อุบัติรัก ผ่ากาลเวลา

ตอนที่ 5 : จำเป็นต้องไป! ( ที่รักจ๋ามาแล้ว ) ตอน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,966
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    9 ก.ย. 51

                                   
      vs     
                      
                         
  
             ประตูพิพากษา ทิศใต้
...    

             "  อ้าว!  เสร็จงานแล้วเหรอท่าน  "  หญิงสาวหันไปมองทางต้นเสียง  สายตาส่องประกายระยิบระยับเพิ่มขึ้น  เพราะเธอหันไปเจอยมทูตอีกตน  ที่เธอรู้ว่าชายที่มาใหม่คือยมทูตก็เพราะชายที่มาใหม่นั้นมีหัวเป็นม้า   นุ่งโจงกระเบนสีแดงเหมือนลุงหัวควายที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ  แถมยังถือหอกที่ดูแล้วน่าจะคมมากๆ  แต่สิ่งที่ยืนยันในสิ่งที่หญิงสาวคิดก็คือ  วิญญาณที่อยู่ข้างๆ ผู้ที่มาใหม่
              ชายผู้นั้นมีสิ่งที่ดูเหมือนสายสิญคล้องคออยู่และปลายอีกด้านของสายสิญนั้นก็อยู่ที่มือของยมทูตหัวม้านั่นเอง
            "  โอ้ว! ท่านม้า งานของข้าเสร็จแล้ว แล้วท่านละจะไปไหนเหรอ "
           "  ข้ากำลังไปที่อเวจีที่ 17  เอาหมอนี่ไปที่กระทะทองแดง  หมอนี่บาปหนักท่านยมราชเลยกริ้วจัด  ส่งไปอยู่ตั้งร้อยปี อ้าวแล้วนั่นวิญญาณพิพากษาวันนี้ไม่ใช่เรอะ  ทำไม่ท่านไม่ตรึงไว้  
ตามกฎล่ะ   "  ยมทูตหัวม้าสงสัยเพราะไม่เห็นหญิงสาวถูกคล้องด้วยสายสิญ  ตามปรกติทั่วไปของผู้ที่มารับคำพิพากษา  
            เนื่องจากว่าผู้ที่มารับคำพิพากษานั้น  บางคนบาปหนักต้องลงโทษให้ไปในที่ ๆ ทรมานที่สุด
มักจะรับคำตัดสินไม่ค่อยได้และพยายามดิ้นรนเพื่อจะหนี  เหล่ายมทูตไม่อยากตามจับให้เหนื่อยแรง
        จึงออกกฎ ให้เหล่ายมทูตที่พาวิญญาณมารับฟังคำพิพากษา    ต้องตรึงดวงวิญญาณทุกดวงด้วยสายสิญจะได้ไม่วุ่นวายในภายหลัง

             " ท่านม้าไม่ต้องเป็นห่วง  ข้าได้ดูชะตาของนางคร่าวๆแล้วนางแทบไม่ได้ทำกรรมอะไรไว้  ข้าว่านางคงไม่โดนลงโทษเท่าไหร่หรอก   ไม่ต้องห่วง  " ยมทูตหัวม้าพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากที่  จ้องมองหญิงสาวชั่วครู่
         
              " นี่ลุงหัวควาย  เมื่อกี้ลุงหัวม้าเขามองหนูทำไมอะ  ตาของลุงแกมีสีเขียวเรืองๆด้วยล่ะ "

              " อ้อ เมื่อกี้ท่านหัวม้า เขามองอดีตของเจ้าหน่ะ  เพื่อที่จะดูว่าเจ้าไม่ได้ทำบาปอะไรมากอย่างที่ข้า ได้บอกไปเมื่อครู่ ( แล้วตรูไปเป็นลุงของยัยนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ) "  ท่านยมทูตหัวม้าส่ายหน้ากับความสงสัยของเธอ  เพราะตลอดทางที่มานั้นหญิงสาวยิงคำถามมากมาย  ซะจนเขาเอง
รู้สึกว่า   ตลอดเวลาหลายพันปีมานี้ไม่มีวันไหนที่เขาพูดมากที่สุดเท่าวันนี้เลย

              " เอาล่ะไปท้าวพญายมราชกันดีกว่า "

              " ลุง  ท่านท้าวยมราชของลุงเนี่ย  ดุปะ "

             " เดี๋ยวไปก็รู้ เองแหละ  ฮะ.. ฮะฮะฮะ "

