END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 31 : [ Only Different Kinds of Good Weather ] Wonwoo x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 408
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 28
[ Only Different Kinds of Good Weather ]

Wonwoo x Woozi

#wonhoon  #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

‘To me he is the one  who I want to have, even if I have to throw away everything I have’

จอนวอนอูปิดหนังสือในมือ นัยน์ตาเรียวหรี่ลงพร้อมกับถอดแว่นตาออก เขาเอนตัวลงพิงกับพนักโซฟา ทอดสายตามองออกไปไกล

ช่วงเข้าของวันนี้เป็นวันพักผ่อนของพวกเขา เมมเบอร์หลายคนเลือกที่จะนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง บางคนก็ออกไปช้อปปิ้งที่เมือง และบางคนก็ขลุกตัวอยู่ที่บริษัทจนกว่าจะถึงตารางงานตอนบ่าย ส่วนเขาก็นอนกลิ้งเล่นอยู่ในห้องนั่งเล่นพร้อมกับหนังสือในมือ

เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวไหนเขาก็อ่านได้หมด ส่วนเล่มที่เขาอ่านอยู่ตอนนี้เป็นนิยายรักแนวแฟนตาซีที่ถอดเรื่องราวมาจากซีรีย์เรื่องดังเมื่อหลายปีก่อน ตามปกติแล้วเขาไม่ค่อยได้อ่านนิยายแนวนี้ ทว่าก่อนหน้านี้เขาไปเจอจองฮันฮยองและน้องสาวที่ร้านหนังสือ และเธอก็แนะนำเล่มนี้มาให้

...ความรักอย่างนั้นเหรอ…

เพราะเขาอ่านหนังสือมาเยอะ ดังน้นจึงได้เห็นรูปแบบความรักมากมายผ่านทางตัวอักษร ความรักที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ สมหวังและไม่สมหวัง และเพราะเห็นมาเยอะเขาจึงไม่ค่อยศรัทธาในความรักเหมือนเช่นเมื่อก่อน

คราที่เขายังเด็กกว่านี้ เขาเพียงแค่ไม่ศรัทธาในรักแรกพบ เพราะเชื่อว่าการตกหลุมรักอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องยาก ทว่าหลังจากผ่านเรื่องราวความรักมามายมาย ทั้งจากหนังสือหลายสิบเล่ม และจากคนรอบตัว ความศรัทธาในความรักก็ค่อยๆ หายไป

...ชอบนายด้วย…

มือใหญ่วางหนังสือลงข้างตัว

ก่อนหน้านี้ตอนที่ทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ที่ดัลลัส เขาเคยเผลอคิดไปว่าตัวเองชอบเพื่อนคนหนึ่งในวง เพียงเพราะใฝ่ฝันและวิ่งไล่ตามมาตลอด ทว่าหลังจากได้ทบทวนเรื่องราวในหัวใจแล้ว เขาเชื่อว่ามันไม่ใช่ความรักอย่างนั้นหรอก

แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะ แม้สายตาจะเฝ้ามอง

แต่เขาเชื่อมั่นจากหัวใจว่านั่นไม่ใช่ ‘ความรัก’

เพราะเขาไม่เคยปรารถนาที่จะครอบครอง สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการอยู่เคียงข้างแบบนี้ไปเรื่อยๆ  และสิ่งนั้นสำหรับเขา มันไม่ใช่ความรัก เขาไม่เคยคิดอยากจะทิ้งทุกอย่าง เพียงเพื่ออูจี

เสียงคนเดินวนไปวนมาเรียกให้เขาหลุดจากภวังค์ พอเบนสายตาไปมองก็เห็นคนตัวสูงขยับตัวเหมือนหนูติดจั่น ใบหน้าคมคายก็ยุ่งเหยิงไปหมด นี่ยังไม่รวมไปถึงริมฝีปากที่กำลังกัดนิ้วโป้งของตัวเองอย่างน่าตีด้วย

“อย่ากัดเล็บ” ราวกับเสียงสวรรค์ ลีดเดอร์หน้าดุยืนจังก้าอยู่หน้าประตูทางออก

“ก็ฮยองอ่ะ!! ให้ผมไปบริษัทสิครับ!”

