสายน้ำเกลือนะ จะไว้ให้ยาน่ะครับ ..ขอโทษนะครับ” พยักหน้ารับกับประโยคแรกไม่ทันเสร็จดีก็ต้องสะดุ้งวาบในใจเมื่อมือที่เย็บเยียบด้วยความกลัวของเขาบัดนี้อยู่ในอุ้งมืออุ่นของกลทีบ์

 

 

ความรู้สึกยามที่กลทีบ์แตะต้องมือเขานั้นเต็มไปด้วยความสุภาพ นุ่มนวล ผิดกับผู้ชายหลายคนที่มาเกาะแกะ

 

 

“หมอดมยาน่ะ เราต้องเปิดเส้นให้ได้เองนะ ไม่ใช่จะอาศัยพี่พยาบาลเขาเปิดให้ มันมีตั้งแต่เห็นแล้วแทงเปิดกันง่ายๆ ดีดขึ้นมาถึงเห็น หรือต้องงมกันเลย แทงเข็มไปทั้งๆที่ไม่เห็นเส้นนี่ล่ะ”พอกลทีบ์พูดถึงตรงนี้วรายุก็เห็นว่าที่คุณหมอสามคนหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มนึกขันอยู่ในใจ ..แต่ก็คงจริงอย่างที่กลทีบ์ว่า ..ไม่เห็นเส้นเลือดแต่ก็แทงไปทั้งๆอย่างนั้น ก็คงจะยากเอาการอยู่

 

 

“ของคุณวรายุจะหาเส้นยากอยู่สักหน่อย หมออาจจะใช้วิธีตีหรือดีดเบาๆให้เห็นเส้นชัดๆก่อนก็ได้”เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มสอนลูกศิษย์ของตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ได้รับรู้เลยว่าเข้ามาปั่นป่วนในความคิดของคนไข้แค่ไหนแล้ว

 

 

เส้นยางสีน้ำตาลเหลืองถูกนำมารัดเข้าที่แขน

 

 

“กำแล้วคลายมือเร็วๆซิครับ” แน่นอนว่าวรายุทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ทำสักสองทีอาจารย์หนุ่มก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เขาหยุด

 

 

มือใหญ่ดีดที่หลังมือเขาเบาๆหลายที จากนั้นก็นำสำลีชุบแอลกอฮอล์มาเช็ด กลทีบ์ค่อยๆปลดเข็มออกจากปลอก

 

 

“หมอ เวลาจะแทงนะ ให้หมอเอียงเข็มสักสามสิบองศาก่อน แล้วแทงเข้าไปทีเดียว อย่าช้าเกินไป ไม่งั้นเวลาเข็มผ่านskinนานๆ คนไข้จะเจ็บ ..ทนนิดนึงนะครับ”ประโยคหลังกลทีบ์หันมาพูดกับเขา วรายุได้แต่ยิ้มบางๆตอบกลับไป

 

 

ปลายเข็มที่แทงทะลุผิวหนังเบามากจนเขาแทบจะไม่รู้สึก เส้นยางที่รัดแขนอยู่ถูกปลดออกอย่างเบามือ

 

 

“ก่อนหมอจะถอนตัวเข็มออกนะ ให้ดันไปข้างหน้าสักหน่อย ให้แน่ใจว่าเข้าเส้นแล้ว ไม่งั้นถ้ามันแค่เฉียงๆเราจะดันตัวพลาสติกเข้าไปไม่ได้เพราะมันไม่แข็งพอ”

 

 

หลังจากทำตามที่ว่ามาเรียบร้อยแล้วกลทีบ์ก็รับสายน้ำเกลือจากลูกศิษย์มาต่อ นักศึกษาแพทย์คนนึงนำพลาสเตอร์มาติดที่มือเขาให้เรียบร้อย

 

 

“เปิดเส้นแล้วเหรอคะอาจารย์” พยาบาลในชุดสีเทาเหมือนกับกลทีบ์เดินเข้ามาหา

 

 

“ครับพี่กุ๊ก นี่ห้องข้างในพร้อมรึยัง”

