จับให้มั่น คั้นให้รัก เปลี่ยนชื่อเป็น (ร้อนไฟรัก)ตีพิมพ์แล้ว

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 การเดินหน้าแบบไม่ให้ตั้งตัว (วิธีจับผู้ชายขั้น 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    9 ต.ค. 52

100 สูตรเด็ดเคล็ดลับจับผู้ชาย

น้ำหวานมองหนังสือหน้าตาแปลกๆ ที่อยู่ในมือ หนังสือเล่มนี้ยัยมิเรียมเป็นคนส่งให้ตอนที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน ก่อนจะทำหน้าตายิ้มๆ แล้วบอกว่าให้อ่านให้จบเพราะยัยนั่นเสียเวลาเขียนอยู่เป็นนาน และคิดว่ามันจะช่วยเหลือเธอได้

แล้วยัยนี่ไปเอาความคิดแปลกๆ พวกนี้มาจากไหนกันล่ะเนี่ย?

หลังจากนอนเต็มอิ่มมาหลายชั่วโมง น้ำหวานก็ลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยชุดนอนบางใสตัวเก่ง ก่อนจะหยิบหนังสือของเพื่อนมานั่งอ่าน แล้วก็ต้องพบกับไอ้วิธีแปลกๆ หลากหลายที่ถูกเขียนอยู่ในหนังสือ โดยที่หน้าแรกมีชื่อว่า

ว่าด้วยการจับผู้ชายขั้น 1 จู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว

จู่โจมเหรอ? แล้วจะต้องทำยังไงล่ะ?

น้ำหวานกำลังนั่งใช้หัวคิดอยู่บนเตียง ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู

คุณหนูคะ ตื่นหรือยังคะ นายใหญ่ให้มาถามว่าจะรับอาหารเช้าที่ห้องหรือห้องอาหารคะ?

เสียงเรียกหน้าประตูห้องทำให้น้ำหวานหยุดความคิดไปชั่วขณะ ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงกว้างก่อนจะเดินไปเปิดประตูทั้งชุดนั้น

มีใครอยู่บ้างเช้านี้?

ที่หน้าประตูห้องสาวใช้วัยรุ่นกำลังยืนคอยรับคำสั่งอย่างสงบเสงี่ยม

มีนายใหญ่ค่ะ นายออกไปตั้งแต่เช้า แต่บอกว่าเที่ยงๆ จะเข้ามาค่ะ คุณหนูจะรับข้าวที่ไหนดีคะ

น้ำหวานมองนาฬิกา นี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเมื่อคืนกว่าจะยอมวางสายจากมิเรียมก็เกือบสว่าง

ไม่เป็นไร ฉันยังอยากนอนต่ออีกสักหน่อย ถ้ามีใครถามก็บอกว่ายังไม่ตื่นก็แล้วกัน รู้สึกเพลียๆ น่ะ

น้ำหวานส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองให้สาวใช้ก่อนจะปิดประตูลง

 

คุณหนูบอกว่ายังไงบ้าง พรตนั่งอยู่ในห้องพักผ่อนหลังจากเรียกให้คนไปตามลูกสาวสุดที่รักที่ห้องนอนเมื่อเห็นว่านี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว ป่านนี้น้ำหวานยังไม่ลงมาทานอาหารเช้าอีก

คุณหนูยังไม่ตื่นค่ะ หนูเลยเข้าไปดูในห้องเห็นว่าหลับสนิทเลยไม่ได้ปลุก

พรตขมวดคิ้ว ก่อนจะคลายออก อาจเป็นเพราะเดินทางมาไกล แล้วเมื่อคืนก็ยังออกไปข้างนอกอีกก็เป็นได้ แต่วันนี้เมื่อตอนเช้า เขาได้ยินเจ้าลูกชายพูดกับสาวใช้ว่าเที่ยงนี้จะกลับมาทานข้าวบ้าน นายใหญ่แห่งตระกูลได้ยินเข้าถึงกับอมยิ้ม ร้อยวันพันปีเจ้าลูกชายที่ไม่เคยเป็นห่วงพ่อไม่เคยกลับมาทานข้าวที่บ้าน แต่พอหนูหวานอยู่ที่บ้านเท่านั้นก็เกิดคิดถึงบ้านอยากจะกลับมาทานข้าวกลางวันขึ้นมา

หึๆ

สาวใช้ทำหน้างงๆ ที่จู่ๆ นายใหญ่ของบ้านก็หัวเราะออกมาซะอย่างงั้น

เอ....วันนี้มีแต่คนทำเรื่องแปลกๆ นายก็อีกคน ร้อยวันพันปีไม่เคยกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้าน แต่วันนี้ก็เกิดจะกลับมา ตอนนี้ในครัวกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างเมามัน พวกที่อยู่เก่าแก่มานานที่บ้านนี้ ต่างพากันเอาเรื่องของคุณน้ำหวานเมื่อตอนที่เคยอยู่ที่นี่ตอนเด็กๆ มาเกทับกันใหญ่โต ว่าคุณหนูน่ารักแบบนั้นแบบนี้ จนพวกที่มาอยู่ใหม่อย่างพวกเธออดอิจฉาไม่ได้ เห็นทีต้องคอยตามประกบคุณน้ำหวานเอาไว้จะได้มีเรื่องไปเม้าให้คนในครัวฟังสักหน่อย เธอจะได้เกทัพพวกป้าๆ พวกนั้นบ้าง ฮุๆๆ

 

ต่างคนต่างความคิด พอเที่ยงตรงรถเบนซ์สีดำสนิทสามคันก็ขับเข้ามาจอดที่หน้าตึกใหญ่ น้ำหวานค่อยเอามือออกจากผ้าม่านเมื่อเห็นชายที่เธอหมายตาเอาไว้ก้าวลงมาจากรถ

แผนการได้เริ่มขึ้นแล้ว.....

คุณหวานลงมาหรือยัง?

ทันทีที่กนธีก้าวลงมาจากรถ ชายหนุ่มถามสาวใช้คนแรกที่ผ่านมาให้เห็น เพียงแต่คำตอบที่ได้นั้นทำให้ชายหนุ่มถึงกับขมวดคิ้ว

ยังเลยค่ะนาย คุณหนูบอกว่ายังเพลียอยู่น่ะค่ะ

วันนี้เขารู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ตอนเข้าประชุมเมื่อเช้า ไม่สิ! ตั้งแต่เจอน้ำหวานเมื่อวานนี้มากกว่า ดูเหมือนว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เหมือนเมื่อก่อน แม้แต่ตอนที่กำลังประชุมงานสำคัญก็ไม่อาจลืมใบหน้าสวยหวานของน้องสาวคนนี้ได้ ยิ่งคิดยิ่งว้าวุ่น ดวงตาคมมองขึ้นบันไดที่ทอดตัวขึ้นไปยังชั้นบนแม้ว่าสมองยังไม่ทันได้สั่งการแต่เท้าของเขาก็ก้าวออกไปตามเสียงของหัวใจที่กำลังเรียกร้อง กว่าจะรู้สึกตัว ชายหนุ่มก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของน้ำหวานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

น้ำหวานยังคงนอนเล่นอยู่บนเตียง หากคาดเดาไม่ผิดอีกไม่นานคนที่เธอรอ เขาจะต้องมา

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูทำให้น้ำหวานยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม

อา....ในที่สุดเขาก็มา

โฮกกกกเรื่องนี้ก็ต้องขออภัยด้วยที่อัพช้า เพราะมัวแต่เร่งปั่นให้จบอยู่ ส่วเรื่อง จอมโจรจอมใจจะเร่งอัพเดือนนี้ให้จบเลย ขอบคุณนะคะทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ทางเมลกันอย่างท่วมท้น การะเกดปลื้มจนน้ำตาไหล โฮกกกกกกกกก

               มีอีกเรื่องจะแจ้งให้ทราบนะคะ ว่าเกดจะมีนามปากกาใหม่ สำหรับเรื่องนี้ก็คือ ปานตะวัน ยังไงฝากนามปากกาใหม่ด้วยนะคะ

หนูหวาน ตื่นหรือยังคะ ให้พี่เข้าไปหน่อยนะ

ไม่มีเสียงตอบรับออกมา กนธียืนมองบานประตูนิ่งก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องสิ่งแรกที่เห็นก็คือร่างบางที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ทรวงอกอวบอิ่มเกินตัวของหญิงสาวดุนดันเนื้อผ้าบางเบาของชุดนอนขึ้นมาเป็นรูปร่างที่ยั่วยวนอย่างเห็นได้ชัด ผ้าห่มผืนบางถูกผลักไปอยู่ข้างๆ เมื่อจู่ๆ ร่างของน้ำหวานที่นอนอยู่บนเตียงขยับตัว