“นายไปคนเดียวไม่ได้ ถ้าจะไปก็ต้องให้ฉันไปด้วย ไม่ก็ให้จุนไปด้วย ซอกมินก็ได้”

“ผมไม่ใช่เด็กนะ ทำไมต้องให้ผมไปกับคนอื่นด้วย ฮยองทำอย่างกับว่าผมไปบริษัทไม่เป็นอย่างนั้นแหละ!” จอนวอนอูขมวดคิ้ว บทสนทนาที่งุนงงยิ่งทำให้เขาสับสน ทำไมในวันที่อากาศสบายๆ แบบนี้สองคนนี้ถึงมาเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้นะ

“ฉันรู้จักนายดีพอ คิมมินกยู ตราบใดที่ยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็ห้ามไป”

“แต่ว่า!”

“ฉันจะไม่พูดเป็นครั้งที่สองหรอกนะ” เขากลืนน้ำลายลงคอ ยามปกติเอสคุปส์อาจจะไม่ดุด่าว่ากล่าวน้องอย่างจริงจังนัก ทว่าทุกคนเคยโดนชเวซึงชอลที่น่ากลัวกันมาหมดแล้ว และนี่ก็กำลังจะเป็นแบบนั้น ดังนั้นคิมมินกยูถึงปิดปากเงียบ “นั่งเฉยๆ ไปเลย ถ้าจะไปบริษัทก็ไปพร้อมๆ กัน ยังไงตอนบ่ายก็ไปด้วยกันอยู่แล้ว!”

สิ้นคำสั่ง คนตัวไม่สูงมากนักก็เดินออกจากหอไป ชายหนุ่มตัวสูงหน้างอพร้อมกับถอนหายใจยาว นัยน์ตาสวยหันมาเห็นเขาก่อนจะทำหน้าตึงกว่าเดิม

“วอนอูฮยองอ่า ดูคุปส์ฮยองสิครับ”

“นี่เถียงอะไรกันน่ะ”

“ก็ผมอยากไปบริษัท ฮยองเขาไม่ให้ผมไปอ่ะ” เสียงบ่นงอแงนั้นเหมือนจะน่ารัก แต่ก็...ไม่ค่อยเท่าไร ยิ่งเจ้าหมาน้อยที่เดินมาทิ้งตัวเบียดข้างๆ แล้ว เขาก็รู้สึกอยากจะเดินหนีไปเหมือนคุปส์ฮยองเหมือนกัน

“ก็แค่ไปบริษัทเอง ทำไมต้องไม่ให้ไปด้วย”

“ใช่มั้ยครับ! คุปส์ฮยองเขากลัวว่าผมจะไปพังประตูห้องทำงานของอูจีฮยองอ่ะ” เท่านั้นแหละ จอนวอนอูเข้าใจขึ้นมาทันที

หนึ่งอาทิตย์ผ่านมาได้แล้ว นับตั้งแต่วันที่เหมือนจะมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

วันนั้นอูจีไม่กลับหอทั้งๆ ที่ไม่มีงานค้างคาอะไร พอมีคนไปตามก็ล็อคห้องแล้วปฏิเสธการกลับมาอย่างหนักแน่น ตามปกติแล้ว คนตัวเล็กคนนั้นติดหอยิ่งกว่าอะไร ถ้าไม่มีงานจนต้องค้างบริษัทก็จะตรงปรี่กลับมานอนทันที หรือถ้ามีใครสักคนไปตามอย่างจริงจังก็จะกลับมา ซึ่งทั้งคุปส์ฮยองและชัวฮยองก็บอกว่าทำทุกวิถีทางแล้ว รวมไปถึงการดุอย่างจริงจัง แต่อูจีก็ยังล็อคประตูอยู่ในห้องทำงาน

นี่ยังไม่รวมดีโน่ที่ไม่พูดไม่จา เอาแต่นอนคลุมโปงอยู่บนเตียงอีกด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ พวกเขาเจออูจีแค่ตอนซ้อมเต้น และหลังจากที่ซ้อมเรียบร้อยหมอนั่นก็หายตัวไปราวกับนินจา แน่นอนว่าก็กลับไปขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานเหมือนเดิม

