END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 34 : [ Bring Your Own Sunshine ] Mingyu x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 31
[ Bring Your Own Sunshine ]

Mingyu x Woozi
#gyuhoon #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

อีจีฮุนวิ่งไปข้างหน้า ฝ่าลมหนาวท่ามกลางอากาศหลักสิบทั้งๆ ที่สวมเพียงแต่เสื้อโค้ทตัวเดียว

จมูกยังคงหายใจไม่ค่อยออก หัวสมองก็ยังตื้อๆ และหางตาก็ยังเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ทว่าหัวใจกลับเต้นแรง ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว คิดได้แต่ว่าต้องวิ่งไป วิ่งไปข้างหน้า วิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคิมมินกยู

ถ้าไม่เจอภายในวันนี้ เขาคงกลับไปกลัวอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องหาให้เจอ หาหมอนั่นให้เจอก่อนที่อีจีฮุนจะกลายเป็นคนเดิมอีก

ร้านสะดวกซื้อที่พวกเขาชอบไป คือร้านสาขาใหญ่ที่อยู่ระหว่างหอกับบริษัท จุนบอกว่าเด็กหนุ่มสองคนไปที่ร้าน ก็คงไม่พ้นร้านนั้น แต่ว่าถ้านับเวลาที่พวกนั้นออกมาจากหอ และจุนมาถึงบริษัท ถ้าเขาไปถึงที่ร้านก็อาจจะไม่เจอเด็กสองคนนั้นแล้ว

ถ้าไม่เจอที่ร้าน ก็ต้องไปเจอที่หอ หมอนั่นจะต้องอยู่ที่ใดสักที่หนึ่ง

‘ผมรักฮยองครับ’

ถ้อยคำบอกรักยังดังก้องอยู่ในความทรงจำ แม้จะผ่านมาสองวันแล้ว แต่ยามที่หลับก็ยังฝันถึงและโทษตัวเองมาตลอด ว่าทำไมตอนนั้นถึงตอบแบบนั้น ทำไมเขาถึงทำให้มินกยูเสียใจ ทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น

ทำไมถึงคิดว่าการกระทำแบบนั้นจะทำให้ตัวเองเจ็บแค่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นก็คงเจ็บไม่แพ้กัน

...มินกยู รอฉันก่อน นายต้องรอฉันก่อนนะ ฉันกำลังจะไปหานาย..

เขาสูดน้ำมูก รู้สึกเย็นไปทั้งจมูก มือทั้งสองข้างก็เย็นจนแข็งไปหมดแล้ว ทว่าคนตัวเล็กก็ยังไม่หยุดวิ่ง ร้านสะดวกซื้ออยู่ห่างไปอีกแค่ช่วงถนนเดียว เขาต้องไม่หยุด

นายจะยังฟังคำพูดของฉันใช่มั้ยมินกยู จะไม่หนีฉันใช่มั้ย

‘ดวงดาวมันก็ยังอยู่บนท้องฟ้านะครับ และผมก็จะยังเฝ้ามองดวงดาวอยู่บนผืนดินต่อไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง’

เขาขบริมฝีปาก

ฉันยังเป็นดวงดาวของนายอยู่หรือเปล่ามินกยู จนถึงตอนนี้ แม้ฉันจะหักหาญน้ำใจของนาย ฉันจะเผลอทำให้หัวใจของนายย่อยยับ นายก็ยังมองฉันเป็นดวงดาวหรือเปล่า

‘ผมก็ต้องชอบผู้หญิงสิครับ’

แม้ฉันจะเป็นผู้ชาย แต่ถ้าฉันยื่นมือไปหา นายจะจับมือฉันแล้วไปด้วยกันหรือเปล่า คิมมินกยู




ร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงหน้าแล้ว และคนตัวสูงก็ยืนล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทพิงผนังมองท้องฟ้าอยู่ข้างประตู นัยน์ตาสวยมองอยู่แต่ท้องฟ้าที่พร่าวพรายไปด้วยดวงดาว ลมหายใจอุ่นจนเป็นควันล่องลอยไปมาในอากาศ

ประตูร้านเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของเมนโวคอลแห่งเซเว่นทีน

“นายจะเข้าๆ ออกๆ ร้านทำไมหลายรอบเนี่ย อยู่ดีๆ ก็ลากฉันออกมา แล้วก็เข้าไปซื้อของทีละชิ้น พอจะกลับก็บอกว่าลืม นี่จะชั่วโมงแล้วนะ” คนที่รอมานานบ่นงึมงำ

อีจีฮุนยังคงวิ่งเข้าไปใกล้

“น่าๆ อีกแปบหนึ่ง”

“แปบหนึ่งอะไรขอ....” เสียงคนบ่นเงียบหาย นัยน์ตากลมโตเลื่อนลงมาเจอเขา 

ราวกับเวลาหยุดหมุน

เขาหยุดวิ่ง

นัยน์ตาประสานนัยน์ตา อยู่ดีๆ เขาก็ลืมแม้กระทั่งวิธีพูด ลืมแม้กระทั่งว่าจะต้องให้สมองสั่งการให้ทำอะไรสักอย่าง ภาพในหัวมันว่างเปล่าไปหมด เหลือเพียงแต่คนตัวสูงที่ยืนตาค้างอยู่ข้างหน้า

ใบหน้าคมคายหมองคล้ำ นัยน์ตาที่อยู่เบื้องหลังกรอบแว่นราวกับซุกซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

“อูจี...ฮยอง” น้ำเสียงเบาโหวงนั้นกำลังกรีดหัวใจของเขา

...ฉันขอโทษคิมมินกยู ฉันขอโทษ...

