END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 16 : [ Season of Mists and Mellow Fruitfulness ] Baekho X Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    26 พ.ย. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ตอนที่ 16
[ Season of Mists and Mellow Fruitfulness ]
 
Baekho x Woozi
#baekhoon #ลัทธิออลจีฮุน


#OctoberwithWoozi
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------
 
คังดงโฮกระโดดขึ้นเตียง ซุกหน้าลงกับหมอนนิ่มๆ ช่วงนี้ตารางเวลาค่อนข้างแน่น แล้วเขาก็ค่อนข้างขี้เกียจจำ เลยใช้วิธีถามเพื่อนทุกครั้งในเช้าวันใหม่ เพราะฉะนั้นในวันหยุดแบบนี้เขาถึงตื่นขึ้นมาแต่เช้า แต่งเนื้อแต่งตัวแล้วออกไปที่ห้องครัว ก่อนจะพบว่ายังไม่มีใครตื่น
 
หลังจากไปเขย่าตัวถามเร็นที่อยู่ห้องข้างๆ จนได้ความแล้ว คนตัวใหญ่ก็ตัดสินใจกลับมานอนต่อ
 
อากาศช่วงนี้กำลังเย็นสบาย เหมาะแก่การนอนในห้องแม้จะไม่ได้เปิดแอร์
 
“อ้าว แบคโฮ ฉันคิดว่าตื่นแล้วซะอีก” คนที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาแบบนี้มีอยู่ไม่กี่คน พอหันไปมองก็เห็นลีดเดอร์ยืนทำหน้าเนือยๆ อยู่
 
“ถ้าง่วงอยู่จะมาปลุกฉันทำไม”
 
“ฉันคิดว่านายน่าจะต้องรู้เรื่องนี้น่ะ” เจอาร์พูดไปหาวไป มือก็เกาพุงตัวเอง “เมื่อวานฉันเจอพวกเซบงที่บริษัท พอถามไปถามมาเลยเห็นว่าอูจีไม่ได้รวมกลุ่มอยู่” คนที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปอีกรอบผงกหัวขึ้นมาทันที
 
“แล้ว?”
 
“พอถามซึงชอลถึงรู้ว่าหมอนั่นบาดเจ็บล่ะ ขาเคล็ดมาสามสี่วันแล้ว” คังดงโฮลุกพรวด “ฉันมาบอกแค่นี้แหละ ไปนอนต่อแล้วนะ”
 
ประตูปิดไปแล้ว แต่คนตัวใหญ่ยังนั่งงงอยู่ที่เตียง หลังจากเรียบเรียงสติครู่ใหญ่ เขาก็ถลาไปที่หัวเตียง คว้ามือถือขึ้นมากดยิก ปลายสายยังไม่เปิดเครื่อง พอหันไปมองเวลาก็ตัดสินใจคว้ากระเป๋าแล้วพุ่งออกจากหอทันที



“เฮ้ ซึงชอลอ่า” เขากรอกสายไปทางโทรศัพท์ มือก็กดรหัสเข้าหอ ปลายสายส่งเสียงมาด้วยความงุนงง “ได้ยินว่าจีฮุนบาดเจ็บหรอกเหรอ อ่า ใช่ จงฮยอนฮยองมาบอกน่ะ ทำไมนายไม่บอกฉันเลย หืม?” ขายาวๆ ก้าวพรวดขึ้นบันไดทีเดียวสองขั้น
 
“อะไรนะ เจ็บมาสองสามวันแล้ว อาการก็ดีขึ้นแล้ว วันนี้ช่วงบ่ายจะให้เมเนฮยองพาไปหาหมออีกรอบอย่างนั้นเหรอ” มือใหญ่เคาะประตูสองสามที มีเสียงขานรับมาจากข้างใน “แล้วเมเนฮยองของพวกนายว่างเหรอ ไม่ใช่ว่าช่วงนี้ตารางพวกนายยุ่งมากหรือไง”
 
ประตูบานใหญ่เปิดพรวดออกมาพร้อมกับใบหน้าใสของคนตัวเล็ก แบคโฮยิ้มกว้างก่อนจะถลาตัวเข้าไป ใช้มือข้างที่ว่างอุ้มเจ้าของบ้านตัวลอย เสียงโวยวายดังลั่นผ่านสายโทรศัพท์จนลีดเดอร์แห่งเซเว่นทีนเริ่มไม่ไว้ใจ
 
“ฉันอยู่ไหนน่ะเหรอ อยู่หน้าหอของพวกนายไง จริงๆ ฉันโทรมาบอกนายว่าเดี๋ยวจะพาจีฮุนไปหาหมอเอง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอพาไปเที่ยวด้วยนะ พอดีวันนี้ฉันว่าง เอารถมาด้วย นายไม่ต้องห่วง อะไรนะ ฉันไม่ได้โทรมาขออนุญาตนายสักหน่อย โทรมาบอกต่างหาก แค่นี้นะ บาย”
 
“ดงโฮฮยอง อะไรครับเนี่ย! ปล่อยผมลงนะ” อูจีโวยวาย เขาหัวเราะก่อนจะบรรจงวางคนในอ้อมแขนลงบนโซฟา
 
“ไหน เป็นยังไงบ้าง ขอดูหน่อยสิ” แขกผู้มาเยือนย่อตัวลง มือใหญ่ประคองข้อเท้าอีกฝ่ายด้วยความทะนุถนอม “ไม่บวมแล้ว ขยับได้ตามปกติแล้วใช่มั้ย”
 
“เกือบจะปกติ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ วันนี้จะไปให้คุณหมอดูอีกที นี่ฮยองมาเยี่ยมผมเหรอครับ”
 
“อือ จงฮยอนฮยองมาบอกน่ะ แล้วนี่ไปทำอีท่าไหนมา ถึงได้เจ็บได้ ใกล้คัมแบคแล้วด้วย”
 
“พอดีไปเล่นบาสมาน่ะครับ แต่ฮยองไม่ต้องดุ ผมโดนจนหูชาไปหมดแล้ว” เขาหัวเราะ “แล้ววันนี้ว่างเหรอครับเนี่ย” แบคโฮลุกขึ้นยืนก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนผมสีแดงสว่าง คนโดนขยี้ผมเริ่มโวยวาย
 
“ว่างสิ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวฉันพาไปหาหมอเองนะ แล้วก็ ไปเดทกัน”
 
“อะไรนะครับ”
 
