END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 19 : [ Not A Snowball’s Chance In Hell ] Seungkwan x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    5 พ.ย. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 19
[ Not A Snowball’s Chance In Hell ]

Seungkwan x Woozi
#kwanhoon #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน เจ้าของเครื่องโผล่ศีรษะออกมาจากผ้าห่ม พอหรี่ตามองถึงเห็นว่าเลยตีห้ามาไม่นาน มือใหญ่รีบปิดเสียงดังโวยวาย

เพราะสมาชิกในหอมีค่อนข้างมาก อีกทั้งห้องน้ำก็ยังมีเพียงแค่ห้องเดียว หากวันไหนที่มีตารางงานแต่เช้า จะต้องมีคนเสียสละตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาจัดการธุระส่วนตัวก่อน

และบูซึงกวานมักจะถูกใช้ให้ทำหน้าที่นั้น 

เขาไปเขย่าตัวเรียกพี่ที่นอนอยู่เตียงข้างๆ พอได้ยินเสียงขยับตัวก็หันไปเขย่าเตียงด้านบน มีเสียงพึมพำกลับมา เขาจึงคว้าเสื้อผ้าแล้วรีบเข้าห้องน้ำไป

ช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาว เขาจึงรีบล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน พอเปลี่ยนเสื้อเสร็จประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออก โดคยอมฮยองเดินงัวเงียคาบแปรงสีฟันเข้ามา พี่ชายคนนี้คือคนที่โดนปลุกเป็นคนที่สองเพราะมีหน้าที่ต้องจัดการอาหารเช้าพร้อมกับมินกยูฮยอง 

บูซึงกวานออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นคนตัวสูงยืนถอดเสื้อยืดอยู่กลางห้องนั่งเล่น 

“อรุณสวัสดิ์ครับมินกยูฮยอง”

“อรุณสวัสดิ์ วันนี้มีตารางงานแต่เช้าเลยนี่นา สั่งอาหารมาไม่ทันแหง เดี๋ยวกินขนมปังเอาล่ะกัน” เสียงพึมพำงัวเงียจับความแทบไม่ได้ และดูเหมือนว่าคนพูดจะไม่ได้ต้องการพูดกับเขาด้วย เพราะคนตัวสูงหยิบยาสีฟันเดินไปที่ห้องน้ำแล้ว

เขากลับเข้าไปที่ห้อง เพื่อนร่วมห้องอีกคนตื่นแล้วและกำลังจัดการธุระส่วนตัวที่พอทำได้อยู่

ห้องของเขาเรียบร้อย เหลืออีกสองห้อง

หลังจากจัดการเก็บเตียงแล้วเขาก็กลับมาที่ห้องนั่งเล่น จองฮันฮยองกำลังนั่งแปรงฟันอยู่หน้าทีวี พี่ใหญ่หันมาเห็นเขาแล้วพูดเสียงอู้อี้ เขาฟังไม่ค่อยออกแต่พอจะจับใจความได้ว่าใครสักคนกำลังใช้ห้องน้ำอยู่เขาเลยต้องมาอยู่ตรงนี้

เขาชะโงกหน้าไปดูหน้าห้องน้ำ ก็เห็นวอนอูฮยองยืนพิงประตูหาวหวอดๆ อยู่ ให้เดาแล้วคนที่อยู่ในห้องน้ำน่าจะเป็นโฮชิฮยอง คนตัวไม่สูงมากนักเดินไปดูห้องนอนที่ใหญ่ที่สุด จุนฮยองกับมยอนโฮฮยองกำลังยืนคุยอะไรกันอยู่ ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นกับน้องน้อยยังคงหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพอห้องน้ำว่างฉันจะปลุกสองคนนี้เอง นายไปจัดการคนที่น่าจะเป็นปัญหาที่สุดเถอะ” เขาถอนหายใจยาว แม้เมมเบอร์เซเว่นทีนหลายคนจะมีนิสัยการนอนที่ค่อนข้างเลวร้าย แต่ก็ไม่ได้ปลุกยากเย็นเท่าไร มีเพียงแค่คนเดียวนี่แหละที่ต้องใช้เรี่ยวแรงเยอะที่สุด

พอออกมาจากห้องนอนใหญ่ก็เห็นลีดเดอร์ของวงเดินออกมาจากห้องนอนตัวเองพอดี “ฉันปลุกไปแล้วรอบหนึ่งน่ะ แต่ดูท่าแล้วคงต้องอีกสักพักเลย เมื่อคืนฉันเห็นคุยกับโฮชิจนดึกน่ะ ยากหน่อยนะ”

ซึงกวานพ่นลมออกมาจากปาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันนี้ต้องตื่นเช้า ทำไมถึงไม่ยอมรีบนอนกันนะ ฮยองพวกนี้นี่!

อูจีนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง เขาถอนหายใจอีกรอบก่อนจะเข้าไปเขย่าตัว พี่ชายดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น เพราะแม้กระทั่งเสียงตอบก็ยังไม่มี มือใหญ่จึงดึงผ้าห่มออกไปกองอยู่ที่ปลายเตียง ใบหน้าใสซุกอยู่กับหมอนพร้อมกับส่งเสียงอือๆ ในคอ

จริงๆ แล้วหน้าที่ปลุกพี่ชายคนนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะน้อยครั้งที่จะได้เห็นหน้าตาน่ารักไร้พิษภัยจากคนๆ นี้ ทว่าการงัดคนตัวเล็กออกมาจากเตียงก็ยากเกินไป ยากจนเกือบทุกคนเลือกที่จะยอมไม่เห็นใบหน้าแบบนี้ก็ได้

“อูจีฮยองครับ หกโมงกว่าแล้วนะครับ ตื่นได้แล้ว เราต้องออกกันตอนเจ็ดโมงนะครับ”

ไม่มีเสียงตอบ

“ฮยองครับ ฮยองงง” ซึงกวานเคยลองปลุกพี่คนนี้มาทุกวิธีแล้ว แม้กระทั่งการเปิดเพลงวางไว้ข้างๆ หูก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสะทกสะท้านได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเขย่าการเรียก หรือถ้ามีแรงพอก็อุ้มลงมาจากเตียงเลย

แต่ที่ผ่านมาแล้ว คนที่ลากพี่ชายลงมาจากเตียงได้ ก็มีแต่มินกยูฮยองที่สู้แรงได้เท่านั้น ที่เหลือก็ยอมแพ้ไป

“ฮยองงงงงงง” มีเสียงอือๆ มาจากบนเตียง แน่นอนว่ามาแค่เสียง เจ้าตัวยังคงซุกหน้าลงกับหมอนอยู่อย่างนั้น ซึงกวานจับคนตัวเล็กให้นอนหงาย นัยน์ตายังคงปิดสนิท แถมยังยิ้มราวกับอยู่ในฝันหวาน

ฝันอะไรกันนะ คนเขาเหนื่อยจะแย่แล้ว

เขาใช้มือทั้งสองข้างงัดไหล่อูจีให้ขึ้นมานั่ง ด้วยตำแหน่งท่านั่งของวันนี้แล้วทำให้สามารถทำได้อย่างง่ายดาย พี่ชายลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับมองเขาตาปรือ

“อือ….”

“ฮยอง ตื่นครับ ไปอาบน้ำ!”

“อือ อือ อาบ….” หัวหนักๆ ซุกลงมาที่ไหล่ เขาอ้าปากค้าง “อีกห้านาที…..” 

บูซึงกวานกระพริบตาปริบๆ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มมองพี่ชายที่เปลี่ยนจากการนอนบนเตียงมานอนซุกอยู่บนตัวของเขาแทน ดูเหมือนจะหลับสบายเสียด้วยเพราะเสียงลมหายใจข้างหูเต็มไปด้วยความสบายใจ

...หอม นี่อูจีฮยองใช้สบู่กลิ่นเดียวกับพวกเขาใช่มั้ยเนี่ย ทำไมตัวหอมไปหมดแบบนี้…

“ฮยอง ตื่นครับ ตื่นได้แล้ว!”

“อือ...ห้องน้ำไม่ว่างหรอกน่า”

“ไม่ว่างก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุดก่อนสิครับ! เดี๋ยวออกจากบ้านไม่ทันนะ!”