 

 

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

 

 

เขาถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก กลิ่นยาที่ผสมปนเปกันอยู่ภายในทำให้คนที่ไม่คุ้นชินอย่างวรายุรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ถึงกับเหม็นจนทนไม่ได้แต่ถ้าให้มาอยู่ที่นี่ตลอดเวลาก็คงไม่ไหวอีกเหมือนกัน

 

 

วรายุต้องย้ายไปยังเตียงที่ใช้ผ่าตัดจริง หมอนยางแข็งๆสอดรองใต้ท้ายทอยหนุนบริเวณคอและศีรษะเขาให้สูงขึ้น ที่ข้อมือข้อเท้า แขน แผ่นอกถูกนำอุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าต่างๆภายในร่างกายมาติด

 

 

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกลทีบ์ก็หันไปสั่งให้ลูกศิษย์เขาหักแอมป์ยาแล้วดูดเตรียมไว้

 

 

“เดี๋ยวดมแก๊สนะครับ”พูดจบอาจารย์หนุ่มก็ให้นักศึกษาแพทย์เอาหน้ากากทรงสามเหลี่ยมแปลกๆที่มีสายต่อยาวไปอีกมาครอบที่จมูกกับปากของเขา ไม่ได้แนบสนิทกับหน้า แค่เหมือนจะให้เขาสูดเข้าไปมากกว่า วรายุไม่แน่ใจว่าจะอธิบายกลิ่นที่ได้รับอย่างไร พอสูดเข้าไปสักพักก็เหมือนว่าความรู้ตัวของเขาดูจะถดถอยลง

 

 

“เดี๋ยวหมอจะฉีดยาให้หลับด้วยนะ”

 

 

วรายุเห็นกลทีบ์รับหลอดยาสองสามหลอดจากลูกศิษย์ตัวมาไว้ในมือ ชายหนุ่มหมุนเอาจุกสีขาวที่อยู่ต่อมาจากสายน้ำเกลือตรงมือเขาออกก่อนจะเสียบหลอดเข้าไป หมุนบิดพลาสติกขาวๆที่คล้ายจะเป็นก๊อก จากนั้นจึงเริ่มดันยาเข้าไปในสายน้ำเกลือ

 

 

“จะแสบๆที่เส้นบ้าง เป็นผลจากยานะ ไม่ต้องกลัวนะครับ”

 

 

...ไม่ต้องกลัวนะครับ... ตั้งแต่พบกัน นี่เป็นครั้งแรกที่หมอคนนี้โอ๋เขา

 

 

เพียงเท่านี้วรายุก็แน่ใจว่าจะฝากชีวิตไว้ในมือของหมอคนนี้ได้อย่างสบายใจ  

 

 

ความแสบร้อนไล่มาจากข้อมือจนถึงหัวไหล่แต่มันเป็นสิ่งเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสจากชายคนใดแผ่ออกจากหัวใจ

 

 

ดวงตาของเขาเริ่มพร่าเลือน เปลือกตาบางหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถเปิดได้อีก เสียงผู้คนที่พูดกันยังก้องอยู่ในหัว เสียงทุ้มนุ่มของกลทีบ์ที่สอนนักเรียนยังแว่วมาให้ได้ยิน คล้ายว่าจะมาจากที่ไกลแสนไกล

 

 

สิ่งสุดท้ายที่วรายุรับรู้ก่อนห้วงสติจะดับลง คือ คำว่า.. The Guardian

 

 

 

 

 

“..ยุ ..คุณวรายุ..”