“ไปเดทกันยังไงล่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้วนะ จีฮุนนี่กับดงโฮฮยอง”
 
 
 
 
คังดงโฮเหลือบมองน้องชายที่หลับสนิทอยู่ข้างๆ ตัวที่เล็กอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีกตอนที่ขดตัวอยู่ใต้เสื้อโค้ทตัวหนาของเขา
 
เมื่อเช้าเขาพาอูจีไปหาหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอแจ้งว่าข้อเท้าของเด็กหนุ่มเกือบจะเป็นปกติแล้ว หากพักผ่อนอีกสักวันสองวันก็น่าจะกลับไปซ้อมได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าจะต้องคอยระมัดระวังและบริหารข้อเท้าอยู่บ่อยๆ
 
หลังจากออกมาจากโรงพยาบาล เขาก็ไม่บอกไม่กล่าวอะไร นอกจากลากน้องขึ้นรถแล้วขับตรงดิ่งออกมาจากโซล ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถามมากมายแค่ไหน เขาก็บอกแค่ว่าเป็นความลับๆ และคงเป็นเพราะเบื่อที่จะถามหรือเพลียหรืออะไรก็ตาม รู้ตัวอีกทีคังดงโฮก็เห็นโปรดิวเซอร์ตัวน้อยหลับปุ๋ยไปแล้ว
 
จริงๆ เมื่อเช้าตอนที่เห็นหน้าใสๆ เขาก็รู้สึกประหลาด แม้ปกติอีจีฮุนจะไม่ได้มีรอยยิ้มหวานบนใบหน้าตลอดเวลา แต่ก็จะดูร่าเริงสดใสอยู่เป็นนิจ มีบ้างที่จะดูหมองๆ เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ทว่าเมื่อเช้ากลับเต็มไปความหมองหม่น นี่ยังไม่รวมคิ้วที่แทบจะขมวดเป็นปมแม้ว่าจะหลับอยู่ก็ตาม
 
ตอนที่โทรศัพท์หาซึงชอล เขาตั้งใจแค่จะพาจีฮุนไปหาหมอแล้วเที่ยวเล่นในโซลจนเย็นๆ แต่พอเห็นบรรยากาศประหลาดรอบตัว เขาก็เปลี่ยนใจ
 
เมื่อก่อนตอนยังเป็นเพลดิสบอยด้วยกัน หรือตอนที่หมอนี่ยังไม่ได้เดบิวต์ในนามเซเว่นทีนเต็มตัว พวกเขาสนิทกันมากกว่านี้ ทุกครั้งที่จีฮุนมีเรื่องไม่สบายใจที่ปรึกษาซึงชอลไม่ได้ เจ้านั่นก็จะมาหาเขา บางทีก็ไม่ได้มาพูดคุยหรืออะไร มาแค่นั่งมองเขาเล่นเปียโนสักพักก็กลับไป บางทีก็เป็นเขานี่แหละที่สงสัยว่าน้องเป็นอะไรจนต้องแล่นไปถามอดีตเพื่อนร่วมวง
 
ทว่าพอแยกย้ายกัน จีฮุนก็ยุ่งกับเซเว่นทีน เขาก็ยุ่งกับนิวอิส เวลาที่ได้พบปะกันในบริษัทก็น้อยลงเรื่อยๆ ข้อความที่เคยส่งหากันหรือเสียงตามสายก็ค่อยๆ หายไป
 
ไม่รู้เหมือนกันว่าปัญหาที่เจ้าตัวเจออยู่นี้จะเป็นปัญหาที่บอกซึงชอลไม่ได้หรือเปล่า ถึงอมทุกข์จนหน้ายู่ยี่ไปหมด
 
“จีฮุน ตื่นได้แล้ว” มีเสียงขยับตัว แต่ไม่มีเสียงตอบ
 
ยังคงเป็นคนตื่นยากเหมือนเดิม
 
ดังคงโฮเริ่มใช้กำลัง เขาปลุกจีฮุนมาตลอดช่วงที่ยังเป็นเพลดิสบอย เพราะฉะนั้นส่วนไหนคือจุดอ่อนที่จะทำให้เด็กนี้ลุกขึ้นจากเตียง เขารู้ทั้งนั้น
 
เพราะฉะนั้นใช้เวลาครู่เดียว คนที่หลับปุ๋ยมาตลอดทางจึงลุกขึ้นมานั่งขยี้ตาหัวฟู
 
“นี่สรุปฮยองจะพาผมไปไหนครับเนี่ย แล้วเราอยู่ไหน”
 
“อยู่สถานีพักรถน่ะ หิวข้าวหรือยัง ออกไปหาอะไรทานกันมั้ย” แล้วไม่รอคำตอบ เขาลงจากรถทันที คนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้นั่งงอยู่พักใหญ่ก่อนจะลงตามหา
 
ดวงตาเล็กๆ มองไปทั่ว ก่อนจะนึกออกว่าคือที่ไหน
 
“ฮยอง…จะลงใต้เหรอครับ”
 
“ใช่”
 
“นี่มันสิบโมงกว่าๆ แล้ว ฮยองจะไปไหนอ่ะ พรุ่งนี้ผมมีตารางงานนะ แล้วยังฮยองอีก” แบคโฮเอื้อมมือไปกอดคอน้องชายให้เดินไปด้วยกัน
 
“เราอยากไปไหนล่ะ”
 
“ผมไม่ได้ชอบเที่ยวอยู่แล้วนี่นา ฮยองต่างหากจะไปไหนล่ะ อยู่ดีๆ ก็ลากผมขึ้นรถมา”
 
“ไปปูซานล่ะมั้ง” เจ้าของพื้นที่ร้องเสียงหลงก่อนจะยกแขนขึ้นดูเวลาอีกรอบ
 
“ไปปูซานเหรอครับ แล้วจะถึงกี่โมงครับเนี่ยพอไปถึงก็ต้องรีบกลับอีก ฮยองเป็นคนขับรถไม่เหนื่อยแย่เหรอ”
 
“ไม่เหนื่อยหรอกน่า ฉันขับรถเร็วอยู่แล้ว สักเที่ยงก็น่าจะถึงปูซานแล้ว เรากลับไปถึงหอเซเว่นทีนสักสี่ทุ่ม ก็ออกจากปูซานห้าโมงครึ่ง มีเวลาอยู่ที่นั่นตั้ง 5 ชั่วโมงๆ กว่าๆ เลยนา” พออีกฝ่ายทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง เขาก็รีบชี้ไปที่ของทอดในตู้ขายของ “เอาอันนี้สองชุดครับ จีฮุนไม่ใส่ซอสใช่มั้ย ใส่ซอสอันหนึ่งไม่ใส่อันหนึ่งครับ”
 
