END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 32 : [ A Storm is Brewing ] Mingyu x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 391
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 29
[ A Storm is Brewing ]

Mingyu x Woozi

#gyuhoon  #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

“อ๊า ถึงโรงแรมสักที” เสียงบ่นพึมพำมาจากหนึ่งในพี่ใหญ่ของวง อูจีเหลือบไปมองคนที่ทั้งบ่นทั้งบิดขี้เกียจก่อนจะเดินตามทุกคนเข้ามาในโรงแรม

พวกเขาเดินทางมาญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานประกาศรางวัลปลายปี จริงๆ ก็มาถึงตั้งแต่สายๆ แล้ว ทว่าด้วยตารางการซ้อมที่รัดตัวจึงทำได้แค่ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้แล้วรีบเดินทางไปที่สถานที่จัดงาน กว่าจะเสร็จทุกอย่างเรียบร้อยฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว

“เอาล่ะ มากันครบหรือยัง” เมเนฮยองพูดทั้งๆ ที่ไม่ได้มองหน้าพวกเขา นัยน์ตาคมมองแต่คีย์การ์ดเป็นตั้งในมือ ลีดเดอร์ของวงจึงหันมาไล่นับสมาชิก “ครบแล้วเนอะ พวกฉันขนกระเป๋าของทุกคนขึ้นไปที่ห้องให้แล้ว คืนนี้ก็พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะต้องไปถึงสถานที่จัดงานตั้งแต่เช้าเนอะ เอาล่ะ มาเอากุญแจกันได้ อ่า ห้องแรก”

ตามปกติพวกเขาจะแบ่งห้องพักกันตั้งแต่อยู่ที่โซล ทว่าช่วงนี้ตารางงานรัดตัวมาก ทั้งการเตรียมตัวในช่วงคัมแบค ทั้งซ้อมสเตจปลายปีต่างๆ ทำให้เวลาในแต่ละวันเพียงพอสำหรับการทำงานและนอนเท่านั้น เมเนฮยองจึงเป็นคนจัดการห้องพักที่ญี่ปุ่นตามความเหมาะสม

“ห้องแรก ของมักเน่ไลน์สามคน ซึงกวาน เวอร์นอน ดีโน่ โทษทีนะ คราวนี้ต้องนอนกันสามคน แต่ว่าห้องใหญ่ ฉันเตรียมทุกอย่างให้หมดแล้ว มาเอากุญแจไป” น้องเล็กยิ้มหวาน “ห้องที่สอง เอสคุปส์ ของฮัน ห้องที่สาม...วอนอู โฮชิ” เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาเหลือบตาไปมองเพื่อนสนิท

ตามปกติแล้ว อูจีไม่ได้เลือกนอนกับใครเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่รูมเมทก็จะขึ้นอยู่กับว่าใครอยากจะนอนกับเขา ซึ่งก็มักจะวนๆ กันไปจนครบวง แม้ว่าหลังๆ เขาจะนอนกับจุนเป็นพิเศษก็เถอะ ทว่าช่วงนี้มยอนโฮมีปัญหาที่หลัง เมเนฮยองก็น่าจะจัดให้ไชน่าไลน์นอนด้วยกันมากกว่า

แล้วเขาจะนอนกับใครหว่า?

“ห้องที่สี่ อูจี มินกยู”

เขาเบนหน้ากลับมามองคนพูด หัวใจกระตุกวาบ หนึ่งในถ้อยคำที่ยังค้างคาอยู่ในหัวใจปรากฏขึ้นในสมอง

‘ผมก็ต้องชอบผู้หญิงสิครับ’
‘ดวงดาวมันก็ยังอยู่บนท้องฟ้านะครับ และผมก็จะยังเฝ้ามองดวงดาวอยู่บนผืนดินต่อไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง’

ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะหลีกเลี่ยงการอยู่กับคิมมินกยูหรอกนะ ทว่าตั้งแต่เกิดเรื่องกับอีชาน เขาก็ไม่พร้อมรับรู้อะไรมากมายไปกว่านั้นอีกแล้ว จึงเลือกที่จะวางเฉยและถอยห่างออกมา อะไรที่ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับน้องชายตามลำพัง เขาเลือกที่จะไม่ยุ่งด้วย

แต่ไม่ได้คิดเลยว่าจะได้มานอนห้องเดียวกับคิมมินกยูตามลำพังถึงสองคืนแบบนี้




อีจีฮุนพ่นลมหายใจออกมาจนหมดเมื่อเห็นว่าเตียงตรงกลางห้องนอนนั้นเป็นเตียงเป็น double bed จริงๆ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องนอนเตียงเดียวกับเมมเบอร์ ทว่านี่ใช่ภาวะปกติซะที่ไหนกัน

คนตัวเล็กเดินไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หัวสมองว่างเปล่า ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว จะเดินหนีไปหาจุน ก็กลัวเพื่อนจะเป็นห่วงเปล่าๆ หรือจะให้ไปหาเอสคุปส์ ก็กลัวว่าพี่ใหญ่คนนั้นจะเอะใจอะไรแปลกๆ ขึ้นมา

หรือจะหนีไปนอนเล่นที่ห้องดงโฮฮยองจนดึกๆ แล้วค่อยกลับมานอนดี

เขาถอนหายใจอีกรอบ

พี่ๆ วงนิวอิสทุกคนต่างเหนื่อยอ่อนกับการซ้อมสเตจ Heaven มากอยู่แล้ว ถ้าเขาโผล่ไป พี่ชายตัวยักษ์คนนั้นก็คงรู้ว่าเขามีปัญหา แล้วก็จะพาลห่วงจนไม่เป็นอันทำอะไรไปอีก นี่เป็นปัญหาของเขา เขาก็ต้องเป็นคนจัดการเอง

