END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 30 : [ Cold Hands, Warm Heart ] Seventeen x Baekho x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 452
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    7 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 27
[ Cold Hands, Warm Heart ]

Seventeen x Woozi
Baekho x Woozi

#ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

อีจีฮุนคือชายหนุ่มที่พูดไม่เก่ง เขาไม่ใช่คนที่สามารถระบายทุกความรู้สึกภายในออกมาได้ การที่คนรอบตัวจะเข้าใจในตัวของเขาเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางทีเหล่าเมมเบอร์ทั้งหลายยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อออกมาได้ครบถ้วนเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นพีดีนิมตัวน้อยจึงพยายามสื่อความรู้สึกออกมาด้วยบทเพลง 

เสียงดินสอหักปลุกให้เขาหลุดจากภวังค์อันอ่อนล้า ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจถูกระบายออกมาผ่านตัวอักษรเกาหลีเป็นพรืดตรงหน้า 

อูจีถอนหายใจยาว คนตัวเล็กไถเก้าอี้ไปที่ตู้ริมห้อง มือสวยหยิบแฟ้มเอสี่ที่อัดแน่นไปด้วยกระดาษออกมา ภายในนั้นเต็มไปด้วยเนื้อเพลงมากมายที่เขาเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ทุกครั้งที่มีอะไรที่บอกใครไม่ได้ เขาก็จะมานั่งในห้องเงียบๆ หยิบเอสี่มาหนึ่งปึกแล้วก็เขียนทุกอย่างออกมา

เขาเปิดแฟ้มออกดู กระดาษยับเยินแผ่นแรกคือเพลง Q&A ที่เขาเป็นคนเขียนและทำมันขึ้นมาด้วยตัวเองแบบเต็มตัวเป็นเพลงแรก กระดาษเอสี่ที่อัดแน่นไปด้วยลายมือของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยขีดเขียน

ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในนี้ มีอยู่มากมายที่คนทั่วไปได้รับรู้ผ่านบทเพลง และ มีอีกมากที่ไม่มีใครเคยเห็น...แม้จะเป็นเมมเบอร์เซเว่นทีนก็ตาม

นัยน์ตาคู่สวยไหววูบ เมื่อเห็นเนื้อเพลง Simple … เพลง Solo ของเขา

นิ้วเรียวลูบไล้เนื้อเพลงท่อนกลางแผ่วเบา

‘Em- I want it simple yeah-
내가 틀린 거라고 yeah 모두가 말해도
이 밤이 지나면 
함께 웃을 수 있길

ถึงแม้ว่าผู้คนจะบอกว่าผมนั้นทำผิดพลาด
แค่เพียงคืนนี้ผ่านไป
ผมหวังว่าเราจะสามารถยิ้มด้วยกันได้อีกครั้ง’

...อีชาน…

จากวันนั้นก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว ไม่สิ ถ้านับเวลาจริงๆ ก็อาจจะหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนแล้วก็ได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็ขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานกับห้องซ้อมเต้นจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เมมเบอร์ต่างแวะเวียนและลากเขากลับหอ ทว่าช่วงเวลาที่ได้เจอมักเน่ตัวน้อยคนนั้นแทบจะไม่มีเลย

ไม่รู้ว่าหมอนั่นจะเป็นยังไง จะกลับมายิ้มได้แล้วหรือเปล่า

ถ้าได้เล่าให้ใครฟังว่าเขาทำอะไรลงไป ก็คงมีคนบอกว่าเขาทำผิด เพราะแค่คำสั้นๆ ที่เด็กคนนั้นอยากพูด เขาก็ยังเลือกที่จะไม่ฟังเลย

ถ้าใครจะบอกว่าเขาเห็นแก่ตัว เขาก็ยอมรับ

เพราะการที่ได้ยินคำนั้นออกมาแล้วทำให้ความรู้สึกข้างในเปลี่ยนไป เขาขอเลือกไม่ฟังดีกว่า แม้ปลายทางตอนนี้จะเป็นแบบนี้ แต่มันก็คงดีกว่าปล่อยให้เด็กคนนั้นพูดออกมาตามที่ใจอยาก และสุดท้ายเขาก็ต้องปฏิเสธ

อีชานคือน้องชายที่น่ารัก และเป็นได้แค่นั้น เป็นมากกว่านี้ไม่ได้เลย

...สักวัน...สักวันจะกลับมายิ้มให้ฉันเหมือนเดิมได้มั้ย ดีโน่…

มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้อง เขารีบแก้มแฟ้มเข้าที่ นัยน์ตาก็หันไปมองเวลา พอเห็นว่าเพิ่งจะหกโมงเย็นก็ขมวดคิ้วก่อนจะไถเก้าอี้กลับไปที่หน้าคอม

“วันนี้วันอังคาร…” เขาพึมพำ

“ฮยองครับ ขอผมเข้าไปนะครับ” อูจีหันกลับไปมองประตู เสียงที่ดังลอดเข้ามาคือเสียงของดิเอท

“เข้ามาสิๆ ขอโทษที” สองชายหนุ่มจากแผ่นดินใหญ่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถือถุงอะไรเข้ามาเต็มไปหมด แล้วไม่รอให้เขาพูดอะไร จุนก็ดึงเชือกอะไรสักอย่างออกมาจากถุง แล้วปีนขึ้นไปบนโซฟา “เดี๋ยวๆ จะทำอะไรกัน”

เพื่อนตัวสูงไม่ตอบ เพียงแต่ติดของในมือเข้ากับผนังห้อง เชือกเส้นยาวนั้นห้อยด้วยโคมไฟรูปฟักทองอันเล็กๆ หลายอัน และก่อนที่จะถามอะไรไปมากกว่านี้ มยอนโฮก็เดินเข้ามาใกล้แล้วสวมของในมือลงบนหัวของเขา

“สุขสันต์วันฮาโลวีนครับฮยอง” เขากระพริบตาปริบๆ พอหันไปมองเงาสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เห็นว่าบนผมสีเข้มของเขานั้นมีหมวกพ่อมดสีเดียวกันสวมอยู่ “พวกผมจะมาจัดปาร์ตี้น่ะครับ”

“ปาร์ตี้ ในห้องนี้น่ะนะ?”