พอเขายื่นอาหารว่างให้ ก็ได้รับการถอนหายใจยาวใส่กลับมา
 
“อย่าเครียดมากเลยน่าจีฮุนอ่า แค่ขับรถไปปูซานเอง ไม่ได้ขับไปถึงเกาะเจจูซะหน่อย”
 
“ครับๆ” พอได้ยินเสียงตอบรับเนือยๆ เขาก็อยากเขกหัวคนขี้บ่นสักรอบ แต่สุดท้ายก็ทำแค่หัวเราะ ดงโฮเดินกอดคอน้องชายไปหาที่นั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เด็กหนุ่มถึงชี้ของกินมาตลอดทาง และเขาก็ควักเงินจ่ายให้ตลอดเช่นกัน
 
เจ้าตัวกินจุหอบถุงขนมไปนั่งที่ม้านั่งแล้ว ระหว่างที่เขากำลังซื้อเครื่องดื่ม
 
“พอหรือยัง กินขนาดนี้กว่าจะถึงปูซานน้ำหนักต้องขึ้นสักสามกิโลแน่ๆ”
 
“ก็ฮยองมาหาตั้งแต่เช้า ผมยังไม่ได้ทานอะไรเลยนี่นา” พอเห็นอูจีกินของในมือด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย เขาก็เผลอสบายใจขึ้นมานิดหน่อย “นั่งด้วยกันสิครับ”
 
เขานั่งลงตามคำขอ อูจีชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะงับของในมือของเขาไปจนหมด ดังคงโฮเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะหัวเราะลั่นออกมา
 
“ของในมือตัวเองก็มี”
 
“ของในมือฮยองดูอร่อยนี่นา” เขายังคงหัวเราะ มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมนุ่มๆ หลายที
 
“สดชื่นขึ้นมาหน่อยแล้วสิ” คนตัวเล็กชะงัก “มีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังก็เล่าได้นะจีฮุนอ่า ช่วงหลังๆ เราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง แต่ฉันก็ยังเป็นดงโฮฮยองของจีฮุนเสมอนะ”
 
อูจีเงียบไป และเขาก็เข้าใจ
 
มือใหญ่ตบผมสีแดงของอีกฝ่ายแผ่วเบา แล้วคนตัวใหญ่ก็ลุกขึ้นยืน
 
“กินหมดหรือยัง ไปกันมั้ย ยังอีกไกลเลย” คังดงโฮก้มลงมองน้องชายตัวน้อย ก่อนยื่นมือไปให้ อีจีฮุนยิ้มกว้าง มือน้อยๆ วางลงบนมือพี่ชายที่รออยู่แล้ว
 
“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ ดงโฮฮยองไม่ต้องห่วงนะ”
 
…จีฮุนก็ยังเป็นจีฮุน เพราะฉะนั้นในวันที่อีกฝ่ายรับไม่ไหวแล้ววิ่งกลับมา เขาก็ต้องพร้อมรับความอ่อนแอนั้นไว้ให้เต็มอ้อมแขนแค่นั้นเอง…
 
 
 
 
ผู้ร่วมทางเต็มไปด้วยความงุนงงเมื่อเขาจอดรถที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ใบหน้าใสหันมามองด้วยความตื่นๆ พอเขาส่งยิ้มไปให้ อีจีฮุนก็ยิ้มกว้าง แล้วไม่รอให้เขาพูดอะไรคนตัวเล็กก็เปิดประตูพุ่งออกไปทันที
 
คังดงโฮออกมาจากรถ แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน
 
ภาพที่เห็นค่อนข้างอบอุ่นหัวใจ เมื่อน้องชายตัวน้อยกำลังกอดคุณแม่เต็มอก หญิงสาวยังเต็มไปด้วยความงุนงง “นี่มันอะไรกันจ้ะ จีฮุน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาอยู่ปูซานล่ะ อ้าว ดงโฮ”
 
“สวัสดีครับคุณแม่ ผมพาจีฮุนมาเที่ยวปูซานน่ะครับ พอดีวันนี้ผมว่าง”
 
“ตายแล้ว นี่ขับรถตรงมาจากโซลเลยเหรอจ้ะ เหนื่อยแย่เลย เข้ามานั่งกันก่อนสิ”
 
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่เคยมาบ้านของน้องชายหรอก เพียงแต่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของปูซาน บ้านขนาดไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น รอบบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นทะเลบางๆ
 
“อ้าว จีฮุนนี่นา ลมอะไรหอบลูกมาถึงปูซานกันล่ะ ช่วงนี้กำลังยุ่งกับการคัมแบคไม่ใช่หรือไง” คุณพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่กลางห้องนั่งเล่นทักเสียงดัง ลูกชายตัวเล็กของบ้านยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปกอดคนเป็นพ่อเต็มอ้อมแขน
 
“ดงโฮฮยองพามาครับ”
 
“สวัสดีครับคุณพ่อ”
 
“มาไกลขนาดนี้เลยหรือ นั่งก่อนสิ นั่งก่อน คงเหนื่อยแย่เลย”
 
“ผมไม่เหนื่อยหรอกครับ ผมหลับมาตลอดทางเลย” คุณแม่ที่ถือน้ำมาจากห้องครัวฟาดต้นแขนลูกชายเสียงดัง
 
“ได้ยังไงกันลูกคนนี้ ให้พี่เขาขับรถคนเดียวได้ยังไง”
 
“ก็ผมง่วงนี่นา ว่าแต่แม่ครับ ผมได้กลิ่นอาหาร แม่ทำอะไรอยู่ครับ พวกผมยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันกันเลย”
 
“พอดีเลยจ้ะ แม่ทำของโปรดจีฮุนพอดีเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาช่วยแม่ในครัวหน่อยนะ จะได้ทานข้าวกันเนอะ ตามสบายนะจ้ะดงโฮ”
 
“ครับผม ขอบคุณครับ” เขามองคนตัวเล็กที่เดินตามคุณแม่เข้าไปในครัว บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเงียบไปครู่หนึ่ง “ว่าแต่วันนี้คุณพ่อไม่ได้ทำงานหรือครับ”
 