พระเจ้า! ภาพที่อยู่ตรงหน้าช่างงดงามราวกับสวรรค์สรรสร้างเธอขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทรวงอกอวบอิ่มเอวคอดเล็กที่เขาสามารถรวบมันไว้ได้ด้วยมือทั้งสองข้าง แม้แต่สะโพกกลมมนที่ถูกดันขึ้นจนโดดเด่นเมื่อน้องสาวของเขาพลิกตัวเพียงเล็กน้อย ช่วงขาเพรียวยาวปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อชายชุดนอนตัวสั้นถูกเลิกขึ้นสูง ขาอ่อนตึงแน่นปรากฏให้เห็นในทันทีที่เธอขยับตัวอีกครั้ง

ขาของกนธีเริ่มสั่น ตอนนี้เขามาหยุดอยู่ที่หน้าเตียงนอนหลังใหญ่โดยไม่รู้ตัว ลำคอของชายหนุ่มแห้งผาก เขากำลังก่นด่าตัวเองที่ทำตัวราวกับมนุษย์ถ้ำที่ไม่เคยได้สัมผัสผู้หญิงมาก่อน เพราะตอนนี้เขาต้องทำทุกอย่างวิถีทางที่จะห้ามตัวเองไม่ให้กระโจนลงไปบนเตียงแล้วร่วมรักกับน้องสาวสุดที่รักของเขา

แกก็แต่งงานกับน้ำหวานเสียสิ เท่านี้ทั้งแกและน้ำหวาน ก็ต้องถูกผูกติดกันไปตลอดชีวิต ทีนี้ล่ะแม้แต่เจ้าผไทกับแม่รินรดาก็ไม่สามารถมาแยกน้ำหวานจากแกได้แน่ และแน่นอนแม้แต่ตัวพ่อเองก็ตาม

คำพูดของบิดากลับมาดังก้องอยู่ในหัวอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อคืนนี้เพราะคำพูดประโยคนี้ทำให้เขาต้องเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำถึง 3 ครั้งกว่าจะสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านได้

อืม....พี่ธีหรือคะ?

น้ำเสียงที่แสดงถึงความง่วงงุนดังขึ้น ร่างบอบบางที่นอนอยู่บนเตียงกว้างเมื่อครู่ตื่นแล้ว ห้องทั้งห้องกลับดูสว่างไสวเพียงจุดเดียวเท่านั้น นั่นก็คือร่างบางที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากเตียงนอนราวกับนางฟ้าที่แสนจะยั่วยวน…..และดูชั่วร้ายเกินกว่าจะจิตนาการได้

อะ...อืม แม้ว่าปากจะรับคำแต่ดวงตาคมก็ไม่อาจถอนสายตาจากภาพตรงหน้าได้ เรือนผมที่ถูกย้อมด้วยสีแดงยาวลงมาปิดเรือนร่างบางส่วนเอาไว้ แต่มันกลับยิ่งขับเน้นให้ผิวขาวผ่องดูโดดเด่นน่ามองขึ้นไปอีก เกลียวผมที่เป็นลอนถูกมือขาวแลดูบอบบางม้วนเล่นไปมา ราวกับว่าผู้เป็นเจ้าของไม่ได้เดือดร้อนที่จะสวมชุดนอนบางเบาคุยกับชายหนุ่มในห้องนอนแม้แต่น้อย

พี่ธีมีอะไรหรือเปล่าคะ หนูหวานนอนเพลินไปหน่อย ดวงตาคู่งามมองไปยังนาฬิกาที่กำลังบอกเวลาเที่ยงเกินออกมาเล็กน้อย ตายจริงเที่ยงแล้วเหรอคะเนี่ย มิน่าล่ะหนูหวานชักเริ่มหิวซะแล้ว

พูดจบก็ใช้มือข้างที่ว่างเลื่อนลงมากุมท้องตรงเอวคอดเรียกสายตาของกนธีให้เลื่อนตามลงมา

หนูหวานไปอาบน้ำก่อนดีกว่า อีกอย่างต่อไปหนูหวานต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะคะ ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาป่านนี้หนูหวานอาจมีอันตรายก็ได้ ถึงแม้ว่าปากจะกล่าวตักเตือนแต่สายตาก็กลับไม่ได้เคลื่อนจากเอวคอดกิ่วแม้แต่น้อย เพราะการที่จะเบนสายตาไปมองทางอื่นก็ดูจะยากเย็นเกินไป หรือถ้าจะจ้องมองคนที่คิดเสมอว่าเป็นน้องสาวก็ดูจะเป็นการไม่สมควร ดังนั้นจุดที่น่าจะปลอดภัยที่สุดก็น่าจะเป็นมือบอบบางที่วางอยู่ตรงท้องของหญิงสาวเสียมากกว่า

หนูหวานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ จะมีใครกล้าเข้ามาล่ะคะ อีกอย่างตอนนี้ที่เข้ามาก็เป็นพี่ธีด้วย หนูหวานไม่เห็นต้องกลัวเลยในเมื่อพี่ธีเป็น พี่ชาย ของหนูหวานนี่คะ

ไม่เคยมีครั้งไหนที่กนธีจะรู้สึกไม่ดีกับคำว่าพี่ชายเหมือนครั้งนี้มาก่อน

บางทีคำว่าพี่ชายที่เขาสร้างขึ้น มันกำลังเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่กางกั้นความรู้สึกของเขาหรือเปล่านะ หรือว่าเขาอาจกำลังหลอกตัวเองอยู่ก็เป็นได้

น้ำหวานลุกขึ้นเดินนวยนาดลงจากเตียง ร่างแบบบางเดินผ่านชายหนุ่มที่ยืนทำหน้ากระอักกระอ่วนอยู่กลางห้องโดยไม่นำพาว่ามันจะทำร้ายจิตใจชายหนุ่มมากสักแค่ไหน เพราะทันทีที่น้ำหวานลุกขึ้นมาจากเตียงนอน เรือนร่างที่อยู่ภายใต้ชุดนอนแสนบางถูกแสงแดดที่ส่องผ่านผ้าม่านทำให้มันกลายเป็นเงารางเลือน แลดูอ่อนช้อยและงดงามจนแทบอยากจะคลั่งใจตาย หลังจากที่ประตูห้องน้ำถูกปิดลงกนธีถึงกับเซไปเล็กน้อยก่อนจะทรุดตัวลงนั่งลงกับเตียงที่ตั้งอยู่กลางห้อง

อา...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่เนี่ย?

 

ทำไปได้ยังไงนะเรา

น้ำหวานค่อยๆ ทรุดร่างลงบนพื้นห้องน้ำ ตอนนี้ตัวเธอเองชักไม่แน่ใจแล้วว่ากว่าจะทำในสิ่งที่ตนเองหวังเอาไว้นั้นจะต้องเปลืองตัวไปอีกสักเท่าไหร่กัน หลังจากที่ปลงตกอยู่อีกครู่หนึ่งจึงได้พาตัวเองไปอาบน้ำ

เสียงน้ำไหลที่ดังออกมาจากห้องน้ำเป็นสิ่งเดียวที่ทั้งกนธีและน้ำหวานจดจ่ออยู่กับมัน เวลาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ทั้งคู่กำลังหวนคิดไปถึงครั้งแรกที่เจอกัน บางทีอาจเป็นโชคชะตา หรือว่าจะเป็นแค่ความบังเอิญ ที่ทำให้คนสองคน

ต่างสถานที่....ต่างอายุ....ต่างสถานะ ต้องมาพบกัน

"หนูชื่อน้องน้ำหวานค่ะ ชื่อจริงชื่อชายิกา นามสกุลสันติภพค่ะ"

ภาพเด็กหญิงในวัยเด็กผุดขึ้นมาในความทรงจำทีละเล็กละน้อย

"พี่ชายเป็นลูกของคุณลุงหรือคะ?"