“ใช่แล้วครับ วันนี้วันฮาโลวีนนี่นา พักงานสักวันแล้วก็มาฉลองกับเรานะครับ”

“ฉลองอะไร แล้ววันนี้วันฮาโลวีนเหรอ”

“นายทำงานจนลืมวันเวลาไปแล้วหรือไงอูจีอ่า วันนี้วันที่ 31 ตุลาคมแล้วนา แสดงว่านี่ก็ไม่ได้เปิดดู Highlight Medley ที่ปล่อยไปเมื่อคืนน่ะสินะ” มือสวยหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมา เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่ามีการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชันดูวีดีโอชื่อดัง แต่เขาไม่ได้สนใจ

“ปีนี้พวกเรายุ่งกันมากจนไม่มีเวลาจัดปาร์ตี้ฮาโลวีนเหมือน 2 ปีที่แล้ว แต่อย่างน้อยในวันที่คนทั้งโซลสนุกกันแบบนี้ พวกเราก็ควรจะสนุกไปด้วยกันสิครับ มาครับ ลุกขึ้นมาช่วยผมจัดห้องดีกว่า” แม้จะยังงงๆ แต่สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นไปช่วยเพื่อนที่กำลังปีนป่ายอยู่บนโซฟา

เพราะหมิงห่าวยังมีอาการบาดเจ็บที่หลังทำให้จัดได้แต่พื้นที่บนโต๊ะและพื้น แต่จริงๆ ห้องของเขาก็ไม่ได้กว้างอะไรนัก เอาของออกมากองๆ ก็ล้นห้องแล้ว

...แล้วนี่สรุปจะมาจัดปาร์ตี้ในห้องเล็กๆ แบบนี้จริงๆ เหรอ…

“อูจีอ่า ถือเชือกนี้ไว้ให้หน่อย” เขารับปลายด้านหนึ่งของเชือกมาถือไว้ เพื่อนตัวสูงยังคงเขย่งตัวอยู่บนโซฟานุ่มเพื่อแขวนของในมือ

“นี่ตอนอยู่ที่จีนพวกนายก็จัดงานแบบนี้เหรอ”

“หืม ตอนอยู่จีนน่ะเหรอ ไม่หรอก ที่จีนก็มีกิจกรรมบ้างแต่ก็ไม่ได้คึกคักเท่าไรน่ะ ตอนยังเด็กๆ ฉันก็แค่ไปร่วมงานที่กองถ่ายแล้วก็กลับบ้าน ไม่เคยจัดปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เลย แล้วตอนปี 2015 ที่เราจัดมีตติ้งเล็กๆ แล้วก็มีกะรัตอยู่ด้วย ฉันสนุกมากเลย” นัยน์ตากลมหันมามองเขา ริมฝีปากสวยยิ้มกว้าง

“แล้วปีนี้พวกเราก็เหนื่อยกันมาก แถมยังใกล้คัมแบคมากๆ แล้ว บางทีก็ซ้อมกันจนลืมวันลืมคืน ฉันก็อยากให้พวกเราได้ผ่อนคลายกันบ้าง โดยเฉพาะนาย” มือใหญ่ยกขึ้นมาลูบเรือนผมนุ่ม “ถ้ายิ้มกว้างได้มากกว่าทุกวัน ฉันจะดีใจมากเลยนะ”

หัวใจพลันไหววูบด้วยความรู้สึกประหลาด

เขาพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่กับเมมเบอร์มาตลอดในช่วงนี้ เพราะรู้ว่าตัวเองผิดปกติจนสังเกตได้ชัด ยิ่งเป็นเมมเบอร์ที่เริ่มอ่านตัวตนของเขาออกแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรู้ว่าตอนนี้เขา ‘ผิดปกติ’ แต่เพราะเขาไม่อยากตอบคำถาม เลยขังตัวเองในห้องทำงาน ได้เจอเพื่อนๆ แค่ตอนซ้อมเต้นเท่านั้นเอง

ความอ่อนแอที่ไม่เคยคิดอยากจะให้ใครเห็น ก็ยังไม่อยากให้ใครเห็น

“สวมนี้ไว้ด้วยนะครับอูจีฮยอง” สัมผัสอุ่นโอบเข้ามาที่ไหล่ พอหันไปมองก็เห็นมยอนโฮคลุมผ้าคลุมสีเข้มมาให้ พร้อมกับโถมตัวลงมากอดเขาไว้ “ผมไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้นน่ะ จุนฮยองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง และผมก็ไม่เคยคิดจะถาม แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกผมอยู่ข้างฮยองเสมอนะครับ”

คนตัวสูงลงมาจากโซฟาแล้ว เจ้าเพื่อนขายาวเดินเข้ามาใกล้ มือทั้งสองข้างก็รวบทั้งเขาทั้งน้องชายเข้าไปกอดแน่น

“อ้อนพวกเราบ้างก็ได้ มันไม่เสียหายนี่นา หัวใจคนเรามันไม่ได้ด้านชาจนไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดหรอกนะ อูจีอ่า” ใบหน้าใสซบลงกับอกอุ่น นัยน์ตาเล็กปิดลง รู้สึกราวกับกำลังหายใจไม่ออก

น้ำตาที่ไหลรินมาเมื่อหลายวันก่อน มันควรจะหมดไปแล้วตั้งแต่วันนั้น

เขาจะไม่ร้องไห้อีก

มือสวยยกขึ้นโอบแผ่นหลังแกร่ง

เพราะวันนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

“ขอบใจนะจุน มยอนโฮ”




“โอ้ สวยแล้วๆ” เจ้าของห้องที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้เอ่ยชมเมื่อจวิ้นฮุยเปิดไฟตกแต่ง ภายในห้องที่มืดสลัวมีแสงไฟสีส้มสว่างไสวห้อยอยู่ตามผนัง บนโต๊ะทำงานที่แสนจะรกไปด้วยกองกระดาษก็โดนนางฟ้าหอพักเซเว่นทีนจัดจนสะอาดสะอ้านพร้อมตกแต่งไปด้วยโคมไฟฟักทองปลอม

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

จุนเป็นคนเปิดประตู 

ใบหน้าสวยของหนึ่งในพี่ใหญ่ปรากฏขึ้นมาก่อน นัยน์ตากลมๆ ดูประหลาดใจกับบรรยากาศในห้องจนเผลอร้องว้าวออกมาเสียงดัง และเสียงนั้นก็เรียกให้เด็กหนุ่มอีกคนปรากฏตัวขึ้นมาด้านหลัง

“ถ้ารู้ว่าพวกนายจะจัดปาร์ตี้กันฉันก็จะเรียกเมมเบอร์มาด้วยนะเนี่ย” โจชัวเอ่ย คนตัวสูงเดินเข้ามาภายใน มือทั้งสองข้างถือกล่องใส่ของพะรุงพะรัง เวอร์นอนเดินตามเข้ามาด้วย

“พวกผมแค่อยากสร้างบรรยากาศให้ห้องนี้เป็นหลักน่ะครับ ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะลากอูจีกลับหออยู่แล้ว”