“เปลี่ยนชุดแปบเดียวเอง ซึงกวานอ่า”

“ต้องหวีผมด้วยนะครับ!”

“สางๆ เอา…”

“ฮยอง ไม่เอา ตื่น!”

“อีกห้านาที…..” บูซึงหวานเขย่าคนที่ซุกตัวเขาแรงๆ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการนอนเลย

“พวกนายทำอะไรกันน่ะ” มีเสียงมาจากหน้าประตู พอเขาหันไปมองก็เห็นพี่ใหญ่หน้าหวานยืนยิ้มขำอยู่หน้าประตูห้องนอน

“จองฮันฮยอง ช่วยด้วยสิครับ” เจ้าของห้องหัวเราะ มือใหญ่พาดผ้าขนหนูไว้กับเตียงแล้วเดินไปที่ตู้เก็บของ

“ยังพอมีเวลาน่า ให้หลับไปอีกหน่อยเถอะ เมื่อคืนฉันเห็นกลับเข้ามานอนก็ตีสามแล้ว อีกอย่าง เอสคุปส์กับวอนอูก็กำลังแย่งกันใช้ห้องน้ำด้วย” เขาถอนหายใจยาว ยิ่งพอรู้สึกว่าหัวที่กำลังซุกอยู่ที่ไหล่พยักหน้าหงึกๆ ก็แอบหมั่นไส้ขึ้นมาจนอยากผลักให้ลงไปกับเตียง “แต่ให้นอนท่านั้นไปแหละ ถ้านายให้หมอนั่นลงเตียงไปอีกรอบ ต้องเสียแรงอีกหลายเท่าเลยนะ”

ดูเหมือนคนง่วงจะอยากแกล้งเขาอยู่นิดหน่อยเลยทำท่าจะเซลงไปบนเตียง เขารีบคว้าตัวมากอดไว้แน่น

...ฮยองบ้า! ง่วงอยู่ไม่ใช่หรือไง!!...

บูซึงกวานหันหน้าไปมองคนที่เหมือนจะหลับไปอีกรอบแล้ว ดูท่าแล้วก็คงจะสบายไม่น้อย ถึงช่วงนี้เขาจะดูผอมลง แต่เพราะออกกำลังกายร่างกายเลยแข็งแรงขึ้น ไหล่ก็เริ่มกว้างขึ้นมานิดหน่อยแล้ว น่าจะรับศีรษะได้ดีอยู่ ขอแค่อย่าน้ำลายหกใส่เขาละกัน

มีเสียงงึมงำในลำคอ ก่อนที่พี่ชายจะขยับหัวหันหน้ามาทางเขา

จมูกเกือบจะชนจมูก

เขาชะงักกึก

ไม่ใช่ ปากต่างหากที่เกือบจะชนปาก

บ้าชะมัด

มีกลิ่นกาแฟลอยเข้ามาในห้อง

“ตื่น...กันหรือยังครับ” เสียงทุ้มนั้นคือเสียงของมินกยูฮยอง เขาหันไปมอง ใบหน้าคมคายชะโงกเข้ามาในห้อง นัยน์ตาคมมองเขม็งมาที่เขา...หรือพูดอีกทีน่าจะมองมาที่คนตัวเล็กที่หลับปุ๋ยอยู่บนไหล่เขามากกว่า มือใหญ่ถือแก้วกาแฟกลิ่นหอมฉุย

ได้ผล

“อื้อ กลิ่นกาแฟ…” ใบหน้าใสเงยขึ้นมาทันที มินกยูยิ้มกว้าง

“ห้องน้ำว่างแล้วครับฮยอง ไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟันแล้วออกมาทานข้าวดีกว่านะครับ”




การซ้อมวันนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เมมเบอร์หลายคนทิ้งตัวลงนอนเพราะความเหนื่อยล้าไปแล้ว เช่นเดียวกันกับเขาที่กำลังนั่งขัดสมาธิมองเมมเบอร์บางส่วนที่ยังซ้อมเต้นอยู่ ท่าเต้นของโฮชิฮยองยังคงโหดร้ายเหมือนทุกที เพราะฉะนั้นทุกคนจึงต้องพยายามกันให้มากขึ้นเรื่อยๆ