"ใช่ครับ พี่เป็นลูกชายของคุณลุงที่อุ้มหนูอยู่ไงครับ"
                "คุณลุงคะ น้ำหวานไม่มีอะไรจะตอบแทนคุณลุงค่ะ ถ้ายังไงน้ำหวานโตขึ้น น้ำหวานจะแต่งงานกับคุณพี่ก็ได้นะคะ น้ำหวานไม่ถือ"

สาวน้อย แม่หนูหวานของพี่ เห็นทีว่าคราวนี้พี่คงจะหนีโชคชะตานี้ไม่พ้นเสียแล้ว เพราะตั้งแต่ตอนที่พี่เห็นเธอครั้งแรกเมื่อตอนอยู่ที่สนามบิน หัวใจของพี่ก็ตกอยู่ในกำมือเธอเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เราได้พบกัน

 

มีแตงโมอยู่หนึ่งลูก ถูกผ่าออกเป็นสองซีก ซีกซ้าย ซีกขวา

เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองเป็นเสียงของหญิงสาวร่างเล็กที่เมื่อมองผ่าน อาจดูราวกับเป็นเด็กสาวที่ยังโตไม่เต็มวัย แต่พอร่างเล็กบางเริ่มขยับตัวไปในท่วงท่าการผ่าแตงโม ก็เผยให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าที่ดูยั่วยวนยิ่งนัก

อาหมวยเล็ก ลื้อจะมาผ่าอะไรตอนนี้ นี่มันปาเข้าไปตอนเที่ยงแล้ว เตี่ยวว่าเปลี่ยนจากผ่าแตงโมไปผ่าทุเรียนจะเหมาะกว่า

อาเตี่ยของมิเรียมตะโกนออกมาจากระเบียงหน้าบ้าน เมื่อคืนหลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งรอการกลับมาของลูกสาวคนเล็ก เช้านี้นอกจากคุณประภาที่ยังตื่นไปทำงานเช่นเดิมเหมือนทุกวันก็มีแต่เขาที่นอนเพลินจนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายมากแล้ว

แหมเตี่ย....จะผ่าตอนไหนก็เหมือนกันแหละ ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีไงมิเรียมหันมาบอก ก่อนจะหันกลับไปผ่าแตงโมต่อ

นายพิศาลค่อยๆ หย่อนตัวลงที่เก้าอี้ดัดซึ่งถูกวางเอาไว้ที่สนามหน้าบ้าน ตรงหน้ามีจานของว่างที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย

หมวยเล็ก ลื้อนี่มันเถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ เตี่ยชักรู้สึกว่าที่ส่งลื้อไปเรียนเมืองนอกเมืองนาชักจะไม่คุ้มแล้ว

นายพิศาลทำหน้างอนลูกสาว ก่อนจะใช้ตะเกียบที่วางอยู่ใกล้ๆ คีบขนมในจานขึ้นมากิน ปากก็บ่นพึมพำไปเรื่อย

เมื่อคืนนี้แม้แต่แม่ของลื้อก็ยังพูดจาทำร้ายจิตใจเตี่ย มีอย่างที่ไหนจะห้ามไม่ให้เตี่ยติดต่อกับคุณชิน นี่ถ้าพวกเราสนิทสนมกับฝ่ายนั้นได้ ห้างของตระกูลเราก็จะกลายเป็นห้างอันดับหนึ่งโดยมีกลุ่มซากุระคอยค้ำจุน เฮ้ออออ ช่างน่าเสียดายจริงๆ

ร่างบางที่กำลังทำท่าผ่าแตงโมอยู่เมื่อครู่หยุดการกระทำทั้งหมดตั้งแต่บิดากล่าวถึงผู้ชายคนนั้น

คนที่ทำให้เมื่อคืนนี้เธอต้องนอนไม่หลับทั้งคืน

ขณะที่กำลังจะคีบขนมเข้าปากอีกชิ้น ก็มีมือขาวนวนยื่นออกมาขวางเอาไว้ ก่อนจะหยิบตะเกียบออกมาจากมืออวบอูมของนายพิศาล

เมื่อกี้เตี่ยบอกว่าอะไรนะ? แม่น่ะเหรอที่สั่งห้ามน่ะ

มิเรียมถือตะเกียบเอาไว้ในมือก่อนจะเริ่มซักผู้เป็นบิดา เพราะปรกติมารดาไม่เคยเลยที่จะบอกปัดคนที่สามารถจะทำให้ธุรกิจของตระกูลก้าวไปได้ไกล โดยเฉพาะคนอย่างซากุโนะ ชิน ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องธุรกิจให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี

น่าแปลก มีอะไรเกิดขึ้นโดยที่เธอยังไม่รู้หรือเปล่านะ?

ก็ใช่น่ะสิ เมื่อคืนนะอั๊วแทบไม่ได้นอนเลย แม่ลื้อน่ะไม่ผีเข้าก็โดนโกงแชร์แหงๆ

นายพิศาลบ่นไป ตาก็มองตะเกียบที่อยู่ในมือของลูกสาว ในเมื่อไม่ได้คืนนายพิศาลก็เลยใช้มือหยิบขนมที่อยู่บนจานแทน

แม่ไม่เคยเล่นแชร์เตี่ยก็รู้ อีกอย่างหนูว่าเตี่ยน่าจะฟังแม่นะ เพราะไม่งั้น

มิเรียมทำนิ้วชี้พาดขวางกับลำคอขาวผ่อง ก่อนจะทำหน้าเจ็บปวดแล้วแลบลิ้นออกมา

ขนมถึงกับติดคอ....นายพิศาลไอออกมา ก่อนจะคว้าน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาดื่ม

แหม...ลื้อก็รู้นี่ ว่าอั๊วน่ะรักแม่ลื้อจะตาย อั๊วไม่กล้าขัดใจอีหรอก

แม้ว่าจะพูดออกมาแบบนั้น แต่เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ผุดขึ้นมาตามหน้าผากและหลังจนชื้นไปหมด เพราะเขารู้ดีว่าที่ลูกสาวสุดที่รักหมายถึงนั้นไม่ได้เกินจากเรื่องจริงแม้แต่น้อย ถ้าภรรยาเขารู้ว่าเขาแอบติดต่อโดยที่เธอห้ามไว้แล้วล่ะก็ มีหวังโดนเชือดจริงๆ แน่คราวนี้

แถมแม้แต่ฮวงซุ้ยที่ทำเอาไว้ก็คงไม่ได้ใช้แน่ๆ ฮือๆๆ

เอาล่ะๆ ที่อั๊วต้องการจริงๆ ก็คือจะมาพูดเรื่องงานของลื้อนี่ล่ะ แล้วลื้อจะไปทำงานเมื่อไหร่ล่ะ แม่ลื้อเขาเตรียมห้องทำงานเอาไว้ตั้งนานแล้วนา

นี่คือเงื่อนไขของมิเรียมในการที่จะได้ไปเรียนต่อเมืองนอก คือเมื่อเธอจบแล้ว จะต้องกลับมาทำงานให้กับธุรกิจของครอบครัวโดยใช้เวลา 10 ปีเป็นอย่างต่ำ หลังจากนั้นถ้าอยากจะไปเปิดกิจการของตัวเองก็แล้วแต่ความต้องการ

แต่มีข้อแม้อีกสิ่งหนึ่งที่เธอจะสามารถเป็นไทแก่ตัวได้เช่นกัน และสิ่งนั้นก็คือ...การแต่งงาน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอแต่งงานออกไป เงื่อนไขทั้งหมดก็เป็นอันยุติ

แต่ก็อย่างว่า...ขนาดแฟนเธอยังไม่มี แล้วจะหาใครมาแต่งงานด้วยได้ อย่างนี้แล้วก็คงต้องก้มหน้าทำงานเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ยต่อไป กระซิกๆ

แหมเตี่ย ให้หนูพักอีกหน่อยก็ไม่ได้ นี่หนูเรียนหนักมาตั้งหลายปี ใจคอเตี่ยจะไม่ให้หนูพักผ่อนหน่อยเหรอ

จะมาพ้งมาพักอะไรกันอีก เมื่อคืนลื้อนอนไม่พอหรือยังไง เอาอย่างนี้อั๊วให้เวลาลื้ออีกอาทิตย์ หลังจากนั้นลื้อจะต้องไปทำงาน

พอกล่าวจบนายพิศาลก็เดินฉับๆ อย่างว่องไวหายเข้าไปในบ้านหลังใหญ่

 

ภายในห้องทำงานสุดหรู เครื่องตกแต่งทั้งหมดถูกออกแบบจากสถาปนิกชื่อดัง โทนสีทั้งหมดเป็นสีเข้มบ่งบอกว่าเจ้าของห้องเป็นบุรุษ กองแฟ้มต่างๆ ที่ตั้งวางเป็นชั้นๆ มีอยู่แฟ้มที่ดูโดดเด่น เพราะมันกำลังอยู่ในมือแข็งแรงของบุรุษหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้อง โดยที่ข้างๆ โต๊ะทำงานตัวใหญ่มีเลขาชาวญี่ปุ่นยืนค้อมกายอย่างสุภาพ ศรีษะล้านเลี่ยนของเขามีเหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะอยู่บางเบาทั้งที่อากาศภายในห้องค่อนข้างเย็นเพราะแอร์คอนนิชั่นที่เปิดอยู่

ข้อมูลมีแค่นี้หรือ? ชายหนุ่มวางแฟ้มในมือลงบนโต๊ะก่อนจะหันไปพูดกับเลขาผู้น่าสงสารผู้นั้น