“อ้าว เหรอ แบบนี้ไอนี่ก็เป็นหมันน่ะสิ” พอได้ยินพี่บ่น น้องเล็กสุดในห้องก็เดินมาเอากล่องในมือไปวางบนโต๊ะ มยอนโฮกับจุนเดินตามมาดูด้วยความสนใจ “พอดีฉันเห็นว่าวันนี้เป็นวันฮาโลวีนน่ะ แล้วเมื่อเช้าก็ว่างอยู่ ช่วงนี้ไม่ค่อยเจออูจีเลย ก็เลยอยากทำอะไรแปลกๆ มาให้ทานหน่อย”

เขาชะโงกหน้าเข้าไปดู ภายในกล่องบรรจุไปด้วยขนมสีสันสดใส ทั้งลูกอม ขนมขบเคี้ยว รวมไปถึง อมยิ้มแอปเปิลสีแดงสด และ พายฟักทองกลิ่นหอมฉุย

“ไอนี่อร่อยนะครับ ผมกินมาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย” เวอร์นอนชี้ไปที่ขนมสีแดง “เมื่อเช้าเห็นชัวฮยองก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ครัวก็เลยไปช่วย ถ้าอะไรที่ไม่ค่อยอร่อยนั่นก็ฝีมือผมเองครับ”

“แต่จีซูฮยองทำมาซะเยอะเลยครับ ผมว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามาจัดปาร์ตี้กันที่นี่เลยมั้ยครับ ยังไงวันนี้ก็คงมีแต่พวกเราอยู่ที่นี่ ใช้โต๊ะหน้าห้องก็คงจะได้ จะมาเบียดกันในนี้ก็คงไม่ไหว”

“แต่น่าเสียดายอ่ะ พวกนายอุตส่าห์จัดห้องซะสวยเลย”

“อุปกรณ์ยังเหลือครับ เราจัดข้างนอกต่อได้ งั้นเราไปจัดกันต่อเนอะ ไปกันหมิงห่าว เวอร์นอน” น้องชายยังคงงุนงงเหมือนเดิม สุดท้ายก็หันมาสบตาเขาหนึ่งที ส่งรอยยิ้มกว้างให้แล้วเดินตามคนเรียกออกไป

ในห้องอัดเสียงเงียบกริบ

“อ๋า…” พี่ชายเป็นฝ่ายส่งเสียงออกมาก่อน “อูจีไม่ชอบกินขนมนี่นา ฉันก็เผลอทำมาซะเยอะเลย” เขาหมุนเก้าอี้ไปมองของในกล่อง พอสังเกตดีๆ ถึงเห็นว่าข้างในมีแต่ขนมทำมือซะส่วนใหญ่ ขนาดลูกอมบางอันยังดูเหมือนกับว่าคนหน้าสวยคนนี้เป็นคนทำขึ้นมาเอง

นัยน์ตาเล็กเหลือบมองมือของอีกคน ท่ามกลางผิวขาวเนียนละเอียดนั้นมีรอยช้ำรอยแดงอยู่บางส่วน

“ผมทานได้ครับ ไม่เป็นไรเลย” พูดแล้วก็หยิบลูกอมออกมาเม็ดหนึ่ง “วันฮาโลวีนก็ต้องมีพวกลูกอมนี่นา ผมก็ไม่ได้กินอะไรแบบนี้มานานแล้ว ขอบคุณนะครับ จีซูฮยอง”

โจชัวยิ้มกว้างพร้อมกับนั่งลงบนโต๊ะ นัยน์ตาสวยมองออกไปนอกประตูที่น้องๆ กำลังส่งเสียงโวยวายกันอยู่ “เพราะฉันไม่รู้ว่าอูจีเป็นอะไร แต่คิดว่าการได้กินอะไรใหม่ๆ คงทำให้สดชื่นขึ้นมาบ้าง ฝีมือทำอาหารฉันก็ไม่ได้ดี ทำเป็นแต่อาหารฝรั่งกับพวกขนมจุกจิกพวกนี้”

เขาได้แต่เงียบ

ชายหนุ่มจากแอลเอหยิบลูกอมขึ้นมาแกะ ใบหน้าก็หันกลับมามองเขา รอยยิ้มสว่างไสวเหมือนจะทำให้อะไรหนักๆ ในใจเบาลงไป

“เห็นอูจีเริ่มยิ้มได้แบบนี้ ฉันก็สบายใจขึ้นแล้วแหละ บางทีขนมหวานก็เป็นเพื่อนแท้ตอนเราล้าๆ เหมือนกันนะ” พีดีนิมตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดาน รู้สึกอุ่นไปทั้งหัวใจ

ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แต่ทุกคนก็ดูออกว่าเขาผิดปกติ แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไป แต่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีเขาอยู่คนเดียว เขามีเมมเบอร์ เขามีเซเว่นทีน

มือสวยทิ้งห่อกระดาษลงกับถังขยะ

เพราะฉะนั้นเขาจะไม่มีวันทำลายความสุขของเซเว่นทีน เขาจะไม่เป็นคนที่พังทลายทุกอย่างให้ล้มครืน หากเซเว่นทีนมีความสุข เขาก็จะมีความสุข ขอเพียงแค่เมมเบอร์ยังยิ้มอยู่ข้างๆ กันแบบนี้ก็พอแล้ว

เขาหลุดจากภวังค์เมื่อมีบางอย่างปรากฏขึ้นที่ประตู ถังพลาสติกขนาดเล็กรูปฟักทองพร้อมหูหิ้วสีดำถูกยื่นโผล่พ้นกรอบประตูออกมา มือขาวๆ ที่ถืออยู่เขย่าไปมาเป็นจังหวะ ก่อนที่อันที่สองจะปรากฏขึ้นด้านบน และอันสุดท้ายจะโผล่ขึ้นมาบนสุด

ใบหน้าสดใสของบูซึงกวานปรากฏขึ้นมาก่อนจากด้านล่าง นัยน์ตาจ้องมาที่เขาทั้งสอง “Trick” 

ตามมาด้วยแฮปปี้ไวรัสแห่งเซเว่นทีนด้านบน “or”

และเจ้าหมาน้อยยิ้มหวาน “Treat”

โจชัวเป็นคนหัวเราะออกมาก่อน เพราะภาพหัวของคนสามคนที่เรียงต่อกันตรงกรอบประตูค่อนข้างตลก พี่ชายโกยลูกอมจำนวนหนึ่งขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปใกล้ “พวกนายนี่ตลกชะมัด โตจนอายุขนาดนี้แล้วยังเล่นอะไรแบบนี้อีก เอ้า Treat!” ลูกกวาดสีหวานถูกแบ่งลงถังรูปฟักทองจนหมด

ทั้งสามคนหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มร่าเริง

เสี้ยววินาทีนั้นเขาเบนสายตาไปสบคนที่โผล่หน้ามาด้านบนสุด

...เซเว่นทีนคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขามากกว่าใคร…

มือสวยเอื้อมไปหยิบลูกอมออกมาจากกล่องสามเม็ด เด็กน้อยในร่างชายหนุ่มสามคนเขย่าถังในมือไปมา เขาขยับรอยยิ้มมุมปาก แล้วดีดของในมือใส่หน้าผากของทั้งสามคนอย่างแม่นยำ

“Trick!”