“วันนี้พ่อลาน่ะ ท่อน้ำที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย เมื่อเช้าช่างมาซ่อมแล้วแหละ ว่าแต่เถอะ อุตส่าห์ขับรถมาถึงนี่ ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย” เขาขยับรอยยิ้ม
 
“ทำไมคุณพ่อคิดแบบนั้นล่ะครับ”
 
“ทุกทีจีฮุนไม่ได้อ้อนขนาดนี้น่ะ แล้วเหมือนจะเดินกะเผลกนิดหน่อยหรือเปล่า มีเรื่องอะไรใช่มั้ย”
 
“ข้อเท้าจีฮุนเคล็ดน่ะครับ แต่ว่าใกล้หายแล้ว ส่วนเรื่องอื่นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน หมอนั่นไม่ยอมพูดอะไรเลย แต่เพราะเมื่อเช้าผมเห็นหน้าแล้วรู้สึกแปลกๆ คิดว่าบางทีจีฮุนอาจจะอยากชาร์จพลังบ้างน่ะครับ ก็เลยตัดสินใจพามาปูซานดีกว่า”
 
“ยังไงก็ยังเป็นคนปากหนักเหมือนเดิมนั่นแหละ ขอบคุณนะดงโฮที่อุตส่าห์พาน้องมา”
 
“ไม่เป็นไรหรอกครับ วันนี้ผมว่างพอดี อีกอย่างถ้าเมมเบอร์ในวง หรือ ผม หรือใครก็ตามที่โซลช่วยทำให้น้องสบายใจขึ้นไม่ได้ ผมว่าก็เหลือแค่ที่บ้านนี่แหละครับที่จะทำให้น้องสบายใจ”
 
 
 
 
“ไม่ค่อยได้มาเที่ยวปูซานเลยแฮะ อากาศดีจังเลยน้า”
 
“เวลามีไม่ค่อยเยอะแบบนี้ ผมก็พามาได้แค่ที่นี่แหละครับ หรือว่าดงโฮฮยองอยากไปทะเลครับ”
 
“ไม่หรอก ที่นี่ดีแล้ว อากาศดีจะตาย” หลังจากทานอาหารกลางวันที่บ้านของเด็กหนุ่มแล้ว เขาก็ปล่อยให้น้องชายนั่งคุยกับพ่อและแม่ให้หายคิดถึงไปก่อน กว่าจะออกมาก็บ่ายสามกว่าๆ แล้ว พอเขาบอกให้แนะนำที่เที่ยวง่ายๆ หน่อย หมอนั่นก็พามาสวนสาธารณะขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
 
“ปูซานมีที่เที่ยวไม่ค่อยเยอะเท่าไรหรอกครับ พอให้นึกที่ๆ มีเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผมก็นึกออกแต่สวนไม่ก็ทะเล ซึ่งผมอยากมาสวนมากกว่า” เขาดึงน้องชายเข้ามากอดคอไว้
 
“ฉันไม่ได้ว่าอะไรนี่นา อากาศดีแบบนี้มาเดินเล่นในสวนก็สบายใจดีออก ปกติอยู่โซลก็ไม่ค่อยได้สูดอากาศแบบนี้ สบายใจขึ้นมาหลายเรื่องเลย อ้ะ ตรงนั้นมีร้านกาแฟด้วย เรายังไม่ได้ดื่มกาแฟใช่มั้ยล่ะวันนี้” แล้วไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ คนตัวสูงก็เดินดุ่มๆ ไปสั่งเครื่องดื่มทันที
 
อเมริกาโน่เย็นๆ ท่ามกลางอากาศสบายๆ ทำให้จิตใจสงบดีแท้
 
ร้านกาแฟมีบริการเสื่อสำหรับปูบนพื้นหญ้าให้กับลูกค้า เขาลากอีจีฮุนที่ดูซึมมากกว่าตอนมาถึงปูซานให้ไปนั่งด้วยกัน แต่เพราะขี้เกียจถอดรองเท้า เขาจึงนั่งอยู่ที่ริมเสื่อแล้ววางขาไว้ข้างนอก นัยน์ตาสองคู่ต่างจับจ้องไปที่ท้องฟ้า
 
ไม่มีใครพูดอะไรไปครู่ใหญ่
 
ก่อนที่แบคโฮจะรู้สึกว่ามีสัมผัสอุ่นแนบลงมาบนหลัง กลิ่นหอมของแชมพูที่ลอยมาแตะจมูกทำให้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าอะไรกำลังซุกหลังเขาอยู่
 
“ฮยองเคยฝันมั้ยครับ”
 
“คนเราทุกคนก็ต้องมีความฝันไม่ใช่หรือไง ไม่ว่าจะเป็นฝันตอนกำลังนอน หรือฝันตอนกำลังตื่น”
 
“ผมหมายถึงฝันตอนที่หลับครับ” พอเขาพยักหน้า อูจีก็พูดต่อ “แล้วฮยองเคยกลัวความฝันมั้ยครับ” เขาไม่ตอบอะไร เพียงแต่ปล่อยให้สายลมพัดผ่านเบาๆ
 
เด็กหนุ่มเงียบไปอีกครู่หนึ่ง
 
“ผมฝันไม่ค่อยดีครับ ฝันจนรู้สึกกลัวขึ้นมา ฮยองก็รู้นี่ครับว่าผมเป็นหนึ่งในเสาหลักของเซเว่นทีน เพลงส่วนใหญ่ของวง ผมก็เป็นคนแต่ง ความกดดันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันมันก็กลายเป็นสิ่งที่ผมสลัดไม่หลุดไปเสียแล้ว และถ้าวันใดวันหนึ่งผมไร้ความสามารถขึ้นมา เพลงของผมทำให้เซเว่นทีนพังไม่เป็นท่า มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ”
 
เขาเหลือบตาไปมอง
 
“ถ้าวันหนึ่งผมไร้ค่า ไร้ความสามารถ ทุกคนก็จะทิ้งผมไว้ที่เดิมใช่ไหม ทุกคนก็จะประณามผม และมองว่าผมคือความล้มเหลวของเซเว่นทีนหรือเปล่า ทั้งเมมเบอร์ ทั้งกะรัตก็จะทิ้งผมไว้ใช่มั้ยครับฮยอง”
 
“ฝัน ยังไงก็คือฝันนะจีฮุน ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเราฝันเห็นอะไรมา แต่ถ้าความกลัวมันเกิดจากความฝัน ฉันคิดว่าเราต้องแยกมันให้ออก โลกความจริง ไม่ใช่โลกแห่งความฝัน และเซเว่นทีนยังต้องก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือของทุกคน เราจะมาย่ำอยู่กับความกลัวที่สร้างขึ้นเองไม่ได้”
 