ส่วนอีชานน่ะเหรอ ก็ซึมจนผิดสังเกต แต่พอถามอะไรก็ไม่ตอบ คนที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องมากที่สุดก็คือจองฮันฮยอง แต่ฮยองหน้าหวานคนนั้นก็เอาแต่ยิ้มกว้างเลี่ยงคำถาม

สุดท้ายพวกเขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย และคนที่ร้อนใจจนผิดสังเกตก็คือคิมมินกยูที่ทำเหมือนจะไปพังประตูห้องทำงานทุกครั้งที่เดินผ่าน

“จริงๆ ก็ไม่ต้องห่วงอูจีขนาดนั้นก็ได้ หมอนั่นก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนี่นา ทำไมต้องเป็นห่วงขนาดนั้นด้วยล่ะ”

“ฮยองขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานขนาดนั้น วอนอูฮยองไม่ห่วงเลยเหรอครับ!”

จริงๆ ก็ห่วง แต่ยังไงหมอนั่นก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว อีกอย่างหนึ่ง คุปส์ฮยองที่รู้จักอูจีมากกว่าพวกเขายังเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องขยับตัวทำอะไรให้โดนบ่นนี่

“ห่วงสิ”

“แล้วทำไมนิ่งขนาดนี้ล่ะครับ”

“นายไม่เคยมีช่วงเวลาที่อยากอยู่คนเดียวหรอกเหรอ หืม” เขาหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอีกรอบ “ไม่เคยมีช่วงเวลาที่อยากใช้เวลาอยู่คนเดียว ไม่อยากพบเจอใครเหรอ” คิมมินกยูเงียบไป

“พวกเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำงานกันหนักมาก และไม่ค่อยได้อยู่กันตามลำพัง เวลามีเรื่องไม่สบายใจมากๆ จะต้องทำยังไงล่ะ อูจีน่ะเป็นคนเข้าใจยากนะ โลกส่วนตัวก็สูง ถ้ามีเรื่องยุ่งๆ ในใจก็คงอยากจะอยู่ตามลำพังนั่นแหละ อย่าเพิ่งไปบังคับให้ออกมาจากกล่องของตัวเองเลย ปล่อยเขาไปเถอะ สบายใจเมื่อไร ก็ออกมาเอง”

“แต่ว่าผม…”

“อย่าห่วงมากเกินไปเลย อะไรที่มากไป คนได้รับเขาก็อึดอัดใจเสมอแหละ”

“ก็…ผมกลัวว่าอูจีฮยองจะ...”

...‘When you start to love someone, you also start to have fears. Because I might not be able to protect someone I need to protect, I’m afraid right now’

หนึ่งในประโยคที่น่าสนใจปรากฏผ่านหน้าหนังสือที่เขาเปิดผ่าน นิ้วเรียวลูบผ่านประโยคนั้นแผ่วเบา

“รักเหรอ…?”

“ครับ?”

“รักอูจีเหรอ” แม้จะไม่ได้หันไปมอง แต่ก็พอจะเดาออกว่าน้องชายกำลังทำหน้ายังไง คนถูกถามเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา

บรรยากาศดูอึดอัดนิดหน่อย ก่อนที่เขาจะหลุดขำออกมา มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมสีเข้ม

“ล้อเล่นน่ะ ต้องทำหน้าเครียดด้วยเหรอ” มินกยูถอนหายใจยาว

“ฮยองก็เป็นแบบนี้ทุกที ผมไปดีกว่า”

“ไปไหน”

“ไปที่ๆ ไม่มีฮยองน่ะครับ” พูดจบคนตัวสูงก็ลุกพรวด แล้วรีบเดินหนีไป เขาถอนหายใจยาว ตัดสินใจปิดหนังสือที่มีแต่เรื่องราวของความรักลง

...อ่านง่ายอะไรขนาดนี้ คิมมินกยู…




จอนวอนอูเปิดประตูห้องซ้อมแผ่วเบา ภายในห้องที่กว้างใหญ่มีคนอยู่เพียงคนเดียว บรรดาเมมเบอร์ต่างยังคงมาไม่ถึง ซึ่งจริงๆ ก็ยังไม่ถึงเวลานัดด้วย แต่เขาไม่มีอะไรทำเลยมาก่อน

ควอนซูนยองในชุดเทควันโดสีขาวคาดสายสีดำกำลังซ้อมเทควันโดอยู่คนเดียวกลางห้องซ้อม และมีเพลงพัคซูเป็นเพลงเบื้องหลัง