เขาเม้มปากก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก มือสวยยกขึ้นแล้วยื่นไปข้างหน้า สายตายังคงจ้องมอง คำพูดมากมายดังก้องอยู่ในจิตใจ แต่ไม่มีเสียงอะไรออกมา เขาพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว

...นายจะไปกับฉันมั้ย มินกยู ไปกับฉัน…

ลมยังคงพัดแรง จมูกก็ยังคงแดงก่ำ และดวงตาที่แห้งผาก มือที่ยื่นออกมาสั่นระริก

“ไปสิ” ซอกมินเอ่ยทำลายความเงียบ มือใหญ่ดันไหล่เพื่อน “ไปซะ คนเราไม่มีโอกาสครั้งที่สองบ่อยนักหรอกนะ ไปตามที่หัวใจของนายเรียกให้ไป” คนถูกดันยังคงงุนงง นัยน์ตามองเพื่อนทีมองเขาที อีจีฮุนสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกว่าจมูกตันไปหมด

“ไปด้วยกัน ไปกับฉันนะ” อะไรบางอย่างอุดตันอยู่ที่ลำคอ “ไปกับฉันคิมมินกยู”

ความอบอุ่นโฉบเข้ามาที่ฝ่ามือ ร่างทั้งร่างถูกดึงให้วิ่งไปด้วยกัน เขาได้แต่สาวเท้าตามไป แผ่นหลังใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า มือใหญ่ที่จับมือของเขาไว้แน่น และเสียงหัวใจที่ดังก้อง

รู้สึกได้ว่าหางตาร้อนผ่าว

“คืนนี้อย่าลืมกลับหอนะครับ!!” เสียงของอีซอกมินดังมาจากด้านหลัง พอเขาหันไปมองก็เห็นใบหน้าสดใสร่าเริงของรุ่นน้อง นัยน์ตาหยีจนเป็นเส้น อีกทั้งริมฝีปากก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบ

เจ้าแฮปปี้ไวรัสของเซเว่นทีน

“แล้วพวกฉันจะรีบกลับไป” เด็กหนุ่มยกมือทำท่าโอเค เสียงหัวเราะร่าเริงไล่หลังมาก่อนที่คิมมินกยูจะจูงเขาเลี้ยวแยกด้านหน้า

เขาหันกลับมามอง อีกฝ่ายยังคงหันไปข้างหน้า

อีจีฮุนไม่คิดจะถาม ว่าอีกฝ่ายจะพาไปไหน เพราะไม่ว่าจะที่ใด เขาก็จะวิ่งตามหมอนี่ไปจนสุดทาง




คนสองคนนั่งไหล่ชนกันอยู่บนรถบัส มือทั้งสองข้างยังคงจับกันแน่น เขานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ในขณะที่อีกคนก็มองไปด้านหน้า ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร มีเพียงแต่มือที่บีบกันไว้ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปไหน

เส้นทางข้างนอกไม่ค่อยคุ้นตา จริงๆ เขาไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวเล่นที่โซลมากเท่าไร

โชคดีที่วันนี้บนรถไม่ค่อยมีคน ในวันที่อากาศหนาวๆ แบบนี้ คนส่วนใหญ่เลือกจะอยู่ในห้อง หรือเดินเล่นอยู่ตามสถานที่จัดไฟปลายปีมากกว่า

สัมผัสอุ่นผละออกห่าง เขาหันกลับมามอง เด็กหนุ่มกำลังปลดผ้าพันคอของตัวเองแล้วพันลงมาบนตัวเขา นัยน์ตาคมจ้องนัยน์ตาเล็กนิ่ง “ฮยองออกมาแบบไม่ได้คิดใช่มั้ยครับถึงใส่มาแต่เสื้อโค้ทตัวเดียวแบบนี้ จมูกแดงไปหมดแล้ว มือก็เย็นไปหมด” มินกยูดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดจมูกให้ก่อนจะดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมผมของเขา

“อากาศข้างนอกหนาวนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายไปก่อน”

“แล้วนายล่ะ”

“ผมใส่เสื้อหนาครับ ฮยองสิ เสื้อบางจะตาย ไปครับ ถึงแล้ว” มือใหญ่เอื้อมมาจับมือเขาแน่นก่อนจะจูงให้ลงไปด้วยกัน

ลมด้านนอกเย็นอย่างที่อีกฝ่ายว่าไว้ เพราะเมื่อครู่เขาวิ่งไม่หยุดเลยทำให้ก่อนขึ้นรถบัสไม่หนาว ทว่าพอได้พักแล้วลงมาเจออากาศอีกรอบ ก็หนาวจนตัวสั่นไปหมด

คิมมนกยูจูงเขาให้ไปเดินเคียงข้าง มือข้างที่จับกันอยู่ก็สอดเข้าไปในเสื้อโค้ทของตัวเอง อีจีฮุนกระพริบตาปริบๆ แล้วเบนสายตามองไปอีกฝั่ง หัวใจเต้นรัวไปจนหมด

“อากาศหนาวนะครับ”

“นั่นสินะ”

“หิมะใกล้ตกมากแล้ว”

“ฉันชอบฤดูใบไม้ร่วงมากกว่าเยอะเลย” มือใหญ่กระชับมือของเขา นิ้วเรียวสอดแทรกช่องว่างระหว่างนิ้วแล้วกุมมันไว้แน่น

“ผมก็ชอบ ชอบทุกฤดู ขอแค่มีฮยองอยู่ด้วยกัน” หัวใจอุ่นวาบ

“ฉันก็ชอบ…” น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ ทว่าเด็กหนุ่มกลับได้ยินมันชัดเจน คิมมินกยูยิ้มกว้าง ทั้งสองจูงมือเดินไปตามทาง รอบข้างค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่รถวิ่งสักคัน