“หนึ่ง สอง สาม สี่ นั่นแหละ มินกยู ไปทางซ้าย หมุน” คนตัวสูงกำลังขยับตัวอยู่หน้ากระจก โดยมีลีดเดอร์เพิร์พทีมคอยกำกับอยู่ ข้างๆ กันนั่นก็เป็นลีดเดอร์โวคอลทีมของพวกเขาที่ขยับตัวตามอย่างขยันขันแข็ง

...ขยันกันจังน้า…

“เฮ้ นายอย่าเพิ่งหักโหมสิ เพิ่งหายเจ็บขาไม่ใช่หรือไง” ซูนยองหันไปดุคนที่ขยับตัวอยู่

“ไม่ได้หักโหมสักหน่อย ฉันไม่ได้ซ้อมเยอะเท่าพวกนาย ก็ต้องขยันหน่อยสิ”

“เกิดขาเดี้ยงไปอีกรอบจะทำยังไง ไปพักได้แล้ว” ยังไม่ทันจะได้ขยับปากพูดอะไร ลีดเดอร์ของวงก็เอื้อมมือลากคนคนดื้อให้ถอยหลังมา อูจีถูกพามานั่งข้างๆ เขา

“นั่งพักไปก่อน นายบอกฉันไว้เองไม่ใช่เหรอว่าจะไม่หักโหมน่ะ” เอสคุปส์ดุ คนถูกดุถอนหายใจยาวแล้วยกมือยอมแพ้

“ครับๆ พักก็พักครับ” 

“น้ำมั้ยครับ” เขายื่นขวดน้ำให้พี่ที่นั่งพิงกระจกอยู่เคียงข้าง อีกฝ่ายรับไปดื่มหลายอึก “ถ้าเหนื่อยก็อย่าฝืนสิครับ ฮยองจะฝืนไปแล้วน้า”

“ไม่ได้ฝืนสักหน่อย พวกนายก็ห่วงฉันเกินไปแล้ว ดูสิ ขาไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย นี่ไง” คนตัวเล็กขยับขาให้ดู ซึงกวานได้แต่หัวเราะ แล้วหันกลับไปมองเมมเบอร์ที่ยังซ้อมอยู่ต่อ

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาจากคนข้างกาย

“ครับ ดงโฮฮยอง” เขาหรี่ตา “อะไรนะครับ นี่โทรมาเพราะเรื่องนี้เหรอ ฮยองก็ขี้เป็นห่วงไปแล้ว หายดีทุกอย่างแล้วครับไม่เป็นอะไรเลย ฮ่าๆ ครับผม ไม่ได้ฝืนครับ อะไรนะครับ เพลงที่ผมแต่งให้ฮยอง ทำไมเหรอครับ”

ซึงกวานก้มหน้าลงมองพื้น

ไม่ได้ตั้งใจที่จะแอบฟัง แต่มันได้ยินเอง

เขายังจำได้ดีว่าตอนที่ได้ยินเพลงของแบคโฮฮยองครั้งแรกแล้วเจ็บปวดหัวใจมากแค่ไหน และไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยร้องเพลงของอูจีฮยอง

แต่เพลงที่แต่งเพื่อวง กับเพลงที่แต่งเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ความหมายมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

...อยากได้จัง อยากได้ แม้จะเอาแต่ใจแค่ไหนก็ตาม…

เขาหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงพึมพำร้องเพลงออกมา อูจีวางสายโทรศัพท์ไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังนั่งชันเข่ามองเมมเบอร์อยู่ ริมฝีปากสวยก็กำลังพึมพำท่อนฮุคของเพลงหนึ่งออกมา

ถ้าหากจำไม่ผิดเพลงนี้จะเป็นหนึ่งในเพลงที่ใช้ในการคัมแบคครั้งนี้

บูซึงกวานยิ้มขมขื่น

ใช่เพลงคัมแบคครั้งนี้ เพลงของโฮชิฮยองกับอูจีฮยอง

“เพลงนี้ถ้าชื่อภาษาอังกฤษ ฮยองจะให้ชื่ออะไรเหรอครับ”

“หืม? เพลงนี้เหรอ”