“โย่ว วอนอู มาเร็วจังนะ ย่าห์” ขายาวเตะสูง แล้วพลิกตัวตวัดขา เขาได้แต่ยืนมองปริบๆ ก่อนจะตัดสินใจไปนั่งขัดสมาธิดูอยู่ที่มุมห้อง หนีรัศมีการเหวี่ยงตัวที่สะเปะสะปะ

“แล้วนี่คิดยังไงถึงมาซ้อมเทควันโดในห้องซ้อมเนี่ย”

“ไม่มีอะไรหรอก” มือเล็กๆ ต่อยไปข้างหน้า “ก็แค่ไม่ได้ซ้อมนาน ฉันอยากซ้อมเฉยๆ ย่า!” หมัดถูกปล่อยไปอีกสามที

“แล้วเดี๋ยวจะมีแรงซ้อมเหรอ”

“มีสิ นี่คือการวอร์มร่างกายแหละ! ย่าห์ สองหมัด!” จอนวอนอูยังคงกระพริบตาปริบๆ จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นเพื่อนซ้อมกีฬานี้หรอกนะ ทว่าปกติก็เห็นซ้อมอยู่ที่ยิมที่พวกเขาไปออกกำลังกายบ้าง ไม่ก็ตามสนามหลังหอพัก บางทีก็ในหอเลย ไม่เคยเห็นมาเหวี่ยงแขนขาแบบนี้ในห้องซ้อมมาก่อน

“เหรอ…”

“เทควันโดน่ะ เป็นกีฬาที่นอกจากจะฝึกกำลังกายแล้ว ย่าห์!” ขาขวาตวัดสูง “ยังเอาไว้ฝึกปรือพลังในหัวใจด้วย ย่าห์!” หมัดสองข้างถูกปล่อยออกไป “มันเอาไว้ฝึกให้ตัวเองมีความกล้า กล้าที่จะทำทุกอย่าง!”

“...แล้วนายจะฝึกความกล้าไปทำไม ฝึกไว้เพื่อคัมแบคเหรอ”

“ไม่ใช่หรอก ย่าห์!!”

“...แล้ว”

“ฉันแค่จะไม่รอแล้ว ไม่ทนรออีกต่อไปแล้ว! ย่าห์!!!” ลูกเตะสูงๆ สองทีซ้อนแบบนั้นทำให้เขาอ้าปากค้าง “ให้มองอย่างเดียวฉันทำไม่ได้แล้ว ฉันจะไม่รอ จะไม่ทน จะทำทุกวิถีทางแล้ว”

...พูดอะไรของหมอนั่นน่ะ…

“ฉันเคยคิดว่าจะรอ จะแค่เฝ้ามอง แต่ไม่เอาแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ย่าห์!” จอนวอนอูขมวดคิ้ว “เพราะคิดว่าการมองคือการทำให้มีความสุข แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าแค่มองไม่ช่วยอะไร ถ้ารอยยิ้มหายไป ฉันจะเอารอยยิ้มกลับมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ต่อให้ต้องใช้ความสามารถมากแค่ไหน ขอแค่ได้รอยยิ้มกลับมา ย่าห์!”

...เหมือนจะเป็นคำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ทำไมเหมือนเขาจะเข้าใจ…

“เพราะฉะนั้น” คนพูดมากเริ่มหอบ “ต้องใช้ความกล้า ไม่ให้ตัวเองกลัวอีก ต้องทำให้จิตใจเข้มแข็ง ทำให้กล้าเผชิญหน้า ต้องเสริมทั้งกำลังกาย กำลังใจ! เพื่อ ปีน กำ แพง ว๊าก!” เหงื่อที่หยดไปตามพื้นทำให้พื้นห้องซ้อมเปียก และคนที่เอาแต่พูดไปเตะไปก็ลื่นจนหน้าทิ่ม

เขาถอนหายใจยาว ไม่คิดแม้แต่จะถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

มือใหญ่ยกขึ้นเท้าคาง

...แล้วนี่พูดถึงใครอีกล่ะ...จะบอกว่าอูจีอีกคนอย่างนั้นเหรอ?...




เขากดรีโมทเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปมา เรื่องราวที่ฉายอยู่ในหน้าจอมีแต่เรื่องเดิมๆ วนไปวนมา เพราะพรุ่งนี้คือวันฮาโลวีน ทุกช่องต่างพูดถึงสถานที่ฉลองของคู่รัก กลุ่มเพื่อนๆ และอะไรอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนเขาน่ะเหรอ เขาชอบนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือมากกว่า

วันนี้ที่หอพักค่อนข้างเงียบ เพราะช่วงสายๆ มีตารางงานที่แสนวุ่นว่าย ดังนั้นบางคนก็เลือกที่จะนอนเอาแรง และบางคนก็ไปอยู่ที่บริษัทแล้ว

หลังจากนั่งมองทีวีที่ฉายเรื่องเดิมอีกรอบ เขาก็ถอนหายใจยาว

แทนที่จะมานั่งมองด้วยความเบื่อหน่าย ก็สู้ไปนอนหลับสักตื่น หรืออ่านหนังสือที่ค้างอยู่ให้จบไปๆ ดีกว่า

“วอนอูฮยองครับ” น้ำเสียงเหงาหงอยของใครคนหนึ่งดังขึ้นไม่ห่าง พอหันไปมองก็เห็นมักเน่ตัวน้อยนั่งขดตัวอยู่บนอาร์มแชร์ข้างๆ เด็กหนุ่มที่ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนไม่ต่างจากคนที่ขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานเลย

“ว่าไง”

“ผม…” เขาเลือกที่จะไม่ตอบและหันหน้ากลับมาทางโทรทัศน์ 

เขาไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีเท่าจองฮันฮยอง น้อยครั้งนักที่จะมีคนในวงมาปรึกษาอะไร แต่เขาก็รู้ดีว่าคนที่กำลังหลงทางอยู่ ไม่ต้องการการบังคับฝืนใจ การที่เจ้าตัวเลือกออกมาจากห้องและมาอยู่ตรงนี้ แสดงว่าในใจเตรียมพร้อมที่จะเอ่ยปากแล้ว เพียงแค่เขาต้องรอคอย

ไม่มีเสียงพูดอะไรอีกพักใหญ่ ภายในห้องนั่งเล่นมีเพียงแต่เสียงเข็มนาฬิกา

“ผมปรึกษาอะไรฮยองได้มั้ยครับ”

“ได้สิ”

“ในฐานะที่ฮยองอ่านหนังสือมาเยอะ ผมเลยอยากถามความคิดเห็นของฮยองน่ะครับ”

“อือฮึ เรื่อง?”

“เรื่องความรักครับ”

จอนวอนอูชะงักไป จริงๆ การที่ทั้งอูจีและชานขังตัวเองอยู่ในห้องและไม่พูดไม่จา พวกเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าสองคนนี้มีเรื่องกัน เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าสองคนนี้ไม่ค่อยสนิทใจกันเท่าเมมเบอร์คนอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงเดาว่าอาจจะมีปากเสียงหรือไม่ลงรอยกัน

แต่เขาไม่ได้คิดเลยนะว่าจะเป็นเรื่อง ‘ความรัก’

หรือสองคนนี้แย่งจีบคนๆ เดียวกันหรือเปล่า?

...คิดภาพอูจีจีบผู้หญิงไม่ออกเลย…

“จะปรึกษาเรื่องอะไรล่ะ”

“ฮยองว่า ความสุขของความรัก คืออะไรเหรอครับ” 

“แล้วนายคิดว่ามันคืออะไรล่ะ”

“ผมเคยเข้าใจว่าความรักคือการครอบครอง ขอแค่มีเขาอยู่ข้างๆ ก็มีความสุขแล้ว แค่นั้นแหละครับ แต่ว่า…” เด็กหนุ่มขบริมฝีปากแน่น “ถ้าเราไม่สามารถอยู่ข้างๆ ได้แล้ว แต่เรายังเลิกรักไม่ได้ เราจะมีความสุขได้เหรอครับ ผมคิดแม้กระทั่งว่าจะเลิกรักให้หมดๆ ไป แต่แค่คิดว่าเขากำลังไม่มีความสุข ผมก็ปวดใจไปหมดแล้ว วอนอูฮยองช่วยบอกผมทีสิครับ ว่าความสุขของความรักคืออะไร”