สุดท้ายพวกเขาก็หยุดที่ริมน้ำ ตรงหน้ามีสะพานคอนกรีตพาดยาว ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า

ไม่มีใครพูดอะไรอีกพักใหญ่

“...แย่แล้วล่ะครับ” เขาหันไปมอง คนข้างกายขยับรอยยิ้มขำ “สะพานบันโพเปิดไฟถึงแค่เดือนตุลาคมนี่นา ผมก็ว่าทำไมสามทุ่มแล้วแต่ยังไม่มีน้ำพุกับไฟ” อีจีฮุนกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา

นี่ตั้งใจพาเขามาดูน้ำพุที่สะพานนี้หรอกเหรอ

“ไม่เป็นไรหรอก ไว้มาดูกันใหม่วันหลังก็ได้ ที่นี่ไม่ได้มายากเท่าไรนี่นา”

“นั่นสิครับ”

ความเงียบเข้ามาครอบคลุมพวกเขาอีกครา

พีดีนิมตัวน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะหันใบหน้าไปมองน้องชายอีกรอบ อีกฝ่ายยังคงจ้องสะพานที่มืดสนิท นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนแสงกระทบจากแม่น้ำจนแทบทำให้เขาละสายตาไม่ได้

เนิ่นนานเลยทีเดียว กว่าที่เด็กหนุ่มจะหันกลับมามอง

“ฟังอะไรจากฉันหน่อยจะได้มั้ย”

“ผมฟังทุกคำพูดจากฮยองเสมอแหละครับ”

“ฉันน่ะ เคยกลัวว่าทุกอย่างจะพังทลายลงไป การเป็นเสาหลักของเซเว่นทีนทำให้คิดว่าถ้ามีอะไรแตกหัก ทุกอย่างก็จะเป็นความผิดของฉัน เคยกังวลไปกับทุกอย่าง และกลัวว่าถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉันจะรับมือมันไม่ได้” มือใหญ่บีบมือของเขาแน่นขึ้น “ความรักก็เหมือนกัน ฉันคิดน้อยไป คิดแค่ว่าถ้าเพียงแค่ฉันรับความเจ็บปวดมาไว้ที่ตัวเอง ก็จะไม่มีใครเจ็บปวดอีก แต่ฉันคิดน้อยไปจริงๆ”

ไหล่ชนเข้าที่ต้นแขนของอีกฝ่าย

“ตอนนี้ฉันไม่ใช่พีดีนิมของเซเว่นทีนที่คิดอะไรคนเดียวอีกแล้ว ฉันเป็นแค่อีจีฮุนที่โง่เขลา เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เข้าใจอะไรทุกอย่าง” เขาสูดลมหายใจเข้าอีกรอบ “และพร้อมที่ฟังทุกคำพูดของนายแล้ว ดังนั้น นายจะไม่รังเกียจที่จะพูดมันอีกรอบใช่มั้ย”

คิมมินกยูยิ้มกว้าง

“นายจะไม่โกรธที่ฉันเคยหักหาญน้ำใจนาย เคยทำให้นายเสียใจ” เขายกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบแก้ม ใต้ตาโตๆ นั้นแดงช้ำและดำคล้ำ “นายจะยังจับมือฉันไว้เหมือนเดิมใช่มั้ย” มือใหญ่ยกขึ้นมากุมมือของเขาไว้

“ผมอยู่เคียงข้างฮยองเสมอครับ และจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป”

สายตายังคงประสานกัน หัวใจก็ยังคงเต้นรัว และสัมผัสอุ่นก็ยังคงโอบประคองอยู่ข้างกัน

“ผมรักอูจีฮยองนะครับ”

สายลมพัดโชย อีจีฮุนขยับรอยยิ้ม

“ฉันก็รักนาย คิมมินกยู” ร่างทั้งร่างถูกดึงเข้าไปกอดแน่น เขาซุกใบหน้าลงกับไหล่อุ่น 

อ้อมแขนที่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว ความอบอุ่นที่มอบให้กันมาตลอดก็ยังคงเหมือนวันวาน มือใหญ่ที่โอบไว้ กลิ่นกายที่ทำให้ใจสงบ และเสียงหัวใจที่เต้นรัวจนรู้สึกได้ คิมมินกยูไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว

“จากวันนี้ไป” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู “ผมจะดูแลฮยองเอง ให้ผมได้ดูแลฮยองด้วยมือของผมเองนะครับ” ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว เพราะนับจากนี้ไป หัวใจทั้งดวงของเขาก็จะวางไว้บนมือใหญ่ๆ มือนี้ จนกว่าที่จะมีใครเลือกที่จะแยกจากกัน

คนตัวเล็กยังคงทิ้งตัวอยู่ในอ้อมกอดสักพักใหญ่ ก่อนจะดันตัวเองออกห่าง ใบหน้าใสเงยขึ้นมองเด็กหนุ่ม

“ฉันอยากพูดอีกคำหนึ่ง” คนตัวสูงกว่าเอียงคอ “ขอ…” นิ้วเรียวยกขึ้นมาแตะปาก

“ไม่เอาครับ ผมไม่ชอบคำนี้ ฮยองไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องพูดคำนี้ และที่สำคัญ ไม่ได้มีแต่ผมที่เสียใจ ไม่ได้มีแต่ผมที่เสียน้ำตา” มือใหญ่ขยับไปสัมผัสใต้ตาของเขา “หลังจากนี้ผมจะไม่ทำให้ฮยองเสียน้ำตาอีกแล้ว ทุกวันจะมีแต่รอยยิ้ม เราจะยิ้มให้กันตลอดไปนะครับ”




