END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 33 : [ Can’t Command Wind ] Hoshi x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 30
[ Can’t Command Wind ]

Hoshi x Woozi
#soonhoon #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ควอนซูนยองนอนแผ่อยู่ที่พื้นห้องซ้อม อาจารย์สอนเต้นหันมายิ้มให้เขาก่อนจะกล่าวลาแล้วเดินออกไป เขาได้แต่ปล่อยลมออกจากปาก อีกไม่นานก็ใกล้คัมแบคสำหรับอัลบั้มรีแพคเกจแล้ว หน้าที่หลักในการคิดท่าเต้นเป็นของเขากับครูฝึก ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงทำงานหนักกว่าทุกที

วันนี้ก็ยังเหมือนเคย ถ้าใครบอกว่าเขาคือคนสอนเต้นใจยักษ์ เขาก็อยากให้มาเจอครูสอนเต้นของเขาอีกที แล้วจะรู้ว่า คำว่าใจยักษ์ยังน้อยเกินไป

หลังจากพักจนหายเหนื่อย เขาก็ลุกขึ้นไปหาอะไรดื่มในตู้เย็น ก่อนจะพบว่าเครื่องดื่มของโปรดที่มีติดอยู่ในห้องซ้อมเสมอหมดไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินขึ้นไปดูที่ตู้เย็นชั้นสอง

อูจีติดเจ้าเครื่องดื่มสีดำมากกว่าเขา ดังนั้นตู้เย็นในครัวชั้น 2 จึงไม่เคยขาดเครื่องดื่มชนิดนี้เลย เพราะเพื่อนตัวน้อยมักจะซื้อมาเติมตลอดเวลา

ทว่ายังไม่ทันที่จะถึงชั้นสอง เขาก็ได้ยินเสียงทะเลาะดังลั่น โฮชิหยุดยืนอยู่ที่ชานพักบันไดชั้นหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะมีคนสองคนคุยกันอย่างดุเดือดอยู่ที่หน้าห้องทำงานของพีดีนิมตัวน้อย พอเงี่ยหูฟังดีๆ ถึงพอจะเดาออกว่าหนึ่งในสองคนนั้นก็คือเจ้าของห้องทำงาน

“ความสุขของฉัน คือ ความสุขของเซเว่นทีน ฉันจะทำทุกอย่างให้เซเว่นทีนยิ้มได้” 

บทสนทนาที่ฟังดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เขาจึงได้แต่ขมวดคิ้ว

จริงๆ เขาก็ไม่ควรจะมาแอบฟังเลย แต่น้ำเสียงที่ราวกับจะตะคอกนั้นทำให้เขาก้าวขาไม่ออก

“ผมคือเซเว่นทีนใช่มั้ยครับ” ควอนซูนยองขมวดคิ้ว น้ำเสียงแบบนี้คงไม่พ้นคิมมินกยู “ความสุขของพวกผมคือสิ่งที่ทำให้ฮยองมีความสุขใช่มั้ยครับ” 

โฮชิอ้าปาก หัวสมองกำลังแล่นไม่หยุด

เขาไม่ได้โง่พอที่จะดูไม่ออกว่าน้องชายตัวสูงคิดอะไรกับเพื่อนมั้ย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าหมอนั่นจะรุก เพราะก่อนหน้านี้คุปส์ฮยองเคยห้ามไว้แล้ว แต่บทสนทนาที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้จะให้เขาคิดอะไรมากไปกว่านั้นได้อีก

“และความสุขของผม ก็คือความสุขของฮยองครับ ต้องให้ผมพูดอะไรให้ฮยองเข้าใจอีกมั้ยครับ”

ไม่มั้ง ไม่ใช่หรอก เจ้าหมาน้อยคนนั้นไม่ใช่คนที่กล้าทำอะไรแบบนี้

“ถ้าอยากให้ผมพูดอะไรอีก ผมก็อยากพูดแค่ประโยคเดียวครับ”

หัวใจของควอนซูนยองราวกับโดนแช่แข็ง

“ผมรักฮยองครับ”

เข่าทั้งสองข้างสั่นระริก ประโยคที่เขาไม่เคยกล้าพูดมันออกมา เด็กคนนั้นกลับกล้าพูดมันออกมาอย่างแน่วแน่ แค่ยอมรับกับตัวเองว่าเขาชอบอูจี ก็ยากมากแล้ว แต่เด็กคนนั้นกลับกล้าพูด

แล้วอีจีฮุนจะว่ายังไง จะตอบตกลงหรือเปล่า

ถ้าหมอนั่นตอบตกลง เขาจะทำตัวยังไงดี เขาจะทำยังไงกับความเสียใจที่จะถาโถมเข้ามา เขาจะรับมือกับทุกอย่างยังไง จะยิ้มให้ทั้งน้องทั้งเพื่อนได้อย่างไรไหว แค่คิดว่าอีจีฮุนจะเดินจับมือไปกับคิมมินกยู หัวใจก็บีบไปหมดแล้ว

บทสนทนาด้านบนเงียบไปพักใหญ่ เงียบจนทำให้หัวใจคนแอบฟังเบาหวิว

“ขอโทษนะคิมมินกยู” เสียงทุ้มสั่นเครืออย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน “แต่ฉันเลือกความสุขของวง”

...ความสุขของวง…

“ฉันเลือกเซเว่นทีน ไม่ใช่นาย”

เขากำมือของตัวเองแน่น คำตอบที่ไม่ได้คาดคิดทำให้หัวสมองว่างเปล่า ถ้อยคำสั้นๆ เหล่านั้นเหมือนจะเป็นคำปฏิเสธ แต่ก็ไม่ใช่คำปฏิเสธ เช่นเดียวกันว่ามันไม่ใช่คำยอมรับ ความขัดแย้งบางอย่างทำให้เขามีแต่ความไม่เข้าใจ

“ปล่อยฉันเถอะมินกยู แล้วเราสองคนทำเป็นลืมเรื่องราวทั้งหมด พรุ่งนี้กลับมายิ้มให้กันใหม่นะ”

ควอนซูนยองได้แต่ยืนนิ่ง รู้สึกราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง

เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านบน เขารีบลงมาจากบันได คนตัวไม่สูงมากนักไปยืนแอบอยู่หลังตู้ เสียงคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาใกล้มากแล้ว พอเหลือบสายตาไปมองก็เห็นอีจีฮุนเดินเร็วๆ ผ่านตัวเขาไป ดูเหมือนว่าคนตัวเล็กจะไม่เห็นเขาด้วยซ้ำ

อีกฝ่ายหยุดยืนอยู่ที่เสา มือสวยที่เขาชอบมองจับปูนเย็นเฉียบไว้ ใบหน้าใสก้มต่ำ เรือนผมสีเข้มปิดหน้าจนมองไม่เห็นอะไร

แต่เขาได้ยินเสียงสะอื้นชัดเจน

เขาเคยเห็นอีจีฮุนร้องไห้ไม่กี่ครั้ง ถ้าไม่นับตอนร้องไห้ใน 17 Project ก็เห็นเพียงแค่สองครั้ง คือตอนเฟิสวินสเตจเยปือดา กับตอนร้องเพลงอุซซึมกทในมิตติ้งกะรัตแลนด์เท่านั้นเอง

ทว่าทั้งสองครั้งนั้น ไม่มีครั้งไหนที่อีจีฮุนร้องไห้จนตัวโยนขนาดนี้ ทั้งเสียงสะอื้นราวกับจะขาดใจตาย ทั้งคนตัวเล็กๆ ที่ฝืนยืนจนตัวงอ ขาทั้งสองก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่อยู่แล้ว ยังไม่รวมถึงใบหน้าที่เขามองไม่เห็นอีก