เขาหันไปมองน้องชาย อีกฝ่ายกำลังมองมาด้วยความจริงจัง เขาส่งรอยยิ้มกว้างไปให้

...การเป็นอูจีนี่ลำบากจังนะ…

“เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งพูดถึงความรักไว้นะว่า Love is when the other person’s happiness is more important than your own” เขาเอียงคอนิดหน่อย “ความรักคือการที่ความสุขของคนอื่นสำคัญกว่าความสุขของตัวเอง ฉันไม่รู้หรอกนะว่าชานหมายถึงใคร ไม่ได้ต้องการที่จะรู้ด้วย แต่ถ้ายังเลิกรักไม่ได้ และการเห็นเขาไม่มีความสุขก็ทำให้ปวดใจ ก็ไม่ต้องเลิกรัก รักไปเถอะ และทำให้เขายิ้มได้ ไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตาม”

“ผม…”

“ความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียวนะอีชาน ความรักมีหลายหลายรูปแบบ พี่น้องกันก็คือความรักอย่างหนึ่ง ความรักที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคู่รักเสมอไปหรอกนะ เข้าใจมั้ย” เด็กหนุ่มพยักหน้า ดูเหมือนว่านัยน์ตาที่โศกเศร้าคู่นั้น สดใสขึ้นมาหน่อย

“ครับผม ขอบคุณนะครับวอนอูฮยอง”




ความรักของคนรอบตัว ความรักที่มาจากในหนังสือ ความรักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและหยาดน้ำตา
ชีวิตทุกวันนี้ก็เพียงพอแล้ว
และเขาก็ไม่เคยศรัทธาในความรักเหล่านั้นเลย
ทำไมต้องไขว่คว้าในสิ่งที่ทำให้ร้องไห้
ชีวิตคนเราก็แค่นี้ ทำไมไม่ไขว่คว้าในสิ่งที่ทำให้มีความสุขล่ะ?




จอนวอนอูนั่งขัดสมาธิมองเพิร์พทีมซ้อมเต้นเพลงโปรโมตอย่างขยันขันแข็ง หลังจากงานโชว์เคสเมื่อหลายวันก่อน โฮชิก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องซ้อมเพลง Lilli Yabbay ให้หนักขึ้น เพราะแค่ในวันงานที่เต้นเพียงแค่บางส่วนยังเหนื่อยมากเลย ถ้าเต้นทั้งเพลงจะต้องเหนื่อยมากกว่านี้แน่ๆ 

ในขณะที่ฮิปฮอปทีมก็กำลังพักผ่อนหลังตารางงานที่หนักหน่วง ส่วนโวคอลทีมแยกย้ายกันไปซ้อมกันตามลำพัง อีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็ต้องมาซ้อมเต้นกันอีกรอบสำหรับสเตจคัมแบคที่แสนวุ่นวายในวันสองวันนี้

เขาถอนหายใจยาว พอมองเพิร์พทีมที่เต้นกันเป็นรอบที่สี่ ก็รู้สึกเหนื่อยแทน สุดท้ายจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ด้วยความเครียดจากการคัมแบคในคราวนี้ทำให้เขานอนหลับยากกว่าทุกทีนิดหน่อย จนต้องเปิดวีดีโอในโลกออนไลน์มาดูให้ตัวเองง่วงนอน

ซึ่งเมื่อคืนยังไม่ทันที่คลิปจะจบ เขาก็ชิงหลับไปซะก่อน

เขาเสียบหูฟัง ตัดเรื่องราวโลกภายนอกออกไป

เรื่องราวภายในคลิปค่อนข้างน่าสนใจ

คนตัวสูงหลุดจากภวังค์เมื่อหูฟังถูกถอดออก พอหันไปมองก็เห็นอีจีฮุนในระยะประชิด มือสวยยัดหูฟังของเขาเข้าหูตัวเองก่อนจะแนบหน้าลงมากับต้นแขนของเขา

หัวใจเต้นกระตุกไปนิดหน่อย

เขากระพริบตาปริบๆ 

“นายดูอะไรอ่ะ….”