‘함께라서 웃을 수 있고
너라서 울 수도 있어
그렇게라도 못할 게 어딨어
เพราะมีเราอยู่ด้วยกัน ฉันจึงยิ้มได้
เพราะมีเธออยู่ตรงนี้ ฉันจึงไม่ต้องทนกลั้นน้ำตา
แค่มีเราก็ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นไปไม่ได้

언제 어디에 있어도
함께하지 못해도 우린 늘 그렇듯
웃음꽃 피워요
ไม่ว่าเมื่อไร ไม่ว่าที่ไหน
แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เราก็จะเป็นเหมือนเคย
ดอกไม้เแห่งรอยยิ้มจะยังคงเบ่งบาน

그대 미소에 봄이 돼줄게요
ฉันจะเป็นฤดูใบไม้ผลิให้กับรอยยิ้มของเธอ’




สัมผัสอุ่นแนบลงมาบนหน้าผาก อีจีฮุนหลับตาลง

“ผมรักอูจีฮยองนะครับ” เขายิ้มกว้าง ยิ้มทั้งตาทั้งปาก รู้สึกอิ่มเอิบไปทั้งหัวใจ

...ฉันก็รักนาย คิมมินกยู…




คนสองคนเดินจูงมือแกว่งไปมา พอมองน้องชายที่มีความสุขมากกว่าปกติ เขาก็รู้สึกดีไปด้วย 

หอพักอยู่ข้างหน้านี้แล้ว เดินไปอีกหนึ่งช่วงถนนพวกเขาก็จะถึงหอพักของตัวเอง ที่ๆ เมมเบอร์ทุกคนคงกำลังรออยู่ รวมถึงคนๆ นั้น คนที่เขานึกอยากขอบคุณมากที่สุด

ควอนซูนยอง

ถ้าไม่ได้หมอนั่น เขาก็คงไม่กล้าอย่างที่ทำวันนี้ เพื่อนบ้าๆ ที่สุดท้ายก็เลือกทำลายหัวใจตัวเองเหมือนกัน

ถ้อยคำบอกรักของเพื่อนยังดังอยู่ในหัว ประโยคที่ไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นรัว แต่กลับทำให้เขาโล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรติดค้างในใจกันอีกแล้ว และ ควอนซูนยองก็คงกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม

...ใช่มั้ยนะ…

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ”

“คิดถึงโฮชิน่ะ” น้องชายขยับรอยยิ้มบาง

“คิดถึงคนอื่นตอนอยู่กับผมเหรอ”

“เปล่าซะหน่อย ก็แค่รู้สึกไม่ดีเฉยๆ”

“ตอนนี้ฮยองมีความสุขมั้ยครับ” เขาพยักหน้า “โฮชิฮยองปรารถนาในรอยยิ้มของฮยองเหมือนที่พวกผมปรารถนาแหละครับ และตอนนี้ฮยองก็ยิ้มแล้ว เขาก็ตัดสินใจแล้ว เราต้องเคารพการตัดสินใจนั้น ด้วยการมีความสุขอย่างที่เขาส่งความต้องการมานะครับ”

ฟังแล้วก็เหมือนจะดูเห็นแก่ตัวนิดหน่อย แต่ท่ามกลางความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง ก็ต้องมีคนเสียใจ เขารู้ดีอยู่แล้ว และเพื่อนคนนั้นก็พูดมาตลอดว่าอยากเห็นเขามีความสุข

ดังนั้น เขาจะมีความสุขให้มากๆ มากให้สมดังที่เพื่อนต้องการ

“จริงสิ ฉันว่าจะคุยอะไรกับนายนิดหน่อย”

“ครับผม”

“เรื่องของเราน่ะ” เด็กหนุ่มเอียงคอ “ฉันอยากให้เราเป็นเหมือนเดิม เวลาอยู่ต่อหน้าทุกคนก็ทำเหมือนที่เคยทำมา ไม่จำเป็นต้องหวานกันจนเกินหน้าเกินตา ฉันไม่อยากให้ทุกคนอึดอัดเวลาเห็นพวกเราอยู่ด้วยกัน” คิมมินกยูยิ้มกว้าง มือใหญ่เอื้อมมาโอบไหล่เขา

“แต่ตอนอยู่กันตามลำพังทำได้ใช่มั้ยครับ” อีจีฮุนยกกำปั้นขึ้น อีกฝ่ายถึงยอมถอยออกไป..นิดหน่อย “ให้ผมหวานใส่ฮยองหน่อยไม่ได้เหรอครับ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องลำบากมาเยอะเลยนะครับ”

“ห้ามทำต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”

“กลัวโดนแซวเหรอครับ”

“ไม่ใช่สักหน่อย นายไม่คิดว่าถ้าเรามาทำอะไรแปลกๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ แล้วทุกคนจะอึดอัดเหรอ”

“ครับๆ ผมไม่ทำอยู่แล้ว ถึงจะห่วงฮยองมากกว่าใครๆ แต่สำหรับผม เมมเบอร์ก็สำคัญเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงนะครับ” น่าแปลกที่เขาไม่ไว้ใจคำว่า ไม่ต้องห่วง ของน้องชายเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่ายังไม่ทันพูดอะไรต่อพวกเขาก็มาถึงหน้าหอพักแล้ว

พอเขาเปิดประตูเข้าไป ก็ถูกใครบางคนโถมกอดเข้าใส่

“จีฮุนนี่อ่าาาา” เสียงแบบนี้ กลิ่นตัวแบบนี้ ไม่พ้นพี่ใหญ่ขี้แกล้ง “กลับมาแล้วเหรอ พวกฉันเป็นห่วงแทบแย่เลยนะ จีฮุนอ่า”