“ครับผม” อูจีนิ่งไป นัยน์ตาเล็กจ้องมองลีดเดอร์เพิร์พทีมที่กำลังสอนวอนอูฮยองเต้นอยู่ 

เขายังคงระบายรอยยิ้มอ่านยาก

เขารู้ดีว่าโฮชิฮยองกับอูจีฮยองสนิทกันมาก ถ้าไม่นับคุปส์ฮยองที่อยู่กับฮยองตัวเล็กมานาน ก็อาจจะเป็นพี่ชายตาชี้คนนี้ที่สนิทมากกว่าใครๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเท่าไรที่คนงานยุ่งอย่างอูจีฮยองจะลงมาคิดท่าเต้นเองและทุ่มเททั้งหมดให้กับเพลงนี้

จริงๆ ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับพวกเขา ที่จะรวมยูนิตใหม่ๆ ทุกการคัมแบค ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ทั้งสองคนจะมาร่วมยูนิตกัน

มันไม่แปลกอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเขานึกได้มาว่า ตอนที่ไปอัดรายการที่ญี่ปุ่น โฮชิฮยองเคยพูดเล่นๆ ขึ้นมาว่า เราน่าจะมียูนิตฮยองไลน์กันนะ ถึงแม้อูจีฮยองจะโวยวายกลับไป ถึงแม้ตอนนั้นโฮชิฮยองจะหมายถึงฮยองไลน์ทั้ง 6 คน

แต่ใช้เวลาจากนั้นไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ก็มีเพลงนี้ขึ้นมา

...เขาอิจฉานะ…

“Shoot Me Before You Go ล่ะมั้ง”

“เป็นเพลงที่ดีนะครับ” โปรดิวเซอร์แห่งเซเว่นทีนยิ้มกว้าง ยิ้มทั้งตาและปาก

“ใช่เป็นเพลงที่ดีมากๆ เลยแหละ”

...ถ้าผมขอบ้าง ฮยองจะให้ผมบ้างมั้ยนะ…




บูซึงกวานขมวดคิ้ว เขาขยับตัวไปทางขวาแล้วเหวี่ยงแขนไปทางซ้ายก่อนจะหยุดชะงัก จริงๆ ก็ตั้งแต่เมื่อสักครู่แล้วที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเต้นผิด แต่กลับนึกไม่ออก

“เดี๋ยวนะ มันยังไงกันนะ….” เขาพึมพำ

“นายต้องมาทางนี้สิ” อูจีที่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบเอ่ยขึ้นมา เขาหันไปมองก็เห็นคนตัวเล็กยกมือไปอีกทางอยู่

“เอ้ะ แบบนี้เหรอครับ”

“ใช่ ไปทางนี้ แล้วก็หมุนตัว”

...อ๋อ ลืมหมุนตัว…

“แล้วยังไงต่อนะครับ อยู่ดีๆ ผมก็ลืมอ่ะ” พี่ชายหัวเราะแล้วส่ายหัว ก่อนจะเริ่มขยับตัวให้ดู เขาเริ่มขยับตาม การซ้อมเต้นคนเดียวเลยกลายเป็นมีคนมาช่วยซ้อมด้วย

“หนึ่ง สอง สาม สี่” เขาชูแขนไปทางขวา ก่อนที่จะรู้สึกแปลกๆ อีกรอบ ทว่าอูจียังไม่ทันเอ่ยอะไรก็มีมือเย็นๆ มาจับมือของเขาให้เหวี่ยงไปอีกทาง

“ทางนี้ต่างหากเล่า” โฮชิฮยองยืนทำหน้าดุอยู่ “แล้วก็หมุนตัวผิดฝั่งอีกแล้ว นายน่ะ”

“ผมทำผิดเหรอครับ”

“ใช่ ทำผิดมาหลายรอบแล้วด้วย ต้องยกไปอีกทาง หมุนตัวแล้วก็แปรแถวไปทางซ้าย” บูซึงกวานขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่ตัวเองเต้นไม่ได้สักที “นายไปพักเถอะอูจี ฉันเห็นนายพักแปบเดียวก็ลุกขึ้นมาซ้อมอีกแล้ว เมื่อวานมานั่งเขียนเพลงด้วยกันจนดึกกว่าจะได้นอน”