...อีกอย่าง ปัญหาก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ

มีเสียงเปิดประตูห้อง คนตัวใหญ่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าปกติ ใบหน้าคมคายมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ “ผมคิดว่าฮยองเข้าไปอาบน้ำแล้วซะอีก ยังไม่อาบเหรอครับ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว พรุ่งนี้ก็ยุ่งกันมากด้วย”

“อ่า นั่นสินะ อาบน้ำ” เขาลุกไปรื้อของออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่มุมห้อง พยายามไม่ใส่ใจว่าน้องชายทำอะไรอยู่ ทว่าพอหยิบของทั้งหมดออกมาแล้วตั้งใจจะเดินไปอาบน้ำ มินกยูก็ดึงไว้ มือใหญ่จับเขานั่งลงบนโต๊ะเครื่องแป้งเหมือนเดิม

“ไหน ดูหน่อยสิครับ ว่าแล้วเชียว ยังไม่ได้ล้างหน้าจริงๆ ด้วย เมื่อเช้าฮยองให้นูน่าช่วยแต่งหน้าทำผมก่อนมาสนามบินนี่นา ถึงวันนี้จะซ้อมจนเหงื่อออกไปเยอะแล้ว แต่ก็ต้องล้างนะครับ” เขากระพริบตาปริบๆ ลืมไปว่าเมื่อเช้าตัวเองแต่งตัวมาเต็มที่เพื่ออวดกะรัตเหมือนปีที่แล้ว

เขามองอีกฝ่ายที่กำลังบรรจงเทคลีนซิ่งลงบนสำลีแล้วเช็ดลงบนคิ้วของเขา “ถ้าไม่ล้างแล้วสิวจะขึ้นนะครับ ต่อให้แต่งหน้ามาบางๆ ก็เถอะ เอ นี่เมื่อเช้าได้แต่งตาหรือเปล่าครับ เหมือนนูน่าจะแต่งให้นิดหน่อยแฮะ”

น้องชายยังคงช่างดูแลเหมือนเดิม

ที่ต่างออกไป คงจะเป็นสิ่งที่กำลังก่อกวนเขาจากภายใน

“หลับตาหน่อยสิครับ” เขาปิดตาลง สัมผัสเย็นเฉียบของคลีนซิ่งออยแปะลงมาบนเปลือกตา นิ้วของน้องชายบรรจงกดสำลีอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเช็ดเครื่องสำอางออก

ความอ่อนโยนที่ทำให้หัวใจสั่นไหว

“อย่าเพิ่งลืมตานะครับอีกแปบหนึ่ง” สัมผัสอุ่นแตะลงบนหน้าผาก จมูก ข้างแก้มทั้งสองข้าง แล้วก็คาง ก่อนที่จะค่อยๆ เกลี่ยครีมให้ทั่วใบหน้า

จะผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังล้างเครื่องสำอางไม่เป็น ทุกครั้งที่เสร็จงานก็มักจะขอให้นูน่าช่วยล้างให้ตลอด แต่ถ้าวันไหนที่ยุ่งมากๆ ก็จะเป็นเมมเบอร์ช่วยล้างให้ ซึ่งคนที่ถูกเขาบังคับให้ช่วยก็มักจะเป็นจุนเสมอ นี่น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เด็กหนุ่มคนนี้มาช่วย

โชคดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้ไม่ได้ใส่คอนแท็คเลนส์

“ฮยองมีสิวที่แก้มแล้วนะครับ แล้วยังหน้าลอกอีก อากาศหนาวขนาดนี้แล้ว ยังไม่ยอมทาครีมบำรุงเหมือนเดิมสินะครับ ดูแลตัวเองหน่อยสิครับ พอผมย้ายห้องนอนแล้วก็ไม่มีคนบังคับให้ทาครีมก็เลยไม่ทาอย่างนั้นเหรอ”

“ก็มันยุ่งนี่นา กลับหออาบน้ำเสร็จก็อยากนอนแล้ว ใครจะมีอารมณ์มาทาครีมกัน”

“อากาศมันหนาวมากแล้วนะครับ ห่วงตัวเองหน่อยสิครับ”

“รู้แล้วน่า ทำไมถึงขี้บ่นกันจังนะ พวกนายเนี่ย” น้องชายถอนหายใจยาว 

“ก็ฮยองเป็นแบบนี้ พวกผมก็ต้องบ่นสิครับ เสร็จแล้วครับ ไปอาบน้ำได้แล้ว” เขาลืมตาขึ้นมา ก่อนจะหรี่ตาลงนิดหน่อยเมื่อมือใหญ่สัมผัสแผ่วเบาลงบนผมของเขา “วันนี้เซ็ตผมมาเต็มที่เลยนะครับ ผมแข็งโป้กเลย อย่าลืมลงครีมนวดก่อนสระผมนะครับ จะได้สระไม่ยาก” 

เขาได้แต่ส่งเสียงตอบในลำคอ

มันก็นานมากแล้วที่ไม่ได้รับความอ่อนโยนเช่นนี้ ตั้งแต่ที่มินกยูย้ายไปพักอยู่ห้องเดียวกับมยอนโฮ ความเจ้ากี้เจ้าการเกี่ยวกับการดูแลตัวเองของเขาก็หายไป พอรวมเข้ากับการที่เขาหลีกเลี่ยงการอยู่กับน้องชายตามลำพังมาเป็นเดือน ก็ยิ่งไม่ชินเข้าไปใหญ่