สุดท้ายพวกเขาก็ขนกล่องขนมออกมาข้างนอก บนโต๊ะกลางมีอาหารบางอย่างตั้งอยู่แล้ว ดูจากหน้าตาและกลิ่นที่คุ้นเคย คิดว่าคงเป็นฝีมือมินกยูไม่ก็ซอกมิน

“จุนฮยองโทรมาบอกน่ะครับว่าจะจัดปาร์ตี้กันที่นี่แทน พวกผมก็เลยขนอาหารจากหอมา เดี๋ยวเมมเบอร์ที่เหลือจะตามมาครับ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันอยู่” ซอกมินเป็นคนเอ่ย มือทั้งสองข้างกำลังจัดจานกระดาษให้เข้าที่

พอมองไปรอบๆ ก็เห็นเพื่อนตัวสูงยังคงวุ่นวายกับการจัดห้อง และข้างๆ กันนั้นก็มีคนที่สูงไม่เคยเกรงใจใครในชุดหมาป่าช่วยอยู่ ในขณะที่มยอนโฮกับซึงกวานก็กำลังยุ่งกับการลำเลียงอาหารออกมาจากตระกร้า และเวอร์นอนกับชัวฮยองก็กำลังเถียงกันเพราะเด็กหนุ่มกำลังแอบกินขนมไม่หยุด

เขาถอนหายใจยาว แล้วตัดสินใจไปช่วยซอกมิน

“มา ให้ฉันช่วยดีกว่า” 

“แค่เตรียมจานกับช้อนส้อมเองครับ ไม่เป็นไรหรอก ฮยองนั่งพักเถอะครับ”

“ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรสักหน่อย”

“ก็เห็นเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง” นัยน์ตาสวยเบนมาสบครู่หนึ่ง “ผมก็คิดว่าจะเอาแต่ทำงานจนไม่ได้พักซะอีก” อูจีถอนหายใจยาวจนน้องชายหัวเราะ เขานั่งลงพร้อมกับเท้าคางมองอีกฝ่าย

“ขอโทษทีนะ”

“ไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ มีคนที่ห่วงฮยองจนแทบเป็นบ้ามากกว่าผมตั้งหลายคน ถ้าไม่ติดว่าคุปส์ฮยองห้ามไว้ ผมว่าประตูห้องทำงานของฮยองพังไปแล้ว” เขาไม่ตอบอะไร ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าคนที่แฮปปี้ไวรัสพูดถึงคือใคร “วันนี้มีแต่อาหารที่ฮยองชอบนะครับ ผมกับมินกยูวุ่นมาตั้งแต่เช้า แถมยังต้องมาตบตีแย่งครัวกับจีซูฮยองอีก ตอนแรกก็งงว่าจะทำขนมมาให้ใคร พอถามก็ไม่บอก ที่แท้ก็ทำมาให้ฮยองเหมือนกันนี่เอง”

“ขอบคุณนะ” น้องชายจอมอารมณ์ดีหันมายิ้มกว้าง

“นั่นแหละครับ คำที่ผมอยากได้ยินมากกว่าคำเมื่อกี้นะ”

“ขอบคุณนะ ซอกมินอ่า”

บรรยากาศกำลังไปได้สวย ถ้าไม่มีใครสักคนโถมเข้ามากอดเขาจากด้านหลัง พอเบนหน้าหันไปมองก็เกือบจะตกใจ ดีที่ตั้งสติแล้วก็จำกลิ่นน้ำหอมได้ก่อน ไม่อย่างนั้นหมัดเล็กๆ ก็คงปล่อยออกไปแล้ว

ก็เพราะคนที่เกาะอยู่ที่หลังใส่หน้ากากผีอยู่น่ะสิ

“โห่ อะไรกันอ่ะ อูจีไม่ตกใจเลยอ่า”

“ถ้าผมตกใจ ผมจะปล่อยหมัดใส่ฮยองไปแล้วนะครับ”

“โอ้ จำได้ด้วยเหรอว่าคือใคร จีฮุนนี่เก่งจังเลยน้า” อีกฝ่ายพูดเสียงร่าเริง แถมยังกอดเขาไม่ปล่อย อูจีกลอกตาขึ้นบน เอนคอนิดหน่อยด้วยความเหน็ดเหนื่อย พี่ชายหน้าสวยที่สวมใส่หน้ากากผียังคงขยับตัวดุ้กดิ้กไปมาจนเขาเริ่มจั๊กจี๋ “จองฮันฮยองครับ ผมจั๊กจี...เหวอ!”

ตกใจ คราวนี้ตกใจจริงๆ ตกใจจนเผลอปล่อยหมัดใส่คนที่อยู่ดีๆ ก็โผล่พรวดมาตรงหน้า

เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นข้างหู ก่อนที่เสียงผสมโรงจะดังครื้นเครงไปทั่วห้อง เมื่อควอนซูนยองนอนหงายหลังอยู่บนพื้น พร้อมกับหน้ากากผีที่หลุดกระเด็นมาอยู่ข้างกาย

“จีฮุนนี่ตกใจแล้ว ถือว่าวันนี้ประสบความสำเร็จ” พี่ชายผละตัวออกจากเขา มือสวยดึงหน้ากากออก “ไหน มีอะไรให้ช่วยบ้างมั้ย จริงซี่ เคลียร์โต๊ะหน่อยนะ เดี๋ยวพวกวอนอูกับคุปส์จะเอาอาหารมาเพิ่มน่ะ” เสียงพูดห่างออกไปแล้ว แต่เขายังมองเพื่อนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น

คนถูกประทุษร้ายลุกขึ้นมาลูบหัวป้อยๆ

“โทษทีนะโฮชิ เจ็บหรือเปล่า” อีกฝ่ายยังคงหัวเราะร่าเริง

“ไม่หรอก ฉันทำนายตกใจนี่นา โทษทีๆ” อูจีถอนหายใจอีกรอบ คราวนี้เขาลุกขึ้นแล้วเข้าไปช่วยพยุงเพื่อนขึ้นจากพื้น ควอนซูนยองดูตกใจนิดหน่อย แต่ก็จับมือเขาแล้วลุกขึ้นมายืนดีๆ

มือใหญ่ประสานเข้ากับมือของเขา

นัยน์ตาจ้องมองมา

เขาเบนหนีสายตาแห่งความห่วงใยนั้น

“ไม่เจ็บตัวก็ดีแล้ว ฉันก็มือหนักด้วย”

“ไม่หรอก มือนายไม่เห็นหนักเลย” อูจีค่อยๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุม ใบหน้าใสหันไปมองด้านหลัง “พวกวอนอูจะมาหรือยังนะ หิวแล้วอ่ะ”

