END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 14 : [ The Lull Before the Storm ] Mingyu x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 656
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ตอนที่ 14
[ The Lull Before the Storm  ]
 
Mingyu x Woozi
#gyulhoon #ลัทธิออลจีฮุน


#OctoberwithWoozi
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------

เขาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาส่องตา คนตัวเล็กลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับหาวหวอดใหญ่ ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่เลยกว่าเขาจะนึกออกว่าวันนี้คือวันอะไรแล้วทำไมตัวเองถึงยังอยู่บนเตียงยันเวลานี้

เขาเหลือบตามองนาฬิกา เข็มสั้นใกล้เลขสิบเต็มทีแล้ว วันนี้เขาตื่นสายมากเหลือเกิน

อูจีบิดขี้เกียจอีกรอบก่อนจะขยับลงจากเตียง ทันทีที่ขาเหยียบลงบนพื้นก็เจ็บแปลบ ดูเหมือนจะปวดมากกว่าเมื่อวาน อาจจะเป็นเพราะยาหมดฤทธิ์แล้วก็ได้

เพราะออกไปเล่นบาสกับจองฮันฮยองเมื่อวาน เลยทำให้บาดเจ็บ โชคดีที่แค่ขาเคล็ดไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้น

อูจีถอนหายใจยาว ตาเล็กๆ พยายามมองหาเครื่องทุ่นแรง ทว่าก็ไปเจอกับกระดาษโน้ตที่แปะอยู่กับนาฬิกาปลุก ลายมือหวัดๆ ของเอสคุปส์เขียนสั่งว่าให้พักผ่อนไม่ออกไปไหน ดูแลตัวเองดีๆ อย่าดื้ออย่าซน

...สั่งกันเป็นลูกเลยนะ…

โปรดิวเซอร์ตัวเล็กพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง ภายในหอเงียบสงบเพราะทุกคนไปซ้อมอยู่ที่บริษัท เหลือแต่เขาที่เดินกะเผลกไปมา เขาพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะเห็นว่ามีคนบีบยาสีฟันใส่แปรงสีฟันของเขาวางไว้บนอ่างล้างหน้า

และแม้จะงุนงง เขาก็แปรงฟันแบบไม่ใส่ใจ บางทีอาจจะเป็นน้องสักคนที่ทำไว้ให้ เป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้ป่วยหรือเป็นอะไรมากมายนัก ยามที่มีปัญหาขึ้นมา พวกเด็กๆ เลยเป็นห่วงมากกว่าปกติ

หลังจากแปรงฟันล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว คนตัวเล็กก็เดินกระย่องกระแย่งไปที่ครัว ด้วยความที่ตื่นสายกว่าเคย ตอนนี้เขาจึงหิวมากกว่าทุกที

บนประตูตู้เย็นมีกระดาษโน้ตแผ่นใหญ่ เขาหยิบออกมาดูด้วยความงุนงง ลายมือแสนเป็นระเบียบที่อัดเต็มอยู่ในหน้ากระดาษเอสี่คือลายมือของคิมมินกยู ข้อความอธิบายถึงตำแหน่งข้าวของเครื่องใช้จำเป็นที่เขาก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นภาชนะหรือเครื่องปรุง

...หรือแปรงสีฟันจะเป็นฝีมือของเจ้านั่น?...

พอเปิดตู้เย็นออกมา อูจีก็ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ ตามปกติแล้วภายในจะอัดแน่นไปด้วยขนม ของหวาน เครื่องดื่ม หรือพวกของสด ตอนนี้ของพวกนั้นถูกยัดไปไว้ข้างประตูกับชั้นใสด้านล่าง ชั้นด้านบนมีกล่องพลาสติกหลายใบวางอยู่ และทุกใบก็มีกระดาษโน้ตที่มีลายมือของคิมมินกยู

เขาหยิบกล่องที่เขียนว่าอาหารเช้าออกมา ภายในมีอเมริกันเบรคฟาสท์บรรจุอยู่ เขาเหลือบไปมองกระดาษโน้ต