ความอ่อนโยน...ที่กำลังทำให้ทุกอย่างพังทลาย




พอออกมาจากห้องน้ำก็เห็นบนโต๊ะเครื่องแป้งเต็มไปด้วยอุปกรณ์บำรุงผิว ทั้งโทนเนอร์ ไนท์ครีม อายครีม และอะไรอีกมากมายที่เขาไม่ได้เห็นมาสักพักแล้ว นี่ยังไม่รวมครีมบำรุงผม ครีมทาผิว และขวดสารพันอย่างอีก

เจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้กำลังรื้ออะไรบางอย่างในตู้เสื้อผ้าอยู่

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว บำรุงผิวกันหน่อยมั้ยครับ อูจีฮยอง”

“ยุ่งยากน่า นายให้ฉันทาวันนี้ พอกลับไปที่หอฉันก็ไม่ทำอยู่ดี แค่สองวันเอง ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปหรอก” มินกยูยังคงระบายรอยยิ้ม มือใหญ่หยิบไดร์เป่าผมออกมาจากลิ้นชักในตู้เสื้อผ้าก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เขา

“ก็ไม่ได้ให้ฮยองเป็นคนทำนี่ครับ มาครับ นั่ง เดี๋ยวผมทาให้เอง ฮยองแค่นั่งเฉยๆ จะหลับไปเลยก็ได้ครับ” เขาอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่คนพูดมากกลับดันเขานั่งลง “ตอนที่ผมไม่เห็น ฮยองจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ผมไม่ว่าหรอกครับ แต่ถ้าผมอยู่ตรงนี้ ก็ขอให้ผมได้ดูแลฮยองหน่อยเถอะครับ ช่วงนี้ก็ยุ่งๆ กันไปหมด พอรู้ตัวอีกทีผมก็เห็นใต้ตาของฮยองดำไปหมดแล้ว ให้ผมได้ดูแลหน่อยเถอะครับ แค่ห้านาทีก็ยังดี”

สุดท้ายเขาก็เลิกเถียง

คนตัวเล็กนั่งหลับตาอยู่เฉยๆ 

และก็พยายามไม่ใส่ใจกับอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนไปหมดตั้งแต่รู้ว่าต้องนอนห้องเดียวกับชายหนุ่มคนนี้แล้ว




อีจีฮุนนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง ผ่านมาได้เกือบสิบห้านาทีแล้ว ตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจกระโดดขึ้นเตียง มินกยูมองเขาที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ก่อนจะหยิบทั้งเสื้อผ้า ทั้งไดร์เป่าผม แล้วเข้าห้องน้ำไป

ไฟในห้องก็ถูกเจ้าลูกหมาปิดไปแล้วราวกับจะบังคับให้เขารีบนอน

แต่เขานอนไม่หลับ

จริงๆ เตียงก็ออกจะกว้าง เขาไม่ควรจะนอนใจเต้นตึกตักแบบนี้ ไม่ควรจะคิดอะไรให้มากในเรื่องที่ยังไม่เกิด และไม่ควรจะสนใจสัมผัสอุ่นๆ จากมือของน้องชายที่ราวกับยังติดอยู่บนใบหน้าด้วย

อีจีฮุนไม่ควรคิดอะไรเกิดควร

ความรู้สึกตอนที่โดนอีชานรั้งไว้ยังติดตรึงในความทรงจำ น้ำเสียงสั่นเครือของน้องเล็ก ถ้อยคำอ้อนวอน และ ประโยคบอกรักที่เขาเลือกไม่ฟัง ทุกอย่างยังวนเวียนอยู่ในความฝัน หากวันใดที่อ่อนล้าจะอ่อนแรงก็พาลจะคิดถึงแต่เรื่องราววันนั้น แม้อีชานจะกลับมายิ้มได้ แม้น้องชายจะกลับมามอบรอยยิ้มให้เหมือนเดิม แต่ตลอดชีวิตนี้เขาก็อาจจะไม่มีทางลืม

ว่าครั้งหนึ่งเคยทำลายความรู้สึกของน้องชายให้ย่อยยับขนาดไหน

เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว

คิมมินกยูไม่ควรคิดอะไรกับเขา

ควอนซูนยองก็เช่นกัน

และอีจีฮุน...ก็ควรขีดเส้นในหัวใจตัวเองไว้ที่ เพื่อนร่วมวง

เขาพลิกตัวนอนตะแคง นัยน์ตาเล็กมองแสงสีขาวที่ลอดผ่านออกมาตามช่องประตูห้องน้ำ เสียงน้ำเงียบไปแล้ว มีเพียงแต่เสียงไดร์เป่าผมลอดออกมาแผ่วเบา

เพียงเพราะไม่อยากทำเสียงดังให้เขาตื่น อีกฝ่ายถึงเข้าไปเป่าผมในห้องน้ำ
เพียงเพราะอยากดูแลเขา ถึงทำทุกอย่างให้เรียบร้อย กว่าจะได้อาบน้ำอาบท่าก็ปาไปเกือบจะขึ้นวันใหม่แล้ว
ทั้งๆ ที่คิมมินกยูไม่ต้องทำขนาดนี้แท้ๆ แต่ก็ยังทำ

อย่ารักฉันเลยจะได้มั้ย

อย่ามาใส่ใจกันเลย

ในโลกนี้ไม่ควรมีเมมเบอร์ของเซเว่นทีนต้องเสียใจอีกแล้ว คนๆ เดียวในโลกนี้ที่ควรจะพังทลายไปเพียงเพราะความอ่อนแล ขอให้มีแต่เขาคนเดียวก็พอ ขอแค่เซเว่นทีนมีความสุข เขาก็ไม่ใส่ใจว่าตัวเองจะต้องเสียใจขนาดไหนหรอก