“พูดอย่างกับว่านายได้นอนเยอะกว่าฉันแบบนั้นแหละ”

“อย่างน้อยระยะนี้ฉันก็ไม่ได้หักโหมเท่านายละกัน ไปพักได้แล้ว” ดูเหมือนว่าพี่ชายตัวเล็กจะค่อนข้างเหนื่อยจึงไม่ค่อยดื้อแล้วเดินไปนั่งพักแต่โดยดี

“ส่วนนาย มานี่เลย ฉันเป็นคนออกแบบท่าเต้น วันหลังสงสัยอะไรก็มาถามฉันสิ”

“เอ้ะ...อ่ะ ครับ ผมขอโทษครับ”

“อย่าไปกวนอูจีมาก หมอนั่นเพิ่งหายไม่สบาย ฉันอยากให้พักผ่อนเยอะๆ หน่อย” เขากระพริบตาปริบๆ มีความรู้สึกประหลาดๆ เกิดขึ้นในหัวใจ

แต่เพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไป จึงได้แต่พยักหน้า

“ครับผม”

...ทำไมอยู่ดีๆ โฮชิฮยองมาดุเราล่ะ…




หลังจากโดนรุ่นพี่ฝึกเดี่ยวอย่างบ้าคลั่ง ซึงกวานก็รู้สึกเหมือนโดนปีศาจดูดพลังไปจนหมด แม้จะจำท่าเต้นได้หมดแล้ว แต่ขาทั้งสองข้างก็ไร้เรี่ยวแรง

เขาทิ้งตัวลงบนพื้น นัยน์ตาก็มองเหยื่ออีกคนของลีดเดอร์เพิร์พทีมใจยักษ์

ใช้เวลาไม่นานก็ค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น เขาบิดตัวซ้ายขวา ตั้งใจจะลุกไปชงกาแฟมาทานให้หายเหนื่อย จังหวะที่กำลังหันซ้ายขวาเขาก็เห็นพี่ตัวเล็กนั่งสัปหงกอยู่ริมห้อง

...เหมือนจะยังไม่เห็นอูจีฮยองกินกาแฟเลยวันนี้ เหนื่อยจนไม่อยากชงหรือเปล่านะ หรือว่ายังไง....

เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

...ชงไปให้ได้มั้ยนะ...

หน้าเครื่องชงกาแฟมีคนตัวสูงกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ นัยน์ตาคู่สวยหันมามองเมื่อเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้ มือใหญ่กำลังกดกาแฟใส่แก้วกระดาษสองใบ

“ดื่มทีสองแก้วเลยเหรอครับฮยอง” มินกยูส่ายหน้า

“ของอูจีฮยองน่ะ วันนี้ฉันยังไม่เห็นกินสักแก้วเลย สงสัยจะเหนื่อยเกินไป ก็เลยจะชงไปให้น่ะ นายก็จะเอาด้วยใช่มั้ย พอดีผงกาแฟหมด นายไปหยิบก่อนสิ อยู่ที่ตู้ด้านในน่ะ” เขาพยักหน้า

คนตัวไม่สูงมากนักเดินไปที่ห้องเก็บของ ใช้เวลาสักพักกว่าจะหยิบผงกาแฟออกมาจากลังกระดาษมากมายได้ พอเดินกลับมาก็เห็นคนตัวเล็กกำลังดื่มกาแฟนั่งคุยกับคนตัวโตแล้ว

เขาถอนหายใจยาว รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่ทำอะไรไม่ทัน

มือไม่ใหญ่มากนักจิ้มปุ่มบนเครื่องชงกาแฟด้วยอารมณ์ ตาก็จ้องนิ่งที่น้ำสีดำสนิทที่ไหลออกมา

พอจะได้ซ้อมเต้นกับอูจีฮยอง ก็โดนโฮชิฮยองไล่ พอจะชงกาแฟให้ก็โดนมินกยูฮยองตัดหน้า นี่มันอะไรกันนะ ทำไมเขาถึงโดนทุกคนกีดกันแบบนี้ล่ะ นี่มันอะไรกัน

เขาพองแก้ม

ช่วงนี้เป็นช่วงพักเบรค เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าที่จะรวมตัวกันซ้อมอีกที ตามปกติแล้วถ้าอูจีฮยองเหนื่อยมากๆ ก็มักจะนอนสักงีบก่อนจะซ้อมเต้น

ใช่แล้ว หลังดื่มกาแฟเสร็จก็คงจะนอนหลับจริงๆ จังๆ 

หมอนยังไงล่ะ ถ้าไปเอาหมอนมาให้ฮยองหนุนน่าจะนอนหลับสบายแน่นอน!