             ทั้งสองเดินผ่านประตูมาถึงประตูด้านในอีกฟากหนึ่ง   หูของเธอได้ยินเสียงต่าง ๆมากมายทั้งเสียงร้องไห้  โอดครวญ  เสียงคำพูดอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์  และเสียงที่ดังกังวาลที่อนุญาติให้พวกเธอเข้าไปได้โดยที่พวกเธอยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ  นอกจากยืนเฉยๆ
  
              ภายในห้องหลังจากที่ลุงเขาควายของเธอเปิดประตูเข้ามา  สิ่งที่เธอเห็นเป็นสิ่งแรกก็คือ
ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่  นัยน์ตาสีแดงฉานนุ่งโจงกระเบนสีทอง  นั่งเท้าคางอยู่บนบัลลังค์  ดูจากสายตา  อายุไม่หน้าเกิน 50 ปี  หน้าตาดุดัน  ที่เธอรู้ภายหลังว่านั่นแหละคือท่านยมราชที่เธอถามถึง

              "  เอ้า! เจ้าหัวควายวันนี้มีคิวกับเขาด้วย ฤ " ท่านยมราชเอ่ยถาม

              " มิมี พระเจ้าค่า แต่ด้วยเห็นว่ามนุษย์ผู้นี้  ไม่ค่อยมีกรรมสักเท่าไหร่ จึงนึกสงสาร เลยพามาให้พระองค์ตัดสินก่อนพระเจ้าค่า " ยมทูตหัวควายไม่กล้าปิดบังความในใจ เพราะไม่มีผู้ใดใต้พิภพนี้สามารถปิดบังท่านท้าวพญายมราชผู้นี้ได้

              " งั้น ฤ.  เดิมทีพวกเจ้าเหล่ายมทูต ทำงานกันมาหลายพันปีโดยมิมีความรู้สึกอะไร   นางมนุษย์ผู้นี้ทำให้เจ้าสงสารด้วย ฤ อื้ม...  น่าสนใจ  น่าสนใจ   "

               หลังจากที่ท่านยมราชกล่าวจบ  เหล่ายมทูตที่อยู่ในนั้นหลายสิบคน  กลับหัวเราะออกมาครืนใหญ่  เพราะสิ่งที่ท่านท้าวกล่าวนั้นไม่ผิดจากความจริงแม้แต่น้อย   กาลเวลาที่ผ่านไปหลายพันปีได้เจอกับมนุษย์และอมนุษย์ทำให้พวกเขารู้สึก  เฉยชากับสิ่งรอบข้าง  การที่มีสิ่งที่ทำให้เหล่ายมทูตรู้สึกได้ ไม่ว่าจะเป็นความสงสาร  ความเห็นใจ  หรือแค่ถูกชะตาซักเพียงนิด  ก็ถือว่าเป็นสิ่งพิเศษพที่ไม่สามารถมองข้ามได้     " เอ้า! จงแจ้งชื่อของเจ้ามา "  ท่านท้าวยมราชกล่าว

             " หนูชื่อ นางสาว วงศ์ตะวัน  สัจจาเทพค่ะ "  นับตั้งแต่หญิงสาวได้พบท่านท้าวพญายมราช
ก็ไม่กล้าซักถามสิ่งใดอีก  ทั้งที่ในใจนั้นมีคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้   อยากจะถามใจจะขาดแต่กลัวว่าท่านยมราชจะโมโห  สั่งให้พาหล่อนไปทอดในกระทะหล่อนก็กลายเป็นจิ้งจกทอดพอดี

             " เราไม่เอาเจ้าไปทอดหรอก  เจ้ามนุษย์  ถ้าเจ้าไม่มีบาปติดตัวมากอย่างที่เจ้าหัวควายบอกเรา "  ท่านยมราชกล่าวพลางนึกถูกชะตาหลังจากที่รู้ความในใจ(ความบ๊อง)ของเธอ      
  
 
              " ท่านทราบได้ยังไงคะ "

              " ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่เหรอ  เจ้ามนุษย์ ว่ายมทูตอย่างพวกข้าสามารถอ่านใจได้" ยมทูตหัวควายกล่าวพลางสายหน้า

              " แหะ แหะ หนูลืมค่ะ ^-^ )