เสียงเปิดประตูห้องน้ำปลุกให้เขาหลุดจากภวังค์ นัยน์ตาเล็กรีบปิดลง คนที่ออกมาจากห้องน้ำพยายามเดินให้เบาที่สุด ส่วนเขาก็ต้องแสร้งทำเป็นหลับไปแล้วให้เนียนที่สุด

ถ้ามินกยูเห็นว่าเขายังตื่นอยู่ ก็คงระแวงว่าตัวเองทำให้เขาตื่นหรือเปล่า

มีเสียงดังขลุกขลักมาจากหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เด็กหนุ่มคงกำลังบำรุงผิวเหมือนอย่างที่ทำให้เขา

เขาเม้มปากตัวเอง พยายามนิ่งที่สุด

...จะพลิกตัวได้หรือเปล่า ถ้าขยับตัวตอนนี้หมอนั่นจะคิดว่าเขาตื่นหรือไม่นะ แล้วถ้าเขาตื่น เจ้าบ้านั่นก็จะรู้สึกผิดไปอีก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำให้เขาตื่นแท้ๆ…

เขากำมือที่วางอยู่ข้างหมอน ยิ่งพยายามทำเหมือนว่าตัวเองกำลังหลับเท่าไร ก็ยิ่งมีพิรุธมากเท่านั้น

เสียงจากโต๊ะเครื่องแป้งเงียบไปแล้ว กลับเป็นเสียงฝีเท้าแทน ลมหายใจของเขาสะดุดเมื่อเตียงอีกฝั่งยวบลง ผ้าห่มถูกกระตุกนิดหน่อย ก่อนที่จะมีเสียงสวบสาบ และกลิ่นสบู่ที่ลอยมาแตะจมูก 

ความอุ่นข้างกาย...ที่ทำให้หัวใจแทบจะแตกกระเจิง

ถ้ายังนอนหันหน้าแบบนี้ มีหวังจะต้องมีพิรุธจนอีกฝ่ายจับได้แน่นอน เขาต้องพลิกตัวหันหลังให้ แต่ถ้าพลิกตอนนี้คิมมินกยูก็รู้ว่าเขาตื่นอยู่ดี ต้องรอเวลา 

...อีกสักสิบนาที…

สัมผัสอุ่นเคลื่อนมาชนที่นิ้วก้อย แม้จะไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองแต่ก็รู้สึกได้ว่า มือคนข้างๆ ขยับมาชนมือของเขา มือที่ทำให้เขาจินตนาการไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังนอนอยู่ท่าไหน เขาไม่อยากจะคิดด้วยซ้ำว่าเจ้าคนตัวโตอยู่ใกล้กันมากหรือเปล่า

...ทำไงดี...

เพราะมันไม่ใช่การจาบจ้วง คิมมินกยูไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวอะไรเขา มีเพียงแต่มืออีกฝ่ายที่ขยับมาชนเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้ผิดปกติอะไรสำหรับคนที่นอนบนเตียงเดียวกันแบบนี้เลย ดีไม่ดีอีกฝ่ายอาจจะหลับปุ๋ยไปตั้งแต่หัวถึงหมอนแล้วก็ได้ 

ด้วยเหตุนี้ อีจีฮุนจึงไม่กล้าขยับมือออก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำตัวแบบไหน ถ้าชักมือหนีตอนนี้ก็จะผิดสังเกต จะพลิกตัวก็ดูไม่เนียน แต่ถ้าปล่อยตัวเองให้อยู่ท่านี้ คืนนี้ก็ไม่มีทางที่จะนอนหลับเลย

สุดท้ายแล้ว เขาก็เลือกลืมตาขึ้นมา

เหมือนลมหายใจจะหยุดไป เมื่อเห็นว่านัยน์ตาสวยกำลังมองมาอยู่ เจ้าหมายักษ์นอนตะแคงหันหน้ามาทางเขา มือใหญ่วางอยู่ข้างมือเล็กและชนกันอยู่แบบนั้น ไม่ได้มีอะไรแปลกเลย

รอยยิ้มหวานถูกส่งมาให้

“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา ท่ามกลางรอยยิ้มและสายตาแบบนี้ทำให้อีจีฮุนแทบจะลืมวิธีการพูดไปหมดแล้ว

“นายนั่นแหละ ยังไม่นอนอีกเหรอ”

“ผมเพิ่งทิ้งตัวลงมาบนเตียง ยังไม่หลับก็ไม่แปลกหรอกครับ ฮยองต่างหาก นอนก่อนผมจะเข้าห้องน้ำไปอีก ทำไมยังไม่หลับล่ะครับ ตื่นเต้นอย่างนั้นเหรอ”

“บ้า ใครจะไปตื่นเต้น มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้นหรือไง” เขาเหลือบตาหนีรอยยิ้ม

“ก็พรุ่งนี้มีสเตจ Heaven นี่ครับ ผมยังตื่นเต้นเลย” เขาแอบพ่นลมหายใจออกมาทางปาก

“นั่นสินะ พรุ่งนี้แล้ว หวังว่าทุกอย่างจะออกมาด้วยดี”

“ดีแน่นอนสิครับ ฮยองทำงานหนักจะตายนี่นา พวกเราก็ตั้งใจกันมาก ทุกอย่างต้องออกมาดีครับ ฮยองอย่ากังวล แล้วก็นอนเถอะครับ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้คุปส์ฮยองนัดแต่เช้าด้วย”

“มันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ สงสัยนอนบนเครื่องบินมาเยอะไปหน่อย”