“ฉันดูค้างมาตั้งแต่เมื่อคืนน่ะ นายมาดูตอนนี้จะรู้เรื่องเหรอ” ใบหน้าใสพยักหน้าหงึกหงัก ดูจากตาเล็กๆ ที่แดงก่ำกับใต้ตาคล้ำๆ และ การออดอ้อนที่ผิดปกตินี่ คิดว่าพีดีนิมตัวน้อยคงไม่ได้นอนมาเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว “ถ้าง่วงแล้วทำไมไม่ไปนอน อีกสักพักกว่าจะมาซ้อมเต้นน่ะ”

“อือ ง่วง…” ฟังน้ำเสียงงึมงำแล้วก็เชื่อสนิทใจ “แต่กินกาแฟเยอะไปหน่อยก็เลยตาค้างเลย ฉันไม่รู้จะทำไงเลยเดินลงมาอยู่กับพวกนาย เผื่อจะหายง่วงบ้าง”

...จริงๆ นายควรจะลงมาหาพวกฉันจะได้ง่วงแล้วก็นอนมากกว่า มาหาวิธีหายง่วงอีก...

“ช่วงนี้ฉันดูวีดีโอแล้วก็ง่วงน่ะ มาดูด้วยกันดีกว่า” คนตัวเล็กพยักหน้าหงึก มือทั้งสองข้างกอดแขนของเขาไว้ แก้มนิ่มๆ ก็ยังแนบอยู่ที่ไหล่

บางทีเขาก็นึกสงสัยว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนขี้อ้อนจริงๆ เหรอ

หัวใจยังคงผิดจังหวะ แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้อึดอัด 

“นี่พระเอกเหรอ” เขาพยักหน้า อีกฝ่ายยังคงตั้งใจดู การโผล่มาดูกลางๆ เรื่องแบบนี้คงทำให้สับสนพอสมควร แต่การงุนงงแบบนี้แหละจะทำให้ดูเพลินๆ จนหลับไป

เสียงซ้อมเต้นยังคงดังลั่นห้องซ้อม แต่เขาสองคนยังคงจดจ่อสมาธิอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ จากคนที่นั่งพิงไหล่กันอยู่ รู้ตัวอีกทีก็ไหลลงไปนอนที่พื้น จอนวอนอูนอนคว่ำ วางคางลงบนหลังมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ถือมือถือไว้ ส่วนอีจีฮุนก็นอนคว่ำเกยตัวส่วนหนึ่งอยู่บนหลังเพื่อน ทั้งแก้มทั้งหน้าก็แนบอยู่กับต้นแขนอีกคน

จอนวอนอูเหลือบตาไปมอง พอเห็นใบหน้าของเพื่อนในระยะประชิดแบบนี้แล้ว อยู่ดีๆ ก็รู้สึกสงบใจขึ้นมา

เขาไม่เคยนึกศรัทธาในความรัก ไม่เคยคาดหวังต่อหัวใจที่เต้นแรง ไม่เคยใส่ใจกับลมหายใจที่สะดุดเอาดื้อๆ เพราะรู้ดีว่า ความรักที่เขาใฝ่ฝันมันไม่มีทางเป็นจริง

...อีจีฮุน…

ดูเหมือนคนตาค้างจะหมดฤทธิ์ไปแล้ว นัยน์ตาเล็กๆ ปิดสนิท คิ้วที่ขมวดกันเป็นปมเริ่มคลายตัว พีดีนิมตัวน้อยที่นอนหลับปุ๋ยซุกเขาราวกับลูกแมว ยิ่งพอมองลมหายใจเป็นจังหวะแล้ว ก็ยิ่งเหมือนน้องเหมียวเข้าไปใหญ่

จอนวอนอูเคยปรารถนาความรักที่ไม่เจ็บปวด
แต่ไม่มีความรักไหนที่ไม่เจ็บปวดเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะทุกครั้งที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล คนเรามักจะโลภมากเสมอ
จะรักแบบพี่น้อง จะรักแบบครอบครัว จะรักแบบคนรัก
จะรักแบบไหน ต่อให้ช่วงหนึ่งมีความสุข แต่ก็ต้องผ่านความทุกข์มาอยู่ดี