เสียงบางอย่างในหัวใจกำลังกรีดร้อง

ควอนซูนยองเดินเข้าไปใกล้ มือใหญ่จับไหล่อีกคนให้หันมา ส่วนมืออีกข้างก็ปิดตาคนที่กำลังร้องไห้อย่างหนักไว้ ก่อนจะกดใบหน้าให้แนบลงมาที่ไหล่

“ไม่ต้องสนหรอกว่าฉันเป็นใคร” คนในอ้อมแขนตัวสั่นระริก เสียงสูดน้ำมูก เสียงสะอื้นยังดังไม่หยุด “ร้องไห้ให้พอเถอะ ไม่ต้องสนใจอะไรหรอกนะ จีฮุน” คำพูดของเขายิ่งทำให้คนตัวเล็กร้องไห้หนักกว่าเดิม แขนทั้งสองข้างกอดเขาไว้แน่น ใบหน้าใสฝังลงกับไหล่แกร่ง

เขารู้สึกราวกับจะขาดใจตาย

เคยอยากกอดอีกฝ่ายให้เต็มอ้อมแขน เคยอยากกระซิบคำพูดข้างหู แต่ไม่เคยอยากมาปลอบประโลมเพื่อนแบบนี้ โดยเฉพาะตอนที่เพื่อนกำลังร้องไห้เพียงเพราะฝืนทำในสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต

บางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ที่หางตา พอหันไปมองก็เห็นคิมมินกยูยืนมองพวกเขาอยู่ ลีดเดอร์เพิร์พทีมส่ายหัวไปมา เด็กหนุ่มเลยได้แค่ยืนคอตก คนตัวสูงโค้งให้เขาหนึ่งทีก่อนจะเปิดประตูฝ่าลมหนาวออกจากบริษัทไป

เขาเบนสายตากลับมามอง

คนในอ้อมแขนยังคงตัวสั่นจนเขาสงสาร และเสียงร้องไห้ราวกับจะขาดใจตายนั้นก็กำลังบาดจิตใจของเขาให้กลายเป็นริ้ว

นัยน์ตาชี้หลุบต่ำ

...จริงๆ แล้ว…

ในหัวใจยังคงกรีดร้องไม่มีเสียง มือใหญ่ที่อยู่บนหลังคนที่กำลังสูญเสียซึ่งความเป็นตัวเองกำแน่น แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความเจ็บปวดที่อยากให้ตัวเองได้รู้สึกจะได้เจ็บข้างในหัวใจให้น้อยลงกว่านี้

...นายน่ะ…

เสียงสะอื้นที่ไม่มีใครได้ยิน

...รัก…

ริมฝีปากที่เม้มแน่นจนเป็นรอยแดง

...คิมมินกยูไม่ใช่เหรอ…

หยดน้ำตกกระทบไหล่ชายหนุ่มตัวเล็ก

...นายรักหมอนั่นจนเลือกทำลายตัวเองไม่ใช่เหรอ อีจีฮุน…




อากาศข้างนอกเย็นจัดจนปวดหูไปหมด แต่เขายังคงเดินไปข้างหน้า แม้เสียงสะอื้นจะเงียบไปแล้ว แต่ทุกอย่างยังคงดังก้องอยู่ในหูและความทรงจำ ทั้งความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยเห็น ทั้งใบหน้าที่เขาไม่อยากจะมอง

มือสองมือจับกันแน่น

มือสวยที่เขาเคยอยากครอบครอง วันนี้มันกลับเย็นเฉียบจนน่าใจหาย

“ดื่มกันหน่อยมั้ย” ไม่มีเสียงตอบมาจากคนข้างหลัง เขาได้แต่จูงมืออีกฝ่ายเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วกวาดเครื่องดื่มกระป๋องที่ชอบมาเป็นโหล

ท้องฟ้าวันนี้มืดสนิท ไม่มีแม้กระทั่งดวงดาวให้มองเห็น ไม่มีแม้กระทั่งแสงจากดวงจันทร์ มีเพียงสายลมที่หอบพาลมเย็นมาจากทั่วสารทิศ และท่ามกลางอากาศที่เกือบจะติดลบแบบนี้ มีเพียงแต่เขาสองคนที่เดินจูงมือกันอยู่ตามลำพัง

ควอนซูนยองเหลือบไปมองเพื่อนสนิทที่เดินราวกับไร้วิญญาณ นัยน์ตาเล็กๆ มองไปไหนสักแห่งที่เขาไม่รู้ อีจีฮุนราวกับจะแตกสลายไปหมดแล้ว

“กลับไปดื่มที่ห้องนายดีกว่ามั้ย” แม้จะไม่มีเสียงตอบ แต่ใบหน้าใสก็ผงกลง

ในวันที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ เมมเบอร์ส่วนใหญ่กลับหอไปซุกตัวในผ้าห่มหมดแล้ว จริงๆ วันนี้เป็นวันพักผ่อนด้วย ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง ก็มีแต่เขากับอีจีฮุนที่บ้างานจนอยู่ที่บริษัทนี่แหละ ส่วนคิมมินกยูก็คงแวะมาหาเหมือนที่เคยทำ

จริงๆ จะดีกว่านี้หรือเปล่าถ้าเขายังคงนอนอยู่ในห้องซ้อม ไม่ขึ้นมารับรู้อะไรแบบนี้ จะดีกว่ามั้ยถ้าไม่ต้องมาปวดใจรู้ในสิ่งที่เขาไม่ควรรับรู้

แต่ถ้าหากคนตัวเล็กอยู่ตามลำพัง...ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ภายในบริษัทเงียบสงบ เหลือเพียงแต่แสงไฟฉุกเฉิน เขาลากคนเหม่อลอยขึ้นไปที่ชั้นสอง ห้องทำงานของพีดีนิมตัวน้อยยังคงอบอุ่นเพราะไม่ได้ปิดฮิตเตอร์ เจ้าของห้องเดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวประจำ ควอนซูนยองถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจล็อคประตู

ก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องแนวนี้เกิดขึ้นมาก่อน แม้ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อีจีฮุนก็เอาแต่ขังตัวอยู่ในห้องทำงาน ถ้าหากวันนี้มีใครมาที่บริษัทแล้วเห็นอาการของคนตัวเล็กอีก มีหวังบริษัทจะต้องแตก

ทันทีที่เขาวางกระป๋องเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ มือสวยก็คว้าไปแล้ว พอมองคนที่กระดกน้ำสีอำพันรวดเดียวหมด เขาก็ตัดสินใจนั่งกอดเข่าบนพื้นแล้วมองเงียบๆ

“นายคิดดีแล้วเหรอ ที่ทำแบบนั้นน่ะ” คนที่กำลังเปิดกระป๋องเครื่องดื่มไม่ตอบ เขาถอนหายใจยาวอีกรอบ ก่อนจะตัดสินใจดึงถุงจากร้านสะดวกซื้อมาใกล้ เมื่อกระป๋องที่สามถูกดึงออกไป “ดื่มไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ”

“...นั่นสินะ ไม่ช่วยอะไรเลย” นี่เป็นคำพูดแรกที่เขาได้ยินนับตั้งแต่เจอกัน “ดื่มไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี” แม้จะพูดแบบนั้น แต่คนตัวเล็กก็ยังยกกระป๋องในมือขึ้นดื่ม

“คืนนี้จะนอนที่นี่มั้ย เดี๋ยวฉันบอกคุปส์ฮยองให้”

“อือ”

“อยากให้ฉันอยู่ด้วยหรือเปล่า หรืออยากอยู่คนเดียว” คนถูกถามชะงัก บทสนทนาขาดตอนไปช่วงใหญ่ เขาไม่ได้มองเพื่อนสนิทเลยแม้แต่นิดเดียว นัยน์ตาชี้จับจ้องอยู่แต่กับถุงใส่กระป๋องบนโต๊ะ