“งั้นนอนคุยกันหน่อยมั้ยครับ” เขาเบนสายตากลับไปสบอีกรอบ แววตาที่ทอดมองมาแม้จะพยายามไม่แสดงอะไร ทว่าภายในนั้นเขามองเห็น ‘ความน้อยใจ’ แฝงอยู่ลึกๆ “ช่วงนี้ฮยองไม่ได้หลบหน้าผมใช่มั้ยครับ”

คำถามที่ทำให้สมองของเขาหยุดทำงาน

“ผมพยายามไม่คิดอะไรให้เยอะแล้ว แต่ไม่ว่าจะสังเกตยังไง ช่วงนี้ฮยองก็ดูไม่ยอมคุยกับผมเหมือนทุกที ถึงแม้จะเข้าไปคุยแล้วตอบผมก็เถอะ แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นตลอด ผมไม่ได้ทำอะไรให้ฮยองไม่พอใจใช่มั้ยครับ ถ้ามีก็บอกตรงๆ เถอะครับ ผมไม่สบายใจเลย”

เขายังคงเงียบ

อีกฝ่ายก็เลยเงียบตาม

ความอึดอัดแผ่ไปทั่วห้อง

“อูจีฮยองครับ อย่าเงียบสิครับ”

“เปล่า นายไม่ได้ทำอะไรฉันหรอก ฉันก็ไม่ได้หลบหน้านายด้วย ช่วงนี้งานเยอะน่ะ ก็เลยเครียดๆ ไม่มีอะไรหรอก” ความไม่เชื่อฉายชัดในแววตา ทว่าคิมมินกยูไม่ต่อปากต่อคำ

“ผมเชื่อฮยองนะครับ”

“อื้อ ไม่มีอะไรหรอก นายคิดมากไปเองน่า ถ้าฉันหลบหน้านายจะยอมมานอนห้องเดียวกับนายได้ยังไงล่ะ”

“นั่นสินะครับ ดึกมากแล้วนะครับ นอนเถอะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเนอะ” เขาพยักหน้า นัยน์ตาเล็กปิดลง พยายามไม่สนใจว่าอีกฝ่ายยังมองอยู่ และมือใหญ่ก็ยังอยู่ข้างๆ มือของเขา

สัมผัสข้างนิ้วก้อยยังคงร้อนผ่าวไปถึงหัวใจ

ภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงแต่เสียงลมจากเครื่องปรับอากาศ และกลิ่นสบู่อบอวล

“ฝันดีนะครับ อูจีฮยอง”

สติสัมปชัญญะเริ่มจะเลือนลาง ความอ่อนล้าเริ่มเข้าแทรก ห้วงนิทรากำลังร้องเรียกให้เขาเข้าไปหา หัวใจยังคงหนักอึ้ง ทว่าความอบอุ่นกลับรายล้อม

เขาขยับรอยยิ้ม

ความฝันอันแสนอ่อนโยน เขารู้สึกราวกับว่าความอุ่นกำลังเข้าครอบครอง ฝ่ามือที่มอบทุกอย่างในหัวใจกำลังกอบกุมมือของเขาไว้แน่น และนิ้วเรียวที่ไล้อยู่บนแก้ม เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจอุ่น

‘ถ้าหากผมสามารถเลือกทุกอย่างได้ ผมก็อยากเก็บรอยยิ้มของจีฮุนฮยองของผมไว้กับตัวเองตลอดไปเลยนะครับ’

หยดน้ำไหลตบกระทบภายในหัวใจ

...ถ้าชีวิตนี้สามารถเลือกทุกอย่างได้ ฉันก็อยากจะเลือกหัวใจของตัวเองไว้อันดับหนึ่งเหมือนกัน…




เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง ภาพยังคงเบลอๆ อยู่พักใหญ่กว่าที่เขาจะปรับโฟกัสได้

อีจีฮุนแน่ใจว่าก่อนที่จะหลับไป คิมมินกยูนอนห่างจากเขามากกว่านี้ ใบหน้าคมคายไม่ได้อยู่ในระยะเพียงแต่สองคืบแบบนี้ แล้วยังมือใหญ่ที่จับมือของเขาไว้แน่นอีก

หัวใจอุ่นวาบไปหมด ฝ่ามือใหญ่ที่มักจะโอบประคองเขายามที่อ่อนล้า ยังคงจับเขาไว้ด้วยสัมผัสเหมือนเดิม ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เจ้าลูกหมาจะกุมมือเขาด้วยความไม่มั่นใจ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายยื่นมือมา ถ้าไม่ใช่ว่าต้องการจะอ้อนก็มักจะเป็นเพราะต้องการให้กำลังใจเสมอ

...แต่สิ่งนั้นเขาไม่ควรได้รับมัน...

มือเล็กพยายามดึงออกจากการเกาะกุม และนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายตื่นจากห้วงนิทรา

สายตาประสานสายตา

คิมมินกยูถอยตัวออกห่างจนเกือบตกเตียง

“ผม ผม ผมขอโทษครับ!”