              " เอาล่ะ  เอาล่ะ ไม่ต้องเถียงกัน ยมทูตดำได้ความว่าอย่างไรบ้าง " ท่านยมราช หันไปกล่าวกับชายผู้หนึ่ง  ซึ่งยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังบัลลังค์ ยมทูตผู้นั้นมีใบหน้าสีดำและสวมโจงกระเบน  เหมือนกับยมทูตทุกตนที่อยู่ที่นี่  หลังจากที่หญิงสาวแจ้งชื่อ  ยมทูตดำก็เปิดสมุดสีดำที่ดูเหมือนจะไม่เคยมีความขาวเลย แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า

              " นางสาว วงศ์ตะวัน สัจจาเทพ บุตรสาว นาย อนวัฒน์  และนางมุกดา  สัจจาเทพ เกิดเมื่อวันที่  22 สิงหาคม มีพี่ชายสองคน คือ นายอาทิตย์ และนายทรงกลด  สัจจาเทพ  นิสัย มองโลกในแง่ดี  เข้ากับคนง่าย บ๊อง ปัญญาอ่อนในบางโอกาส "  ระหว่างที่กล่าวมาถึงช่วงนี้ หญิงสาวก็คิดในใจว่า(เออท่านคะ  ช่วยข้ามตรงนี้ไปได้ป่าวคะ แหะๆมันอายค่ะ )

              " แต่งงานเมื่ออายุ 21 ปี  มีบุตรธิดาสิริ ทั้งหมดรวมหกคน  เป็นชาย 5 คน หญิง 1 คน และตายด้วยโรคชรา "

              " ตายด้วยโรคชรา! "  เหล่ายมทูตที่อยู่ในห้องต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันอย่างหน้าขำ  แต่ในขณะนี้ภายในห้องกลับรู้สึกได้ถึงความกริ้วของท่านท้าวยมราช
 
              " นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เป็นความผิดของผู้ใดกัน ตอบเรามาซิ เจ้าหัวควาย " ท่านยมราชกล่าวอย่างพิโรธจัดนัยน์ตาสีแดงเพลิงเต็มไปด้วยโทสะ หญิงสาวมองไปที่ท่านยมราช  เห็นท่านยมราชมีเขาที่ลุกเป็นไฟงอกออกมาก็ใจเสีย  กลัวว่าลุงเขาควายจะเดือดร้อนเพราะตน  จึงหันไปมองยมทูตเขาควายเพื่อให้กำลังใจ   ฝ่ายยมทูตเขาควายเห็นสายตาของเธอที่มองมาก็ พยักหน้าให้ในใจนั้นกลับรู้สึกเอ็นดูหญิงสาวเพิ่มขึ้น  พลางหันไปกล่าวรายงานต่อท้าวพญายมราช

              " หามิได้ พระเจ้าค่า  กระหม่อมได้ทำตามใบบอกของท่านยมทูตดำทุกประการ  พระเจ้าค่า" กล่าวพลางมือก็หยิบกระดาษสีดำสนิท  ไปถวายให้ท่านยมราชที่บัลลังค์   พอท่านยมราชปรายตาอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นจบ  ก็หันไปหายมทูตดำ ที่ยืนทำหน้าซืดตัวสั่นอยู่ข้างบัลลังค์
(แล้วหล่อนรู้ได้ไงยะว่าหน้าซีดเขาออกจะดำ/คนแต่ง) (ฉันก็พูดตามบทยะ/ซันนี่)

               "เจ้า! เจ้าทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างมั้ย!  เจ้าเปลี่ยนชะตาชีวิตของหญิงผู้นี้  เจ้าอยากจะเหมือนกับยมทูตดำตนก่อนหรืออย่างไร "  ท้าวพญายมราชกล่าวด้วยเสียงพิโรธ  ทำให้แผ่นดินที่หญิงสาวยืนอยู่ถึงกับสั่นสะเทือนด้วยแสงยานุภาพ  ยมทูตดำตนก่อนที่ท่านยมราชกล่าวถึง   ได้ทำความผิดคลายกันคือได้นำดวงวิญญาณที่ยังไม่ถึงที่ตายมา    จึงโดนลงโทษโดยการ โบย 500 ที   และส่งไปอยู่นรกขุมที่ 20  ที่ว่ากันว่าเป็นนรกที่ร้อนที่สุดในบรรดานรกทั้งหลาย

                  " ท้าวเวษุเวช นำเจ้านี่ไปลงโทษตามกฎ แล้วส่งมันไปอยู่กับเจ้ายมทูตดำตนก่อน  " พอท่านยมราชกล่าวจบ  ก็มีชายผู้หนึ่งรูปร่างใหญ่แต่กลับไม่มีหน้าสองตน มาพาอดีตยมทูตดำออกไปจากห้อง