ครับคุณชิน แต่ผมสั่งให้คนไปหาข้อมูลมาเพิ่มแล้วครับ

ชินพยักหน้า  ก่อนจะโบกมือให้ชายผุ้นั้นออกไป

ทันทีที่เสียงประตูถูกปิด แฟ้มที่ถูกวางเอาไว้เมื่อครู่ก็ถูกหยิบขึ้นมาใหม่ ก่อนจะมองไปยังรูปแอบถ่ายซึ่งเป็นใบหน้าของมิเรียม เวลาที่อยู่ด้านล่างของรูปแสดงให้เห็นว่ามันถูกถ่ายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มไล้ไปตามรูปเบาๆ ภาพที่ปรากฏอยู่เป็นภาพมิเรียมกำลังรถน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน น้ำที่กระเซ็นไปบนเสื้อทำให้รูปร่างแบบบางของเธอเห็นชัดขึ้น กางเกงขาสั้นที่สวมใส่อยู่อวดท่อนขายาวเรียวราวกับหยกเนื้อดี มันช่างน่าลูบไล้จับต้องเสียจนมือของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อยเมื่อเลื่อนไปถึง

ให้ตายเถอะ เขากลายเป็นอะไรไปแล้ว เขาไม่เคยต้องเสียเวลากับรูปแค่นี้มาก่อน เพียงแค่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนไหนก็ต้องเข้ามาสยบต่อเขา

แต่นี่...ผู้หญิงคนนี้ เธอกลับทำให้ความมั่นใจของเขาต้องเสียไป

 

สองสาวเดินผ่านร้านต่างๆ ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าร้านเพชรชื่อดังร้านหนึ่ง

ยัยน้ำหวาน! ดูแหวนวงนี้สิน่ารักจังเลย มิเรียมชี้ชวนเพื่อนสาวให้ดูแหวนเพชรวงน่ารักที่อยู่ในตู้กระจก น้ำหวานมองแหวนวงนั้นก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยเพราะมันถูกทำเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยววงเล็กๆ ซึ่งมีดาวอยู่ตรงกลาง ขณะที่ทั้งสองสาวกำลังชื่นชมแหวนที่ถูกวางโชว์อยู่ในตู้กระจก สายตาของมิเรียมก็บังเอิญไปเห็นร่างสูงของชายคนหนึ่งเข้า

หนูหวาน นั่นใช่คุณชินหรือเปล่าน่ะ? ทั้งสองสาวมองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไป

ในตอนแรกที่ไม่สามารถมองเห็นหน้าเป็นเพราะชายหนุ่มหันหลังให้ แต่พอคราวนี้เขาก้มลงฟังบางสิ่งบางอย่างจากผู้หญิงที่มาด้วย ทำให้ชายหนุ่มต้องหันข้างให้กับพวกเธอ และแน่นอนดูเหมือนว่ามิเรียมจะไม่ได้มองพลาดผู้ชายที่อยู่ในร้านเพชร ก็คือซากุโนะ ชิน อย่างที่คิดจริงๆ เสียด้วย

ดูเหมือนว่าสายตาของเธอจะมองอะไรไม่พลาดแฮะ เป็นคุณชินจริงๆ ด้วย

ทั้งสองสาวมองเห็นความสนิทสนมของชายหญิงทั้งคู่ ก่อนจะมองหน้ากัน

มิเรียมส่งสายตาแปลกๆ พร้อมกับรอยยิ้มให้น้ำหวาน ก่อนจะลากข้อมือเพื่อนสาวเข้าไปด้านใน

เฮ้ย! จะไปไหน

เสียงประตูหน้าร้านดังขึ้นทำให้ทุกคนในร้านหันไปมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่

สวัสดีค่ะรบกวนขอชมแหวนวงที่โชว์อยู่หน้าร้านได้ไหมคะ มิเรียมหันไปพูดกับพนักงานในร้าน ก่อนจะแสร้งทำหน้าตาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวทักชายหนุ่มตรงหน้า

ตายจริง สวัสดีค่ะ มิสเตอร์ซากุโนะไม่คิดว่าจะมาพบกันอีกครั้งที่นี่

แพรวนภามองผู้หญิงสาวทั้งสองคนอย่างพิจารณา ก่อนจะทำสีหน้าดูแคลนเพราะหลังจากพิจารณาดูแล้ว เสื้อผ้าที่ทั้งคู่สวมใส่ล้วนแต่ไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนมที่เธอรู้จัก ด้วยความคิดนี้แพรวนภาจึงตัดสินใจว่าทั้งสองสาวเป็นคนละระดับกับเธอ แพรวนภาจึงไม่ได้สนใจเมื่อทั้งสองสาวหันมาทักทายเมื่อชายหนุ่มแนะนำว่าเธอเป็นเพื่อนแม้แต่น้อย

วันนี้มาเที่ยวกันสองคนหรือครับ ผมไม่ยักเห็นนายธีตามมาด้วยชินเอ่ยปากถามน้ำหวานก็จริงแต่สายตาของชายหนุ่มกลับไม่ได้ละจากมิเรียมเลยแม้แต่น้อย

ค่ะ...มากันแค่สองคน วันนี้แอบออกมากันน่ะค่ะเลยไม่มีคนคอยมาจู้จี้ น้ำหวานหัวเราะเมื่อกล่าวถึงพี่ชายต่างสายเลือดของเธอ

แพรวนภาเห็นความสนิทสนมของชายหนุ่มที่เธอควงมาด้วยกับสองสาวก็ให้รู้สึกอิจฉานัก เพราะแม้แต่ตัวเธอเองยังไม่สามารถเรียกรอยยิ้มบนมุมปากของชายหนุ่มได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว พอดีกับที่พนักงานร้านเพชรนำแหวนวงที่มิเรียมต้องการดูมาวางไว้ตรงหน้าหญิงสาว แพรวนภาจึงคิดระบายความรู้สึกริษยานั้นกับมิเรียมแทน

ตายจริง แหวนวงที่น้องคนนี้ลองสวยจังเลยนะคะคุณชิน แพรวอยากได้จังเลยค่ะ

มิเรียมที่กำลังสวมแหวนที่นิ้วกลางอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนที่ชินแนะนำว่าเป็นเพื่อนชักเริ่มเสียมรยาท เพราะในเมื่อแหวนวงนี้ยังอยู่บนนิ้วของเธอผู้หญิงคนนี้ก็ไม่น่ากล่าวแบบนี้ออกมา

แหวนวงนี้เพิ่งนำเข้ามาเองนะคะ ถ้าคุณแพรวสนใจอยากจะลองสวมก็ได้นะคะ

พนักงานในร้านที่สนิทกับแพรวนภาดีก็คิดอยากจะเอาใจ เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวที่ดูไม่คุ้นหน้าสองคนนี้ยังไงซะก็คงไม่มีทางซื้อแหวนราคาเป็นแสนได้แน่ๆ หลังจากที่กล่าวจบจึงได้หันมาทางมิเรียมก่อนจะเอ่ยออกมาอีกประโยค

คุณคะ...ไม่ทราบว่า...... พนักงานยังไม่ทันได้กล่าวจบมิเรียมก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

ฉันชอบแหวนวงนี้ค่ะ เท่าไหร่หรือคะ มิเรียมกล่าวพร้อมกับมองแหวนที่อยู่บนนิ้วเธอก่อนจะหมุนมือไปมา

พนักงานสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กันต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเอ่ยราคาที่ตั้งเอาไว้จากป้ายราคาที่ถูกถอดออกเมื่อตอนที่เธอสวมแหวน

1 แสน 7 หมื่นค่ะ

มิเรียมถึงกับทำตาโต อุแม่เจ้า...แพงจัง น้ำก็ไม่งามสักเท่าไหร่นี่นา.........

แพรวนภาเห็นท่าทางของมิเรียมก็นึกไปว่าหญิงสาวคงไม่มีปัญญาซื้อเพชรราคาแพงวงนี้แน่ จึงหันไปพูดกับพนักงาน

แค่แสนเจ็ดเองหรือคะ ถ้างั้นฉันเอาวงนี้ก็แล้วกันค่ะ

แพรวนภาหันไปทางชายหนุ่มก่อนจะถามเสียงหวาน คุณชินคะ วงนี้แพรวชอบน่ะค่ะ แพรวเอาวงนี้ก็แล้วกัน

น้ำหวานมองสิ่งที่แพรวนภาทำอย่างขำๆ ดูท่าวันนี้คงมีเรื่องสนุกๆ ให้ได้ดูกันแล้ว เพราะคนอย่างมิเรียมคงไม่ยอมให้เรื่องจบแบบนี้แน่

ผมว่าให้คุณมิเรียมเธอตัดสินใจก่อนจะดีกว่า เพราะว่าเธอเห็นแหวนวงนี้ก่อน

ชินมองแพรวนภาอย่างตำหนิ เพราะถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกคนอื่น แต่เขาก็มักจะให้ความสำคัญกับมารยาทมากอย่างที่สุด อาจเป็นเพราะสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งของเขาสายเลือดชาวอาทิตย์อุทัยที่ให้ความสำคัญกับมารยาทและการดำเนินชีวิต พอมาเจอกับเหตุการณ์ครั้งนี้เข้า เขาจึงอดไม่ได้ที่จะตำหนิแพรวนภาอยู่ในใจ