“ฉัน...ไปแต่งตัวนะ คุปส์ฮยองนัดแต่เช้าใช่มั้ย” เด็กหนุ่มพยักหน้าทั้งๆ ที่ยังหน้าตาตื่น เขาเพียงแต่ส่งรอยยิ้มฝืนๆ ไปให้ แล้วคว้าชุดที่กองทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเข้าห้องน้ำไป

คนตัวเล็กพิงประตูห้องน้ำ นัยน์ตาเล็กจ้องมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ สัมผัสอุ่นยังอยู่ที่มือ หัวใจก็ยังคงเต้นระรัว และใบหน้าก็ยังแทบจะดูไม่ได้

เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

‘โลกนี้เลือกอะไรไม่ได้หรอกนะอีจีฮุน’




พีดีนิมตัวน้อยยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม งานมาม่าที่ประเทศญี่ปุ่นผ่านมาได้หลายวันแล้ว พวกเขาต่างวุ่นวายกับตารางงานที่ยาวจนปลายปี รู้ตัวกันอีกทีก็ต้องขึ้นกู้ดบายสเตจสำหรับเพลงพัคซูแล้ว

เพราะฉะนั้น เป้าหมายต่อไปก็คือ อัลบั้มรีแพคเกจ

จริงๆ เพลงก็เสร็จไปหลายเพลงแล้ว ไม่สิ เพลงเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนการอัดและเตรียมการแสดงดีๆ เท่านั้นเอง เขาไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องมานั่งขังตัวเองแต่งเพลงแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่เวลาที่มีเรื่องรกหัวแบบนี้ เขาก็ชอบนั่งแต่งเพลงทุกทีจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

มีเสียงเคาะประตูห้องทำงาน พอหันไปมองก็เห็นใบหน้าร่าเริงของเจ้าลูกหมาโผล่เข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง หลังจากคืนที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วมนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คืนต่อมาพวกเขาต่างหลับปุ๋ยไปด้วยความอ่อนล้า และเขากับน้องชายก็ยังคงยิ้มร่าเริงพูดคุยกันตามปกติราวกับว่าคืนนั้นไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

“จะสามทุ่มแล้วนะครับ ฮยองได้ทานข้าวเย็นหรือยังครับเนี่ย”

“สามทุ่มแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง

“ผมแวะมาเอาของที่บริษัทเลยห่อข้าวเย็นที่หอมาให้ด้วย ฮยองจะทานมั้ยครับ”

“โอ้ ก็ได้ อยู่ข้างนอกห้องใช่มั้ย” พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็เดินตามออกมา บนโต๊ะหน้าห้องทำงานของเขามีปิ่นโตวางอยู่ มินกยูค่อยๆ หยิบอาหารออกมาเรียง

พอมองดีๆ ถึงเห็นว่ามีแต่ของโปรดของเขา

“ช่วงนี้พวกเราค่อนข้างว่างนี่ครับ ผมก็เลยทำอาหารเย็นให้ทานกัน รีบทานเถอะครับ ก่อนที่จะชืดไปกว่านี้” เขานั่งลงก่อนจะบรรจงตักอาหารเข้าปาก ฝีมือของมินกยูไม่ได้ตกเลยแม้แต่นิดเดียว ดูเหมือนว่าจะอร่อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ

คนตัวใหญ่นั่งลงข้างๆ นัยน์ตากลมเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง

“นายกินข้าวหรือยังอ่ะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ” มือใหญ่ดันซุปใสมาใกล้ “นี่ฮยองแต่งเพลงอยู่เหรอครับ เพลงของอัลบั้มใหม่ยังไม่ครบเหรอ”

“จริงๆ ก็ครบแล้วน่ะ แต่ฉันอยากแต่งเพลงไปเรื่อยๆ เผื่อจะได้เอาไว้ใช้เวลาอื่น”

“แล้วจะกลับกี่โมงครับเนี่ย กลับด้วยกันมั้ยครับ จะได้รีบพักผ่อน”

“ยังหรอก อีกสักพักดีกว่า เดี๋ยวพอยุ่งๆ ก็จะไม่มีเวลาแต่งเพลง ว่างๆ แบบนี้ก็แต่งเผื่อๆ ไว้ก่อน” คิมมินกยูโคลงหัวไปมา

“สักพักอีกแล้วเหรอครับ สักพักของฮยองชอบเป็นตีสามตีสี่ทุกทีเลย”

“ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา”

“เป็นสิครับ ผมไม่อยากให้ฮยองกลับดึก ทางกลับหอก็มืด เปลี่ยวด้วย เดินกลับคนเดียวแบบนั้นอันตรายจะตาย” เขาขมวดคิ้ว “ถ้ายังไม่กลับ เดี๋ยวผมจะรอครับ ยังไงก็ไม่มีอะไรต้องทำอยู่แล้ว เดี๋ยวผมกลับบ้านด้วยกัน” อีจีฮุนวางกล่องข้าวในมือลง

“ไม่ต้องรอหรอก” ...ไม่ต้องห่วงฉันด้วย

“ได้ยังไงครับ ผมเป็นห่วง”

“ไม่ต้องมาห่วงฉันเลย ฉันดูแลตัวเองได้”

“ไม่ครับ ผมจะรอ”

...อย่าทำแบบนี้ คิมมินกยู มันไม่ได้อะไรขึ้นมา…

“นายเลิกมายุ่งวุ่นวายกับฉันได้แล้ว ฉันจัดการตัวเองได้ ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่สำคัญ ฉันโตกว่านาย ฉันเป็นพี่ของนายนะ ไม่ต้องมาสนใจ ไม่ต้องมาใส่ใจกันได้แล้ว!” ถ้อยคำตวาดนั้นทำให้ความอึดอัดรายล้อมไปรอบพื้นที่

สายตาประสานสายตา

หัวใจของเขาเต้นโครมๆ ความรู้สึกผิดกำลังแล่นไปทั่วร่างกาย ทว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ทุกอย่างจะหมุนวนเข้าสู่วังวนที่เขาไม่อยากให้เกิด คิมมินกยูควรเลิกสนใจอีจีฮุนได้แล้ว

“ฮยอง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอครับ”


คนตัวเล็กถูกดึงเข้าไปกอดแน่น ใบหน้าใสซุกอยู่กับอกอุ่น เสียงหัวใจเต้นรัวดังก้องอยู่ข้างหู แล้วยังกลิ่นหอมของน้ำหอมผสามเข้ากับกลิ่นตัวของน้องชาย

“แม้ว่าผมจะกอดฮยองอยู่แบบนี้ แม้ว่าผมจะแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวใจออกไปมากมายแค่ไหน ฮยองก็ยังไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอครับ” นัยน์ตาเล็กปิดลง

...ไม่ใช่ว่ารู้สึกหรือไม่รู้สึก...