ตอนนี้เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเต้นของหัวใจหัวเอง

“ถ้านายไม่ลำบากใจ” ปลายเสียงที่สั่นไหว “อยู่กับฉันก่อนจะได้มั้ยซูนยอง” เขาหลุบตาลงมองที่พื้น ชื่อซูนยอง ทำให้อะไรบางอย่างแตกสลาย

อย่าว่าแต่เสียงหัวใจที่ไม่ได้ยินเลย แม้กระทั่งเสียงกรีดร้องภายในสมองเขายังแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ

หัวใจคนเราจะเจ็บช้ำได้อีกสักเท่าไรกัน มันคงไม่มากไปกว่านี้อีกแล้วหรอก

“ฉันจะอยู่ด้วย” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบนัยน์ตาเล็ก ยิ่งพอเห็นหยาดน้ำใสคลออยู่ในดวงดาวสวย เขาก็ยิ่งขยับรอยยิ้มกว้าง “จะอยู่กับนาย จนกว่าจะพอใจเลยจีฮุน”

...ฉันจะไม่มีทางปล่อยนายไว้คนเดียว ในเมื่อนายเลือกเส้นทางทำลายตัวเองแบบนี้แล้ว ฉันก็จะทำลายหัวใจตัวเองให้มันพังไปพร้อมกับนาย อย่างน้อยในวันที่นายร้องไห้จนเป็นบ้าอยู่แบบนี้ ก็จะมีฉันร้องไห้ไปกับนายเหมือนกัน…




ควอนซูนยองเปิดประตูห้องแผ่วเบา เจ้าของห้องขดตัวหลับปุ๋ยบนโซฟาไปสักพักใหญ่แล้ว ดูเหมือนเจ้าตัวจะหนาวนิดหน่อยถึงซุกตัวอยู่ใต้เสื้อโค้ทของเขาจนแทบจะหายไปทั้งตัว

เขาถอดเสื้อโค้ทของเพื่อนออก เพราะไม่ได้คิดว่าจะออกไปข้างนอก ตอนที่เห็นอีกฝ่ายเคลิ้มจะหลับเลยหยิบเสื้อโค้ทของตัวเองที่ใกล้มือกว่าไปคลุมให้ สุดท้ายพอต้องฝ่าลมหนาวออกไปจึงต้องใส่เสื้อของเพื่อนออกไป

มือใหญ่กวาดกระป๋องเปล่าหกใบออกไปจากโต๊ะ เขาไม่ได้ดื่มมันเลยสักอึก เพราะฉะนั้นนี่คือฝีมือของพีดีนิมตัวน้อยทั้งหมด ซึ่งพอหมดกระป๋องสุดท้ายคนตัวเล็กก็ไหลลงไปกับโซฟาแล้วหลับปุ๋ย

คนตัวไม่สูงมากนักถอนหายใจอีกรอบแล้วนั่งขัดสมาธิลงหน้าโซฟา หลังจากรื้อของในถุงจากร้านสะดวกซื้อสักพักใหญ่ก็หยิบหลอดครีม ครีมกระปุกและห่ออะไรสักอย่างออกมา โฮชิบรรจงบีบครีมล้างหน้ามาป้ายบนใบหน้าใส จริงๆ แล้วเขาก็ไม่อยากรบกวนเพื่อนเท่าไรเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายตื่น แต่ว่าถ้านอนแบบนี้ มีหวังหน้าตาพรุ่งนี้เช้าต้องดูไม่ได้แน่นอน

“ใต้ตาแดงไปหมดเลย ถ้าพรุ่งนี้คุปส์ฮยองมาเห็นต้องโดนสวดยับแน่นอน” นิ้วเรียวปาดครีมกระปุกลงมาแตะเบาๆ ที่ใต้ตาแดงช้ำ จริงๆ ก็รู้ดีว่าคนที่ร้องไห้หนักมากจนตาช้ำไปหมดแบบนี้ ต่อให้บำรุงมากแค่ไหนก็ไม่มีทางที่พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วตาจะไม่บวม ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแบบนี้แล้วสภาพหลังตื่นนอนต้องแย่เข้าไปอีก

แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไร

“จมูกก็แดง...แต่คงไม่เป็นไรมั้ง” เขายังคงบ่นเดียว พยายามทาครีมด้วยความเบามือที่สุด “แล้วก็มาร์คใต้ตา...ยี่ห้อนี้จะช่วยได้มั้ยเนี่ย” เขาดึงมาร์คสีใสออกมาจากซอง ไม่รู้เหมือนกันว่าของแบบนี้จะช่วยได้บ้างหรือเปล่า แต่อะไรที่ทำได้ตอนนี้ก็อยากทำให้ดีที่สุด

เขาถอนหายใจยาวอีกรอบ

เวลามีแค่นี้ ก็คงจะทำได้แค่นี้ ดึกมากแล้ว ไม่มีร้านเครื่องสำอางที่ไหนเปิดอีกแล้ว เขาเลยซื้อได้แต่ของในร้านสะดวกซื้อเท่านั้นเอง

ลีดเดอร์เพิร์พทีมขยับตัวถอยมานิดหน่อย นัยน์ตาชี้มองเพื่อนที่ยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องอยู่

พออีจีฮุนดื่มไปได้กระป๋องที่สาม เรื่องราวมากมายที่ซ่อนไว้ก็ค่อยๆ หลุดออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคิมมินกยูที่เคยแสดงทีท่าต่างๆ มากมายจนทำให้เพื่อนคิดมาก หรือเรื่องที่พีดีนิมตัวน้อยกลัวว่าวงจะพังทลายลงมาจนตัวเองควบคุมไม่ได้

ทั้งสองเรื่องนี้คือเรื่องที่เขาคาดเดาได้แล้ว แต่เรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องของอีชาน

จริงๆ ก็พอจะเห็นอยู่แหละว่าช่วงหลังๆ มานี้เด็กน้อยคนนั้นติดอีจีฮุนมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องราวแบบนั้นขึ้นมาเลย แม้ว่าช่วงก่อนวันฮาโลวีนจะเห็นว่าอูจีขังตัวเองไว้ในห้อง และมักเน่ตัวน้อยก็ซึมเศร้าจนผิดสังเกต แต่เขาก็ไม่ได้เอาสองเรื่องนี้มาขมวดเข้าด้วยกันเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาชันขาขึ้นมากอดเข่า

“ตอนนั้น นายก็หนีมาร้องไห้คนเดียวแบบนี้หรือเปล่าน่ะจีฮุน” โฮชิวางคางลงกับเข่า “ถึงนายจะไม่ได้คิดอะไรกับดีโน่ แต่การทำลายหัวใจน้องชายแบบนั้น นายก็ต้องเจ็บปวดใจมากใช่มั้ย”

...นายเจ็บปวดมามากเหลือเกินนะอีจีฮุน…

“ฉันไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลย รู้ว่านายคิดมากก็เลยไม่อยากเอาเรื่องตัวเองมาใส่หัวนาย” เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ มือใหญ่ไล้แก้มอีกฝ่ายแผ่วเบา “ฉันเคยคิดที่จะเก็บทุกอย่างไว้ในใจเพราะไม่อยากให้วงเป็นอะไร ไม่อยากให้นายอึดอัดเวลาอยู่ด้วยกัน แต่ตอนที่เห็นนายเศร้า ฉันก็คิดว่าอยากจะเข้าไปช่วยปลอบประโลมและฉุดนายขึ้นมาจากโลกแห่งความเดียวดายนั้น”