“เมื่อกี้ตอนจะออกจากหอฉันเห็นดีโน่กำลังแพคของใส่กล่องอยู่นะ คิดว่าอีกสักพักคงออกมาด้วยกัน เห็นวอนอูบอกว่าจะแวะซื้อน้ำแล้วค่อยเข้ามาด้วย” ชื่อของใครบางคนทำให้เขาเผลอชะงัก หัวใจสั่นไหวจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน

สัมผัสอุ่นของน้องชายยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ น้ำเสียงที่สั่นไหว และประโยคขอร้องจากหัวใจ

เขาคงไม่มีวันลืม

สัมผัสอุ่นบนศรีษะปลุกให้เขาหลุดจากภวังค์ แฮมเตอร์ตัวใหญ่ยังคงยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าเขา ทั้งรอยยิ้ม ทั้งแววตาฉายทุกอย่างออกมาชัด “หิวแล้วล่ะสิ หน้าตาไม่ค่อยสบายเลย นายกินก่อนก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอก วันนี้ไม่ได้กินข้าวกลางวันใช่มั้ยล่ะ”

“อูจีฮยองหิวข้าวเหรอครับ มาทานนี่ก่อนมั้ยครับ ทานเล่นก่อน เดี๋ยวทุกคนก็มาแล้วล่ะครับ” ซึงกวานเงยหน้าขึ้นมาจากกล่องอาหาร เขารีบผละตัวออกไปทันที

“ไหน มีอะไรให้ฉันกินได้บ้าง”

“ต๊อกโบกี้ชีสครับ ผมแวะซื้อก่อนเข้ามาด้วย ฮยองทานเผ็ดไม่ได้นี่ครับ โชคดีนะครับที่ยังไม่หมด” เขายิ้มรับ มือสวยใช้ส้อมจิ้มแป้งสีขาวเข้าปาก พยายามไม่ใส่ใจสายตาสองคู่ที่จ้องมองมาจากเบื้องหลัง




“เด็กๆ มาช่วยกันหน่อย” เสียงเรียกดังมาจากบันได ซอกมินกับซึงกวานขยับตัวเดินไปทันที ก่อนที่จะมีเสียงทักทายครื้นเครงดังลั่นกลับมา อูจีที่กำลังแอบขโมยกินต๊อกโบกี้เป็นชิ้นที่ห้าหันไปมอง รู้สึกราวกับว่าเสียงที่ดังขึ้นมามีมากกว่า 3 คน และมีเสียงที่ไม่ใช่เมมเบอร์ด้วย

คุปส์ฮยองปรากฏตัวขึ้นมาก่อนพร้อมกับถุงไก่ทอดในมือ ด้านหลังก็คือน้องชายสองคนที่แบกเครื่องดื่มขึ้นมา และชายตัวใหญ่ที่ถือถุงจากร้านสะดวกซื้อก็คือแขกคนพิเศษ

อีจีฮุนวางส้อมลง

หัวใจสั่นไหวไปทั้งดวง ยิ่งเมื่อพี่ชายตัวใหญ่ส่งรอยยิ้มมาให้ เขาก็รู้สึกราวกับกลับไปเด็กน้อย

“ซึงซอลโทรมาบอกกะทันหันไปหน่อย คนอื่นก็เลยไม่ว่างกันหมดแล้ว วันหลังจะจัดปาร์ตี้ฮาโลวีนก็บอกล่วงหน้ากันหน่อยสิ ทุกคนจะได้ว่าง”

“มาโทษฉันไม่ได้นา ก็ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะจัดกันจริงจังนี่นา” คนบ่นยังคงส่งรอยยิ้มกว้าง พอวางของในมือแล้วก็ตรงดิ่งเข้ามาหาเขา มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมของเขาแผ่วเบา

“แล้วว่าไงล่ะเรา เห็นซึงชอลโทรมาโวยวายว่าเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ทำงานจนเป็นบ้าไปหรือยัง” เขาไม่ตอบ เพียงแต่โถมตัวเข้าไปกอดเอวหนาๆ ไว้ “เฮ้ย เดี๋ยว มาอ้อนอะไรตรงนี้ ทำตัวเป็นเด็กไปได้”

เขายิ้มกว้าง

“ขอบคุณที่มานะครับ ดงโฮฮยอง”




คงเพราะท่าทีที่ประหลาด พอรวมเข้ากับการโวยวายที่อาจจะมากกว่าความเป็นจริงของลีดเดอร์แห่งเซเว่นทีน พี่ชายตัวยักษ์เลยลากเขากลับเข้ามาในห้องทำงาน แล้วล็อคประตู อีจีฮุนถูกดันให้นั่งลงบนเก้าอี้ ไหล่ทั้งสองข้างก็ถูกพี่ชายจับแน่น

“เอาล่ะ อยู่กันแค่สองคนแล้ว ไหน บอกมาซิ เป็นอะไรไป” เขาส่ายหน้าจนดงโฮถอนหายใจยาว “ซึงซอลบอกว่านายขังตัวเองอยู่ในห้องมาตลอดสองอาทิตย์เลย เจอหน้าแค่ตอนซ้อมเท่านั้นเอง แถมยังไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาอีก” เขายังคงส่ายหัวไปมา

“เอาเถอะ ไม่ถามก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องที่พูดได้ เมมเบอร์คงไม่ร้อนใจกันขนาดนี้ แต่เมื่อกี้กอดไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ” พูดจบแล้วเขาก็ถูกดึงเข้าไปกอดแน่น สัมผัสอุ่นที่แสนจะคุ้นเคยยิ่งทำให้หัวใจที่ปวดร้าวสั่นไหวกว่าเดิม ยิ่งกลิ่นกายของพี่ชายที่ไม่ได้กลิ่นมานาน ก็ยิ่งทำให้อยากร้องไห้มากขึ้นไปอีก

“ไหวหรือเปล่า หืม” แม้นึกอยากจะส่ายหน้ามากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ทำได้แต่พยักหน้าทั้งๆ ที่ยังซบอยู่กับไหล่แกร่ง “ไม่ไหวก็ต้องบอกนะรู้มั้ย บอกเมมเบอร์ไม่ได้ก็โทรหาฉัน หรือถ้าบอกฉันไม่ได้ก็โทรมาเถอะ เดี๋ยวพาบึ่งรถไปปูซานอีกรอบ”

“ไม่เอาหรอกครับ ผมเกรงใจ”

“หรืออยากไปนอนกลิ้งที่หอพักของนิวอิสสักวันมั้ย ไปนั่งเล่นกับมินกิสักวัน เผื่อจะสดใสขึ้นมาบ้าง” เขายังคงส่ายหน้า