พนักงานที่ยืนฟังอยู่กลับเข้าใจผิดว่าชินคงกล่าวแบบนี้ออกมาเพราะมารยาท ด้วยความที่เกรงว่าจะไม่ได้ขายของ พนักงานคนหนึ่งจึงรีบหันไปบอกกับชิน

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะรีบห่อให้เลย

ส่วนพนักงานอีกคนก็หันไปทางมิเรียมที่กำลังถือแหวนอยู่ในมือก่อนจะกล่าวกับเธอว่า

ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ แหวนวงนี้ถูกซื้อแล้ว

เพียงแค่มองก็รู้ว่าพนักงานอยากขายแหวนที่อยู่ในมือของหญิงสาวมากเพียงไร มิเรียมไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่กลับส่งแหวนให้พนักงานโดยง่าย แพรวนภาที่มองดูอยู่ส่งยิ้มเยาะแกมสมเพชมาให้มิเรียมทันทีที่แหวนวงนั้นถึงมือของพนักงาน

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะฉันเองก็เห็นว่าราคานี้ค่อนข้างจะแพงไปสักหน่อย เพราะดูจากตัวเพชรแล้วคงหลอกขายได้กับคนที่ไม่มีตาเท่านั้นล่ะค่ะมิเรียมกล่าวยิ้มๆ

น้ำหวานอดไม่ได้ที่จะหันไปหัวเราะเพื่อนสาวเบาๆ อย่างรักษามารยาททำให้เสียงหัวเราะคิกคักของเธอเล็ดรอดออกมาเพียงเล็กน้อย

แพรวนภาถึงกับหน้าตึง เพราะคำพูดเมื่อครู่คล้ายกับจงใจว่ากระทบเธอว่าไม่มีตาที่จะดูของ

นี่เธอ! พูดแบบนี้จะหาเรื่องกันหรือยังไง ตัวเองไม่มีเงินจะซื้อแล้วมาว่าของไม่ดีมากกว่าล่ะมั้ง

ไม่พูดเปล่า คราวนี้แพรวนภาส่งสายตาดูแคลนมาให้อย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนที่เรื่องจะลุกลามมากไปกว่านี้ชินกลับเป็นฝ่ายทนไม่ได้กับสายตาดูถูกของมิเรียมที่ส่งมาโต้ตอบกับแพรวนภา และยังเผื่อแผ่มาถึงเขาอีกคน

ได้แล้วค่ะ พนักงานอีกคนที่แยกตัวออกไปห่อแหวน กลับมาพร้อมกับถุงใส่แหวนที่ตีตราของร้าน

ชินล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบบัตรเครดิตออกมาส่งให้และเป็นฝ่ายรับถุงแหวนมาถือเอาไว้แทน

ชินคะ ส่งมาให้แพรวก็ได้ค่ะ แพรวจะลองใส่ดูเลย

หึ....สมน้ำหน้า พวกกระจอก

แพรวนภาคิดจะสมแหวนที่ชายหนุ่มเป็นผู้ซื้อให้ต่อหน้าทั้งสองสาวเพื่อเยาะเย้ย แต่ผิดคาด ชินไม่ได้ส่งให้เธอ แต่กลับยื่นถุงใบนั้นไปให้กับมิเรียมแทน

นี่ครับ...ได้โปรดรับเอาไว้ด้วย ถือว่าเป็นการขอโทษที่เพื่อนของผมเสียมารยาท

คุณชิน!” พราวนภาทำสีหน้าตกใจที่ชายหนุ่มกลับเห็นผู้หญิงคนอื่นดีกว่าเธอ

หรือว่าแม่นี่จะเป็นเด็กของคุณชินอีกคน!

แหม! อย่าเลยดีกว่าค่ะ เมื่อครู่อย่างที่บอกไปว่าแหวนวงนี้น้ำไม่ได้งามเท่าไหร่นัก ถึงได้ไปก็คงเสียดายเงินแย่

พนักงานขายทั้งสองคนทำสีหน้าบึ้งตึงเมื่อได้ยินคำพูดของมิเรียม

งั้นเอาแบบนี้ดีกว่าครับ ผมยินดีที่จะชดเชยให้กับความเสียมารยาทครั้งนี้ ถ้าคุณมิเรียมต้องการชิ้นไหนบอกได้เลยครับ ผมยินดี

สีหน้าราบเรียบของชินไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้มิเรียมรู้สึกหมั่นไส้ในความอวดรวยของผู้ชายคนนี้จนนึกอยากจะแกล้งซื้อชุดที่แพงที่สุดจริงๆ แต่พอคิดไปอีกทีถ้ายอมซื้อ ที่ร้านนี้ก็คงได้กำไรอีกอื้อซ่าคิดไปคิดมาแค่เธอรับแหวนวงนี้เอาไว้ก็เป็นการกู้หน้าได้เธอได้แล้ว

อย่าเลยดีกว่าคะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะขอรับแหวนวงนี้เอาไว้ จะได้ไม่ขัดความต้องการของคุณดีไหมคะ

มิเรียมยื่นมือออกไปรับถุงแหวนที่ชายหนุ่มยื่นออกมาให้ ขณะที่ถุงกำลังถูกส่งผ่านมาที่มือเธอ ปลายนิ้วของชินกลับสัมผัสถูกมือของมิเรียม

ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าช๊อต ทั้งคู่ต่างนิ่งมองกันและกัน ความร้อนแล่นไปทั่วร่าง ทั้งที่ทั้งสองคนอยู่ในร้านแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าในร้านนี้มีเพียงเขาและเธอเท่านั้น

อะ...แฮ่ม เสียงกระแอมของน้ำหวานดังขึ้น ดึงเขาและเธอให้กลับมาสู่โลกของความเป็นจริง

อะ มิเรียมรีบดึงมือกลับ ใบหน้าขาวใสแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย

แพรวนภามองภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยความโมโห หญิงสาวกัดฟันแน่นก่อนจะเดินไปคว้าแขนของชินที่อยู่ใกล้ๆ เอาไว้

ชินคะ แพรวหิวแล้วเราไปกันเถอะค่ะ

ชายหนุ่มละสายตาจากภาพน่าดูของมิเรียม มองไปยังหญิงสาวที่ชักเริ่มทำตัวน่ารำคาญขึ้นทุกทีอย่างแพรวนภา ก่อนจะถอนใจออกมา

ไปทานข้าวด้วยกันไหมครับ

มิเรียมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ชินหันหน้ามาถามเธอเป็นคนแรก น้ำหวานเห็นท่าทางเสียหน้าของแพรวนภาแล้วก็รู้สึกสงสารเล็กๆ

ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราคิดว่าจะไปทานสุกี้กัน เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะคะ

พอเห็นว่าแพรวนภาทำท่าหวงชายหนุ่มที่มาด้วยราวกับแม่ไก่หวงลูกเจี๊ยบ น้ำหวานจึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งพูดทิ้งท้ายเอาไว้ให้หล่อนเจ็บใจเล่น แต่กว่าจะหนีออกมาจากบ้านได้ก็แทบแย่ การที่จะรับนัดชายหนุ่มตรงหน้าโดยไม่มีคนอื่นตามมาด้วยคงหาได้ยากยิ่ง ไม่แน่ว่าโต๊ะอาหารนั้นคงมีพี่ธีเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญอีกคนเป็นแน่

 ชายหนุ่มค้อมตัวเล็กน้อย ก่อนจะพาแพรวนภาออกไปจากร้าน ทั้งสองสาวยืนมองชายหญิงคู่นั้นไปจนพ้นสายตา มิเรียมจึงหันไปหาพนักงานขายทันที

ผู้จัดการของคุณจะเข้ามาเมื่อไหร่

พนักงานทั้งสองคนทำหน้าอึกอัก เสียงประตูหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ผู้จัดการร้านจะเดินเข้ามา

อ้าว คุณมิเรียม กลับมาจากเมืองนอกเมื่อไหร่ครับ

ประโยคทักทายที่ราวกับรู้จักกันทำให้ใบหน้าของพนักงานทั้งสองคนขาวซีดอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นานนี่เองค่ะ มิเรียมรู้จักผู้จัดการคนนี้ดี เพราะเขาเคยนำสินค้าของร้านนี้ไปให้แม่เธอดูที่บ้านบ่อยๆ

แล้วได้อะไรไปหรือยังครับ พักนี้ผมเห็นว่าคุณแม่คุณงานยุ่งเลยไม่ได้นำของที่สั่งเข้ามาใหม่ไปให้ชมที่บ้านเลย