ใบหน้าคมคายขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม

“ฉันไม่รู้เลยนะว่านายปวดใจเพราะเรื่องนี้ ไม่รู้เลยว่านายเสียใจกับเรื่องราวความรักของทั้งสองคนมามากขนาดนี้” นิ้วโป้งลูบไล้อยู่ที่มุมปาก “ไม่รู้ด้วยว่า...นายจะรักหมอนั่นจนยอมทำลายแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง”

เขาหลุบตาลง

“ฉันขอโทษที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวของนายเลย”

...ขอโทษที่ไม่อาจห้ามหัวใจตัวเองได้…

แก้มเนียนที่อยู่ห่างแค่เอื้อม

...ขอโทษที่ไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้รักนายได้…

ริมฝีปากอุ่นแนบลงบนแก้มใส เฉียดมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยไปแผ่วเบา

...ขอโทษที่รักนายมากขนาดนี้…

“แต่ฉันจะไม่ปีนกำแพงข้ามไปให้นายเจ็บปวดอีกแล้ว จะไม่บอกให้นายรู้เรื่องในหัวใจ จะไม่เป็นคนที่ทำให้นายเสียใจอีกเด็ดขาด ฉันสัญญา”

...แม้ฉันจะเจ็บปวดเพราะนาย ฉันก็จะไม่โทษนายเลย…




ด้วยความสามารถในการพูดของเขา ทำให้คุปส์ฮยองยอมให้เขากับจีฮุนค้างที่บริษัทเป็นวันที่ 2 แม้เหตุผลจะฟังดูพิกล แต่ลีดเดอร์หน้ายักษ์ก็ยอมเออออแต่โดยดี

เขาถอนหายใจยาว

ไม่แน่ว่าชเวซึงชอลจะเริ่มรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว

ตลอดสองวันมานี้ อีจีฮุนเอาแต่นั่งแต่งเพลงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่พูดไม่จา ขนาดเขาที่อยู่ข้างๆ ตลอดยังได้ยินเสียงตอบแค่ อือ เออ ห้ะ ได้ ไม่เป็นไร แค่นี้เอง

เรื่องเดียวที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย คือเวลาเขาจะขยับตัวไปทำอะไร ใบหน้าใสจะหันมามอง แล้วพอเขาบอกว่าจะไปไหน อีกฝ่ายก็จะปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินตามออกมาเงียบๆ ราวกับไม่ต้องการจะอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เพราะเขาก็ไม่ต้องการปล่อยเพื่อนให้อยู่ตามลำพังเหมือนกัน

วันนี้ก็เช่นเคย พอเขาบอกว่าจะลงไปซ้อมที่ห้องใต้ดิน พีดีนิมก็พยักหน้า มือก็กดเซฟข้อมูลมากมายแล้วก็แบกโน้ตบุคเดินตามเขาลงมา

ไม่มีหยาดน้ำตาบนใบหน้าอีกแล้ว เหลือแต่เพียงความด้านชาบนสีหน้านิ่งเฉยนั้น

เขาอ่านไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียวว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่ ตอนนี้รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องอยู่ข้างๆ คนที่ดูเปราะบางราวกับจะสลายไปทุกเมื่อแบบนี้

ควอนซูนยองขยับตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ หลังห้องที่เงียบเหงามีเพียงอีจีฮุนนั่งยืดขามองโน้ตบุคบนตักอยู่ลำพัง เขาถอนหายใจยาว ดีที่สองสามวันนี้เป็นวันพักผ่อนถึงไม่มีใครมาที่บริษัท

หรือบางที...ก็อาจจะมีใครสั่งว่าไม่ให้มาก็ได้

เพลงจบลงแล้ว และเขาก็เหนื่อยมากกว่าปกติ ความที่ต้องดูแลเพื่อนทำให้นอนไม่ค่อยพอเท่าที่ควร พอต้องมาขยับตัวแบบนี้ก็พาลจะทำให้หายใจหอบไปหมด เขาเดินไปทิ้งตัวลงข้างๆ คนตัวเล็ก ดูเหมือนว่าสมาธิแต่งเพลงจะกระเจิงไปหมดแล้ว เพราะอีกฝ่ายกำลังนั่งเล่นเกมมือถืออยู่

“เหนื่อยจังแฮะ” เขาบ่นพึมพำ อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร นัยน์ตาเล็กยังคงจับจ้องหน้าจอมือถือเหมือนเคย โฮชิถอนหายใจอีกรอบ ขายาวทั้งสองข้างเหยียดไปไกล 

สัมผัสอุ่นแนบลงมาบนไหล่ เรือนผมนุ่มเขี่ยอยู่ข้างแก้ม พอหันไปมองก็เห็นคนที่เอาแต่เงียบยังคงเล่นเกมแม้จะแนบหน้าอยู่กับตัวเขา

อีจีฮุนที่ขี้อ้อนกว่าปกติมีอยู่สองแบบ คือตอนที่ง่วงนอน กับตอนที่จัดการอะไรไม่ไหวแล้ว

และนี่ก็คือแบบที่สอง

เขาเอียงหัวไปซบเรือนผมนุ่ม

ไม่อยากเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้เลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขาอยากเห็นคือรอยยิ้มกว้างที่เคยมอบมาให้ รอยยิ้มที่มาทั้งตาทั้งปาก แต่อีจีฮุนตอนนี้แค่ขยับรอยยิ้มให้เขาก็ทำไม่ได้แล้ว ทุกครั้งที่มองตากันก็เห็นแต่ความว่างเปล่าในนัยน์ตาเล็กๆ นั้น

ความว่างเปล่าที่ทำให้หัวใจคนมองอ้างว้าง

จริงๆ เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียว คำตอบของเรื่องราวมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นเอง เพียงแต่คนตัวเล็กเอาแต่ปิดหูปิดตาและมองทุกอย่างในแง่ร้ายไปหมด

ในเมื่อคิมมินกยูก็รักอีจีฮุน และอีจีฮุนก็รักคิมมินกยู

ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน

ก่อนหน้านี้เขาก็เคยระแวงว่าถ้าบอกชอบอูจีไปแล้วเรื่องราวจะเป็นยังไง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาวงจะพังหรือเปล่า ถ้าทะเลาะกันจะมองหน้ากันติดไหม หรือถ้าเลิกกันแล้ววงต้องพังทลายไป จะแบกรับทุกอย่างได้หรือเปล่า

เขาเคยระแวงเหมือนอย่างที่อูจีระแวงอยู่ตอนนี้

ทว่าสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดของเมมเบอร์ทุกคนคือการเห็นเมมเบอร์มีความสุข

ถ้ารักกันแล้วมันมีความสุข คนมองก็มีความสุข หลังจากนี้ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น ก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป มันดีกว่าจะมาเศร้าแบบนี้หรือเปล่า

แต่ว่า

เขาไม่ใช่พระเอกของใคร ไม่ใช่คนดีมากพอจะเอ่ยปากไล่อีจีฮุนที่อ่อนแอให้กลับไปซบอกคิมมินกยู จะบอกว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่เขาไม่อยากส่งผู้ชายคนนี้ให้ใคร แม้การส่งกลับไปจะทำให้เห็นรอยยิ้มก็ตาม

ควอนซูนยองรู้ดี...ว่ารอยยิ้มของอีจีฮุนอยู่ตรงหน้าแล้ว ขอเพียงแค่เขากล้าพูด กล้าทำความเข้าใจกับคนตัวเล็กที่กำลังซบอยู่ข้างๆ นี้ อีจีฮุนแค่ใจแข็งและไม่กล้าตัดสินใจ หมอนั่นแค่กลัวว่าทุกอย่างจะพังไปหมด ถ้ามีใครสักคนสนับสนุนหรือพูดอะไรบางอย่าง ก็คงจะกล้ายืนอีกครั้ง