“จองฮันฮยอง ปล่อยผมเถอะครับ”

“ไม่ปล่อย ก็จีฮุนชอบหายไปไหนไม่บอกไม่กล่าวนี่นา”

“ผมกลับมาแล้วครับ ไม่ต้องห่วงแล้วครับ ขอโทษด้วยนะครับ” อีกฝ่ายยอมปล่อยเขาแต่โดยดี นัยน์ตาสวยเต็มไปด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นใบหน้าสดใสของเขา พี่ชายยกมือขึ้นมาขยี้ผมสีเข้มไปมา

“ยิ้มได้ก็ดีแล้ว พวกเราเป็นห่วงมากนะ”

“ขอบคุณมากนะครับ” อีกฝ่ายยอมปล่อยเขาออกจากอ้อมแขนแต่โดยดี พอหันไปมองรอบห้องก็เห็นว่ามีเมมเบอร์อยู่ประปราย ทุกคนต่างมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้ม และอีชานก็นั่งยิ้มกว้างอยู่บนโซฟา นัยน์ตาเล็กๆ นั้นเบนไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขา ก่อนจะยิ้มหวานกว่าเดิม

“กลับมาแล้วเหรอครับอูจีฮยอง” หัวใจเบาโหวง

“กลับมาแล้ว ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงกันหมดนะ”

“ขอแค่อูจีฮยองมีความสุข พวกผมก็ดีใจมากแล้วครับ” ความอบอุ่นรายล้อมไปรอบตัว แรงปะทะโถมมาจากอีกฟาก พอหันไปมองก็เห็นลีดเดอร์กำลังยิ้มกว้างเหมือนทุกคน

“ยินดีต้อนรับกลับหอนะ จีฮุน” เขาหัวเราะ เบนสายตาไปสบตาชายหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง แล้วหันกลับมามองพี่ชาย

“ขอบคุณครับซึงชอลฮยอง ผมกลับมาแล้วนะ”




พออีจีฮุนออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นว่าคนที่ต่อคิวรอเข้าอยู่คือควอนซูนยอง

นัยน์ตาสองคู่สบกันนิ่ง

แล้วก็เป็นเขาที่ถลาเข้าไปกอดเพื่อนไว้เต็มอ้อมแขน โฮชิโวยวายลั่น

“อะไรของนายเนี่ย!” เขาหัวเราะร่าแล้วผละตัวออกห่าง พอมองใบหน้าเพื่อนก็เห็นว่าแม้ใบหน้าจะเซียวๆ แต่รอยยิ้มและนัยน์ตาก็สดใสจนทำให้เขาสบายใจ “ตัวฉันเหม็นจะตาย ยังจะเข้ามากอดอีก”

“ขอบคุณนะ” คนที่กำลังบ่นงึมงำชะงักก่อนจะถอนหายใจยาว มือใหญ่ยกขึ้นมาจับหัวเขาโยกไปมา

“นายยิ้มได้ก็ดีมากแล้ว ฉันต้องการแค่นี้แหละ”

“นายสิ ก็ต้องยิ้มด้วยนะ” ควอนซูนยองหัวเราะ

“ครับผม ก็ยิ้มอยู่แล้วนี่ยังไงล่ะ”

...เขาอยากขอบคุณทุกอย่างบนโลกนี้ที่ทำให้เขามาเจอมิตรภาพที่ดีๆ อย่างเซเว่นทีน ขอบคุณมากๆ เลยนะ…




นักแต่งเพลงตัวน้อยยังคงนั่งง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม ปีนี้พวกเขาต้องขึ้นสเตจงานปลายปีหลายที่ และทุกที่พวกเขาก็อยากจะทำให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนความรักที่กะรัตให้มา ดังนั้นเขาจึงต้องมานั่งเรียบเรียงเพลงเก่าๆ ใหม่หลายเพลงเลยทีเดียว

“อุลโกชิพจีอานา แบบ ออเครสต้า…” เขาพึมพำพร้อมกับพยายามจัดวางจังหวะของเนื้อเพลงใหม่ “ยากจังแฮะ สงสัยพรุ่งนี้ต้องไปคุยกับวงออเครสต้า” เขาคลิกอะไรอีกหลายที พยายามเรียบเรียงให้ได้อย่างที่ใจหวัง

มีเสียงเคาะประตูห้อง พอหันไปมองก็เห็นใบหน้าร่าเริงของเจ้าลูกหมาปรากฏขึ้นมา

“จะกลับหรือยังครับฮยอง”

“ยังเลย อีกแปบหนึ่งนะ” คำว่าแปบหนึ่งของเขาทำให้คนฟังถอนหายใจ แล้วเดินเข้ามาในห้อง

นับตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาได้จนเกือบจะเดือนหนึ่งแล้ว มินกยูทำตามที่เขาขอไว้ เวลาที่อยู่ต่อหน้าเมมเบอร์ก็ทำตัวปกติ แม้จะมีใครแซวอะไรบ้าง แต่พวกเขาก็แค่อมยิ้มแล้วไม่ตอบอะไร สุดท้ายทุกคนก็เลิกแซวไปเอง เวลาอยู่กันตามลำพังก็เข้ามาวอแวตามปกติ แล้วพอเขายกกำปั้นเข้าใส่ก็ถอยไปสักพัก แล้วก็เข้ามาวอแวอีกเหมือนเดิม

เว้นก็แต่เวลาที่เขากำลังตั้งใจทำงาน เจ้าลูกหมาก็ไม่ก่อกวนอะไร ถ้าวันไหนที่ดูท่าว่าเขาจะกลับดึกมาก ก็มักจะมาอยู่รอกลับหอด้วยกันเสมอ

“นี่คิดอะไรอยู่เหรอครับ”