พอกล่าวมาถึงตรงนี้พนักงานทั้งสองจึงได้รู้ว่า ลูกค้ารายใหญ่ที่ผู้จัดการร้านมักเดินทางไปที่บ้านด้วยตัวเอง ก็คือมารดาของหญิงสาวตรงหน้า และถ้าจำไม่ผิดลูกค้ารายใหญ่คนนั้นยังเป็นเจ้าของห้างที่พวกเธอกำลังยืนอยู่ตอนนี้อีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ชายหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่รู้ดี ดังนั้นก่อนที่เขาจะเดินออกจากร้านไป ระหว่างที่กำลังเดินผ่านมิเรียม ชายหนุ่มจึงพูดเบาๆ พอให้ได้ยินว่า

อย่ารุนแรงนักล่ะ

มิเรียมยังจำความรู้สึกที่ลมหายใจของชายหนุ่มรินรดหน้าผากของเธอ กระทั่งริมฝีปากที่ขยับ หรือแม้แต่สายตาที่เขามองเธอก่อนจะออกไปจากร้าน มันเหมือนกับจะมองทะลุทุกอย่าง

ทุกอย่างที่อยู่ในหัวใจของเธอ

เมื่อครู่ฉันเพิ่งขอชมแหวนวงที่โชว์อยู่ด้านหน้าน่ะค่ะ ที่เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

โอ๊ะ...วงนั้นจะดีหรือครับ ผมว่าน้ำมันยังไม่ค่อยงามสักเท่าไหร่ ถ้ายังไงผมแนะนำวงใหม่ให้เอาไหมครับ

ด้วยความจริงใจที่ผู้จัดการร้านมีให้ ทำให้เอามิเรียมหายโมโหเรื่องที่พนักงานสองคนนี้ทำลงไปกว่าครึ่ง ดังนั้นเรื่องราวต่างๆ จึงถูกถ่ายทอดให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ไม่เกรี้ยวกราดอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ผมต้องขอโทษแทนพนักงานของผมด้วยนะครับ

ผู้จัดการถึงกับหน้าซีด แม้ว่าห้างแห่งนี้จะถูกผูกพันด้วยสัญญาเช่า แต่หนึ่งในข้อตกลงนั้นก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกร้านที่อยู่ในห้างนี้ต้องดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี หากมีข้อผิดพลาดเช่นวันนี้ทางห้างสามารถยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ได้ทันทีด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ห้างแห่งนี้กลับมีลูกค้าเนืองแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าทางร้านถูกยกเลิกสัญญาเห็นทีเขาคงต้องถูกไล่ออก เพราะกำไรจากสาขานี้เรียกได้ว่ามากที่สุดในบริษัทก็ว่าได้

มิเรียมเห็นว่าผู้จัดการร้านมีสีหน้าวิตกเสียยิ่งกว่าสองสาวพนักงานเสียอีก จึงอดไม่ได้ที่จะพูดปลอบใจออกมา

เอาเป็นว่าคราวนี้ฉันจะไม่เอาเรื่องก็แล้วกันค่ะ ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ

มิเรียมกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากร้านไปพร้อมกับเพื่อนสาว

 

สีหน้าเคร่งเครียดของกนธีเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก เพราะชายหนุ่มมักจะปกปิดความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้อย่างดีโดยไม่ยอมให้ใครรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไร แต่คราวนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจปกปิดสีหน้าเอาไว้ได้จริงๆ ในเมื่อเขาโทรกลับมาที่บ้านแล้วสาวใช้ก็บอกกับเขาว่า คุณน้ำหวานหายไป

เจอหรือยัง

แม้แต่พันชิตซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนสนิทยังรู้สึกว่าเวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งอันตรายอย่างแท้จริง

ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มจนเป็นเส้นตรง เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่น้ำหวานหายตัวไป ราวกับว่ามันทำให้กนธีดูแก่ขึ้นอีกหลายสิบปี ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ความกังวลกลับมาเยือนชายหนุ่มอีกครั้งหลังจากครั้งสุดท้ายที่เขาต้องสูญเสียเธอไปนานถึง 7 ปี

แล้วตอนนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?

ยังครับนาย ติดต่อไม่ได้เลยครับ พันชิตหยุดพูดพร้อมกับคอยสังเกตสีหน้าของนายหนุ่มไปพลาง ผมลองโทรไปที่บ้านคุณมิเรียมแล้วคนที่บ้านนั้นบอกว่าคุณมิเรียมก็ไม่อยู่ครับนาย

กนธีนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกมา

หรือว่าไปด้วยกัน

หลังจากที่รู้ว่าน้องสาวสุดที่รักหายตัวไปจนกระทั่งเวลานี้ก็เย็นมากแล้ว ถ้าหากวันนี้น้ำหวานไม่กลับมา เขาจะพลิกเมืองไทยหาตัวเธอให้จงได้....ชายหนุ่มคิด

ผมก็คิดเหมือนกับนาย ผมเลยส่งคนไปเฝ้าหน้าบ้านของคุณมิเรียมเอาไว้ เผื่อว่าทั้งคู่จะกลับมาด้วยกัน

แล้วสนามบินล่ะ เขาไม่อยากพลาดเหมือนครั้งที่แล้ว ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำหรับเขาไปจนวันตาย

ผมส่งคนไปเฝ้าแล้วครับ รวมทั้งพวกนักสืบที่ทำงานให้เราก็ถูกส่งไปด้วย

ตั้งแต่คุณน้ำหวานหายไป พนักงานที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดก็ถูกส่งออกไปค้นหา แม้แต่พรตที่ปรกติไม่เคยเข้ามายุ่งกับการดำเนินงานของกนธีมาก่อน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมาร่วมวงด้วย เพราะคราวนี้หัวใจของชายทั้งคู่หายไปโดยไร้ร่องรอย และยังเป็นการหายไปอย่างน่าเป็นห่วงเพราะคราวนี้แม้แต่พรตเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน

ท้องฟ้าเริ่มมีสีดำปกคลุมเนื่องจากราตรีใกล้มาเยือน ที่ด้านหน้าของคฤหาสน์หลังงามยังคงเต็มไปด้วยแสงสว่างราวกับเวลากลางวัน และผู้คนมากมายเดินเข้าออกขวักไขว่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดตรงรั้วของคฤหาสน์ และไม่นานักคนที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลังก็ไขกระจกลง

นี่ฉันเองนะ เปิดประตูให้หน่อย

น้ำหวานโผล่หน้าออกมาส่งยิ้มให้ยามหน้าประตูรั้ว ก่อนจะผลุบหายเข้าไปเมื่อประตูถูกเปิดออก

ยามที่ทำหน้าที่เปิดประตูยกหูโทรศัพท์ขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรถคันนั้นแล่นผ่านเขาไป

เจอคุณน้ำหวานแล้วครับ ยามผู้นั้นพยักหน้าหลายครั้งก่อนจะพูดว่าครับๆ แล้วก็วางสายไป

รถแท็กซี่วนรอบสวนน้ำพุก่อนจะมาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าคฤหาสน์หลังงาม น้ำหวานมองผ่านกระจกจากภายในตัวรถ เห็นว่าทั้งคุณลุงและพี่ชายสุดที่รักของเธอพร้อมด้วยเหล่าองค์รักษ์ทั้งหลายกำลังยืนทำหน้าเคร่งรอเธออยู่อย่างพร้อมเพรียง

สงสัยงานจะเข้าแฮะเรา...

เท้ายังไม่ทันก้าวลงจากรถพร้อมกันทั้งสองข้าง ตัวเธอก็กลับปลิวติดมือชายหนุ่มที่ถือวิสาสะ ดึงเธอออกจากรถอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ลูกน้องเป็นคนจัดการค่าแท็กซี่ของเธอแทน

น้ำหวานก้าวตามร่างสูงที่จูงเธอเดินแทบไม่ทัน ด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังยืนนิ่งเพราะคิดไม่ถึง และหนึ่งในนั้นก็คือพรตที่เอาแต่ยืนอมยิ้มท่ามกลางสีหน้างุนงงของเหล่าลูกน้อง

พรตยักไหล่อย่างเคยชิน เขากำลังคิดอยู่ว่าตอนนี้เขาน่าจะไปหาอะไรดื่มก่อนอาหารค่ำได้แล้ว

พี่ธีคะ หนูหวานเดินตามไม่ทันแล้วค่ะ ก้าวช้าลงหน่อยได้ไหมคะ

สีหน้าบึ้งตึงของชายหนุ่มไม่ได้น้อยลงไปกว่าเดิม ทั้งคู่เดินมาจนถึงห้องของเธอ กนธีกระชากประตูอย่างแรงก่อนจะเหวี่ยงเธอเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว

พี่ธีคะ หนูหวานเจ็บนะคะ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย

น้ำหวานจับข้อมือที่กนธีบีบจนเป็นรอยเอาไว้ พรุ่งนี้สงสัยว่าข้อมือของเธอต้องอักเสบ เพราะตอนนี้มันเริ่มจะบวมขึ้นมาให้เห็นนิดๆ แล้ว