“หอพักของนิวอิสที่ไม่มีมินฮยอนฮยองคอยทำความสะอาด...ผมไม่กล้าไปหรอกครับ” มือใหญ่ทุบลงบนผมของเขาด้วยความเอ็นดู

“ทำมาเป็นพูดไป หอพักของพวกฉันสะอาดดีเหอะ” อูจียิ้ม มือทั้งสองข้างยกขึ้นโอบไหล่พี่ชายไว้

“ดงโฮฮยองครับ ผมถามอะไรหน่อยสิครับ” อีกฝ่ายส่งเสียงตอบกลับมา “ฮยองเคยทำให้เมมเบอร์เสียใจจนร้องไห้มั้ยครับ เคยต้องฝืนใจทำลายความรู้สึกของเมมเบอร์ เพื่อทำให้ทุกอย่างอยู่ในทางที่ถูกต้องมั้ยครับ”

“ยกตัวอย่างหน่อยสิ”

“รู้ว่าถ้าตอบตกลงไป เมมเบอร์ก็คงต้องดีใจมากแน่ๆ แต่ว่าหนทางนั้นไม่ใช่หนทางที่สวยงาม การให้เมมเบอร์เลือกเส้นทางนั้นอาจจะทำให้อนาคตของทุกคนต้องปั่นป่วนและพังทลาย ฮยองจะปฏิเสธมั้ยครับ แม้ว่าตัวเองจะต้องเจ็บปวดกับการเห็นเมมเบอร์เจ็บปวดก็ตาม” แบคโฮถอนหายใจยาว

“ขอตอบว่าไม่เข้าใจคำถามได้มั้ย” เขาขยับรอยยิ้มบาง

“ฮยองจะเสียใจมั้ยครับ ถ้ารู้ว่าตัวเองทำให้เมมเบอร์เสียใจ”

“ก็คงเสียใจแหละ แต่ถ้าจีฮุนย้อนเวลากลับไปได้ จะทำแบบเดิมหรือเปล่าล่ะ” เด็กหนุ่มพยักหน้า “งั้นก็คงไม่มีอะไรต้องเสียใจล่ะมั้ง ถ้าคิดว่าย้อนเวลากลับไปก็คงทำแบบเดิม แสดงว่าเราตัดสินใจดีแล้ว แม้เมมเบอร์จะเสียใจ แต่เราก็คงมีเหตุผลของการกระทำ และสักวันเมมเบอร์ก็คงเข้าใจ”

“เขาจะกลับมายิ้มให้ผมมั้ยครับ”

“คนๆ นั้นคือคนที่จีฮุนเชื่อใจหรือเปล่า”

“เชื่อครับ”

“แล้วเชื่อมั้ยล่ะว่าเขาจะกลับมายิ้มให้กับเราเหมือนเดิม” เขาหลับตาลง ภาพในหัวคือรอยยิ้มหวานของน้องชายที่มีให้กันมาตลอดหลายปีนี้ เด็กหนุ่มที่ตั้งใจมากกว่าใครจะมีรอยยิ้มกว้างเสมอมา มักเน่ตัวน้อยที่ทุ่มเทให้กับทุกอย่าง

‘ฮยองครับ ผม…’

น้ำเสียงสั่นไหวยังดังก้องอยู่ในหัว

“ผมเชื่อครับ…”

“ถ้าอย่างนั้น เมมเบอร์คนนั้นก็จะกลับมายิ้มให้เราเหมือนเดิมอย่างที่เราเชื่อนั่นแหละ” เขายิ้มกว้าง

“แล้ว…” น้ำเสียงที่เงียบหายไปคงทำให้พี่ชายสงสัย มือใหญ่จึงดันเขาออก นัยน์ตาคมจ้องมองตรงมา เขาหลบตา ทว่าพี่ชายไม่ยอม ใบหน้าใสถูกบังคับให้หันมาจ้องกันเหมือนเดิม

“แล้ว?”

“แล้วความสุขของวง กับความสุขของตัวเอง ฮยองจะเลือกอะไรเหรอครับ” ความไม่เข้าใจพาดผ่านสายตาคนถูกถาม เสี้ยววินาทีที่สบตากันราวกับจะสื่อสารทุกอย่างในหัวใจออกไป และคังดงโฮก็เข้าใจมันได้อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายถึงดึงเขาเข้าไปกอดแน่นอีกครั้ง

“เด็กบ้า...แล้วความสุขของเราไม่ใช่ความสุขของวงหรือยังไง หืม?”

อีจีฮุนวางคางลงกับไหล่พี่ชาย

...ไม่ใช่ ความสุขของวงคือความสุขของผมต่างหากล่ะครับ…




กว่าจะเปิดประตูออกมา อาหารก็ถูกจัดบนโต๊ะหมดแล้ว และวอนอูกับดีโน่ก็มาถึงบริษัทแล้ว เขาถูกจองฮันฮยองจับลงไปเก้าอี้ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยดงโฮและเอสคุปส์

ปาร์ตี้ฮาโลวีนเริ่มอย่างงงๆ อาหารมากมายที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าก็แปลกเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นวันปล่อยผีได้ ถ้าไม่นับพายฟักทองกับอมยิ้มแอปเปิลของชัวฮยอง เขาก็คิดว่าคือปาร์ตี้กินข้าวตามปกติ เพราะมีทั้งไก่ทอด รามยอน ต๊อกโบกี้ หรือแม้กระทั่งสเต็กเนื้อสัตว์หลายชนิด

“ของอูจีฮยองต้องมีข้าวด้วยสินะครับ เอ้า นี่ครับ” ซอกมินวางชามข้าวสองชามมาตรงหน้าเขา

“นี่ด้วย เอาไป” ลีดเดอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ดันน้ำสีเข้มมาให้ “วอนอูซื้อโคล่ามาห้าหกขวด ดื่มให้พอใจนายเลย” พีดีนิมตัวน้อยนึกอยากจะขำออกมานิดหน่อย แต่ก็เกรงใจพี่ชายที่ยังทำหน้าดุอยู่ข้างๆ 

พอเห็นทุกคนที่เอาอกเอาใจกันแบบนี้ ก็รู้สึกประหลาดๆ เหมือนกัน

“อูจีฮยองครับ” เสียงสดใสดังมาจากด้านหลัง เสียงที่ทำให้เขาไม่กล้าหันไปมอง

คุปส์ฮยองเป็นคนสะกิดให้เขาหันไป คนตัวเล็กสูดลมหายใจลึกแล้วหมุนตัวไปมอง

มักเน่ตัวน้อยยืนถือจานไส้กรอกอยู่ ใบหน้าสดใสนั้นส่งรอยยิ้มกว้างมาให้ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาสะดุด เพราะเป็นรอยยิ้มที่สะท้อนผ่านออกมาทางสายตาดวงเล็กๆ นั้นด้วย 