 

 

หือ.. มีคนเรียกเขา ใครกัน.. ทำไมฟังดูอบอุ่นแบบนี้

 

 

“คุณวรายุ ผ่าตัดเสร็จแล้วนะครับ”

 

 

เขารู้แล้วเสียงนี้.. อาจารย์แพทย์กลทีบ์แน่ๆ ความยินดีบางอย่างอุ่นเอ่ออยู่ในใจเมื่อตื่นมาแล้วได้ยินเสียงคนๆนี้เป็นคนแรก

 

 

“หมอ suctionในท่อซิ

 

 

ท่อเล็กๆใสๆถูกนำมาใส่ท่อช่วยหายใจของเขาอีกทีหนึ่ง คาอยู่สักพักจากนั้นจึงถอนออกไป

 

 

suctionในปากด้วยนะ”จากนั้นก็เหมือนมีอะไรมาดูดๆในปากเขา ท่อที่ใส่อยู่ในปากเดิมและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปใหม่ทำให้วรายุอึดอัดจนต้องขยับหน้าหนี

 

 

“คุณวรายุ นิ่งๆค่ะ อย่ากัดสายนะ หมอดูดน้ำลายให้อยู่นะคะ จะได้ไม่สำลักนะ” เสียงนักศึกษาแพทย์หญิงเอ่ยบอกเขาอย่างใจเย็น

 

 

“เดี๋ยวหมอจะถอดท่อช่วยหายใจออกนะครับ จากนี้หายใจเองนะ”จบคำก็มีมือใหญ่มาจับที่คางเขา ท่อขนาดประมาณเกือบๆนิ้วโป้งเขาที่เสียบคาอยู่ที่ปากค่อยๆถูกถอนออก สายดูดเส้นเดิมเข้ามาดูดน้ำลายในปากเขา จากนั้นก็นำหน้ากากสามเหลี่ยมมาครอบอีกครั้ง

 

 

“หายใจเข้าออกลึกๆครับ”

 

 

วรายุพยายามหายใจอย่างเต็มที่ราวกับไม่ได้ทำเช่นนี้มานาน ความรู้สึกที่มีท่อช่วยหายใจอยู่แล้วต้องหายใจผ่านทางนั้น แม้จะรู้สึกแค่เพียงไม่นานแต่ก็ทำให้ทรมานได้ไม่น้อย

 

 

ไม่นานอุปกรณ์ที่ติดตามค่าต่างๆในร่างกายก็ถูกนำออกไปจนหมด เขาถูกย้ายไปที่เตียงเปลก่อนจะมีบุรุษพยาบาลมาช่วยเข็นเขาออกไป

 

 

“ไม่ต้องครับ พี่ไปอยู่ด้านหน้าดีกว่า” ด้านหน้าของกลทีบ์นี้คือด้านปลายเท้าของเขา เมื่อวรายุเงยหน้ามองขึ้นไปก็พบดวงหน้าเข้มแต่ไร้เสน่ห์และห่างไกลคำว่าหล่อเหลาของคนทั่วไปอยู่เบื้องบน

 

 

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่สำหรับวรายุ .. ใบหน้านี้ทำให้เขาเย็นใจได้เมื่อได้เห็น

 

 

“ไปหมอ ไปส่งคนไข้กัน” กลทีบ์หันไปเรียกนักศึกษาของเขา

 

 

“สำหรับพี่นะ เวลาไปส่งคนไข้ พี่จะเป็นคนเข็นทางด้านศีรษะเอง เพราะเวลาเกิดอะไรเราจะสามารถmanage airway ได้ทันที”

 

 

 

 

เมื่อมาถึงห้องพักสังเกตอาการที่ยังอยู่ในบริเวณของชั้นผ่าตัดก็มีผู้หญิงในชุดสีเขียวอ่อนเดินตรงเข้ามาที่เขา

 

 

“เอ้า หมอ ส่งเวรซิ พี่เค้ารออยู่”กลทีบ์พูดยิ้มๆ

 

 

นักศึกษาแพทย์ในความดูแลของอาจารย์หนุ่มบอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาอย่างตะกุกตะกัก

 

 

“เวลาหมอจะส่งคนไข้ให้พี่เค้าดูแลต่อนะ สิ่งสำคัญที่ต้องบอกคือ หนึ่ง คนไข้ชื่ออะไร มาผ่าตัดอะไร มีผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดรึเปล่า มีวิธีระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัดแบบไหน ใช้เป็นอะไร แล้วมีข้อระวังพิเศษอะไรในคนไข้คนนี้บ้าง”หลังจากสอนแล้วกลทีบ์ก็หันไปส่งเวรให้กับพยาบาลคนนั้นเสียเอง แต่พูดช้าๆเพื่อให้นักเรียนของเขาฟังตามทัน