และเขาก็มั่นใจว่าเขาสามารถทำให้เพื่อนสนิทเข้าใจทุกอย่างได้

นัยน์ตาชี้หลุบลง

แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ

แค่ทุกวันนี้ต้องมองคนที่ตัวเองรักเสียใจเพราะคนอื่นก็ปวดหัวใจมากแล้ว จะให้เขาเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายให้ไปไกลๆ เขาทำไม่ได้หรอกนะ เขาไม่ใช่คนดีขนาดนั้น

“หิวหรือยัง อูจีอ่า” หัวที่ซบเขาอยู่ขยับดุ้กดิ้ก โฮชิขยับรอยยิ้มบาง มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมอีกฝ่ายแผ่วเบา “กินไก่ทอดมั้ยวันนี้ เดี๋ยวฉันโทรสั่งเอง” เจ้าตัวเล็กยังคงส่ายหัว

เขาเหลือบไปมองเวลา

“ทุ่มกว่าแล้วนะ นายยังไม่หิวอีกเหรอ” คำตอบยังคงเหมือนเดิม เขาพ่นลมหายใจออกมา “งั้นโคล่ามั้ย” คราวนี้คนขี้อ้อนพยักหน้า

ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลุกไปเอาเครื่องดื่มมาให้ ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังมาจากมือถือในกระเป๋า เขาขมวดคิ้วมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าคงที่ทักมาคือจวิ้นฮุย ประโยคสั้นๆ นั้นถามว่าเขาอยู่ที่ห้องซ้อมใช่หรือเปล่า

ลีดเดอร์เพิร์พทีมกระพริบตาปริบๆ ยิ่งพออีกฝ่ายเรียกให้เขาออกไปข้างนอกก็ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ สุดท้ายก็บอกเพื่อนตัวเล็กว่าจะไปเอาเครื่องดื่มแล้วเดินออกมา

คนตัวสูงยืนพิงผนังอยู่ด้านนอกห้องซ้อม นัยน์ตากลมเบนมาสบก่อนจะส่งรอยยิ้มมาให้ ท่าทีพิกลนั้นทำให้เขาเลือกที่จะปิดประตูห้องซ้อมให้สนิท

“มีอะไรหรือเปล่า”

“อูจีล่ะ”

“อยู่ข้างใน” จุนเกาหัวตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความลำบากใจ “นี่นายมาคนเดียวเหรอ”

“อือ จริงๆ คุปส์ฮยองไม่ให้ทุกคนมาบริษัทน่ะ บอกว่าอยากให้พักผ่อนให้เต็มที่ แต่ว่าฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายอยากคุยกับอูจี ก็เลยบอกว่าจะออกมาซื้อของแล้วหนีมา อูจีเป็นยังไงบ้าง” เขาถอนหายใจยาวแล้วขยับตัวไปพิงผนังข้างเพื่อน

ไม่รู้เหมือนกันว่าชายหนุ่มจากแผ่นดินใหญ่รู้เรื่องราวมากมายแค่ไหน

“นายรู้อะไรมากแค่ไหนเหรอ”

“ก็นิดหน่อย ไม่สิ ก็เยอะอยู่ ไม่ได้มีใครเล่าอะไรให้ฟังหรอก มีแค่อูจีที่เคยบ่นให้ฟังตอนเมาน่ะ ที่เหลือก็ปะติดปะต่อจากคำพูดคนอื่น ก็รู้เองแหละ จริงๆ ไม่ต้องอะไร แค่ท่าทีของอีชาน มินกยู แล้วก็นาย ฉันก็เดาได้หมดแล้ว” เขาถอนหายใจอีกรอบ

“ไม่ค่อยดีเท่าไร จีฮุนไม่พูดอะไรเลย เงียบกริบ ฉันละกลัวว่าหมอนั่นจะแตกสลายไปจนหมด”

“ที่หอก็ไม่ดีเท่าไร มินกยูไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ค่อนข้างเงียบกว่าทุกที”

“ทุกคนรู้เรื่องหรือเปล่า” จุนส่ายหน้า

“ไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่ารู้เรื่องกันบ้างแหละ คงปะติดปะต่อเหมือนฉัน แต่ไม่ได้รู้ลึกหรอก ตอนนี้จองฮันฮยองก็คอยประกบชานอยู่ ส่วนมินกยูก็มีซอกมินอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา บรรยากาศก็ค่อนข้างอึมครึม คุปส์ฮยองก็เงียบขรึมไม่พูดอะไรเลย”

“เหรอ….” ทั้งสองเงียบไปพักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างมองนิ่งไปที่ผนังอีกฝั่ง

“นี่ ซูนยอง” เขาเหลือบตาไปมอง เพื่อนตัวสูงคนนี้ไม่ค่อยเรียกชื่อจริงของเขาเท่าไร จริงๆ เมมเบอร์เรียกสเตจเนมจนติดปากกันไปหมดแล้ว นานๆ ทีถึงจะเรียกชื่อจริงของทุกคน “ฉันมาที่นี่เพราะอยากทำให้จีฮุนยิ้มได้อีกรอบ”

หัวใจทั้งดวงปวดหนึบ

“อือ”

“ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เซเว่นทีนที่สดใสหายไปไหนหมด ตอนนี้ทุกคนคุยกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างได้แต่มองหน้ากันแล้วเข้าใจกันเองเงียบๆ คำพูดที่เคยพูดคุยกันได้เหมือนกลายเป็นคำต้องห้ามไปแล้ว” เขาขยับรอยยิ้มขมขื่น “ฉันไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเริ่มที่ไหน แต่ฉันเลือกที่จะแก้ในส่วนที่ทำได้ และนั่นคือการพารอยยิ้มของจีฮุนกลับมา”

โฮชิยังไม่ตอบอะไร

เขารู้ดีว่าเพื่อนทำได้ จวิ้นฮุยก็คืออีกคนที่อีจีฮุนยอมเอนตัวลงไปพักพิง

“เพียงแต่ว่า การพารอยยิ้มจีฮุนกลับมา อาจจะเป็นการพรากหัวใจของนายไป”

ใช่...นายเข้าใจถูกแล้ว

“ซูนยอง ฉันขอโทษนะ แต่ฉันเลือกรอยยิ้มของจีฮุน นายจะไม่ว่าฉันใช่มั้ย”

เขาหันไปมองใบหน้าเพื่อน ความจริงใจที่ถ่ายทอดมายิ่งทำให้หัวใจปวดร้าว เขารู้ดีว่าในสงครามความสัมพันธ์ที่แสนวุ่นวาย จะต้องมีใครเจ็บปวดอยู่แล้ว และเขาก็ยอมรับความเจ็บปวดนั้นได้โดยไม่มีข้อแม้ เพราะถึงจะไม่ได้รอยยิ้มของจีฮุนกลับมา ในหัวใจของเพื่อนตัวเล็กคนนั้นก็ไม่ได้มีพื้นที่ให้เขาอยู่แล้ว

และควอนซูนยองก็ปรารถนารอยยิ้มของอีจีฮุนมากกว่าอะไร

“นายทำได้ใช่มั้ย จวิ้นฮุย นายเอารอยยิ้มของหมอนั่นกลับมาได้ใช่มั้ย” น้ำเสียงสั่นเครือนั้นราวกับไม่ใช่เสียงของเขา เพื่อนตัวสูงพยักหน้า เขาจึงส่งรอยยิ้มกว้างไปให้ “ถ้าอย่างนั้นพารอยยิ้มของหมอนั่นกลับมาที ทำแทนฉัน ทำให้ส่วนที่ทำไม่ได้ที”