โปรดิวเซอร์ตัวน้อยเงียบไป
 
“แต่ถ้าคำพูดนี้ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นไม่ได้ งั้นขอฉันถามใหม่ ลองมองในมุมอีกมุมหนึ่งดูนะ โฮชิก็เป็นเสาหลักของเซเว่นทีนใช่มั้ย ท่าเต้น การแสดง หลายๆ อย่างถูกคิดค้นด้วยฝีมือของควอนซูนยอง ถ้าวันใดวันหนึ่ง กะรัตไม่ชอบท่าเต้นที่ถูกคิดขึ้นมา พวกเราจะทำยังไง จะทิ้งเพื่อนที่รู้สึกแย่ไว้มั้ย หรือยังไง”
 
“ไม่ทิ้งสิครับ! ถ้าโฮชิรู้สึกแย่เพราะคนไม่ชอบ พวกเราต้องยิ่งช่วยกัน!”
 
“แล้วถ้าสักวัน หมอนั่นเกิดหมดไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ที่มีหมดไปดื้อๆ คิดเท่าไรก็ไม่ได้ พวกเราจะตัดชื่อควอนซูนยองออกมาการเป็นสมาชิกเซเว่นทีนหรือเปล่า”
 
“ไม่สิครับ! ทำไมตะ….” ปลายเสียงหายไปในลำคอ นัยน์ตาเล็กเบิกกว้าง
 
“เข้าใจสิ่งที่ฉันจะสื่อหรือยัง
 
“ผม…”
 
“รู้ตัวหรือเปล่า ว่าคำถามที่เราถามออกมาเมื่อกี้ ถ้าคนในวงได้ยินจะเสียใจแค่ไหน ฉันรู้ว่าจีฮุนไม่ได้คิดร้าย ไม่ได้หมดความศรัทธาในตัวเพื่อนๆ เพียงแต่จีฮุนแค่กลัว” เขาได้ยินเสียงน้องชายถอนหายใจยาว
 
พอจะรู้แล้วว่าเด็กคนนี้กำลังกังวลเรื่องอะไร ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้แปลกใจนัก การที่ต้องเป็นคนแบกรับหน้าที่สำคัญของวงทำให้มีความกังวลมากมาย เท่าที่ทำได้อยู่ตอนนี้ก็ถือว่าเก่งเกินอายุไปมากแล้ว
 
“อย่าคิดอะไรมากเลยนะ เมมเบอร์ทุกคนพร้อมซัพพอร์ตนายอยู่แล้ว ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งไม่มั่นใจหรือต้องการกำลังใจขึ้นมาก็ลองเอ่ยปาก ดีไม่ดี เจ้าพวกนั้นจะถลาเข้ามาใส่กันแบบไม่ยั้งเลย การอ่อนแอให้คนอื่นเห็นบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะ”
 
“ครับผม”
 
“อยากร้องไห้หรือเปล่า อกของฉันว่างให้ซับน้ำตานะ”
 
“ใครจะไปร้องไห้กันล่ะครับ อายุขนาดนี้แล้ว”
 
“แต่หายกังวลแล้วใช่มั้ย อีจีฮุนที่เต็มไปด้วยความกังวลจะขมวดคิ้วจนตีนกาขึ้นเลยนะ”
 
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว หลังจากนี้ถ้ามีอะไร ผมจะคุยกับเมมเบอร์โดยตรงครับ จะไม่ปล่อยความกังวลมาให้ตัวเองกลัวอีก” แบคโฮยิ้ม จริงๆ เขาก็นึกอยากจะหันไปรวบคนตัวเล็กเข้ามากอด หรือลูบผมนุ่มๆ นั้นสักสองสามที แต่แค่คิดว่าจีฮุนยังสับสนกับความคิดอยู่ ก็ไม่อยากสกินชิปให้สติแตกกระเจิง
 
“ยังมีอะไรอีกหรือเปล่า ไหนๆ ก็พูดแล้ว ก็พูดมาให้หมด”
 
“ไม่…” น้ำเสียงแผ่วเบาเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ “จริงๆ ก็มีแหละครับ ผมแค่รู้สึกว่า…มีเมมเบอร์ในวง” หางเสียงที่ค่อยๆ เบาลงทำให้ฟังอะไรไม่ออก คังดงโฮขมวดคิ้วก่อนจะหันขวับไปมอง ใบหน้าใสเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
 
“อะไร เมมเบอร์ทำไม”
 
“ผมรู้สึกว่ามีเมมเบอร์ในวงคิดกับผมมากกว่าเมมเบอร์ครับ” สมองของคนตัวใหญ่ประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ
 
“หมายถึงพี่น้องน่ะเหรอ ฉันก็คิดกับจีฮุนเหมือนน้องชายนะ”
 
“ไม่ใช่ครับ มากกว่าเมมเบอร์ แล้วก็ไม่ใช่พี่น้องด้วย”
 
 
“เห้ย! จริงน่ะ ใคร?!”
 
“ผมบอกไม่ได้ครับ ผมไม่ค่อยแน่ใจ แต่ว่าหลายๆ อย่างมันมากเกินกว่าจะเป็นการกระทำของน้องชายคนหนึ่ง ผมอาจจะคิดมากเกินไปจริงๆ แต่ มันก็…” คนตัวเล็กถอนหายใจยาวเหยียด เขาพยายามรวบรวมสติอยู่พักใหญ่
 
“เอาเป็นว่า ถ้าคนๆ นั้นคิดอย่างที่นายคิดจริงๆ เราจะว่ายังไง”
 
“ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น”
 
“ทำไม เพราะอีกฝ่ายคือผู้ชาย หรือยังไง”
 
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ตอนนี้พังทลายลง ทุกอย่างกำลังไปได้ดี ดีมากๆ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งมีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจะค่อยๆ ฉุดทุกอย่างให้ต่ำลงครับ พี่น้องน่ะจะเป็นไปจนตายก็ได้ แต่คนรักกันมันเป็นกันจนวันตายได้จริงๆ เหรอครับ”
 