 

 

“มีอะไรต้องดูเพิ่มมั้ยคะอาจารย์”

 

 

“ไม่มีแล้วครับ เท่าที่ผมบอกไปนั่นแหละ”

 

 

“ขอบคุณนะคะอาจารย์”

 

 

“ขอบคุณครับ”กลทีบ์โค้งน้อยๆให้กับพยาบาลที่มารับดูแลเขาต่อ

 

 

“ไปหมอ ไปดูเคสต่อไปซิ แล้วมาพรีเซนต์ให้พี่ฟังด้วยนะ .. หมอไปก่อนนะครับ”ประโยคหลังกลทีบ์หันมาพูดกับเขา เป็นประโยคที่ทำให้คนฟังใจแป้ว

 

 

จะไปแล้วหรือ...

 

 

อยากจะรั้งเขาไว้ให้อยู่ใกล้ตัวเสียจริง

 

 

ความคิดที่ทำให้สะดุ้งในใจขึ้นมา.. ทำไมกัน ตั้งแต่แรกเจอแล้ว เหตุใดชายคนนี้จึงเข้ามาวนเวียนอยู่ภายในใจตลอดเวลา สร้างความอบอุ่นและเชื่อมั่นให้เขาได้ขนาดนั้น อยากให้อยู่ใกล้ตัวแม้ไม่ใช่คนสนิท อาลัยอาวรณ์กับแค่อีกฝ่ายกลับไปทำหน้าที่ ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วเขาสองคนก็แทบจะเป็นคนแปลกหน้า

 

 

วรายุเอ๋ย เป็นอะไรของนาย นายไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเลยนี่นา

 

 

หรือว่า..เขาจะ..

 

 

ก่อนที่จะได้ให้คำตอบกับตัวเอง วรายุก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งจากฤทธิ์ยาแก้ปวดที่ได้รับและความเหนื่อยอ่อนของร่างกายจากการผ่าตัด

 

 

 

 

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเขาอยู่ที่ห้องพักของตัวเองแล้ว เห็นพี่ชายเปรยว่าเป็นเวลารุ่งสาง ครานี้ความเจ็บที่แผลเริ่มจะออกฤทธิ์บ้างแล้ว เขารู้สึกตึงๆร่วมด้วยบริเวณแผลผ่าตัดทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างใจ

 

 

“เป็นยังไงบ้างลูก” มารดายิ้มจืดๆให้เขา ดูท่าจะยังคงเป็นห่วงอยู่แต่คลายไปมากแล้ว

 

 

“ก็พอไหวฮะ เล็กเริ่มเจ็บๆแผลน่ะ สงสัยว่ายาหมดฤทธิ์แล้วมั้ง”

 

 

“เห็นพยาบาลบอกว่าหมอสั่งยาแก้ปวดไว้ให้น่ะ ถ้าแกปวดมากก็ขอยาได้นะเล็ก”วรายุพยักหน้ารับคำพี่ชายคนรองพร้อมกับยื่นมือไปรับที่ฝึกสูดหายใจมาจากพี่ชายคนโต

 

 

วรายุก้มลงสูดลมเข้าปอด แต่ดูจะทำได้ยากเสียจริง เพราะพอสูดหายใจแรงเข้าหน่อยก็เริ่มตึงๆที่แผลซะแล้ว .. มิน่าล่ะถึงให้เขาหัดฝึกเสียตั้งแต่ก่อนผ่า

 

 

 

 