‘อาหารเช้าครับอูจีฮยอง อุ่นทานที่ไมโครเวฟนะครับ ใช้ไฟกลางสักประมาณนาทีครึ่งน่าจะพอ ส่วนขนมปังอยู่ข้างเครื่องปิ้ง ทานเสร็จก็กองไว้ในอ่างเดี๋ยวผมกลับไปล้าง แล้วก็อย่าลืมทานนมนะครับ’

นมกล่องที่เขาชอบวางอยู่ข้างๆ กัน

อีจีฮุนถอนหายใจยาวพร้อมกับส่ายหัวไปมา บางทีเจ้าบ้านี่ก็ห่วงเขามากจนเกินไป

เขาบรรจงเอาอาหารเช้าใส่จาน แต่พอเปิดไมโครเวฟก็มีแก้วกาแฟของเขาตั้งอยู่ พร้อมกับโน้ตที่มีลายมือของเจ้าเด็กบ้าเหมือนเดิม

‘อเมริกาโน่ครับ ถ้าไม่ร้อนก็อุ่นเอานะครับ ในกระติกยังมีอีกเยอะเลย’

ชายหนุ่มนิ่งงันไปครู่ใหญ่

ใช้เวลาครู่หนึ่งก็จัดอาหารเช้าให้ตัวเองจนเสร็จ ขณะกำลังเคี้ยวขนมปังทาแยมตุ้ยๆ ก็นึกอยากทานน้ำของโปรดขึ้นมา แน่นอนว่าเครื่องดื่มสีดำสนิทนี้ไม่เคยขาดไปจากตู้เย็นอยู่แล้ว ทว่าวันนี้กลับมีกระดาษโน้ตแปะอยู่เหมือนกับของอื่นๆ ในบ้าน

‘ถ้าอยู่ในช่วงทานยาก็อย่าเพิ่งทานโคล่าเลยนะครับ’

ลายมือเดิม เพิ่มเติมคือรูปวาดเจ้าบงบงงี่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอน 

...คิมมินกยู…




หลังจากจัดการอาหารเช้าของตัวเองเสร็จ เขาก็เอาจานทั้งหมดไปไว้ในอ่าง ตั้งใจว่าช่วงบ่ายจะจัดการล้างเองไม่พึ่งคนตัวสูง

...กินยา…

เขาเดินกะเผลกไปที่โต๊ะ ตอนกินข้าวก็เห็นว่าถุงจากโรงพยาบาลวางอยู่แถวนั้น แต่ไม่ได้คิดเลยว่ายาทั้งหมดจะถูกจัดแยกไว้ในกล่องพลาสติกตามเวลาทานแล้ว มือใหญ่หยิบกล่องที่เขียนว่ามื้อเช้าขึ้นมา

แน่นอนว่าเป็นลายมือของเจ้าตัวแสบเหมือนเดิม

‘ผมเห็นในถุงมียาทาด้วย เดี๋ยวผมจะกลับไปทำแผลให้นะครับ’

ยังไม่ทันจะได้หายสงสัย เขาก็ได้ยินเสียงประตูหอเปิด พอหันไปมองก็เห็นลูกหมาน้อยยืนยิ้มแฉ่งอยู่ แถมไม่ได้ยืนธรรมดา เพราะหมอนั่นยืนหายใจหอบเหมือนคนวิ่งมา

“ตื่นแล้วเหรอครับ”

“นายไม่ได้ซ้อมอยู่ที่บริษัทเหรอ”

“ผมขอคุปส์ฮยองกลับมาดูฮยองน่ะครับ ทานข้าวเช้าแล้วใช่มั้ยครับ” ชั่วครู่หนึ่งที่อูจีรู้สึกว่าเหมือนโดนเจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป เขารู้ว่าตัวเองไม่สบาย แต่ก็แค่เจ็บขา ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแลขนาดนั้น

ทว่าพอเห็นตาใสๆ ที่มองมาด้วยความเป็นห่วงแล้ว ก็หงุดหงิดใส่ไม่ลง

“อือ เรียบร้อยแล้ว”

“ทายาหรือยังครับ”