“สเตจปลายปีของ KBS น่ะ ที่พวกเราคุยกันไว้ว่าจะมีเพลงอุลโกชิพจีอานาแบบออเครสต้า”

“อ๋อ แล้วเป็นยังไงบ้างครับ”

“ต้องรอไปคุยกับวงพรุ่งนี้อีกที ตอนนี้ให้ฉันทำคนเดียวแล้วมันก็จะงงๆ นิดหน่อย” อีกฝ่ายลากเสียงตอบยาวแล้วเงียบไป เขาอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมอง

มินกยูนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา บนตักมีโน้ตบุคตั้งอยู่ ดูเหมือนจะตั้งใจทำอะไรบางอย่าง 

“ทำอะไรน่ะ”

“ทำงานสิครับ ฮยองอย่าสนใจผมเลยครับ ผมแค่มารอกลับบ้านพร้อมฮยองเฉยๆ วันนี้ก็คงไม่พ้นตีหนึ่งตีสองเหมือนเดิมสินะครับ”

“จริงๆ กลับหอไปก่อนก็ได้นะ นายมานั่งรอฉันแบบนี้ก็เหนื่อยเปล่าๆ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ แค่นี้เอง ว่าแต่ฮยองหิวมั้ยครับ ผมติดขนมมาด้วยแหละ” มินกยูหยิบช็อคโกแลตแท่งออกมาแล้วยื่นมาให้ เขาส่ายหัวอีกฝ่ายจึงพยักหน้าแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานไปกินขนมไปเงียบๆ

อีจีฮุนหันกลับมามองหน้าจอคอมพิวเตอร์

...จะว่าไปก็เกือบจะเดือนหนึ่งแล้วนี่เนอะ หรือเดือนหนึ่งแล้วหว่า…

จะบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็คงไม่ใช่ เด็กหนุ่มตัวติดกับเขามากกว่าทุกที เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ดูแลเขาทุกอย่างจนบางทีก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นง่อยไปแล้ว ส่วนเรื่องแตะเนื้อต้องตัวก็เกิดขึ้นน้อยครั้งเหลือเกิน นอกจากที่เจ้าหมาน้อยถลาเข้ามากอดก็แทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ก็อีจีฮุนไม่ชอบสกินชิปนี่นา

อีจีฮุนในความคิดทุกคนน่ะ

เขาหยุดมือที่กำลังคลิกเมาท์

จริงๆ สองวันนี้ก็ทำงานมาหนักมากแล้ว อีกอย่างต่อให้วันนี้ทำงานต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะสุดท้ายก็ต้องรอคุยกับวงออเครสต้าพรุ่งนี้อยู่ดี สู้กลับไปนอนเอาแรงที่หอดีกว่า

แต่กลับหอไปก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่ดี

เขาเหลือบไปมองเวลา เข็มสั้นชี้เลขสิบเอ็ดแล้ว ป่านนี้ทุกคนน่าจะกลับหอไปหมดแล้ว หรือต่อให้ไม่กลับหอก็คงซ้อมกันอยู่ข้างล่าง ไม่ขึ้นมากวนเขาบนห้องอยู่ดี

...นิดหนึ่ง ไม่เป็นไรหรอกมั้ง นานๆ ที…

เขากดปิดหน้าจอ มือสวยคว้ากระดาษกับดินสอขึ้นมาถือ แล้วหมุนตัวกลับไปหาเด็กหนุ่ม เจ้าหมาน้อยเงยหน้าขึ้นมางงๆ ปากยังคงเคี้ยวขนมตุ้ยๆ นัยน์ตาใสกระพริบปริบๆ 

“ครับ?” เขายื่นกระดาษกับดินสอให้ถือ คนตัวใหญ่ก็รับมา ยิ่งพอเขายกโน้ตบุคบนตักออก ก็ยิ่งทำหน้าสับสนเข้าไปใหญ่

“ยืดขาออกสิ แบบนี้อ่ะ” เขาดึงขายาวๆ ให้ยืดออก จับตัวน้องชายให้เบี่ยงมาอีกทาง ขยับขาอีกนิดให้มีที่ว่าง ก่อนจะพาตัวเองลงไปอยู่บนตักอุ่น หลังก็พิงลงบนอกคนที่ตะลึงจนออกทางสีหน้าหมดแล้ว ยิ่งพอเขาดึงมืออีกฝ่ายให้พาดลงมาบนเอว แถมยังดึงกระดาษกับดินสอกลับมาเขียนงาน เจ้าตัวก็หน้าเบลอไปหมด

“...ฮยองทำอะไรอ่ะครับ”

“นั่งตรงนั้นมันเมื่อยนี่นา”

“แล้วนั่งแบบนี้ไม่เมื่อยเหรอ”

“ไม่เมื่อย”

“แล้วผมล่ะ” เขาเดาะลิ้น

“งั้นกลับไปนั่งที่เก้าอี้ก็ได้” แขนยาวรวบเอวเขาไว้พร้อมกับกดให้เอนตัวลงไปจมอกกว่าเดิม คางแหลมๆ วางลงบนผม

“เรื่องอะไรล่ะครับ ฮยองอุตส่าห์เอาตัวเองเข้ามาใกล้แบบนี้ ใครจะปล่อยให้หลุดมือไปเล่า” เจ้าหมาน้อยแอบกดจมูกลงบนเรือนผมอุ่นๆ หลายที “ฮยองขี้โกงชะมัดเลย แล้วแบบนี้ผมจะทำงานยังไงล่ะครับ”

“นี่ไง งานของนาย”

“งานอะไรครับ”

“เป็นหมอนให้ฉันไง”