วรายุกับพี่ชายคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยจนมารู้ตัวอีกทีก็เป็นเวลาที่แพทย์เข้ามาตรวจแล้ว เมธัส ศัลยแพทย์ที่เป็นคนผ่าตัดเขาเข้ามาดูด้วยตนเอง ดวงหน้าคมคายยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง ด้านหลังก็เป็นแพทย์หญิงคนเดิมที่เขาเคยเจอเมื่อวาน วรายุลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าพี่ชายสองคนสังเกตคุณหมอที่เข้ามาใหม่อย่างถี่ถ้วน ถ้าโรคหวงน้องรักษาไม่หาย วรายุคิดว่าเขาคงต้องเป็นโสดไปชั่วชีวิต

 

 

“เป็นยังไงบ้างครับ คุณวรายุ”

 

 

“ก็เริ่มเจ็บๆแผลแล้วล่ะครับ”

 

 

“ผมสั่งยาแก้ปวดไว้แล้วนะ ถ้าทานแล้วยังปวดอยู่ก็ให้บอกผมอีกทีแล้วกันครับ”พูดพลางคว้าหูฟังที่พาดไหล่อยู่ขึ้นมาใส่

 

 

“เดี๋ยวผมตรวจหน่อยนะครับ” หูฟังถูกวางไว้ที่หน้าอกเขาอย่างเบามือ

 

 

“หายใจเข้าออกลึกๆนะครับ” วรายุพยายามทำตาม แต่แล้วลมหายใจก็มีสะดุดเมื่อพยายามหายใจเข้าลึกๆ

 

 

“ต้องพยายามฝึกหายใจนะครับ ไม่งั้นปอดจะไม่ขยายเอานะ”

 

 

วรายุพยักหน้ารับกับคำสั่งของหมอเงียบๆ

 

 

“ขอตรวจท้องหน่อยนะครับ เอนนอนนะ”

 

 

มือใหญ่เลิกชายเสื้อบริเวณท้องเขาขึ้น แนบหูฟังลงไปกับหน้าท้องอยู่สักพักจึงเอาออก แล้วพาดกับบ่าของตัวตามเดิม ค่อยๆคลำท้องเขาอย่างเบามือ

 

 

“เดี๋ยววันที่สามหมอจะมาเปิดแผลดูนะครับ”บอกกับเขาแล้วก็หันไปคุยกับมารดาและพี่ชายอีกสองคนว่าไม่ต้องห่วงเนื่องจากากรผ่าตัดเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาแทรกซ้อนใดๆระหว่างการผ่า ที่เหลือก็แค่ระวังเรื่องการติดเชื้อที่แผลและพักฟื้นให้ร่างกายเขาดีขึ้น โดยจะอนุญาตให้เขาจิบน้ำได้ตอนประมาณเที่ยงๆของวันนี้ ระหว่างนี้ให้งดน้ำงดอาหารไปก่อนจากนั้นจึงขอตัวไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อ

 

 

ไม่ทันที่เมธัสจะออกจากห้อง เสียงเคาะเป็นจังหวะสามครั้งก็ดังขึ้นแล้วประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามา ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กสีดำคล้องบัตรประจำตัว ..คนหน้าตาธรรมดาๆที่สุด แต่ก็เป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจเขาเชื่อฟังได้ เดินเข้ามาในห้องพัก กลทีบ์ยิ้มให้เขาน้อยๆก่อนจะโค้งให้กับเมธัสที่โค้งกลับไปเช่นกัน

 

 

“ไง นายที”

 

 

วรายุได้ยินแพทย์สองคนทักทายกันแค่นั้น ถึงแม้ว่าจะพยายามเงี่ยหูฟังแบบเก็บอาการอีกเท่าใดก็ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีก แต่สังเกตจากลักษณะการคุยได้ว่ากลทีบ์ดูจะอายุน้อยกว่าเมธัส

 

 

ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลยนะ.. กลทีบ์ชื่อเล่นชื่อ ที หรอกเหรอ..

 

 

วรายุยอมรับแล้วล่ะว่าเขาคงจะ ตกหลุมรัก ขึ้นมาจริงๆ

 

 

นึกแล้วอยากจะต่อว่าตัวเองอยู่เสียเหลือเกิน คุณหมอคนนี้มีอะไรดีเขาถึงไม่สามารถละสายตาไปได้ ก็แค่ นิ่งๆ ใจเย็น อ่อนโยน สุภาพ สุขุม  ..  