...ยิ้มกว้างให้ฉันอีกสักครั้งเถอะนะจีฮุน…

ร่างทั้งร่างถูกเพื่อนดึงเข้าไปกอด เขาหลับตา หางตาที่ร้อนผ่าว ร่องแก้มที่อุ่นวาบ

“ขอโทษนะซูนยอง ขอโทษ”

“ไม่ต้องขอโทษฉัน ฉันก็อยากทำเหมือนนาย แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันฝืนตัวเองไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น จวิ้นฮุย ฝากจีฮุนด้วยนะ”

“ไว้ใจได้เลย”

...ยิ้มนะเจ้าตัวน้อยของฉัน ยิ้มเถอะนะได้โปรด ขอแค่นายยิ้ม ฉันก็จะยิ้มตามนาย…




โฮชินั่งลงด้านนอกห้องซ้อม จวิ้นฮุยเข้าไปในห้องแล้ว อีกทั้งยังแง้มประตูไว้นิดหน่อยราวกับต้องการให้เขารับรู้บทสนทนาด้วย แม้เขาจะไม่อยากได้ยินเท่าไร แต่ก็ห่วงเกินกว่าจะปิดประตูลง

คนในห้องดูเหมือนจะตกใจนิดหน่อย

“ฉันคิดถึงนายก็เลยแวะมาเยี่ยมน่ะ” จวิ้นฮุนตอบด้วยน้ำเสียงติดตลก “เอาแต่ขังตัวเองอยู่ที่บริษัทอีกแล้วเหรอ ไม่คิดว่าพวกเราจะอยากเจอหน้านายบ้างหรือไง” อีจีฮุนยังคงเงียบ ไม่ตอบอะไรจนคนที่เพิ่งเข้าไปถอนหายใจยาว

“โอเค ฉันไม่เสแสร้งแล้ว ไม่อารัมภบทอะไรแล้วด้วย เรามาคุยกันดีกว่านะ จีฮุนอ่า ฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ รู้แม้กระทั่งว่าวันนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างนายกับมินกยู”

“หมอนั่นบอกนายเหรอ” นี่เป็นคำพูดแรกในวันนี้ของอีจีฮุน เขาหลุบตาลง

“เปล่า ไม่มีใครบอกหรอก แต่แค่มองหน้ามองนั่น ดูอาการของนาย แล้วก็คิดถึงเรื่องที่นายเคยพูด ก็เดาออกหมดแล้ว ฉันถามคำเดียวนะ นายเสียใจหรือเปล่าที่ตัดสินใจแบบนี้”

“ไม่” โฮชิขยับรอยยิ้มขมขื่น

...อย่าโกหกกันสิ…

“แล้วนี่คือความสุขที่นายใฝ่ฝันอย่างนั้นเหรอ นายเลือกความสุขของวงใช่หรือเปล่า งั้นฉันถามหน่อยว่าตอนนี้เซเว่นทีนมีความสุขหรือเปล่า นายได้เห็นทุกคนยิ้มกับการตัดสินใจของนายมั้ย”

ภายในห้องเงียบกริบ

“ฉันไม่ได้มาเพื่อตอกย้ำนายนะ แต่ตอนนี้ทุกคนที่หอไม่มีใครมีรอยยิ้มเลย ทุกคนต่างกังวลกับนาย กังวลกับมินกยู ไม่จำเป็นจะต้องเห็นหน้านายก็รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ นายเป็นยังไง และทุกคนก็เป็นห่วงนายมาก”

เขาพยักหน้า

“นายเคยถามฉันว่า นายจะเลือกอะไรดี ตอนนี้นายเลือกความสุขของวงแล้ว นายบอกมินกยูใช่มั้ยว่า ความสุขของวงคือสิ่งที่ทำให้นายมีความสุข ตอนนี้นายเลือกแล้ว ฉันไม่ถามแล้วว่าเซเว่นทีนมีความสุขหรือเปล่า ฉันถามคำเดียว นายมีความสุขหรือเปล่า”

ราวกับได้ยินเสียงสูดน้ำมูกดังลอดออกมา ควอนซูนยองเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดาน

...ไม่เอา อีจีฮุน อย่าร้องไห้อีกเลยนะ…

“จุนอ่า ฉัน ฉัน” น้ำเสียงสั่นๆ นั้นกำลังจะทำให้เขาขาดใจตาย “ฉันทำไม่ได้ นายเคยบอกว่าอย่าให้ฉันย้ำคิดย้ำทำกับการตัดสินใจตัวเอง แต่ฉันทำไปแล้ว ฉันทำไม่ได้เลย ฉันเสียใจจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว”

“ถ้าย้อนเวลากลับไป นายจะทำแบบนี้หรือเปล่า”

ไม่มีคำตอบกลับมา

“รักคิมมินกยูไม่ใช่เหรอ”

เงียบกริบ

“ถ้ารักแล้วตัดสินใจแบบนี้ทำไม จะทำให้ตัวเองพังทลายทำไมจีฮุน แล้วนี่ไม่ได้พังแค่นาย มินกยูก็กำลังจะพัง เซเว่นทีนน่ะ ปรารถนาแค่รอยยิ้มของเมมเบอร์เท่านั้นเอง ขอแค่นายยิ้ม มินกยูยิ้ม ทุกคนก็ยิ้ม แล้วปัญหามากมายที่นายเคยกลัวน่ะก็ช่างมันไป ถ้ามันเกิดก็ค่อยแก้ไข”

...ใช่แล้ว จีฮุน…

“นายคิดว่าในโลกที่มีคนเป็นพันเป็นล้านคนแบบนี้ จะหาคนสองคนที่ใจตรงกันได้ที่ไหนอีกเหรอ มันไม่ง่ายหรอกนะที่นายจะใจเต้นกับใครสักคนที่เขาก็ใจเต้นไปกับนาย ฉันรู้ว่านายกลัว แต่ก้าวข้ามผ่านมันไปเถอะ นายไม่ได้กำลังทำให้เซเว่นทีนมีความสุขนะ แต่นายกำลังจะทำให้เซเว่นทีนกลายเป็นเซเว่นทีนที่ไม่เหมือนเดิม”

...ยิ้มเถอะนะ จีฮุนของฉัน ยิ้มเถอะ…

ภายในห้องเงียบกริบ เขาได้ยินแต่เสียงลมหายใจและเสียงสะอื้น

“จุน...ฉันต้องทำยังไงดี”

“ตอบฉันมาก่อน ว่ารักคิมมินกยูหรือเปล่า”

เขาหลับตา

หัวใจของควอนซูนยองแทบจะแตกสลาย แม้จะไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่เขาก็รู้ดีว่าเพื่อนตัวน้อยกำลังพยักหน้า คำตอบที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจ แต่พอรู้ว่าเพื่อนยอมรับแบบนี้แล้ว เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่เหลืออยู่

“ถ้างั้นก็ไปซะ ไปตามหัวใจของนาย วิ่งไป ก่อนฉันออกมาจากหอ ฉันเห็นซอกมินพามินกยูออกไปที่ร้านสะดวกซื้อ ไปซะ ไปแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาที่เดิม พาหัวใจของนายไปพร้อมกับรอยยิ้มของนาย” มีเสียงตึงตังมาจากด้านใน

ประตูห้องซ้อมเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่วิ่งผ่านไปโดยไม่หันมามอง

ไม่มีแม้แต่พลังจะก้าวเดินอีกแล้ว ราวกับว่าทุกอย่างในร่างกายพังทลายจนไม่เหลือ

ทว่ายังไม่ทันจะได้ปล่อยทุกอย่างให้ไหลไป ก็มีเงาบางอย่างวิ่งผ่านเขาไปอีกคนหนึ่ง คนที่ไม่สูงมากนัก และคนนั้นก็ไม่ใช่จวิ้นฮุย ช่วงเวลาที่เขาแอบฟังบทสนทนานั้น...เขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง

เขาลุกขึ้นยืน

คำพูดของคนๆ นั้นปรากฏขึ้นในความทรงจำ




‘ฉันไม่เคยคิดจะห้าม ถ้าใครสักคนในวงจะมีความรัก ความรักเป็นเรื่องที่ดี ฉันรู้ แต่ถ้ามันเกิดกับในวงด้วยกัน ฉันอยากให้นายคิดหน้าคิดหลังให้ดีนะ คิดให้ดีๆ ว่าถ้าสักวันหนึ่งมันเกิดอะไรขึ้นมา แน่ใจมั้ยว่ามันจะไม่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย’
‘ถ้าสักวันอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นมา นายแน่ใจมั้ยว่าจะแบกรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แน่ใจนะว่าการถูกตีตราว่าตัวเองคือคนทำลาย นายจะรับมันได้’
‘เอาง่ายๆ นะ ถ้าสักวันพวกนายเลิกกัน จะมองหน้ากันติดหรือเปล่า จะไม่ใช้อารมณ์มาตัดสินเรื่องราวในวงใช่มั้ย ถ้านายสามารถบอกได้ว่า จะไม่เอาอารมณ์กับความรู้สึกมายุ่งเกี่ยวกับงาน ฉันจะไม่ว่าอะไรเลย’
‘นายจะคิดว่าฉันมาขัดขวางเพราะหวงอูจีก็ได้ นายจะคิดอะไรก็ได้ แต่ฉันยืนยันว่าที่ทำทั้งหมดคือทำเพราะห่วงเซเว่นทีน บอกก่อนว่าไม่ได้โกรธด้วย ฉันเคารพการตัดสินใจของพวกนาย ถ้าพวกนายบอกว่ารับกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดได้ ฉันก็ยินดี แล้วถ้าอนาคตเกิดปัญหาขึ้นมา พวกเราก็ช่วยกันแก้ปัญหาไป แต่นายต้องถามตัวเองก่อน ว่าพร้อมที่จะรับเรื่องทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า’




ไม่ได้ จะให้ใครมาขัดขวางสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!!




เขาวิ่งตามมาทันจังหวะที่พี่ชายรั้งแขนเพื่อนตัวเล็กไว้ “เดี๋ยวสิ จีฮุน จะไปไหน!” คนถูกถามหันมามอง

“ผม ผม ผม”

“ตัดสินใจดีแล้วเหรอ แน่ใจแล้วเหรอว่าถ้าวิ่งไปจะไม่เสียใจ แน่ใจนะว่าหลังจากนี้แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นนายจะไม่เสียใจน่ะ” เขาเห็นความลังเลพาดผ่านดวงตาคู่นั้น

ควอนซูนยองวิ่งเข้าไปปะทะ มือใหญ่ผลักอีจีฮุนออกห่าง ก่อนจะขยุ้มคอเสื้อของหัวหน้าวงที่เขาเคารพรักแล้วดึงเข้ามาใกล้

“นายไม่อยากเห็นจีฮุนมีความสุขอย่างนั้นเหรอ ซึงชอล!!!” นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาตวาดใส่พี่ชายแบบนี้ นัยน์ตาโตๆ คู่นั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “นายไม่อยากเห็น แต่ฉันอยากเห็นนะ!!”

“ซูนยอง อย่าทำแบบนี้!” เสียงเพื่อนร้องมาจากด้านหลัง เขาสูดลมหายใจ พยายามข่มทุกอย่างให้ลงไปเบื้องลึกของหัวใจ

แม้ควอนซูนยองจะพูดให้อีจีฮุนกลับไปมีรอยยิ้มไม่ไหว แต่เพียงแค่ส่งนายกลับไปให้ถึงมือคนที่นายรักและรักนาย เพียงแค่นี้เขาทำได้ เขาต้องให้ได้ จะได้ไม่ค้างคาอะไรอีก จะได้กลับไปยิ้มให้นายได้เหมือนเดิมอีกครั้ง

“ไปซะจีฮุน ไป”

“ไปไหน!”

“นายเชื่อใจฉันใช่มั้ย ถ้าเชื่อก็ไป ไปตามหัวใจของนาย ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็จงวิ่งไป ไม่ต้องกังวลว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง แต่นายจงไปซะ ไป”

“แต่ว่า…” เขาขบริมฝีปากแน่น

“ทางนี้ฉันจัดการเอง นายไปสิ! ไป!!”

อย่าทำให้ความพยายามของฉันพังทลาย ฉันฝืนตัวเองมาขนาดนี้แล้ว นายอย่ามาอยู่ตรงนี้ จงไปก่อนที่ทุกอย่างที่ฉันฝืนจะพังทลายไปหมด

ไม่มีเสียงตอบอะไรกลับมา คุปส์ฮยองมองนิ่งมาที่เขาพร้อมกับส่ายหน้า

เขากัดฟัน

“ไปเซ่!!”

“...ขอบคุณนะซูนยอง ขอบคุณ!!” เสียงฝีเท้าวิ่งออกไปแล้วพร้อมกับเสียงเปิดประตู เขาหลุบตาลงพร้อมกับคลายคอเสื้อของพี่ชาย รู้สึกได้ว่าหัวใจเบาหวิว เบาจนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว

“ผมขอโทษนะครับคุปส์ฮยอง จะลงโทษผมยังไงก็ได้ ผมขอโทษครับ” แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเห็นใจและไม่เข้าใจ

“ทำไมทำอย่างนี้ ทำไมถึงยอมให้จีฮุนไป ทั้งๆ ที่นายก็ปวดใจไม่แพ้กัน”

“ผมแค่อยากเห็นหมอนั่นมีความสุข ปัญหาอะไรจะเกิดก็ช่าง ขอแค่หมอนั่นมีความสุขก็พอ” มือใหญ่จับไหล่ทั้งสองข้าง แรงบีบนั้นมากเพียงพอที่จะทำให้เขานิ่วหน้า

“งั้นนายก็ไปซะ”

“...ผม?”

“ตามหมอนั่นไปซะ นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้าย” คำว่าโอกาสสุดท้ายทำให้หัวใจที่พยายามฝืนเข้มแข็งเหมือนจะพังทลาย “หลังจากนี้อาจจะไม่มีแม้แต่โอกาสให้นายได้คิดมากไปกว่านี้แล้ว ไปซะซูนยอง ตามไป”

“ผมทำได้เหรอครับ….”

“ไปก่อนที่จะมาเสียใจภายหลัง เข้าใจมั้ย”




เขาออกแรงวิ่ง อากาศเย็นข้างนอกบาดผิวจนรู้สึกแสบไปหมด แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ โฮชิไม่รู้ว่าเพื่อนวิ่งไปทางไหน วิ่งไปนานหรือยัง เขารู้แต่ว่าต้องตามไป ตามหาให้เจอก่อนที่ความกล้าจะเลือนหาย

แผ่นหลังเล็กๆ เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า

“อี จี ฮุน!!!” คนถูกเรียกชะงัก ใบหน้าใสหันมามอง นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้ต่างอะไรไปจากแรกเริ่มที่รู้จักกันเลย แววตาที่มองมาไม่ต่างจากเด็กหนุ่มที่เป็นเพื่อนรักเมื่อหลายปีก่อน

ควอนซูนยองสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมทุกความกล้าบนโลกนี้

ใกล้แล้ว ทุกอย่างใกล้มาถึงปลายทางแล้ว

...ถ้าไม่ทำตอนนี้ คงไม่ได้ทำตลอดชีวิต…

ไม่ได้จะรั้งให้นายอยู่ข้างกาย ไม่ได้พยายามให้นายอยู่ข้างใจ
ขอแค่นายมีความสุข
ก็พอแล้ว

“ฉัน ชอบ นาย!!!!”