…ไม่มีถ้อยคำปฏิเสธอยู่ในประโยคแม้แต่นิดเดียว
 
“ผมไม่อยากวางตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าน้อง ผมอยากยิ้ม อยากหัวเราะ อยากเป็นตัวเองเวลาอยู่ต่อหน้าทุกคน เพราะฉะนั้นผมเลยกังวลว่าน้องเขาคิดกับผมอย่างที่ผมกลัวหรือเปล่า ถ้าคิดจริงๆ ผมต้องทำยังไง”
 
เขาสบตาน้องชายนิ่ง มือใหญ่เอื้อมไปลูบผมนุ่มแผ่วเบา
 
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ ความรักห้ามกันไม่ได้อยู่แล้วนะจีฮุน ถ้าคนนั้นจะเผลอคิดขึ้นมา เราก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราต้องทำ คือยืนยันจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจน ว่าคิดยังไง แล้วจะดำเนินความสัมพันธ์ต่อไปทางไหน”
 
“ผมต้องถามตัวเองเหรอครับ”
 
“ถามเจ้าตัวให้ชัดเจนก่อนดีกว่า ว่าคิดในสิ่งที่เรากลัวหรือเปล่า ถ้าคิดแล้วค่อยมาถามใจตัวเอง แต่สำหรับฉันนะ ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหน จะบวกหรือจะลบ แต่พี่น้องกันจะรักกันแบบไหนก็ได้ ยังไงก็คือพี่น้องกัน”
 
นักแต่งเพลงหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก
 
“ครับ ผมจะลองดูครับ”
 
ดังคงโฮยิ้ม
 
…ถ้าบอกว่าเป็นน้องชาย แสดงว่าตัดฮยองไลน์กับ 96 ไลน์ออกแน่นอน ก็เหลือแค่ 6 คน อีซอกมิน คิมมินกยู ซอมยอนโฮ บูซึงกวาน ชเวฮันโซล และก็อีชาน ไม่ใครก็คนใดคนหนึ่งนี่แหละ…
 
 
 
 
“จริงๆ ฮยองไม่ต้องมาส่งผมถึงที่หอก็ได้นะครับ จอดรถก็ตั้งไกล”
 
“ไม่ได้หรอก ถ้าไม่พาจีฮุนมาส่งถึงหอ มีหวังซึงชอลกินหัวพอดี แค่นี้ก็โดนหมายหัวไปเรียบร้อยแล้ว” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “แต่ยังไม่สี่ทุ่มนะ ฉันไม่ได้พาเด็กมาส่งหลังเวลาเข้านอน”
 
“ปกติสี่ทุ่มผมยังไม่ออกจากบริษัทเลยนะครับ” อูจีพูดพร้อมกับไขประตูทางเข้า 

“นี่จีฮุนอ่า”

“ครับผม”

“วันนี้สนุกหรือเปล่า” คนตัวเล็กหันกลับมามอง ใบหน้าสดใสร่าเริงอย่างที่เขาชอบ

“สนุกมากเลยครับ ขอบคุณฮยองมากนะครับที่อุตส่าห์พาผมไปถึงปูซาน” เขายกมือขึ้นลูบผมอีกฝ่าย

“เห็นจีฮุนยิ้มได้ ฉันก็ดีใจ เอาไว้หลังจากนี้มีเวลาก็ออกไปด้วยกันอีก ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่อย่าลืมนะว่าฉันก็คือพี่ชายคนหนึ่งของจีฮุน และก็พร้อมที่จะรับฟังทุกเรื่องเหมือนอย่างที่ทำวันนี้” 

คังดงโฮถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพราะโดนคนแรงเยอะโถมเข้าใส่ จีฮุนซุกหน้าลงกับอกของพี่พร้อมกับกอดไว้แน่น

“ขอบคุณนะครับดงโฮฮยอง”

“ทำตัวเป็นเด็กเลยนะ” ยังไม่ทันที่จะต่อล้อต่อเถียงอะไรกันอีก ประตูห้องก็เปิดเสียงดัง พอหันไปมองก็เห็นยักษ์ยืนทำหน้าทมึงถึงอยู่ เขาส่งรอยยิ้มไปก่อน ลืมคิดไปว่าใครอยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง

“ไง ซึงชอล”

“พวกนายทำอะไรกันอยู่ ฉันได้ยินเสียงคุยจุ้กจิ้กกันสักพักแล้วแต่ไม่เข้ามา แล้วนี่จะปล่อยอูจีของพวกเราได้หรือยัง” พวกเขาสบตากัน ก่อนที่จะหัวเราะออกมา “รีบๆ เข้ามาเลย ฉันต้องเคลียร์กับนายเยอะมาก ดงโฮ”

“ก่อนจะเคลียร์อะไร เอานี่ไปก่อนเลย” เขายัดถุงขนมของฝากใส่มือลีดเดอร์หน้าดุ 

“...นี่ไปปูซานกันมาเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ มีที่จีฮุนอีก เอาไปกินกันซะ จะได้มีแรงซ้อม” พอได้ยินชื่อปูซาน เอสคุปส์ก็เงียบไป นัยน์ตาสวยหันไปมองน้องตัวเล็กนิ่ง ดูจากแววตาแล้ว เขาว่าลีดเดอร์คนนี้น่าจะพอสังเกตอะไรมาได้สักพักใหญ่แล้ว

“งั้นก็ ช่างเถอะ”

“แต่นายกลับหอเร็วจัง ฉันคิดว่ากลับมาแล้วจะไม่เจอนายซะอีก”

“พอดีพรุ่งนี้มีตารางงานแต่เช้ามืดเลยน่ะ ฉันเลยให้เด็กๆ รีบกลับมาพักผ่อน มีอัดเพลงซ่อมกันอีกหน่อยแล้วก็ซ้อมเต้นกันทั้งวัน แล้วขานายเป็นยังไงบ้าง” ลีดเดอร์หันไปถามคนที่ยังไม่พูดอะไรตั้งแต่เข้ามา

“หมอให้พักพรุ่งนี้อีกวันครับ”

“ก็ดี พรุ่งนี้จะวางแผนเรื่องท่าเต้นกันน่ะ ยังไม่ค่อยใช้แรงมาก น่าจะเริ่มใช้กันวันที่นายหายแล้วพอดี พรุ่งนี้มีตารางงานตั้งแต่ตีสาม นายรีบไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”

“งั้นเดี๋ยวฉันกลับหอแล้วดีกว่า พรุ่งนี้ก็มีตารางงานแต่เช้าเหมือนกัน” แบคโฮพูดพร้อมกับบิดขี้เกียจเสียงดัง “ขับรถไปกลับปูซานวันเดียวก็เหนื่อยเหมือนกันแฮะ”