มือเล็กพยายามดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแกร่ง แต่อีกฝ่ายไม่ยอม

...มันรู้สึกไม่ได้ไม่ใช่เหรอ คิมมินกยู…

“ปล่อยฉันนะ”

“ไม่ปล่อยครับ จนกว่าฮยองจะบอกผม ว่าฮยองไม่ได้เคยใจเต้น ไม่เคยรู้สึกอะไรกับผมบ้างเลย ตอบผมมาสิครับ ตอบผมมา”

“ฉัน…”

“ผมไม่ต้องการคำโกหก ฮยองก็รู้ว่าฮยองโกหกผมไม่ได้ อีจีฮุนฮยองของผมไม่ใช่คนโกหกเก่งเลยแม้แต่นิดเดียว” หัวใจยังคงปวดร้าวราวกับถูกบีบ คำพูดทั้งหมดติดค้างอยู่ที่ลำคอ เขาไม่สามารถเอ่ยคำปฏิเสธออกไปได้แม้แต่นิดเดียว

“ฉัน…” เสียงที่ออกมาจากปากราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเอง “มันไม่ใช่ว่ารู้สึกหรือไม่รู้สึกแล้ว เราไม่ควรพูดถึงเรื่องนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ ทุกอย่างมันก้าวข้ามคำนั้นไปนานแล้ว” มือเล็กกำเสื้อของน้องชายแน่น “เรารู้สึกอะไรไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

“ทำไมครับ ทำไมถึงทำไม่ได้”

“เพราะเซเว่นทีนคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน ความสุขของวงสำคัญสำหรับฉันมากกว่าอะไร ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าฉันจะคิดอะไร หรือใครจะคิดอะไร แต่อะไรก็ตามที่จะมาขัดขวางรอยยิ้มของเซเว่นทีน” ราวกับมีเสียงขาดผึงข้างในจิตใจ “ฉันจะทำลายมันให้หมด”

อ้อมแขนกอดแน่นกว่าเดิม

“เรารักกันไม่ได้คิมมินกยู ระหว่างเราจะเป็นอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว นายปล่อยฉันไป แล้วเดินกันไปตามทางของตัวเองเถอะนะ อย่ามัดทั้งตัวนายและฉันทิ้งไว้ที่นี่เลย”

“ทำไมครับ….”

ร่องแก้มอุ่นวาบ

“ทำไมฮยองไม่สู้หน่อยล่ะครับ ทำไมถึงไม่คิดจะสู้เพื่อความสุขของตัวเอง ทำไมไม่คิดบ้างว่าการที่ตัวเองมีความสุขก็ทำให้เซเว่นทีนมีความสุขด้วย ทำไมไม่สู้ล่ะครับ ทำไมถึงยอมแพ้แบบนี้”

“นายไม่รู้อะไร นายอย่าพูดมันออกมา”

“ทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มเลยแต่ฮยองก็ยอมแพ้แล้ว อีจีฮุนของผมไม่ใช่คนขี้แพ้ซะหน่อย ทำไมครับ ทำไม”

“นายจะไปเข้าใจอะไร คิมมินกยู นายไม่ใช่คนที่แบกรับทุกอย่างของเซเว่นทีนไว้นี่” มือใหญ่ดันเขาออก นัยน์ตาคู่สวยมองมาด้วยความเสียใจ 

“ฮยองนั่นแหละครับที่ไม่เข้าใจ! เซเว่นทีนก็คือเซเว่นทีน พวกเราทั้งหมดช่วยกันแบกรับทุกอย่างไว้ หากวันใดเซเว่นทีนล้มลง ทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ความผิดเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งครับ!” น้ำเสียงตวาดนั้นยิ่งกรีดหัวใจให้เป็นแผล “พวกเราทุกคนคือเซเว่นทีนนะครับ ถ้าปัญหาเกิด เราก็ต้องช่วยแก้ไข รับผิดด้วยกัน รับชอบด้วยกัน และฝ่าฟันไปด้วยกัน นั่นคือเซเว่นทีนไม่ใช่เหรอครับ”

เขาส่ายหน้าไปมา

“สำหรับผมน่ะ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต นอกจากความสุขของกะรัตแล้ว ก็คือความสุขของเมมเบอร์ครับ ความสุขของฮยองคือสิ่งที่ผมต้องการ ทำไมถึงไม่สู้เพื่อเก็บความสุขของตัวเองไว้บ้างล่ะครับ!”

“ความสุขของฉัน คือ ความสุขของเซเว่นทีน ฉันจะทำทุกอย่างให้เซเว่นทีนยิ้มได้”

นัยน์ตาสองคู่สบกันนิ่ง

“ผมคือเซเว่นทีนใช่มั้ยครับ” เขาพยักหน้า “ความสุขของพวกผมคือสิ่งที่ทำให้ฮยองมีความสุขใช่มั้ยครับ” เขาพยักหน้าอีกรอบ คิมมินกยูจับมือเขาขึ้นไปวางบนหน้าอกข้างซ้าย ตรงกับตำแหน่งของหัวใจ

“และความสุขของผม ก็คือความสุขของฮยองครับ ต้องให้ผมพูดอะไรให้ฮยองเข้าใจอีกมั้ยครับ”

เขาเลือกที่จะเงียบ

“ถ้าอยากให้ผมพูดอะไรอีก ผมก็อยากพูดแค่ประโยคเดียวครับ”

หัวใจไหววูบ

...ไม่ได้นะคิมมินกยู ห้ามพูดมันออกมา...