 

 

วรายุ!! นายลืมไปรึเปล่าว่านายเพิ่งเจอกับเขาแค่วันเดียวเท่านั้น อย่าเพิ่งเพ้ออย่างนี้สิ

 

 

“คุณวรายุ เป็นยังไงบ้างครับ” ชายหนุ่มออกจากภวังค์ของตัวเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มเรียก

 

 

“ก็ดีครับ เจ็บแผลนิดหน่อย” กลทีบ์พยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อ

 

 

“แล้วมีแสบๆเจ็บๆในคอบ้างไหมครับ”

 

 

“อ๋อ ไม่มีครับ ปกติดี”

 

 

กลทีบ์หันไปหยิบไฟฉายที่อยู่ที่กล่องตรวจภายในห้องมาเปิด วรายุจึงเปิดปากอย่างรู้หน้าที่พลอยให้คุณหมอขยับยิ้ม

 

 

เมื่อตรวจเสร็จแล้ววรายุจึงเอ่ยถามอย่างชวนคุย “แล้วคุณหมออีกสามคนล่ะครับ วันนี้ไม่ได้มาด้วยเหรอ”

 

 

“อ๋อ หมอนักศึกษาเขาติดเรียนน่ะครับ คิดว่าคงจะมาดูคุณเย็นนี้ล่ะ”

 

 

คำถามที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากของวรายุคือ.. แล้วคุณหมอจะมาด้วยรึเปล่า ..

 

 

แต่เพราะไว้ตัวไม่อยากให้ดูโจ่งแจ้งจนเกินไปจนมารดากับพี่ชายผิดสังเกต คนที่เพิ่งโดนดมยาผ่าตัดจึงได้แต่กดเก็บคำถามไว้ในใจตัวเองเท่านั้น

 

 

เขาคงได้แต่หวังกระมัง บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร อย่างไรเสีย ..พรุ่งนี้กลทีบ์ก็คงมาดูอาการเขาอีก

 

 

วรายุไม่รู้เลยว่าเขาคิดผิดไปเสียแล้ว เพราะวันนี้ เป็นวันสุดท้ายที่กลทีบ์จะมาพบกับเขาในฐานะวิสัญญีแพทย์

 

 

 

 

“คุณหมอที่ผ่าตัดให้ลูกนี่ท่าทางดีนะ” มารดาเอ่ยกับเขาหลังจากที่หมอลาไปกันหมดห้องแล้ว เพราะยังคงไม่เข้าใจว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร วรายุจึงเลือกที่จะเงียบรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

 

“แม่หมายความว่าไง” พี่ชายคนรองของเขาถามสวนมาก่อนแล้วอย่างคนที่ไม่ชอบรออะไรนานๆ

 

 

“อ้าว ก็เขาหน้าตาดีออกนะ สนไหมเล็ก”

 

 

คำถามที่ทำเอาวรายุสะดุ้งเฮือก

 

 

“แม่พูดอะไรของแม่น่ะ”ชายหนุ่มรีบสวนกลับไปทันควัน โอยตายๆ ที่อยากให้แม่เห็นดีเห็นงามด้วยน่ะ อีกคนนึงต่างหาก

 

 

“แม่คิดจะจับคู่ให้เล็กเหรอ” พี่ใหญ่ของเขาถามเสียงเรียบ

 

 

“ก็ไม่เห็นจะเสียหายนี่นา หมอเมธัสเขาก็เป็นถึงอาจารย์หมอเชียวนะ ยังหนุ่มอยู่ด้วย”

 

 

“แม่คงไม่ทันได้สังเกตใช่ไหม หมอเมธัสเขาสวมแหวนที่นิ้วนางซ้ายอยู่ด้วย”วรุตม์เอ่ยปรามมารดาไว้ก่อน หญิงสูงวัยถอนหายใจอย่างเสียดาย

 

 

วรายุลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ พี่ชายคนนี้ของเขารอบคอบแล้วก็ช่างสังเกตเป็นที่สุด นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปให้พี่ชายจับได้ช่วงที่กลทีบ์มาเยี่ยมเขา