“ผมบอกแล้วนะ” เขาส่งมะเหงกให้อูจีผ่านทางอากาศ “เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”

“ถ้าฉันจะให้จีฮุนไปส่ง ฉันจะมาส่งเราที่หอทำไม คนขาเดี้ยงไม่ต้องทำอะไรหรอก ฉันเดินไปเองได้”

“นายจอดรถไว้ไหนเหรอ” เป็นเอสคุปส์ที่ถามขึ้นมา

“นู่นน่ะ สองบล็อค พอดีหาที่จอดไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันกลับได้ พวกนายเห็นฉันเป็นสาวๆ หรือยังไงกัน” พอเห็นอดีตเพื่อนร่วมวงสองคนพยักหน้า เขาก็อยากจะไล่ทุบอีกสักทีสองที

“ให้ผมไปส่งแบคโฮฮยองมั้ยครับ ผมว่าจะลงไปหาขนมทานพอดี” เสียงทุ้มดังมาจากด้านในหอ ใบหน้าคมคายปรากฏออกมาก่อนที่จะโผล่มาทั้งตัว นัยน์ตาคมๆ คู่นั้นเป็นประกายวิ้งวับ

ทาร์เก็ต ล็อคออน

คังดงโฮยิ้ม

ไม่ต้องเดาแล้วว่าใคร คนที่ทำให้อีจีฮุนของเขาลำบากใจ คือ คิมมินกยูแน่นอน




--




คิมมินกยูมองพี่ชายที่เดินอยู่เคียงข้าง จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเพิ่งรู้ว่ารุ่นพี่ตัวเตี้ยกว่าเขาหลายเซนติเมตรอยู่

...เพราะปกติเห็นอยู่ข้างๆ อูจีฮยองตลอดเวลา เลยเผลอคิดว่าตัวสูง…

พวกเขาเดินเงียบๆ กันมาหลายนาทีแล้ว

“รถฉันอยู่นั่นแหละ” อีกฝ่ายชี้นิ้วไปที่รถสีเข้มในที่จอดรถฝั่งตรงข้ามถนน “นายส่งฉันแค่นี้ก็พอแล้ว พรุ่งนี้มีตารางงานไม่ใช่หรือไง กลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับดีๆ นะครับ ขอบคุณมากๆ ที่วันนี้ดูแลอูจีฮยองแทนพวกผมทั้งวันเลย” เขารู้สึกได้ว่าเห็นรุ่นพี่ขยับรอยยิ้มมุมปาก มือใหญ่เอื้อมมาตบบ่าเขาหนักๆ

“ฉันรู้จักจีฮุนก่อนนายนะมินกยู” แรงบีบบนบ่านั้นไม่เบาเลยแม้แต่นิดเดียว “รู้จักก่อนที่นายจะรู้จักห้องเขียวซะอีก ตอนนั้นจีฮุนตัวนิดเดียวเอง อุ้มขึ้นบ่าได้สบายๆ เลย”

เขาเงียบ

คังดงโฮจึงดึงมือออก

“นายเคยเลี้ยงกระต่ายมั้ย”

“ผมเหรอครับ? ไม่ครับ”

“รู้มั้ยว่ากระต่ายเป็นสัตว์ที่ตื่นตูมมากแค่ไหน อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ตกใจแล้ว ยิ่งเป็นกระต่ายที่ขี้กลัวมากๆ กลัวกว่ากระต่ายทั่วไป กว่าจะไปเอื้อมมือไปลูบขนมัน นายอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีก็ได้นะ หรืออาจจะไม่มีโอกาสเลยก็ได้” นัยน์ตาสองคู่สบกันนิ่ง

“ฮยองบอกผมทำไมครับ”

“แค่จะบอกว่าถ้านายเผลอทำให้กระต่ายกลัว นายอย่าหวังว่าจะได้อะไรกลับมาเลย กระต่ายที่กลัวนายน่ะ แค่ยื่นมือออกไป มันก็วิ่งหนีไปแล้ว” รุ่นพี่เอามือล้วงกระเป๋า รอยยิ้มกว้างที่ส่งมาให้ทำให้หัวใจคนฟังรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย “เพราะฉะนั้นถ้านายอยากเลี้ยงกระต่ายน่ะ ลดความกลัวของมันก่อน สร้างความเชื่อใจ ถึงจะสามารถยื่นมือไปอุ้มมันได้นะ”

“ผม…”

“ฉันไม่ได้คาดหวังว่านายจะพูดอะไรหรอกนะ ไม่ต้องตอบหรอก เอาล่ะ ฉันไปดีกว่า นายก็กลับดีๆ ล่ะ ไว้เจอกันที่บริษัทหรือตามงานนะ” พูดจบแล้วคนตัวใหญ่ก็หันหลังกลับ

“เดี๋ยวสิครับ ฮยองครับ!” แบคโฮเหลือบตามามอง “ฮยองอยู่ฝั่งใครเหรอครับ”

คนถูกถามส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูก

“ฉันเป็นคนเลี้ยงกระต่ายน่ะ”




คิมมินกยูเดินทอดน่องมาตลอดทาง ในหัวก็ครุ่นคิดถึงคำพูดที่รุ่นพี่ฝากไว้วนไปวนมา

เขารู้ว่าช่วงนี้อูจีฮยองมีท่าทีประหลาดต่อเขา กับเมมเบอร์คนอื่นก็ปกติดี มีแต่เขานี่แหละที่เหมือนจะไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ หรือไม่อยากพูดคุย บางทีก็ดูเกร็งประหลาดจนทำให้ไม่สบายใจ

หรือว่าเขาแสดงอาการชัดเจนเกินไปอย่างนั้นเหรอ

“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากลับมาถึงหอแล้ว คนที่นั่งแผ่อยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่นคือจองฮันฮยอง “ไปส่งแบคโฮมาเหรอ”

“อ่า ใช่ครับ เอ่อ ฮยองครับ อูจีฮยองกลับห้องไปแล้วเหรอครับ”

“เห็นจุนบอกว่าอาบน้ำอยู่นะ แต่เข้าไปสักพักแล้วแหละ ถ้านายจะรออาบน้ำก็รีบไปเตรียมตัว” เขาพยักหน้าก่อนจะพาตัวเองไปยืนอยู่หน้าประตูห้องสีสว่าง