บูซึงกวานหันหลังกลับมา

คนตัวเล็กลงไปนอนอยู่ที่พื้นแล้ว ศีรษะหนุนอยู่บนอะไรบางอย่างที่คุ้นตา พอมองดีๆ ถึงเห็นว่ามันคือกระเป๋าของใครบางคนที่มีผ้าขนหนูสีอ่อนวางอยู่ด้านบน

และเจ้าของกระเป๋าก็กำลังเดินเข้ามาใกล้

“มีอะไรเหรอครับซึงกวานฮยอง” เด็กหนุ่มมองตามสายตาของเขาไป “อ๋อ เมื่อกี้ผมเห็นอูจีฮยองจะนั่งสัปหงกอีกรอบ ก็เลยเอากระเป๋าไปให้หนุนน่ะครับ มีอะไรเหรอ”

....โอ้ย! ดีโน่!!...




อากาศเย็นลงมากแล้ว ยิ่งตอนนี้กำลังจะเข้าสู่วันใหม่ อุณหภูมิจึงยิ่งลดลงกว่าเดิม

ตอนนี้พวกเขาทั้งสิบสามคนกำลังเดินกลับหอ เบื้องหน้าเขาคืออูจีฮยองที่กำลังเดินคุยอะไรบางอย่างกับโดคยอมฮยองอยู่ คนตัวเล็กยิ่งดูตัวเล็กเข้าไปอีกเมื่ออยู่ในเสื้อหนาวตัวใหญ่

ลมเย็นๆ พัดวูบมา เขาเห็นอูจีฮยองยกมือขึ้นขยี้จมูก อากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบนี้ ถ้าไม่ดูแลตัวเองดีๆ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้

ยังไม่ทันที่เขาคิดจะทำอะไร ก็มีเสียงโวยวายมาจากด้านหลัง พร้อมกับคนตัวใหญ่ที่วิ่งแซงทุกคนขึ้นมา มินกยูฮยองโถมตัวเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนด้านหน้า มีเสียงโวยวายดังลั่นก่อนที่คนตัวโตจะหัวเราะ

รุ่นพี่ 97 ไลน์พูดคุยอะไรกันบางอย่าง

โดคยอมฮยองหัวเราะร่าแล้วยกมือขึ้นกอดคอเพื่อนพร้อมกับลากให้วิ่งไปด้วยกัน ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เขาเห็นมินกยูฮยองดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมหัวคนที่ยังคงขยี้จมูกอยู่แล้วค่อยวิ่งไป


บูซึงกวานถอนหายใจยาว

คนบางคนก็อ่านง่ายเกินไป

เขาก้าวขาไปเดินข้างพี่ตัวเล็ก

“หนาวเหรอครับ”

“เปล่าหรอก อากาศมันเปลี่ยนนะ ก็เลยเย็นๆ จมูกนิดหน่อย” อูจีเลิกขยี้จมูก มือเล็กเปลี่ยนมากระชับหมวกฮู้ดให้เข้าที่ เขาขยับรอยยิ้มบาง

และคนบางคนก็อ่านยากเกินไป

“ใกล้หน้าหนาวแล้วนะครับ”

“อือ อีกสองเดือนก็น่าจะมีหิมะแรกแล้ว เร็วเหมือนกัน” บทสนทนาขาดตอนไปครู่ใหญ่ พวกเขาเดินกันเงียบๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำลายบรรยากาศแปลกๆ ที่เกิดขึ้น

“ฮยองเคยคิดจะแต่งเพลงให้คนในวงมั้ยครับ”

“หืม ยังไงนะ”