“ผมรักฮยองครับ”




ถ้อยคำที่ทำให้ทั้งหัวใจสั่นสะท้าน ภายในสมองของอีจีฮุนแทบจะประมวลผลใดๆ ไม่ได้เลย ยิ่งนัยน์ตาที่กำลังจ้องมาอย่างจริงจังนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาก็รู้สึกราวกับกำลังหายใจไม่ออก

ประโยคที่ไม่ควรเอ่ยมันออกมา คำนี้นายควรเก็บเอาไว้ข้างในจิตใจตลอดไปนะคิมมินกยู

เพราะจะรักไม่รักก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเอามาคุยกันอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่พวกเราควรใส่ใจคือความสุขของเซเว่นทีน



...‘ความรักมันห้ามกันได้หรือยังไง’
‘ก็ห้ามสิ ทำไมไม่ห้ามกัน ถ้ารักกันแล้ววงมันพังจะทำยังไงเล่า’
‘นายพูดอย่างกับนายห้ามความรู้สึกของตัวเองได้อย่างนั้นแหละ นายห้ามให้ตัวเองไม่รักใครได้อย่างนั้นเหรอ’
‘ก็ทำอยู่นี่ไงล่ะ ก็เพราะว่าทำอยู่ถึงได้ปวดใจขนาดนี้ยังไงเล่า!’...



เขาดึงมือออกจากการเกาะกุม เซเว่นทีนไม่ควรพังทลายลงตรงนี้



ถ้าเลือกความสุขของตัวเอง แล้วทำให้รอยยิ้มของวงหายไป เขาคงเสียใจไปชั่วชีวิต แต่ถ้าเลือกความสุขของวง แล้วความสุขของตัวเองต้องแตกสลาย ก็ไม่เป็นไร

...อย่างน้อยก็พังทลายเพียงแค่คนเดียว…



อีจีฮุนยิ้มกว้าง ยิ้มแม้ว่านัยน์ตาจะไม่ได้ยิ้ม

ถ้อยคำโกหกที่แสนอ่อนหวาน

“ขอโทษนะคิมมินกยู แต่ฉันเลือกความสุขของวง ฉันเลือกเซเว่นทีน ไม่ใช่นาย”

ราวกับได้ยินเสียงน้ำตกกระทบภายในจิตใจ

...ถ้าการพยายามไม่ให้รักใครมันยากขนาดนี้ คนเราก็ไม่ควรจะมีหัวใจเลย…




-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 29 bounce ค่ะ
คำนี้มีหลายความหมายค่ะ เราเลือกคำว่า ‘โกหก’ มาค่ะ

ในที่สุดเจ้าหมาน้อยก็บอกรักพี่ออกไปจนได้
คิมมินกยูที่อยากสร้างรอยยิ้มให้พี่ชาย
อีจีฮุนที่อยากสร้างรอยยิ้มให้เซเว่นทีน
หนทางที่กำลังขัดกันแบบนี้มีแต่จะทำให้ทุกคนเสียใจกันไปหมด
เพราะต่างฝ่ายต่างมองกันคนละทาง
และยึดมั่นในเส้นทางของตัวเองมากจนเกินไป

ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องจะเป็นยังไงต่อ
กำแพงของอีจีฮุนที่หนายิ่งกว่าอะไรดี จะมีใครพังลงไปได้หรือเปล่า
หรือคิมมินกยูจะถอดใจไปก่อน
หรือจริงๆ แล้ว ประตูที่ยังไม่มีใครเห็น จะเป็นควอนซูนยองที่มาเห็นกันแน่นะ

ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ อีกไม่กี่ตอนแล้ว :)

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #65 mypiepeach (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 22:07
    อ่า...น้ำตาคลอเลยตั้งแตอนแรกจนถึงตอนนี้ยอมรับเลยว่าฮุนซื่อตรงกับความคิดมากๆ พระเอกคือมิงกูแต่จะสมหวังมั๊ยนั่นอีกเรื่องเข้าใจมิงอ้ะคือแบบจุกเจ็บไม่รู้ดิคือ...โอ๊ยยย เข้าใจว่าการตัดสินใจแบบนี้ฮุนคงคิดว่ามันจะหยุดแล้วจบแค่นี้ลองคิดในทางกลับกันสิมันไม่ยิ่งแย่หรอ สงสารมิงอ้ะพยายามทุกอย่างทำทุกทางแต่คำตอบที่ได้มัน....เกินบรรยายถ้าเราอยู่ในจุดนั้นคือแบบเจ็บว่ะจุกโคตรT^T
    รอจ้าาา
    #65
    1
    • #65-1 kakujo59(จากตอนที่ 32)
      29 ธันวาคม 2560 / 14:28
      ถ้าเราเป็นยัยมิงต้องเจ็บจนไม่รู้จะพูดอะไรแน่เลยค่ะ T T
      แต่จีฮุนก็คงช้ำพอๆ กัน

      ฮืออ ใครนะช่างใจร้ายยยยยย 5555555555555555
      #65-1
  2. #64 wa_rin (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 21:50
    อยากกว่าการรักใครสักคน คือการหยุดรัก นะ ....
    #64
    1
    • #64-1 kakujo59(จากตอนที่ 32)
      29 ธันวาคม 2560 / 14:27
      เรื่องรักว่าอยากแล้ว แต่พอรักแล้วจะให้หยุดรักใครสักคนมันยากเหลือเกินเนอะคะ
      #64-1