มีเสียงน้ำจากฝักบัวดังมาจากด้านใน แสดงว่าคงอีกสักพักกว่าฮยองตัวเล็กจะอาบน้ำเสร็จ

เขาอยากคุยกับฮยอง แม้จะไม่รู้ว่าจะคุยอะไร แต่จะคุยเมื่อไร ถึงจะนอนห้องเดียวกัน แต่ในห้องก็มีทั้งคุปส์ฮยอง จองฮันฮยอง จะให้เขาคุยเรื่องส่วนตัวแบบนี้ได้ยังไง

จะคุยที่ไหนดี จะคุยอะไรดี

เสียงน้ำเงียบไปแล้ว

คิมมินกยูถอยหลังไปพิงผนัง นัยน์ตาสวยจ้องอยู่ที่บานประตู แล้วโดยไม่ได้ตั้งตัว อูจีก็ออกมาจากห้องน้ำ คนตัวเล็กสะดุ้งโหยงจนต้องจับกรอบประตูไว้

“มายืนอะไรตรงนี้เล่า เจ้าบ้านี่!”

“ผม...มีเรื่องอยากคุยกับฮยองน่ะครับ” แววตาใสของคนฟังไหววูบ เขาขบริมฝีปากแน่น ยิ่งพอได้ยินเสียงที่ถามออกมาเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนใจสลาย

“อะไร…”

“เอ่อ คือ ผม...พรุ่งนี้มีอัดเสียงตั้งแต่เช้านะครับ Trauma มีซ่อมเสียงนิดหน่อย ฮยองรีบเข้านอนเถอะครับ” และสุดท้ายคิมมินกยูก็ยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกไป

จริงๆ อาจจะไม่ใช่ไม่กล้า แต่เขาแค่เรียบเรียงไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้อีกฝ่ายกลับมาเป็นเหมือนเดิม

“มาบอกแค่นี้เหรอ”

“ครับ เดี๋ยวผมจะอาบน้ำต่อ ขอไปเอาชุดก่อนนะครับ” ลูกหมายักษ์เดินคอตกกลับมาตามทาง ทว่าก็ถูกพี่ชายตัวเล็กเรียกไว้ เขาหันไปมอง ทันเห็นนัยน์ตาเล็กๆ คู่นั้นล้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง “ครับ? ฮยองเรียกผมเหรอครับ”

“ถามอะไรหน่อยสิ”

“ครับ”

“นายชอบผู้หญิงใช่มั้ย” คิมมินกยูนิ่งงัน คำพูดของแบคโฮฮยองแล่นวนกลับเข้ามาในความคิด

ก่อนที่เขาจะยิ้มกว้าง

“ใช่สิครับ ผมต้องชอบผู้หญิงสิ” เหมือนเห็นร่องรองความสบายใจแผ่ออกมาจากตัวคนตรงหน้า ใบหน้าใสของพี่ชายดูสดใสขึ้นทันตา รวมไปถึงรอยยิ้มกว้างที่ส่งมา มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมาสักพักแล้ว

“อย่างนั้นเหรอ อย่างนั้นเหรอ” อูจีพึมพำพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ มือเล็กเอื้อมไปกอดเอวเขาไว้แล้วเดินไปด้วยกัน “นายชอบผู้หญิงสินะ นั่นสินะ”

มินกยูยิ้มกว้าง

...ใช่ครับ ผมชอบผู้หญิง…

คำพูดของคังดงโฮยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว

...แต่เพราะคนๆ นั้นคืออูจีฮยอง เพราะคนในหัวใจที่ผมเฝ้ารอคืออูจีฮยอง ดังนั้นจะผู้หญิงจะผู้ชายผมก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นหรอกครับ…

-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =


สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 16 Joy ค่ะ

สุดท้ายฟิคเรื่องนี้ก็กลายเป็นฟิคต่อกัน ฮา
วันนี้พี่ดงโฮกลับมาทวงบัลลังก์ค่ะ กลับมาอย่างสง่างาม เอาใจอีจีฮุนไปอีกหนึ่งกระบุง 555555

ตอนแรกจะเขียนให้สถานการณ์มันก้าวหน้าขึ้น
พอเขียนจบก็ลังเลว่ามันคืบหน้าขึ้นมั้ย หรือมันถอยหลังนะไอลูกหมา

ไหนๆ ก็เป็นตอนยาวๆ แล้ว 
ขอสรุปไปก่อนเลยละกันค่ะว่า
เรื่องนี้มีตัวเอกคือ อูจี และตัวเอกอีกสามตัวนะคะ หนึ่งในนั้นคือ มินกยู
แต่ไม่ได้บอกนะคะว่าเป็นพระเอก ฮา

หลังจากนี้คงเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์และขมวดเรื่องราวของตัวเอกสี่ตัวนี้
ท่ามกลางการชิปปิ้งออลอูจีของเรา 555555
คงวนเมมเบอร์เหมือนเดิมค่ะ แต่วนในรูปแบบของตัวเอกสี่ตัวนี้ ฮรี่
งงมั้ยคะ เราก็งงแล้วค่ะ ฮา

ปล ทุกคนเห็นรูปอูจีผมดำยังคะ!!!! แง๊
ใจเลาไม่ไหวแล้ว!!!!!
  
แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #25 icelovely_110 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 21:55
    ตอนนี้คือดีย์อ่ะ ชอบมากกกกกกก
    ไรท์สู้ๆ ติดตามเสมอ
    #25
    1
    • #25-1 kakujo59(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2560 / 19:05
      ขอบคุณมากค่าาาาา > v <)
      #25-1
  2. #24 wa_rin (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 17:33
    ยัยมิงน่ากัว 555555

    เอสคุปส์แกจะปล่อยออร่าอีกนานไหม มาเอาคนของตัวเองคืนไปได้แล้ววววว
    #24
    1
    • #24-1 kakujo59(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2560 / 19:05
      อย่าเพิ่งกลัวยัยมิงค่ะ 555555

      เดี๋ยวเอสคุปส์จะลากทุกคนกลับเข้าความสงบค่ะ 555555
      #24-1
  3. #23 007 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 17:02
    อ้อยยยยยหวีดว้อยยยย ต่อนะคะ^^ เอฟซีอิๆ ตามๆ ต่อเร็วๆเลยนาาาาา ก้มกราบไรท์
    #23
    1
    • #23-1 kakujo59(จากตอนที่ 16)
      30 ตุลาคม 2560 / 19:04
      ขอบคุณมากๆ ค่า > v <)
      #23-1