“ยังหรอก แต่ฉันดูแลตัวเองได้ นายไม่ต้องห่วงขนาดนี้ก็ได้ ฉันก็โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ” คนที่อุตส่าห์วิ่งกลับมาหน้าเจื่อนไปนิดหน่อย มือใหญ่ยกขึ้นเกาหัวตัวเองแล้วเบี่ยงความสนใจด้วยการเดินไปเปิดตู้เก็บของ

พอเห็นแล้วก็รู้สึกผิด  เพราะรู้ว่าเจ้านั่นทำไปเพราะห่วง แต่มันก็แอบมากเกินไปนิดหน่อย ซึ่งมันไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ค่อยชอบให้ใครมายุ่มย่ามในชีวิตส่วนตัว

“ไหนๆ ก็มาแล้ว ให้ผมทายาให้หน่อยเถอะครับ ต่อให้แค่พันผ้าที่ขา แต่ฮยองเองก็พันไม่ถนัดใช่มั้ยล่ะครับ” เด็กตัวสูงเดินเข้ามาใกล้พร้อมอุปกรณ์ทำแผล พอเห็นท่าทีที่เหมือนหมาหงอยๆ ก็เผลอใจอ่อนลง

“ก็ได้ เอาสิ” เขานั่งลง อีกฝ่ายเลยนั่งลงกับพื้นพร้อมกับก้มหน้าก้มตาทำแผล บรรยากาศในหอเต็มไปด้วยความอึดอัด อูจีเอียงคอมองผมสีเข้มของน้องตัวโต

...เขาจะหงุดหงิดทำไมนะ ที่ผ่านมาเมมเบอร์ก็ห่วงกันมากๆ อยู่แล้ว ยิ่งช่วงที่ผ่านมา เจ้าพวกเด็กบ้าก็ทำอะไรมากกว่าที่เคยทำตั้งเยอะ…

...หรือที่หงุดหงิดเพราะอีกฝ่ายคือมินกยู?...

ไม่ใช่ เขาไม่ได้รังเกียจมินกยู เด็กคนนี้เต็มไปด้วยความจริงใจและน่ารัก เวลามีเรื่องเครียดๆ หรืออะไรที่ทำไม่ได้ หลายครั้งที่เขาจะคิดถึงเจ้าตัวสูงคนนี้เป็นคนแรก

แต่ว่า

ภาพของกระดาษโน้ตที่เขียนไว้มากมายในวันนี้ หรือการกระทำที่ผ่านมาหลายอย่าง ทำให้เขารู้สึกว่ามัน มากเกินไป เขาไม่ได้รังเกียจเลยที่น้องจะห่วงเขาขนาดนี้ แต่ที่เขาห่วงเป็นเพราะมัน ‘มากเกินไป’

มากเกินกว่าเป็นการกระทำที่น้องชายทำให้พี่ชาย

เขาอาจจะคิดมากไปเองก็ได้

ซึ่งเขาไม่อยากให้สิ่งที่คิดเป็นจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

มือเล็กวางลงบนเรือนผมนุ่ม เจ้าหมาน้อยเงยหน้าขึ้นมาทันที ตาโตๆ มองมาด้วยความสงสัย “ครับ? มีอะไรเหรอครับ?” เขาส่ายหน้า เด็กหนุ่มเลยก้มลงไปพันแผลให้ต่อ

“วันนี้เหมือนจะบวมขึ้นมานิดหน่อยนะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าเดินไปเดินมา เดี๋ยวหายไม่ทันคัมแบคนะ” อูจีพยักหน้า เด็กหนุ่มเลยส่งรอยยิ้มมาให้ “ผมเตรียมคิมบับไว้ในตู้เย็น เอาไว้ทานมื้อบ่ายนะครับ ส่วนมื้อเย็นคุปส์ฮยองบอกว่าจะกลับมาทานด้วยกัน แต่ถ้าหิวก็ต้มรามยอนกินไปก่อนนะครับ” พอเห็นเขาพยักหน้าอีกรอบคนตัวสูงเลยลุกขึ้นยืน