                  " เฮ้อ! แล้วเราจะทำอย่างไรกับเจ้าดี  เจ้ามนุษย์ "  ท้าวยมราชหันกลับมากล่าวกับเธอ

                  "แค่ส่งหนูกลับไปที่เดิมก็พอคะ " หญิงสาวกล่าวอย่างเกรงๆ เพราะกลัวว่าท่านยมราชยังไม่หายกริ้ว 
                  " งั้นจงดูนี่ มนุษย์เอ๋ย "  พอกล่าวจบ ท่านยมราชก็วาดมือไปบนอากาศ  ทำให้ปรากฎภาพขึ้น  เธอเห็นร่างของตัวเองอยู่ในรถ  ที่กำลังถูกดึงขึ้นมาจากแม่น้ำ  โดยมีพี่ชายทั้งสองของเธอยืนอยู่ริมตลิ่ง   เธอไม่เคยเห็นพี่ชายทั้งสองของเธอในสภาพนี้มาก่อน  เสื้อผ้าที่สวมอยู่ยับย่นราวกับว่าคนใส่ไม่ได้ใส่ใจหยิบตัวไหนมาได้ก็ใส่  ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
ทั้งสองวิ่งเข้าไปที่ตัวรถ   ทันทีที่ตำรวจสามารถเปิดประตูรถออกมาได้  เธอเห็นร่างของตัวเองติดอยู่ที่เข็มขัด  ราวกับว่าตัวเองกำลังหลับอยู่   ไม่มีร่องรอยใดๆทั้งสิ้น  

                 และเห็นพี่ชายทั้งสองของเธอร้องไห้ราวกับคนบ้าข้างตัวเธอ  แล้วภาพก็ผ่านไปเป็นงานศพของเธอเอง...ที่เธอรู้ก็เพราะว่าเธอเห็นคุณมุกดาร้องไห้จนเป็นลม   อยู่ที่รูปของเธอข้างโลงศพนั่นเอง  และข้างๆคุณมุกดาก็มีเพื่อนรักของเธอ นภิและแพม คอยประคองอยู่ข้างๆ  ด้วยน้ำตานองหน้า    และเธอก็ยังเห็น คาโร ซึ่งมาในชุดสูทดำสนิท ยืนทำตาแดงๆอยู่ข้างโลง

                 หลังจากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว   พอปรากฎอีกครั้งก็เธอก็เห็นคุณมุกดากำลังทิ้งอะไรบางอย่างลงบนแม่น้ำเป็นผงสีขาวสะอาด

                 "  นี่หนูถูกเผาแล้วหรือคะ  " หญิงสาวเข้าใจในทันทีว่าผงสีขาวนั้นคืออะไร นั่นคือเถ้ากระดูกของเธอเองที่คุณมุกดานำไปลอยอังคาร     เธอไม่เข้าใจว่าทำไมในเมื่อระหว่างทาง   ที่เธอเดินตามยมทูตเขาควายมานั้นไม่ได้นาน  นานพอที่ทุกอย่างที่เธอเห็นจะเกิดขึ้นได้

                 " อย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ มนุษย์ เวลาในอเวจีนี้ผ่านไปรวดเร็วนัก  ตอนนี้ร่างของเจ้าในภพนั้น   ได้ถูกทำลายไปแล้ว  ถึงเราจะสามารถเสกร่างใหม่ให้เจ้าได้  แต่ชะตาชีวิตของเจ้าได้ถูกกำหนดใหม่ให้สิ้นอายุขัย  ไปตั้งแต่เจ้ายมทูตดำลงบันทึกผิดแล้ว  แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถแก้ได้  "

                 เธอถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ฟังท่านยมราชกล่าว  เธออุตส่าห์ดีใจเมื่อรู้ว่าตัวเองยังไม่ถึงฆาตและยังมีโอกาสกลับไปหาครอบครัวแต่นี่......