ช่วงวินาทีนั้น เขารู้สึกราวกับจะหยุดหายใจ

ดีโน่ยื่นจานมาตรงหน้า “เดือนที่แล้วฮยองบอกว่าอยากทานไส้กรอกเจ้านี้มาก แต่ว่าไม่มีเวลาไปซื้อ วันนี้ผมเดินผ่านร้านพอดีก็เลยซื้อมาฝาก ก่อนออกมาจากหอก็เลยย่างมาให้ด้วย ไม่ต้องห่วงนะครับ แค่ย่างไส้กรอกเอง ทานได้แน่นอน ฮยองหยิบไปสักชิ้นสิครับ”

หัวใจเบาราวกับขนนก

“โอ้ ขอบใจนะดีโน่อ่า” เด็กหนุ่มเอียงคอ

“แค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรเลย” รอยยิ้มหวานที่ทำให้เขาขยับรอยยิ้มตาม พีดีนิมตัวน้อยจิ้มไส้กรอกขึ้นมากิน

รสชาติไม่ได้ต่างไปจากเมื่อหลายเดือนก่อนเลยแม้แต่น้อย

ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

“อร่อยมั้ยครับ” อูจียิ้มกว้าง กว้างที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา

“ไม่เปลี่ยนไปเลย แม้แต่นิดเดียว” นัยน์ตาที่มองมาสั่นไหว มือที่ถือจานไส้กรอกอยู่เริ่มสั่นจนเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มยังยิ้ม แถมยังยิ้มกว้างมากกว่าเดิม “เห็นแบบนี้แต่ดีโน่ก็มีฝีมือทำอาหารเหมือนกันเนอะ”

มักเน่ตัวน้อยหัวเราะออกมา

“ขอบคุณนะครับ จีฮุนฮยอง”

...ขอบคุณเหมือนกันนะ อีชาน…




อูจีลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ภายในโถงหน้าห้องทำงานของเขามืดสลัว มีเพียงแต่แสงไฟที่จุนห้อยประดับไปตามผนัง เมมเบอร์ทุกคนต่างหลับใหลกันไปหมด บางคนก็ฟุบอยู่บนโต๊ะเหมือนกับเขา บางคนก็พิงผนังนอนคอห้อย

เขาขยับตัว สิ่งที่คลุมอยู่บนไหล่เลื่อนหล่นลงไปอยู่บนพนักเก้าอี้ พอหยิบขึ้นมามองถึงเห็นว่าเป็นเสื้อคลุมของมินกยู คนตัวสูงที่วันนี้ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดกับเขาสักคำเดียว

จะว่าไปเหมือนไม่ได้คุยกับมินกยูนานมากแล้ว

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน พอดีกับที่คนในความคิดเดินลงมาจากบันได มือทั้งสองข้างหอบผ้าห่มที่เก็บไว้ชั้นบนลงมาด้วย นัยน์ตาประสานกันก่อนที่เด็กหนุ่มจะเบนหนีแล้วเอาผ้าไปคลุมบนตัวเมมเบอร์รายคน

“ให้ฉันช่วยมั้ย” อีกฝ่ายส่ายหน้า เขาจึงยืนมองเงียบๆ

ไม่มีใครพูดอะไรระหว่างกัน เจ้าลูกหมาเงียบราวกับลืมปากไว้ที่หอ แถมยังไม่ยอมมองตากันอีกราวกับไม่อยากคุย ทั้งๆ ที่ไม่ได้พูดกันมาหลายวันแล้ว

หัวใจสั่นไหวด้วยความรู้สึกเบื้องลึกข้างในหัวใจ

“โกรธเหรอ” ไม่รู้ว่าผีสางนางไม้ตัวไหนทำให้เขาพูดคำนี้ออกไป แต่เขาก็พูดมันออกไปแล้ว และคำพูดก็ไม่ใช่สิ่งที่เก็บคืนมาได้ คนถูกถามดูเหมือนจะตกใจนิดหน่อย นัยน์ตาคมถึงหันมามอง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่คั่งค้างอยู่

“ไม่ได้โกรธครับ ผมจะโกรธฮยองทำไม” อูจีอ้าปากจะพูดต่อ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอม “ก็แค่ห่วง และไม่เข้าใจอะไรแค่นั้นเอง ถ้าจะโกรธ ก็ต้องโกรธคุปส์ฮยองครับ”

มือใหญ่คลี่ผ้าห่มคลุมลงบนตัวลีดเดอร์ที่ซบจองฮันฮยองหลับปุ๋ยอยู่

“แต่...ถ้าฮยองกลับมายิ้มได้ก็ดีแล้วครับ ถึงแม้ว่าคนที่ทำให้ฮยองกลับมายิ้มกว้างได้จะไม่ใช่ผมก็ตามเถอะ” ถ้อยคำตัดพ้อนั้นทำให้หัวใจไหววูบ “ไม่สิครับ ผมล้อเล่นน่ะ ฮยองอย่าสนใจผมเลยนะ สงสัยเมื่อกี้ผมจะเผลอดื่มเบียร์ของคุปส์ฮยองเยอะไปหน่อย”

“ฉันขอโทษ”

“ผมไม่ได้อยากได้คำนี้จากปากฮยองสักหน่อย แค่ฮยองยิ้มได้ ผมก็มีความสุขแล้วครับ อย่ากลับไปทำตัวเหมือนอย่างสองอาทิตย์ที่ผ่านมาก็พอครับ ผมอยู่ไม่สุขเลยนะ”

“ขอ…” เด็กหนุ่มส่ายหน้า

“ไม่เอาครับ แค่ยิ้มให้ผมเห็นก็พอ” เขาส่งรอยยิ้มกว้างไปให้ แม้ว่าจะฝืนอยู่ก็ตามที “เพราะรอยยิ้มของฮยองคือทุกสิ่งทุกอย่างของผู้ชายที่ชื่อคิมมินกยูครับ”

...ไม่ เขาไม่พร้อมรับอะไรอีกแล้ว…

“ฉัน ไปเข้าห้องน้ำนะ” เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร เพียงแต่ช่วงขณะที่กำลังเดินสวนกัน อีกฝ่ายก็กลับพูดมันออกมา

“ดวงดาวมันก็ยังอยู่บนท้องฟ้านะครับ และผมก็จะยังเฝ้ามองดวงดาวอยู่บนผืนดินต่อไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” เขาหันใบหน้าหนี ไม่ต่อบทสนทนาอะไรอีก เพียงแต่เดินหนีมาเงียบๆ 

ถ้าบอกว่ามินกยูไม่โกรธ เขาก็คงไม่เชื่อ เพราะเจ้าหมาน้อยไม่เคยไล่ต้อนเขาให้จนมุมแบบนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที




“จีฮุนอ่า” มีเสียงเรียกมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปมอง ทางเดินกลับมาจากห้องน้ำค่อนข้างมืดสลัว และคนที่ยืนอยู่ก็คือควอนซูนยอง เขาเอียงคอมอง