รอยยิ้มที่ส่งมาปนไปด้วยความเศร้าๆ นิดหน่อย

...ไม่เอาน่า มินกยู…

“เดี๋ยวผมต้องกลับไปที่บริษัทแล้ว ฮยองมีอะไรก็โทรมานะครับ ถ้าไม่อยาก...ไม่สิ ถ้าไม่โทรหาผมก็โทรหาคุปส์ฮยองก็ได้ รายนั้นมองมือถือตลอดเวลาเลย”

เขาพยักหน้าอีกครั้ง

“งั้นไปแล้วนะครับ”

ไม่รู้ทำไม เขาถึงเผลอดึงแขนเสื้อน้องไว้

“ครับ?”

“พาฉันไปที่บริษัทด้วยสิ” เด็กหนุ่มร้องเสียงสูง “จริงๆ ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการอยู่หอคนเดียวหรอกนะ แต่ถ้าต้องอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้แบบนี้ สู้ให้ฉันไปนั่งมองพวกนายซ้อมที่บริษัทดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เห็นท่าเต้นของโฮชิก็ยังดี”

“ถ้าผมพาไปต้องโดนคุปส์ฮยองเด็ดหัวแน่นอนครับ คดีเมื่อวานยังโดนเขม่นยันตอนเช้าเลย”

“ถ้าไม่เดินไปก็ไม่เป็นไรใช่มั้ยล่ะ”

“แต่ผมไม่มีรถนะครับ เมื่อกี้ผมวิ่งมาจากบริษัท ถ้าฮยองไม่อยากเดิน ทางเดียวก็คือให้ผมแบกไปเนี่ยแหละ”




“ฮยองต้องช่วยนะครับ ถ้าคุปส์ฮยองจะเด็ดหัวผมน่ะ” คนข้างหน้าบ่นเสียงอู้อี้ เขายิ้มกว้างทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่เห็น

เมื่อก่อนตอนยังอยู่ห้องเขียวด้วยกัน เขาชอบพาตัวเองไปอยู่บนหลังมินกยูเพราะหมอนี่สูง จริงๆ หลังเดบิวต์ก็ยังทำด้วยความเคยชิน แม้กระทั่งเพลงเปิดตัวอย่างอากินดา โฮชิยังคิดท่าเต้นให้เขาขึ้นไปอยู่บนหลังน้องคนนี้

แต่ระยะนี้ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้ว ดูเหมือนแผ่นหลังของน้องชายจะใหญ่ขึ้นมาก

“นี่ผมไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้นฮยองไปใช่มั้ยครับ” อยู่ดีๆ คนตัวใหญ่ก็เปลี่ยนน้ำเสียงมาเป็นจริงจัง เขาเลือกที่จะเงียบ “ผมขอโทษนะครับ ถ้าเมื่อเช้าทำให้ฮยองไม่พอใจไปน่ะ ผมแค่เป็นห่วง แล้วก็อยากทำทุกอย่างให้ฮยองสบายที่สุดแค่นั้นเอง”

อูจียังเลือกที่จะเงียบ

เขาค่อนข้างที่จะสับสน

“ช่วงนี้ฮยองทำงานหนักมากกว่าทุกคน พักผ่อนก็น้อย แล้วยังมาบาดเจ็บแบบนี้อีก ถ้าเลือกได้ก็อยากให้ฮยองอยู่เฉยๆ สักพักหนึ่ง พักฟื้นเยอะๆ แต่ผมก็รู้ว่าทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเลยอำนวยความสะดวกเอาดีกว่า จริงๆ เมื่อเช้าจองฮันฮยองก็บอกแล้วครับว่าที่ทำมันมากเกินไป แต่ผมก็อยากทำให้เฉยๆ”

...เขาอาจจะคิดมากเกินไปเรื่องน้องคนนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่มินกยูมอบให้ก็มีแต่ความจริงใจเหมือนเคย…

“ไม่ได้โกรธหรอก แต่ก็อย่างที่จองฮันฮยองบอกนั่นแหละ ฉันแค่รู้สึกเหมือนโดนก้าวก่ายเฉยๆ ยังไงฉันก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่ดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว”