“แต่งเพลงให้คนในวงน่ะครับ”

“ฉันก็แต่งเพลงให้วงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่ความหมายแบบนั้นครับ หมายถึงถ้าใครสักคนขอให้ฮยองแต่งเพลงให้ เหมือนอย่างที่รุ่นพี่แบคโฮขอ ฮยองจะยอมแต่งเพลงให้มั้ยครับ” อีกฝ่ายเงียบไป นัยน์ตาทอประกายคู่นั้นทอดมองไปข้างหน้า

เขาไม่รู้หรอกนะว่าอีกฝ่ายกำลังมองอะไร แต่ในแววตานั้นมีร่องรอยบางอย่างที่อ่านไม่ออกอยู่

“ฉันแต่งเพลงให้เซเว่นทีนอยู่แล้ว”

“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”

“เซเว่นทีนก็คือทุกคน พวกนายก็คือเซเว่นทีน การที่ฉันแต่งเพลงให้กับเซเว่นทีน ก็เหมือนแต่งเพลงให้กับพวกนายไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่ครับ ฮยองไม่เข้าใจคำถามของผม” อูจีหันมามองพร้อมรอยยิ้มกว้าง มือสวยยกขึ้นมาขยี้ผมเขา

“นายต่างหากที่ไม่เข้าใจคำตอบของฉัน บูซึงกวาน” เขาหยุดเดิน รุ่นพี่ตัวเล็กเดินนำไปข้างหน้าแล้ว เขายังคงมองตามไป เบื้องหน้านั้นคือเงาตะคุ่มของมินกยูฮยองและโดคยอมฮยอง

มีคนตัวไม่สูงมากนักเดินเร็วๆ แซงเขาไป ก่อนจะโถมตัวเข้ากอดคอโปรดิวเซอร์แห่งเซเว่นทีน

“ไม่ใช่….”

“หืม? เป็นอะไรหรือเปล่าซึงกวาน” เวอร์นอนที่เดินรั้งท้ายมาทำหน้างุนงง เขาส่ายหน้าไปมา “รีบกลับหอเถอะ อากาศเย็นลงเยอะแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาพยักหน้าแล้วขยับตัวมาเดินเคียงข้างเพื่อน นัยน์ตายังคงมองคนสองคนที่กอดคอกันอยู่ข้างหน้า

...เมื่อกี้นี้ฮยองไม่ได้พูดถึงผมใช่มั้ยครับ ฮยองแค่พูดเพื่อย้ำคำตอบบางอย่างในหัวใจของฮยองใช่มั้ยล่ะครับ…

-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 19 Planner ค่ะ
คำนี้มันแปลได้หลายอย่างเลย เราเอามาใช้ในความหมายของ ผู้ออกแบบ(ท่าเต้น) นะคะ ฮา

หายไปนานเลยค่ะ 55555555555
พอดีเครียดๆ เปื่อยๆ เลยหยุดพิมพ์ไปหลายวัน
รู้ตัวอีกทีก็เข้าเดือนใหม่แล้ว ฮา

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะพิมพ์ให้หน่วงมากมายขนาดนี้
พิมพ์ไปพิมพ์มามันหน่วงไปแล้ว ก็เลยหน่วงไปเลย
คงเพราะอากาศเย็นๆ ด้วยมั้งคะ เราก็เลยรู้สึกหน่วงพิกล
ตอนหน้าน่าจะไม่หน่วงแล้วแหละค่ะ มั้งคะ ฮา

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #30 wa_rin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 / 20:41
    บางทีก็สงสารอูจี รับความรู้สึกของคนอื่นมาจนล้น จนเกือบจะลืมสนใจความรู้สึกตัวเองไปแล้ว แงงงงงงงงง 
    #30
    1
    • #30-1 kakujo59(จากตอนที่ 19)
      6 พฤศจิกายน 2560 / 20:35
      เพราะไม่กล้าที่จะมอบความรักให้ใครเป็นพิเศษ ห่วงใยความรู้สึกของทุกคน ก็เลยได้แต่รับความรู้สึกมากและเลือกที่จะทำร้ายคนอื่นให้น้อยที่สุดด ฮืออออ
      #30-1