“เป็นมากกว่าหมอนได้มั้ยครับ” ไม่พูดเปล่า เพราะจมูกโด่งๆ เริ่มซุกซนลงมาแถวหลังใบหูของเขา อีจีฮุนขยับตัวหนี มือก็ดีดเจ้าตัวแสบให้ถอยห่างออกไป

“พอเลย ไม่ใช่ให้มารุ่มร่ามแบบนี้”

“ไม่ทำก็ไม่ทำครับ” ลูกหมาตัวน้อยขยับหัวลงมาวางอยู่บนไหล่เขา “แล้วฮยองจะทำอะไรครับเนี่ย หยิบกระดาษกับดินสอมาด้วย”

“ก็ทำงานน่ะสิ”

“ทำงานอะไรครับ ให้ผมมาเป็นหมอนไม่ใช่เหรอ” เขาเบนหน้าไปมองอีกฝ่าย ระยะประชิดเพียงแค่นี้ก็ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะไปหมด เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “ให้ผมมาเป็นหมอน ก็ต้องมานอนสิครับ นอนมั้ยครับ ผมง่วงแล้วอ่ะ”

อีจีฮุนหัวเราะ

“นั่นสินะ ง่วงแล้วแหละ”




--




“เที่ยงคืนกว่าแล้วนี่นะ” พี่ใหญ่ของวงพึมพำ เขาก้าวขึ้นบันไดไปชั้นสอง พรุ่งนี้มีนัดคุยงานกับวงออเครสต้า เขากลัวว่าพีดีนิมที่ทำงานหนักจะลืม เลยตัดสินใจมาเตือนก่อนจะกลับหอ

ทว่าพอเคาะประตูกลับไม่มีเสียงตอบ

...หรือว่าอูจีจะกลับหอไปแล้ว น่าจะยังไม่กลับนะ…

ประตูไม่ได้ล็อคอยู่ เขาเลยเปิดมันเข้าไป ก่อนที่จะชะงักขาอยู่กับที่ นัยน์ตาสวยมองไปที่โซฟาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

จริงๆ ก็รู้ตั้งแต่เห็นใบหน้าอูจีเมื่อเดือนที่แล้วแล้วว่า ระหว่างคิมมินกยูกับเจ้าตัวเล็กคงจะมีอะไรที่มากกว่าทุกที ทว่าเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนร่วมวงก็ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไป ที่ผิดสังเกตก็มีแค่ว่าเจ้าลูกหมาตัวยักษ์ที่ติดพี่ตัวเล็กแจราวกับติดกาวไว้

แม้ภายในใจจะรู้สึกต่อต้านประหลาดๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิมมินกยูกับอีจีฮุนกำลังคบหากัน

แต่ภาพพีดีนิมตัวน้อยที่ซุกตัวหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนน้องชายก็ไม่คุ้นตาอยู่ดี ไม่คุ้นตาจนอยากจะปลุกขึ้นมา

เขาถอนหายใจยาว

ยังไงก็ต้องยอมรับ เพราะใบหน้าสดใสที่กำลังหลับเหมือนลูกแมวนั้นเต็มไปด้วยความสุข ริมฝีปากสวยก็ยิ้มบางๆ ราวกับอยู่ในห้วงนิทราแสนหวาน แล้วยังแขนใหญ่ที่โอบเอวคนตัวเล็กไว้เต็มอ้อมแขน ไม่รวมไปถึงมือสวยๆ ของน้องชายที่ทับอยู่บนมือนั้นอีกที

อีจีฮุนที่ไม่ชอบให้ใครถึงเนื้อถึงตัวกลับทิ้งตัวเองอยู่ในอ้อมแขนใครคนหนึ่งด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขแบบนี้

‘นายไม่อยากเห็นจีฮุนมีความสุขอย่างนั้นเหรอ ซึงชอล!!!’

ชเวซึงชอลขยับรอยยิ้ม เขาถอยหลังมาแล้วปิดประตู

...นั่นสินะ จีฮุนที่มีความสุข คือจีฮุนที่มีค่าที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว…

พอหันหลังก็ปะทะเข้ากับควอนซูนยอง ดูเหมือนลีดเดอร์เพิร์พทีมมีเรื่องจะคุยกับลีดเดอร์โวคอลทีมนิดหน่อย เขาส่งรอยยิ้มไปให้ก่อนจะเดินเข้าไปกอดคอน้องชาย

“มาหาจีฮุนเหรอ”

“อือ ไม่อยู่เหรอ”

“หลับน่ะ อย่าเข้าไปกวนเลย” โฮชิทำหน้างุนงงอยู่พักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้าหงึกๆ “นายอยากดื่มอะไรมั้ย ฉันอยากจะกินอะไรสักหน่อย ไปด้วยกันมั้ย”

“ไปไหน นายก็รู้ว่าฉันดื่มไม่เป็น ไปโพจังมาจาสองคนไม่ไหวนะ ฉันไม่ดื่มโซจู”

“งั้นไปดื่มอะไรดีๆ กันดีกว่า แถวนี้มีบาร์ราคาไม่แพงอยู่ ฉันมีเพื่อนเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ที่นั่น ไปดื่มกันสักแก้วแล้วค่อยกลับหอไปนอนดีกว่า”

“ฉันก็บอกว่าไม่ดื่มแอลกอฮอล์”

“ไปดื่มน้ำส้มก็ได้น่า ไปเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

“ก็ได้ๆ ตามใจลีดเดอร์เลยครับ” เอสคุปส์ยิ้มกว้าง เขาเหลือบสายตากลับไปมองประตูห้องทำงานของพีดีนิมตัวน้อยอีกรอบ