“ผมขอโทษนะครับ”

“ไม่ต้องขอโทษเลย คิดมากน่า” เขายีผมน้องจนยุ่งเหยิง คนโดนกระทำโวยวายนิดหน่อยแต่ก็ยังเดินต่อไป

...คิมมินกยูยังไงก็คือน้องชายของเขา…

“นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงาน ผมจะแบกฮยองหนีไปที่ไหนสักแห่ง ที่ๆ ไม่มีใครตามหาเจอ ที่ๆ ฮยองได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ที่ๆ ให้ผมได้มองฮยองมีความสุข อยู่ด้วยกัน”

...น้องชาย…

“ทุกวันนี้นายเห็นฉันไม่มีความสุขหรือยังไงกัน”

“มีความสุขครับ แต่อยากให้อยู่ในที่ๆ มีความสุขมากกว่านี้อีก”

...คิมมินกยูคือน้องชาย…

“ความสุขของฉันนอกจากการทำเพลงแล้ว ก็คือการได้อยู่ร่วมกันกับเมมเบอร์ทั้ง 12 คนยังไงล่ะ” คนตัวสูงเหลือบตามามองเขา นัยน์ตากลมๆ เต็มไปด้วยร่องรอยที่อ่านไม่ออก ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานมาให้

รอยยิ้มหวานที่ล้นไปด้วยสัญญาณบางอย่าง

“ครับ ความสุขของฮยองก็คือความสุขของผมครับ” อูจียิ้มกลบเกลื่อน

“รีบไปบริษัทกันดีกว่าเนอะ”

“ครับ”

...มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย อีจีฮุน นายเข้าใจถูกแล้ว สิ่งที่มินกยูทำก็คือสิ่งที่ทำให้พี่ชายคนหนึ่ง นายคิดมากไปก็แค่นั้นเอง…




“คิม มิน กยู!” คนตัวสูงหดคอลงทั้งๆ ที่เขายังอยู่บนหลัง ลีดเดอร์เซเว่นทีนยืนหน้าบึ้งกางขาอยู่ตรงหน้า เขาส่งรอยยิ้มหวานไปขัดตาทัพก่อน

“อย่าเพิ่งโวยวาย คุปส์ฮยอง ผมให้หมอนี่พามาเอง อยู่หอแล้วมันเบื่อน่ะ”

“ฉันอยากให้นายได้พัก ทำไมถึงดื้อมาอยู่ที่นี่”

“วันนี้ทุกคนจะซ้อมเต้นกันไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็ให้ผมมาดูท่าก่อนไง ผมไม่ลุกขึ้นมาเต้นหรอกน่า ยังเจ็บขาอยู่ ถ้าวันนี้มาดูก่อน พอขาหายก็จะเต้นได้เลยไม่ต้องให้ทุกคนมาสอนอีกทียังไงล่ะ” ครานี้ดูเหมือนซึงชอลจะไม่ยอมง่ายๆ ดูจากแววตาแล้วคงพยายามจะไล่เขากลับหอให้ได้

“ใจเย็นๆ สิ คุปส์” โจชัวโผล่มาควบคุมสถานการณ์ “อูจีก็แค่นั่งมองพวกเราเฉยๆ จริงๆ มาที่นี่ก็ดีซะอีก เขาทำอะไรเราก็จะได้รู้ไง ถ้าปล่อยอยู่หอดีไม่ดีจะลุกขึ้นมาเต้นก็ได้นะ”

พอเห็นลีดเดอร์อ้าปากจะพูดอะไรอีก หนึ่งในพี่ใหญ่ของวงก็รีบถลาเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ “ถ้าให้อูจีอยู่หอต่อไป อาจจะดื้อกว่านี้ก็ได้น่าคุปส์อ่า เราไปซ้อมกันดีกว่า นะนะ”

“เงียบไปเลยนะจองฮัน ฉันยังไม่ได้เอาเรื่องที่นายพาจีฮุนออกไปเล่นจนบาดเจ็บเลยนะ”