ชีวิตสั้นมากแล้ว
อะไรที่ทำให้ทุกข์เขาจะไม่ใส่ใจ

เพราะฉะนั้น ความรักคือสิ่งที่จอนวอนอูไม่ศรัทธา

เขาเอนหัวไปพิงเรือนผมสีเข้มของเพื่อน เสียงลมหายใจยิ่งทำให้หัวใจสงบ

หัวใจที่เคยเต้นผิดจังหวะ ลมหายใจที่เคยสะดุด หรือความรู้สึกที่เคยเชื่อมั่นและศรัทธา ทุกอย่างไม่มีจริงหรอกนะ เขาไม่เคยคิดอะไรมากมายเกินกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ กับผู้ชายที่ชื่ออีจีฮุนเลย

สิ่งเดียวที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจ คือการอยู่เคียงข้างคนๆ นี้ทำให้เขาสบายใจ

และเขารู้จักตัวเองดีว่า นั่นไม่ใช่ ‘ความรัก’ หรอก

“ฝันดีนะ อูจีอ่า” มีเสียงงึมงำตอบกลับมา เขาได้แต่หัวเราะด้วยความเอ็นดู

...ไหนๆ ก็ไหนๆ นอนกับเขาบ้างน่าจะดี…

-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 28 Fall ค่ะ
ในที่นี้เราใช้ในความหมายว่า ตก(หลุมรัก) นะคะ

ในที่สุดก็ได้เขียนตอนของพี่นูสักที 5555
แต่ครึ่งตอนแรกก็เป็นเรื่องราวของสามหนุ่มที่แสนวุ่นวายไปซะมากกว่า 55555

สำหรับเราแล้ว ถ้าวอนอูคิดว่าอูจีคือความสบายใจ
อูจีก็คิดว่าวอนอูคือความสบายใจเหมือนกันค่ะ
ไม่ต้องคิดอะไรมาก อยู่ด้วยกัน รับมุกแป้กๆ ของเพื่อน
แกล้งกันไปแกล้งกันมา แล้วก็ยิ้มให้กัน ก็สบายใจและ

คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะดำรงตำแหน่งอะไร
ขอแค่สบายใจที่จะอยู่ก็คงจะดีมากเลยแหละค่ะ เนอะ

จริงๆ เรื่องดูวีดีโอนี่เป็นเนต้ามาจากนิตยสารญี่ปุ่นค่ะ
แต่เราหาต้นทางไม่เจอและ
มันประมาณว่าถ้าว่างแล้วอูจีจะทำไร แล้วอูจีก็บอกว่าบางทีก็ดูวีดีโอในมือถือกับวอนอู
ก็เลยมาเป็นฉากนี้ 55555

ไม่ขอพูดถึงควอนซูนยองที่เต้นอยู่ แต่ก็เห็นเพื่อนซบกันที่มุมห้องนะคะ
อาจจะเต้นสะดุดขาหน้าทิ่มไปแล้ว
ส่วนน้องชาน เราวางตัวให้อยู่ในจุดที่สบายใจแล้วค่ะ
รักอูจีมั้ยก็ยังคงรัก แต่อยากยิ้มให้พี่มากกว่า
ไม่ว่าพี่จะเลือกใครหรือเลือกอะไร สำหรับน้องแล้ว ความสุขของพี่คือสิ่งสำคัญค่ะ :)

เนื้อเรื่องหลักเหลืออีก 3 ตอน
คิดว่าจะมีตอนพิเศษให้อีกตอน ก็จะปิดเรื่องนี้แล้ว ยาวเหมือนกัน
มีแพลนโปรเจคหน้าแล้วค่ะ จะดีใจมากเลยถ้าทุกคนยังอยู่ติดตามด้วยกัน ฮรี่

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #63 icelovely_110 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 11:45
    หนูชอบนอนูอ่ะ
    #63
    1
    • #63-1 kakujo59(จากตอนที่ 31)
      25 ธันวาคม 2560 / 21:31
      เราก็ชอบนอนูค่ะ T v T
      พินูขาาาา ฮืออ อบอุ่นชรุงเลอ
      #63-1
  2. #62 wa_rin (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 22:50
    เป็นวอนอูก็ดีเนอะ
    #62
    1
    • #62-1 kakujo59(จากตอนที่ 31)
      25 ธันวาคม 2560 / 21:31
      จริงค่ะ จี้เอาแจ้มมาแนบแขนด้วย ฮืออๆๆๆ
      #62-1