...นายมีความสุขก็ดีแล้วแหละ จีฮุนอ่า…




-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 31 A Barman ค่ะ
โผล่มานิดหนึ่ง โผล่มาแบบ ต้องการให้โผล่ 5555

จบแล้วค่ะ! จบแล้ววววววววว // วิ่งรอบกำแพงชาบู

ในที่สุดก็ได้เขียนตอนที่สดใสสักที เป็นตอนที่เห็นแต่รอยยิ้มของจีฮุนเต็มไปหมดเลย
ฮืออ ลูกแม่ ขอโทษที่แกล้งมาตลอดเรื่องนะลูก

เหลือสเปเชียลอีกตอนค่ะ :)
อย่าลืมติดตามกันนะคะ

ขอเมาท์หน่อย > v <)

คุโจมีกำแพงที่ใหญ่มากของตัวเองอยู่กำแพงหนึ่งค่ะ
คือนับตั้งแต่ก้าวออกมาจากด้อมบารามอสก็ไม่สามรถเขียนฟิคยาวได้อีกเลยค่ะ
เขียนได้มากสุดก็แค่หกเจ็ดตอนแล้วก็เลิกไป
เป็นกำแพงใหญ่ที่พยายามข้ามมาหลายปีแล้ว แต่ก็ข้ามไม่ได้สักที
ยิ่งเขียนก็ยิ่งสั้น แต่ละตอนไม่เคยเกิน 10 หน้าเลย

ปีนี้เลยพยายามอย่างมากค่ะ ให้ตัวเองเขียนฟิค
เลยลงมาเล่น fictober จะได้ทำลายกำแพงตัวเองสักที
จริงๆ ก็รู้ว่าตัวเองเขียนติดกัน 30 วันไม่ได้แน่นอน เพราะงานค้ำคอ 555
แต่ก็บอกตัวเองว่าต้องแต่งให้จบ 30 ตอนนะเว้ย!

ในที่สุดก็ทำได้แล้ว เย่!! // วิ่งชูมือไปมา

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาตลอดเลยนะคะ 
ฟิคมันออกจะหม่นๆ ในช่วงท้าย แต่ทุกคนก็ไม่ทิ้งเราไปไหน
เราอาจจะมีข้อผิดพลาดไปบ้าง พิมพ์ผิดเยอะเหลือเกิน
จะค่อยๆ แก้ไขไปนะคะ
จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เลยค่ะ สัญญาเลยน้า

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ
บอกเลยว่าเคยท้อจนเกือบจะเลิกพิมพ์ไปแล้ว
แต่แบบก็ฟื้นมาใหม่ด้วยคอมเมนต์ของทุกคน
ขอบคุณที่ทักทาย ขอบคุณที่เมนชันมาหา ขอบคุณที่คอมเมนต์ในเด็กดี
ขอบคุณทุกคนที่เล่นแท็คด้วยค่ะ

ขอบคุณที่มาลงเรือออลอูจีด้วยกันนะคะ
ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบแม้จะไม่แน่ใจว่านี่มันแพริ่งไหน 55555

อะไรอีกดี
จริงๆ ตอนจบของเรื่องนี้วางไว้หลายอย่างมากค่ะ
หนึ่งในนั้นคือการที่อูจีปฏิเสธทุกคน 555
ไม่มีพระเอกไปเลย แบบ อูจีไร้เยื่อใย มองวงเท่านั้น
แต่แบบ สุดท้ายก็รู้สึกว่า มันต้องมีคนสู้บ้างสิวะ
จะให้มายอมอูจีหมดได้ยังไง ก็เลยกลายเป็นแบบนี้
จริงๆ คนที่จะยอมสู้ก็มีแค่พี่ซูนกับยัยมิงเนี่ยแหละค่ะ
แต่พอดีคนเขียนชิป กยูฮุน มาก่อน เลยยกตำแหน่งให้พี่เขาไป ฮา

ขอโทษแฟนๆ พี่ซูนกับน้องชานด้วยนะคะ เรื่องนี้เราทำร้ายทั้งสองคนหนักมากเลย ฮือ

เรามีโครงการเรื่องต่อไปค่ะ :)
คราวนี้เป็น #soonhoon เต็มตัวแล้วค่ะ
น่าจะมาลงสัก กพ ขอไปวางพล็อตให้เรียบร้อยก่อน

>> Missing Piece of Woozi <<
#ตามหาพีดีนิม

ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

ปล ยังเหลือตอนพิเศษอีกตอน อย่าเพิ่งทิ้งกันไปน้าาาาาาา

ขอบคุณอีกรอบค่า

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #78 grangerf (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 00:30
    ดีมากจริงๆค่ะ เราอ่านรวดเดียวหมดเลย TT ในที่สุดก็มีความสุขสักทีนะจีฮุนอ่า... ขอบคุณมินกยูที่เชื่อมั่นความรู้สึกแล้วไม่ถอย ขอบคุณซูนยองที่ทำเพื่อคนที่ตัวเองรักเเม้ว่าตัวเองจะพังเเค่ไหนก็ตาม ขอบคุณดีโน่ที่เข้าใจจีฮุน เเล้วก็ขอบคุณเมมเบอร์ที่เหลือที่คอยเป็นห่วงและให้ความรักกับพีดีนิมตัวน้อย คอยเป็นกำลังฉุดรั้งขึ้นมาตอนที่เขากำลังเหนื่อยเเละอยากได้กำลังใจ สุดท้ายเลยขอบคุณไรท์นะคะที่เเต่งเรื่องนี้มาให้ได้อ่าน อยากจะบอกว่าเราร้องแทบทุกตอนเลยค่ะ เข้าใจความรู้สึกของตัวละครมากๆ ฮือ ขอบคุณจริงๆค่ะที่สู้มาตลอดจนเเต่งจบ
    #78
    0