 

 

“แปลว่าถ้าตาเล็กจะรักกับหมอซักคนแม่จะยอมงั้นเหรอ” วรัญชน์ถามมารดาของตัวด้วยเสียงที่เริ่มห้วน ไม่ใช่เพราะโกรธ เพียงแค่โรคหวงน้องชักจะกำเริบเอาต่างหาก

 

 

“ก็ด้วยหน้าที่การงานมันก็ทำให้แม่พอยอมรับได้บ้าง แต่ต้องดูประวัติอย่างอื่นประกอบด้วยนะ จะดีแล้วก็เลี้ยงตาเล็กของแม่ได้รึเปล่า”

 

 

“นี่ไม่มีใครจะถามผมหน่อยเหรอครับว่าคิดยังไง” พูดกันซะเหมือนกับเขาอยู่นอกวง “อีกอย่าง เล็กดูแลตัวเองได้ครับ ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยงหรอก เงินเล็กก็หาเองได้”

 

 

“แล้วแกมีใครอยู่ในใจมาก่อนหน้านี้แล้วรึยัง”

 

 

คำถามที่วรายุรู้สึกเหมือนโดนใครเอามีดมาปักกลางอก .. ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จะว่าอย่างไรถ้าเขาตอบว่า ก่อนหน้านี้น่ะ  ..ไม่  แต่ตอนนี้.. รู้สึกว่าคุณหมอดมยาจะมาจับจองพื้นที่เป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

 

เย็นวันนั้นนักศึกษาแพทย์สามคนมาดูอาการเขาอีกครั้ง..โดยไม่มีกลทีบ์ ชายหนุ่มลองชวนพวกเขาสามคนคุยถึงเรื่องทั่วไปแล้วเลียบๆเคียงๆถามถึงเรื่องราวของกลทีบ์ว่าไม่ได้มาด้วยหรือ ทั้งสามบอกแต่เพียงว่ากลทีบ์ไม่ว่างและพรุ่งนี้ก็คงไม่ได้มาพบกับเขาอีกแล้ว

 

 

ความจริงที่เพิ่งได้รู้ทำให้ตระหนกในใจ ชายหนุ่มเก็บสีหน้าให้เรียบร้อยก่อนจะเอ่ยถามถึงเหตุผล นักศึกษาแพทย์ให้คำตอบกับเขาว่า ในฐานะวิสัญญีแพทย์แล้วจะรับดูแลคนไข้ที่ผ่าตัดเป็นเคสๆไป ไม่มีคนไข้ประจำ จะดูแลคนไข้ระหว่างการผ่าตัด และประเมินคนไข้ก่อนและหลังผ่าตัด ถ้าไม่มีเหตุแทรกซ้อนจากการดมยา ..วิสัญญีแพทย์ก็หมดหน้าที่แล้ว แตกต่างจากศัลยแพทย์ที่ต้องดูแลคนไข้ตั้งแต่ต้นจนออกจากโรงพยาบาลได้

 

 

วรายุพยักหน้ารับแล้วออกตัวว่าเขาเองรู้เรื่องเกี่ยวกับวิสัญญีแพทย์น้อย นึกภาพไม่ออก จึงอยากขอความรู้เพิ่มเติม ว่าที่คุณหมอก็ให้ความร่วมมือดีในการอธิบายข้อมูลเบื้องต้นของวิสัญญีแพทย์

 

 

“อาจารย์วิสัญญีหลายท่านชอบบอกอยู่ค่ะว่าพวกท่านเป็น the guardian ของคนไข้ระหว่างผ่าตัด”

 

 

the guardian เหรอครับ” สีหน้างุนงงของเขาเรียกให้กลุ่มนักศึกษาแพทย์ตรงหน้าอธิบายเพิ่มเติมอีก

 

 

“เป็นคำเปรียบเปรยที่พวกเราใช้กันน่ะครับ เพราะระหว่างผ่าตัดนั้นศัลยแพทย์จะทำหน้าที่ผ่าตัด รักษาเกี่ยวกับตัวโรค แต่การดูแลคนไข้ให้อยู่ในสภาวะที่ดีทั้งความดัน การไหลเวียนเลือด การเต้นของหัวใจ การหายใจ ให้ยาไม่ให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวด จะเป็นหน้าที่ของวิสัญญีแพทย์ครับ”

 

 

จะไม่เจ็บปวดได้อย่างไร .. ดูแลกันแค่วันสองวันแล้วหนีนี่นา ชิ ..