เจ็บเหรอ! คงสู้พี่ไม่ได้หรอก นัยน์ตาของกนธีแดงก่ำ เขากำลังรู้สึกเสียใจที่น้องสาวของเขาช่างไม่รู้เลยว่าเขาเป็นห่วงเธอมากขนาดไหน หนูหวานก็รู้ดีว่าพี่เป็นห่วงหนูหวานมากขนาดไหน แต่นี่หนูหวานกลับ กลับหนีออกไปเที่ยว ชายหนุ่มมองร่างบางตรงหน้าด้วยความผิดหวังที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา เสียงตะโกนของกนธีดังก้องไปมาอยู่ในห้อง เพียงแต่ว่าสีหน้าของหญิงสาวไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

สีหน้าเช่นนี้หากเป็นคนอื่นที่รู้จักชายหนุ่มในฐานะของพยัคฆ์คำรามคงต้องตกใจกลัวจะขาสั่นไปหมด หากแต่สาวน้อยผู้นี้กลับมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมไม่เพียงแต่ไม่กลัว หากแต่ยังกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเขา

พี่ธีคะ เลิกตะโกนเสียทีเถอะค่ะ หนูหวานปวดหัวไปหมดแล้ว อีกอย่างหนูหวานไม่ได้หนีไปนะคะ

น้ำหวานเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะดึงลิ้นชักออกมาแล้วหยิบโน้ตที่เธอเขียนทิ้งเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวกับมิเรียมขึ้นมาโบกไปมาในอากาศ

ทั้งการกระทำและสีหน้าของหญิงสาวในตอนนี้ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับต้องกำหมัดแน่นเพื่อบังคับตัวเองไม่ให้โผเข้าไปจัดการกดเธอลงบนเตียง แล้วกระทำอย่างที่ใจเขาอยากทำที่สุดในตอนนี้

อา....ช่างเป็นท่าทางที่น่ารักน่าใคร่จริงๆ

น้ำหวานเดินเอาจดหมายมาวางแปะไว้ที่อกของเขา ปลายนิ้วเรียวชี้อยู่ระหว่างแผ่นอกกับกระดาษ เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของเขา

กนธีกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังคอแห้งเป็นผง ใบหน้าของเธอเป็นสิ่งเดียวที่ยับยั้งเขาเอาไว้ เพราะมันคือใบหน้าของน้องสาวสุดที่รัก ที่เขามักจะย้ำตัวเองอยู่เสมอว่าเธอคือน้องสาว แต่ตอนนี้เขาชักไม่มั่นใจเสียแล้ว ว่าความตั้งใจนั้นจะไม่คลอนแคลน

เขาไม่เคยถูกยั่วเย้ามากขนาดนี้มาก่อน ดูเหมือนว่าเขากำลังถูกทดสอบ

เอ่อ...เราเล่นแรงไปหรือเปล่านะ? .....น้ำหวานชักเริ่มไม่มั่นใจ

เอาเป็นว่าหนูหวานทิ้งจดหมายไว้ให้แล้ว แต่ในเมื่อทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงหนูหวานก็ขอโทษด้วยก็แล้วกันค่ะ ตอนนี้หนูหวานเหนื่อยมากแล้ว พี่ธีออกไปก่อนก็แล้วกันนะคะ

น้ำหวานปล่อยมือจากกระดาษจนมันร่วงลงไปที่พื้นโดยที่ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้สนใจอ่านมันแม้แต่น้อย แต่เขากำลังมองเธออยู่อย่างไม่วางตา

และไม่น่าไว้ใจ

เดิมทีเมื่อน้ำหวานหลงรักกนธี ส่วนหนึ่งก็คือความรู้สึกที่เมื่อเธออยู่กับเขาแล้วสบายใจ และอบอุ่น แต่ตอนนี้พอเธอใกล้เขามากขึ้น เมื่อความรู้สึกที่เขามีให้เปลี่ยนไป หากเขามองเธอเป็นหญิงสาวเหมือนกับที่เขาควงอยู่ เธอจะยังรู้สึกปลอดภัยเหมือนเดิมหรือเปล่านะ

แต่ตอนนี้แววตาของเขาไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย มันดูลึกลับ และนั่นประกายแปลกๆ ในดวงตาของเขาเหมือนกับกำลังอดกลั้นบางสิ่งบางอย่างที่รอคอยการระเบิดมันออกมา และเธอ ก็ไม่อยากเป็นคนรับเคราะห์กรรมนั่นเสียด้วยสิ

สัญชาตญาณของผู้หญิงกำลังเตือนเธอให้ระวัง

ระวังพี่ชายของเธอคนนี้ให้มาก

กนธีไม่ยอมขยับ เขาเอาแต่จ้องมองใบหน้าของน้ำหวานจนหญิงสาวชักหวั่นใจ ในใจได้แต่คิดถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่หรือ เป็นสิ่งที่เธอพยายามทำมาตลอด นั่นคือความสนใจจากเขาในฐานะอื่น เพียงแต่ว่าเวลานี้ มันอาจไม่เหมาะสม

ห้องนอนทั้งห้องเงียบสนิท เตียงกว้างที่ตั้งอยู่ราวกับจะเชื้อเชิญให้ทั้งคู่ทำเรื่องที่เกินเลย เสียงหายใจของทั้งสองคนดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย ชายหนุ่มก็เริ่มขยับตัว

พี่ธี..... น้ำหวานส่งเสียงออกมาราวกับกำลังจะห้ามในสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะทำ แต่เสียงที่ออกมานั้น

มันกลับแผ่วเบาเสียจนแทบจะไม่ได้ยิน

แม้ว่าระยะห่างของทั้งคู่เพียงแค่เอื้อมมือ แต่กลับมีแรงกดดันมหาศาลที่ถูกแผ่ออกมาจากคนทั้งคู่

พี่....อยากสัมผัสเธอ หนูหวาน

มือแข็งแรงเอื้อมออกมาสัมผัสเบาๆ ที่แก้มบอบบาง

พี่ธีอย่า....

เสียงห้ามที่ผ่านริมฝีปากออกมานั้นช่างแผ่วเบาพอๆ กับประโยคแรก นิ้วร้อนของกนธีไล้แผ่วเบาไปทั่วดวงหน้าหวาน ก่อนจะมาหยุดลงที่ริมฝีปากของเธอ

มันร้อนผ่าว และสั่นน้อยๆ เมื่อมันปัดผ่านอย่างตั้งใจบนเรียวปากอวบอิ่ม นิ้วหัวแม่โป้งถูกกดคลึงเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง เมื่อมันเริ่มไล้ไปมา โลกของน้ำหวานก็แตกออกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ไม่น่าเชื่อ...เพียงแค่ถูกเขาสัมผัส เธอก็เป็นไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่?

 ชายหนุ่มละมือจากริมฝีปากและใช้มือข้างนั้นประคองแก้มบางใสเอาไว้ก่อนจะก้มลง

ร้อน.......ความรู้สึกแรกทันทีที่ริมฝีปากของกนธีกดลงมา

น้ำหวานไม่กล้าที่จะขยับเขยื้อนตัวเลยจนกระทั่งจุมพิตเบาๆ นั้นผ่านพ้นไป ทันทีที่ชายหนุ่มถอยห่างออกไป น้ำหวานถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพียงแต่ว่าเธอคิดผิด ทันทีที่เธอเพิ่งจะตั้งสติได้อีกครั้ง ใบหน้าคมเข้มนั้นก็เข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอมกรุ่นเสียแล้ว

พี่....อุ๊บ

ฝ่ามือทั้งสองข้างของชายหนุ่มประคองดวงหน้าของหญิงสาวเอาไว้ไม่ให้ขยับหนี น้ำหวานถูกจูบอีกครั้งอย่างดูดดื่มเว้าวอนเสียจนเข่าทั้งสองข้างแทบจะรับน้ำหนักไว้ไม่ไหว ราวกับชายหนุ่มจะรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกจวนเจียนจะเป็นลม มือข้างหนึ่งก็ถูกเปลี่ยนหน้าที่มากอดรัดเอวบางของเธอเอาไว้แทน ทันทีที่ร่างกายของเธอสัมผัสกับชายหนุ่ม ความร้อนที่ถูกถ่ายทอดมาถึงทำให้สติที่หลุดลอยไปของน้ำหวานกลับมาอีกครั้ง ฝ่ามือของเธอจึงออกแรงเต็มที่เพื่อที่จะปลดปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระ แต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอม มือบอบบางทั้งสองข้างของเธอถูกจับเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว มิหนำซ้ำมันยังถูกบิดไปข้างหลังทำให้หน้าอกของเธอถูกดันออกมาข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้