“คุปส์อ่า อย่าอารมณ์เสียเลยนะ ไปซ้อมดีกว่า” โจชัวร์รีบสวนมาอีกรอบ จนสุดท้ายคนที่กำลังหงุดหงิดจึงยอมอ่อนลง 

“ก็ได้ๆ นั่งเฉยๆ นะอูจี” เขาพยักหน้าหงึกๆ คนตัวใหญ่จึงพาเขาไปวางบนเก้าอี้หลังห้องซ้อม เด็กหนุ่มหันมามองเขาอีกรอบก่อนจะรีบวิ่งทึกทักไปรวมทีม

เมมเบอร์กำลังพูดคุยถกเถียงอะไรกันบางอย่าง ใช้เวลาครู่หนึ่งทุกคนก็ต่างกระจายไปอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง

เขายกขาขึ้นมานั่งสมาธิบนเก้าอี้ จริงๆ เขาก็พอจะเห็นท่าเต้นที่โฮชิคิดมาก่อนแล้ว จำได้อยู่ว่าค่อนข้างยาก...จริงๆ ก็ยากเหมือนทุกที เพราะฉะนั้นก็เลยอยากมานั่งดูจะได้พอจับอะไรได้

แต่ก่อนที่เพลงจะดังขึ้น เจ้าลูกหมาก็หันกลับมาแล้ววิ่งทึกทักไปที่กระเป๋า ก่อนจะวิ่งมาหาเขา

“เอาไว้แก้เบื่อนะครับ” มินกยูยื่นเครื่องดื่มสุดโปรดของตัวเองมาให้ ยังไม่ทันที่จะปฏิเสธหรือว่าอะไร เอสคุปส์ก็ตะโกนเรียก หมอนั่นจึงโยนกระป๋องใส่มือของเขาแล้ววิ่งกลับไป

นัยน์ตาเล็กจ้องมองแผ่นหลังกว้างนิ่ง

...มินกยูคือน้องชาย เข้าใจนะ อีจีฮุน…


-------------------------------------------------------------------------------------------------


= TALK =


สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 14 Fridge Door ค่ะ
ประตูตู้เย็น 555555
ซึ่งปรากฏตัวมานิดหน่อย

สำหรับตอนนี้ ได้วนกลับมาที่มินกยูแล้วค่ะ 5555 
หลังจากนี้จะวนครบวงหรือเปล่า หรือยังไงก็ต้องรอติดตามนะคะ

หลังจากที่เป็นฟิลใสๆ งุ้งงิ้งมาหลายตอนจนบางทีก็ไม่เห็นความคืบหน้า
ตอนนี้เริ่มให้เห็นถึงบรรยากาศประหลาดๆ
อีจีฮุนที่เริ่มมีความไม่มั่นใจปรากฏตัวขึ้นแล้ว > v <)

สุดท้ายก็เผลอแกล้งน้องมิงอยู่ดีค่ะ ฮาาา คนอื่นได้สกินชิปโดยไม่มีอะไร
ทำไมพอน้องได้โอกาสสกินชิปถึงเกิดอะไรแบบนี้น้า 55555555
(เพราะเราใจร้ายเอง)
  
แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #19 pockykok (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 00:13
    เหมือนเรื่องต่อๆกันมีพระเอกไหมหน๋ออออ?
    ถ้ามีเลือกไม่ถูกเลยแต่มิงกูนี่จะนับว่าฟินก็ไม่สุดมันก็จะหน่วงๆหน่อยอ้ะไรท์T^T
    #19
    1
    • #19-1 kakujo59(จากตอนที่ 14)
      25 ตุลาคม 2560 / 20:26
      ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเรื่องต่อๆ กันเลยค่ะ แต่งไปแต่งมาก็มันมือ
      คิดว่าพระเอกคงมี แต่จะเป็นใครยังไง รอติดตามไปเรื่อยๆ เนอะ :)

      ส่วนยัยมิงนี่หน่วงจริงค่ะ แต่งเองก็หน่วงเอง ฮา
      #19-1