 

 

เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มยอมรับว่าแปลกใจที่เขาถามถึงวิสัญญีแพทย์ เพราะโดยทั่วไปแล้วหากมาผ่าตัดหลายๆคนก็จะคิดถึงศัลยแพทย์เป็นหลัก แทบไม่มีใครที่จะเห็นถึงความสำคัญของวิสัญญีแพทย์เสียด้วยซ้ำ

 

 

อย่าว่าแต่เธอเลย ..เขาเองก็แปลกใจเช่นกัน

 

 

หลังจากคุยกันมาได้สักพักอีกฝ่ายก็เริ่มรู้สึกว่าอาจจะกวนเวลาพักผ่อนของเขาที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดจึงตัดบทสนทนาแล้วลากลับ วรายุไม่ได้รั้งไว้ เพราะรู้ดีอยู่ว่าหากต้องการถามถึงข้อมูลส่วนตัวของกลทีบ์เขาคงไม่สามารถถามเอาจากนักศึกษากลุ่มนี้ได้ คงจะต้องอาศัยเลียบๆเคียงๆถามเอาจากเหล่าพยาบาลที่ทำงานแล้วนี่ล่ะ

 

 

ช่วงดึกที่พยาบาลเอายามาให้ วรายุถือโอกาสถามเกี่ยวกับกลทีบ์ ได้ข้อมูลที่ทำให้เขาโล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง .. กลทีบ์ยังไม่ได้แต่งงาน และยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ..เท่านี้ก็พอแล้ว

 

 

ไม่จำเป็นต้องรู้รสนิยมของอีกฝ่ายก็ได้ เพราะต่อให้เป็นชายแท้ วรายุก็ไม่คิดจะยอมแพ้ถ้ายังไม่ได้พยายาม

 

 

มาขโมยหัวใจกันไปตั้งแต่เจอหน้ากันแค่วันเดียว เขาไม่คิดจะปล่อยไปง่ายๆหรอก

 

 

วรายุทานยาแล้วล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ .. จะไม่ได้พบกันในฐานะคนไข้ของกลทีบ์อีกก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องได้พบกันอีกแน่

 

 

..รอผมก่อนนะครับ.. My Guardian

 

THE  END

ผลงานอื่นๆ ของ กะล่อนดง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 rabbit
    วันที่ 20 ธันวาคม 2554 / 19:29
    หนูก็เคยผ่าตัดไส้ติ่งแบบนี้เลยแต่ไม่เห็นว่าคุณหมอจะดูแลดีแบบนี่อ่ะ

    ไม่สอนหนูหายใจก่อนหลังผ่าตัดด้วย ไม่บอกขั้นตอนการทำงานด้วยอ่ะ
    #2
    0
  2. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 / 01:43
    ค้างค่า จบแล้วหรอคะ อยากอ่านต่อจัง

    คุณหมอดูน่ารักจะคะ ถึงจะไม่หล่อแต่ดูเป็นคนดี อบอุ่น อ่อนโยนจริงๆ

    อยากอ่านตอนที่คุณเล็กตามจีบคุณหมอจังเลย ๕๕๕๕

    อ่านเรื่องนี้แล้วได้ความรู้เกี่ยวกับหมอดีนะคะ อ่านง่าย ไม่งงเลยคะ

    อย่าลืมมาต่อ เรื่อง รักต้องอ้วน นะคะ เรื่องนั้นก็ชอบเหมือนกัน

    จะรออ่านค่า :)


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2554 / 01:47
    #1
    0