เธอกำลังถูกจู่โจมทั้งสองทาง ด้านหน้าถ้าขยับเพียงแค่เล็กน้อยหน้าอกของเธอก็จะเบียดชิดกับร่างของชายหนุ่ม ส่วนอีกทางก็คือจุมพิตอันร้อนรุ่มที่เธอกำลังประสพอยู่ในตอนนี้เพราะมันแทบจะดูดวิญญาณของเธอให้ออกจากร่าง ฝ่ามือที่คอยบังคับใบหน้าของเธอเริ่มลูบไล้แผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้น้ำหวานถึงกับสะท้าน เมื่อมันมาหยุดอยู่ใต้ฐานอกอวบอิ่ม มือของเขาลอดผ่านชายเสื้อตัวสั้นเข้าไปด้านใน จนกระทั่งถึงขอบชุดชั้นในเนื้อบาง นิ้วซุกซนที่ไม่ยอมหยุดนิ่งสะกิดเพียงนิดเดียวทรวงอกผลิพุ่งก็หลุดออกจากเครื่องพันธนาการทันที

ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาเคลื่อนมือเข้าไปประคองทรวงอกอวบอิ่มอย่างรวดเร็ว และทันทีที่เขาสัมผัสถูกน้ำหวานก็เผลอตัวร้องออกมา ทำให้ชายหนุ่มได้โอกาส ลิ้นที่เล้าโลมอยู่เพียงภายนอกถูกส่งเข้าไปชิมความหวานภายในอย่างรวดเร็ว กนธีปล่อยมือที่จับน้ำหวานเอาไว้ ก่อนจะใช้มันประคองต้นคอของเธอเพื่อให้รับจุมพิตอันหนักหน่วงของเขาให้ถนัดขึ้น

อุ๊...อืมมมม

เสียงครางที่เล็ดรอดออกมาเล็กน้อยของน้ำหวาน ยิ่งทำให้แรงจุมพิตของกนธีแรงขึ้นเรื่อยๆ โพรงปากหวานชุ่มช่ำถูกสำรวจอย่างอุกอาจ เอวบางถูกดึงเข้าไปจนแนบชิดไปกับเรือนร่างอันแข็งแกร่ง

ไม่ทันได้คาดคิดจู่ๆ ร่างบางของน้ำหวานก็ลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว กนธีช้อนร่างบางขึ้นมาในวงแขนทั้งที่ยังไม่ยอมปล่อยริมฝีปากของหญิงสาวให้เป็นอิสระ ขาแข็งแรงก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงเตียงที่ตั้งอยู่กลางห้อง ทันทีที่หลังบอบบางของเธอสัมผัสกับผ้าปูเตียงที่เย็นเฉียบ น้ำหวานก็เริ่มดิ้นรนเพราะดูเหมือนว่าทั้งเธอและเขามาไกลเกินไปเสียแล้ว

ไม่ๆ

น้ำหวานหลุดจากจุมพิตอันแสนวิเศษมาได้ ทันทีที่หลังสัมผัสกับผิวเตียง เรี่ยวแรงทั้งหมดก็ถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้งโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้ตังตัว ริมฝีปากของหญิงสาวจึงเป็นอิสระทันที

พี่ขอโทษสาวน้อย พี่.... กนธีมองดวงตาตื่นกลัวของน้ำหวาน แล้วกล่าวสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจออกมา

พี่คิดว่าพี่คงไม่สามารถที่จะมองหนูหวานเป็นน้องสาวได้อีกแล้ว ได้โปรด พี่อยากจูบเธออีก

กนธีพยายามก้มลงมาอีกครั้งแต่คราวนี้น้ำหวานรออยู่ก่อนแล้ว เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีงอเข่าขึ้นก่อนจะดันเต็มแรงที่กลางอกของชายหนุ่ม

มันได้ผล!..ทันทีน้ำหวานทำสำเร็จ กนธีที่ไม่ทันตั้งตัวก็กลิ้งตกเตียงลงไปอย่างรวดเร็ว

โอ๊ย! หนูหวาน ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน อารมณ์พิศวาสทั้งหลายหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาต้องลงไปนอนเล่นมองเพดานห้องบนพื้นพรม โดยมีความเจ็บปวดตรงสะโพกเล็กน้อยที่ทำให้รู้ว่าเขาเพิ่งถูก ยัน ตกลงมาจากเตียง

น้ำหวานมองเห็นพี่ชายที่แสนจะมาดเนี๊ยบอยู่ตลอดเวลาลงไปนอนอยู่บนพื้น อารมณ์ตกใจเมื่อครู่จึงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ฮึ...ฮะๆๆๆ หญิงสาวก้มหน้าก้มตาหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งเห็นท่าทางยันตัวลุกขึ้นของชายหนุ่มแล้ว ยิ่งทำให้น้ำหวานหัวเราะหนักกว่าเก่า

หยุดเดี๋ยวนี้นะหนูหวาน เดี๋ยวนี้กล้าหัวเราะเยาะพี่แล้วเหรอ

ชายหนุ่มยังคงหัวเสียเล็กน้อย แต่ความรู้สึกหวาดกลัว หวาดหวั่นในตอนแรกที่น้ำหวานมีต่อเขากลับหายไปอย่างสิ้นเชิง

ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอได้คำตอบแล้วสำหรับการดำเนินการตามแผนที่วางไว้

ว่าด้วยการจับผู้ชายขั้น 2 การลองใจ
--------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

183 ความคิดเห็น

  1. #140 passerby (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2552 / 20:47
    จะไม่อัพเรื่องนี้ต่อจริงๆเหรอ? กลับมาเถอะนะ

    คิดถึง
    #140
    0
  2. #138 sammy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2552 / 03:19
    คุณการะเกดขา



    รีบๆ อัพต่อเลยนะเคอะ



    กำลังสนุกเชียว



    sammy เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #138
    0
  3. #136 Amisez (@amisez) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 / 13:34
    ไรเตอร์หายไปไหนอ่ะ

    กลับมาอัพเถอะ


    พลีสสสสสสสสสส
    #136
    0
  4. #135 passerby (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 / 22:04
    ต้องรออีกนานรึป่าว? ลงแดงแล้วววววว วว
    #135
    0
  5. #130 piercensean (@piercensean) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2552 / 23:16
    Writer ja thanks for upd na.
    #130
    0
  6. #129 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2552 / 21:43
    5555

    นายธี แหม เกือบแล้ว แต่สายไปซะแล้วดันตกบ่วงของหนูหวาน ว่าแต่เจ้าชิน หึ คงยากหน่อยเพราะแม่ยายไม่ปลื้ม
    #129
    0
  7. วันที่ 25 กันยายน 2552 / 14:17
    พีสสสสสสกรุณามาต่อด่วนคร้าาาา
    พี่เกดเดียวนี้เกเรมากมาย ดองมากเลย
    นู๋งอนแล้วนะ (ต้องง้อ โดยการมาอัฟด่วน ทราบแล้วเปลี่ยน)
    #124
    0
  8. #123 narin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 21:32
    โอ้ย...น้อยจัง มาต่อเถอะนะๆๆ (ดิ้นทุรนทุรายด้วยความค้างคา)
    #123
    0
  9. #122 nongfew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 19:52
    งานส่งอีเมล์ทำที่บ้าน รายได้ 300-500 /วัน

    คุณสมบัติผู้สมัคร

    - เพศ ชาย/หญิง อายุ 15 ปีขึ้นไป

    - วุฒิ ม.3, ปวช – ปริญญาตริ ทุกสาขา

    - สามารถพิมพ์ดีด ไทย / อังกฤษ ได้

    - สามารถใช้ Computer เบื้องต้นได้ ( Word )

    - มีความขยันและตั้งใจ



    ลักษณะงาน

    (ทางบริษัทจะสอนงานให้ก่อน) ใช้เวลาอธิบายงานประมาณ 30 นาที สามารถทำเป็นงานประจำ

    หรือรับงานกลับไปทำที่บ้าน รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ทำได้ ถ้าขยันมากก็ได้มาก



    หลักฐานในการสมัคร

    1.สำเนาบัตรประชาชน

    2. เลขที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ /ธนาคารอื่นๆ

    3. กรุณาจดหมายเลข 17604 เพื่อเข้ามาติดต่อรับงาน



    ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

    คุณณัฏฐวี 089-7685020 , 082-0810862

    (เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00-18.00น.)



    บริษัทตั้งอยู่ที่ อิมพีเรียล เวิร์ล ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว วังทองหลาง กทม. 103

    #122
    0
  10. #120 piercensean (@piercensean) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 23:43
    I like Numvan already...
    Ps. Thanks writer ja..
    #120
    0
  11. #119 หลิง หลิง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 21:40
    อัพเถิดหนา

    ปล.ถึงจะสอบก็แอบแวบเข้ามาค่ะ
    #119
    0
  12. #118 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 20:17
    555  เสือหนุ่มกำลังตกลงไปในกับดักที่เสือสาวรอดักอยู่ งานนี้เห็นจะโงขึนจากหลุมที่ขุดไม่ได้ง่ายๆซะแล้ว
    #118
    0