หัวใจล่องลอยราวกับกับปุยนุ่ย ทุกอย่างที่เคยกดทับอยู่บนอกหายไปราวกับอากาศ แม้กระทั่งลมยังหยุดพัด จีฮุนส่งรอยยิ้มกว้างกลับมา มือทั้งสองข้างโบกสูง เขารู้สึกราวกับว่าเวลากำลังหยุดเดิน

“ฉันก็ชอบนายควอนซูนยอง!!”

เสียงหวานกับสายลมพัดเย็นอีกครา คนตัวเล็กวิ่งไปแล้วทิ้งไว้แต่ความหวานอบอวล

นัยน์ตาชี้หลุบต่ำ ร่องแก้มอุ่นวาบท่ามกลางอากาศหลักสิบ ใบไม้ร่วงหล่นมาพร้อมกับหยดน้ำที่แสนเศร้า

ถ้อยคำโกหกที่หวานที่สุดของพีดีนิมแห่งเซเว่นทีน



ไม่เคยมีช่วงไหนในชีวิตเลยที่ฉันขาดนาย ไม่เคยมีเวลาไหนเลยที่โฮอูจะไม่อยู่ด้วยกัน แขนที่เคยโอบเข้าที่ไหล่ สายตาที่เชยขึ้นมามอง นิ้วเรียวที่แกล้งจ่อเข้ามาที่ขมับ และ รอยยิ้มหวานที่ส่งมาให้อย่างอบอุ่น

‘นัลซือ โก การา!’



ควอนซูนยองยิ้มกว้าง เขากางแขนทั้งสองข้างออก ปล่อยให้สายลมพัดพาความร้อนบนใบหน้าไป

ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ไม่มีอะไรต้องเสียน้ำตา เพราะไม่ว่าจะนายแค่ไหน เวลาจะล่วงเลยไปเท่าไร



‘호우주의보 발령
누가 누가 누가 얘네 좀 말려
‘โฮอู’ มาเตือนแล้วนะ
ใครก็ได้ไปหยุดคนพวกนั้นที

우릴 건드릴 수가 있다면
먼저 날 쏘고 가라
ถ้าคิดว่าจะมาทำอะไรพวกเราได้
ก็ข้ามศพเราไปให้ได้ก่อนก็แล้วกัน’



โฮอู ก็จะจับมือกันพาเซเว่นทีนไปจนสุดทาง




-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 30 Almost Done ค่ะ
ใกล้แล้วค่ะ ใกล้จบแล้ว 5555555

ตอนนี้เศร้าเป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ….ขอโทษทุกคนด้วย
ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเศร้าขนาดนี้ ทำไมมันเศร้าติดๆ กันมาได้หลายตอนเหลือเกิน

ตอนหน้าไม่เศร้าแล้วเนอะ ตอนจบแล้ว

จริงๆ แล้ว โฮชิก็เลือกเส้นทางทำลายตัวเองเหมือนอย่างที่จีฮุนเลือก
ต่างกันแค่ โฮชิรู้ดีว่าต่อให้ดันทุรังต่อไปเท่าไร ยังไงคนที่เพื่อนเลือกก็ไม่ใช่ตัวเองค่ะ
เพราะฉะนั้นต่อให้ทำลายตัวเองลงให้ย่อยยับ 
แต่ก็ได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อน เขาก็พอใจแล้ว
ขอเพียงแค่เห็นจีฮุนยิ้ม เขาก็มีความสุข

อย่างน้อยก่อนที่จะทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้
โฮชิก็ยังได้บอกรัก ได้พูดทุกอย่างในหัวใจออกไป
ก็ถือว่าไม่ค้างคากันอีกแล้ว
ถึงจะรู้ว่าเพื่อนโกหก แต่ก็ไม่มีอะไรติดในหัวใจ
อูจีมีความสุข โฮชิก็มีความสุขค่ะ

ตอนหน้าจบแล้วค่ะ!
จริงๆ ธงก็ปักแล้วว่าหมามิงชนะเลิศ 555555
ก่อนหน้านี้คิดตอนจบไปหลายอย่างเลยค่ะ แต่สุดท้ายก็ขมวดมาตอนนี้
แต่จะชนะเลิศแบบไหน ก็อยากให้ทุกคนเอาใจช่วยจีฮุนที่กล้าทำลายกำแพงด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ!
เหลือตอนจบกับตอนพิเศษอีกตอนเดียวเอง
พอคิดแล้วก็ใจหายมากเลย

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #81 JjjjjB (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 08:05
    ถ้อยคำที่พี่ซูนตวาดใส่พี่ซึงชอลทำให้เราน้ำตาไหลเลย ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับพี่ ขอบคุณหรือปลอบใจหรือเสียใจไปกับสิ่งที่พี่ต้องเจอ แต่ถ้าพี่จะยิ้มได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ดีแล้วล่ะ ขอบคุณผู้เขียนนะคะที่แต่งตอนนี้ออกมาในรูปแบบนี้ การกระทำอย่างนึงไม่จำเป็นต้องมีตอนจบในรูปแบบเดียวนี่เนอะ;)
    #81
    0
  2. #69 icelovely_110 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 07:59
    พี่จุนเเสนดี สงสารพี่ซูนมาก  มากถึงมากที่สุดอ่ะ ตอนหน้าตอนจบเเล้วTT
    #69
    1
    • #69-1 kakujo59(จากตอนที่ 33)
      30 ธันวาคม 2560 / 21:29
      พี่จุนดีมาตลอดเรื่อง > v <
      พี่ซูนที่น่าสงสาร เขียนเองก็สงสารเอง ฮืออ

      ยังเหลือสเปเชียลอีกตอนน้าาา
      #69-1
  3. #68 Pinnoy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 00:33
    ไม่เคยสงสารพี่ซูนเท่านี้มาก่อน...
    #68
    1
    • #68-1 kakujo59(จากตอนที่ 33)
      30 ธันวาคม 2560 / 21:28
      พี่ซูนตัดสินใจดีที่สุดเท่าที่เจ้าตัวทำได้แล้วค่ะ แม้จะเสียใจแต่พี่ก็ทำได้ดีที่สุดแย้ว
      #68-1
  4. #67 mypiepeach (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 22:46
    โคตรเศร้า....ฮึกฮืออออออออ หนูร้องไห้แทนพี่ซูนแล้วนะ ร้องไห้แทนฮุนด้วย อย่าร้องไห้อีกเลยแม่ทนเห็นหนูเสียใจไม่ด้ายยยย ใจจิขาดดด ว่าแล้วเชียว...มิงกูดูแลลูกชั้นให้ดีนะเว้ยยย ฮืออออ
    #67
    1
    • #67-1 kakujo59(จากตอนที่ 33)
      30 ธันวาคม 2560 / 21:28
      พี่ซูนที่เสียสละ พยายามเชียร์แค่ไหน พี่ก็ไปไม่ถึงฝั่ง พอจะไปถึงฝั่งก็เห็นน้ำตาเพื่อนอีก ยอมแพ้ 5555
      ตอนแรกวางแผนว่าจะไม่มีพระเอกด้วยซ้ำค่ะ แต่ก็เนอะ ต้องมีคนสู้สิ

      ร้องไห้กันหมดแล้ว พอแล้ว หลังจากนี้ไม่มีน้ำตาแล้ว

      ช่วนมิงกูก็คงดูแลพี่ของเค้าจนสุดความสามารถนั่นแหละเนอะ
      #67-1