“หืม?” เพื่อนตัวสูงกว่าเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสดใส

“Trick or Treat” เขาขมวดคิ้ว

“ห้ะ?” ช่วงขณะที่เขาอ้าปาก มือใหญ่ก็ยัดของบางอย่างเข้ามา

“Treat!”  กลิ่นหอมของเนยแตะจมูก เขายกมือขึ้นมาจะดึงขนมออกจากปาก แต่ควอนซูนยองก็รั้งไว้ “กินเข้าไปเถอะน่า แค่ชิ้นเดียวเอง ไม่อ้วนหรอก” แม้จะอยากกวนประสาทเพื่อนด้วยการคายทิ้ง แต่เขาก็ยอมเคี้ยวมันแต่โดยดี คุกกี้รสนมมีรสเปรี้ยวของสตอเบอรี่นิดหน่อย

แถมด้วยรสชาติเค็มประหลาดเหมือนกับใส่วัตถุดิบบางอย่างมากเกินไป

“อร่อยมั้ย”

“...” มองจากหน้าของเขาแล้วเจ้าตัวก็คงได้คำตอบถึงหัวเราะลั่นออกมา

“พอดีเมื่อเช้าเห็นจีซูฮยองอบขนมอยู่น่ะ ก็เลยไปเรียนทำขนมอยู่ข้างๆ เละไปหลายชิ้นเลย มีแค่ชิ้นนี้แหละที่รอดพ้นมาได้ ฉันคิดว่าจะอร่อยแล้วเชียวเลยเอามาให้จีฮุนกิน”

“มันเค็ม….”

“ไม่เป็นไรนะ เอาไว้ปีหน้าจะทำมาให้อีก สุขสันต์วันฮาโลวีนนะจีฮุนอ่า ปีนี้ได้อยู่ด้วยกันอีกปี ฉันดีใจมากเลยนะ” ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ราวกับว่าเจ้าตัวไม่อยากปิดอะไรไว้แล้ว ดวงตาที่ซ่อนทุกอย่างเอาไว้กลับเปิดเผยหลายอย่างในหัวใจออกมา

พีดีนิมหลบตา

...พอกันสักทีได้มั้ย เจ้าพวกบ้านี่…


-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 27 Jack O’ Lantern ค่ะ
ตอนนี้เลยมาบรรยากาศแบบวันฮาโลวีนเนอะ

เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้ยาวมากค่ะ 5555
เพราะลากมาครบวงก็เลยเขียนเพลินเลย
อยากให้เป็นตอนที่อูจีได้พักใจกับพวกเมมเบอร์มากกว่า
แต่ก็มีคนพยายามรุกเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าการรุกแบบนี้จะทำให้พี่ชายปวดหัวมากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า ฮา

ที่สำคัญคือน้องชานยิ้มได้แล้วนะคะ :)

ตอนแรกจะลากมาทั้งนิวอิสเลยค่ะ แต่คิดว่าคงเป็นตอนที่ปวดหัวเกินไป
แค่เขียนให้ครบ 14 คน ก็มีคนถูกลืมไปหลายคนเลย
และคนนั้นก็คือ จอนวอนอู 55555555
แง นายไม่มีบทบาทเลยอะ ทำไมนายมาแต่ชื่ออีกแล้ว 555555
มีใครสังเกตมั้ยคะว่าพี่นูไม่มีบทบาทมาสักพักแล้ว
ความผิดเราเองค่ะ เมมเบอร์เยอะ เราเลยลืม // แบมือให้ตี
แต่ตอนหน้าเป็นตอนของพี่นูแล้วนะคะ 
ช่วงคืนความสุขให้พี่นู > v <)

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #70 Tanee Lov (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 17:46
    แบคโฮฮลูกแม่ หล่อมากเลยคำพูด5555555  อย่าเศร้าเลยน้าฮุนนี่ 
    #70
    1
    • #70-1 kakujo59(จากตอนที่ 30)
      30 ธันวาคม 2560 / 21:29
      พิแบคโฮต๋าของกะรัตตตตตตตตต หล่อมากกก รักพี่นะะะะะะะะ
      #70-1
  2. #61 mypiepeach (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 22:04
    นี่ควรจะดีใจมั๊ยที่อิพี่ซูนดูมีสัญญาณบ้างแล้วถึงจะลิบหรี่ก็ตามทีแค่ได้เห็นโมเม้นในตอนก็สุขใจ555
    ไม่มีพระเอกแล้วได้มั๊ยสงสารฮุนไม่เอาแล้วหนูฮุนดูเหนื่อยกับเรื่องพวกนี้เกินไปหรือเปล่า-บทจะรุกก็รุกแรงเว่อร์สงสารฮุนง้ะ ใครกันหน๋อ ที่หนูฮุนเป็นผู้เลือก?
    เราว่าพิซูนก็ทำหน้าที่พระเอกได้ดีนะไม่ทำให้ฮุนลำบากใจดูพอดีอ้ะแต่ถ้าล้ำเขตเฟรนโซนมาสัก3ก้าวจะดีมาก555
    ปล.นุ้งชานลูกยิ้มได้แล้วเนอะจะรุกต่อไหมว้าาา 555
    ปลล.จะไม่อวยมิงเด็ดขาดฉันหมั้นไส้คนมีบทรุกแรง ชิชะ
    ยังรอเสมอจากรีดเดอร์ผู้น่ารักงุ้งงิ้ง ขอให้ไรท์อัพตอนจบเร็วๆ555
    ปลลล.เป็นเม้นที่สั้นที่สุดตั้งแต่เม้นเรื่องนี้มาเยยย
    #61
    1
    • #61-1 kakujo59(จากตอนที่ 30)
      20 ธันวาคม 2560 / 21:44
      มีสัญญาณตอนใกล้จบเรื่องค่ะ ตอนนี้พี่ซูนกำลังเร่งสปีดสุดใจ
      จริงๆ จบแบบไม่มีพระเอกก็ดีนะคะ แล้วให้จีฮุนมารักกับเรา // โดนลากไปเก็บ

      ส่วนน้องชาน ยิ้มแล้ว สบายใจแล้ว คงเลือกจะยืนที่เดิมแล้วค่ะ

      อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วน้า~~~~
      #61-1
  3. #60 wa_rin (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 21:40
    ปกติจะชอบให้คนรักเมนนะ นี้เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าพวกแกเยอะไปแล้ว สงสสารลูกชั้นบ้าง ถถถ
    #60
    1
    • #60-1 kakujo59(จากตอนที่ 30)
      20 ธันวาคม 2560 / 21:43
      นั่นสิคะ สงสารอูจีแล้ววว ไม่รู้จะไปทางไหนนนน
      #60-1