                "  ข้ามีทางเลือกให้เจ้ามนุษย์เอ๋ย  ตัวของเจ้านั้นยังมีกรรมเก่าอยู่  แต่ว่าเดิมทีชะตาเจ้ายังไม่ถึงฆาต  ข้าจะให้เจ้าไปสู่ภพใหม่พร้อมพรอีกหนึ่งข้อ "  

                 " เอ๋  ภพใหม่หรือคะ  ต้องเกิดใหม่หรือ  ไม่เอาอะ ไม่อยากเกิดใหม่ได้ไหมคะ "  (ยังอุตส่าห์ต่อรอง )

                 " อุวะ!  นังหนูนี่  ได้! ได้! ข้ายังจะให้เจ้าเลือกอีกด้วย  ว่าจะไปที่ใด  และยังจะให้พรเจ้าอีกหนึ่งข้อด้วย " ( โห ลด แลก แจก แถม กันน่าดู ) ซันนี่คิด

                 
                " เอาละเจ้าจะขออะไรล่ะ  บอกมา ข้าจะได้ทำให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป "
 
                หญิงสาวทำหน้านึกสักครู่  เพราะไม่รู้ว่าจะขออะไรดี เพราะเมื่อไปภพใหม่ก็ไม่ต้องเกิด  หน้าตาก็ยังเหมือนเดิม  เธอเชื่อในมันสมองของตัวเองว่ายังไงก็คงไม่อดตายแน่  ก็เธอเป็นด๊อกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลนี่นา  เอ แล้วจะขออะไรดีหว่า  อ๋อ!  นึกออกแล้ว

                "  หนูขอให้หนูมีแต่ความโชคดีคะ  ไม่ว่าจะทำอะไร  จะเจออะไร ก็ขอให้โชคดีคะ "  สิ่งที่เธอขอเป็นสิ่งเดียวที่เธอขาดในชีวิต  เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะซุ่มซ่าม  เฟอะฟะไปหมด  ดูแต่ที่กระโดดแตะนายคาโรสิ  ถ้าหมอนั่นเอาเรื่องคงแย่แน่  และแถมคราวนี้อีก หล่อนนี่มันซวยสุดๆจริงๆ

                " แน่ใจนะนังหนู  ว่าจะขออย่างนี้ ไม่ขออย่างอื่น "  ท่านยมราชถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อใดที่มีโอกาสได้ให้พรมนุษย์  ส่วนใหญ่จะขอให้ร่ำรวย  หล่อ สวย  หรือมีอำนาจเป็นต้น
ยังไม่เคยเจอมนุษย์คนใดขอพรแบบนี้มาก่อน 

               " ค่ะแน่ใจค่ะ "    "  ได้! งั้นเป็นไปตามความต้องการของเจ้า " พอท่านยมราชกล่าวจบรอบตัวของเธอก็มีแสงสีแดงปรากฎขึ้นอยู่รอบๆตัว

              " เจ้าหัวควาย  พานางผู้นี่ไปส่งที่ทวารแห่งพิภพ  เพื่อเลือกที่ที่นางจะต้องอยู่  จวบจนสิ้นอายุขัยอีกครั้ง "  
                
              หลังจากที่เดินกันออกมาได้ซักพัก   ยมทูตหัวควายก็พาเธอมาที่สถานที่แห่งหนึ่ง  ที่ซึ่งมีหนังสือมากมายเรียงรายอยู่พอเธอแหงนหน้าขึ้นไปมอง   กลับต้องเบิกตากว้างเมื่อเธอมองไม่เห็นเพดานของห้องนี้  แต่กลับเห็นชั้นหนังสือที่สูงขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด    

              "ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ  "    "  ข้าพาเจ้ามาพบคนผู้หนึ่ง "  เธอมองตามสายตาของยมทูตเขาควายไป  เห็นชายคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่กลางห้อง  แต่เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยกับชายคนนั้นอย่างบอกไม่ถูก   เอ๋!  เอ๋!  \o0o/   นั่นมัน  นั่นมัน  คุณพ่อนี่นา! 
    
              "  กรี๊ดดดดดดดดด  คุณพ่อขา หนูคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ  โห!  คุณพ่อคะคุณพ่อดูหนุ่มจังเลยค่ะ  หล่อด้วย  "   หญิงสาวพอจำได้ก็ถลาไปกอดชายผู้ซึ่งก็คือบิดาของเธอเอง  ซึ่งขณะนั้นทำหน้างงๆอยู่

               "  เออ  ขอโทษครับไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร "  ชายคนนั้นเอ่ยถามเป็นประโยคแรก

               "  ก็หนูไงค่ะ  ยัยน้อง วงศ์ตะวัน  หรือจะเรียกว่าซันนี่ก็ได้คะคุณพ่อ  หนูเป็นลูกสาวคนเล็กของคุณพ่อไงล่ะคะ  จำไม่ได้เหรอ "  เธอพูดในขณะที่กำลังกอดเอวชายคนนั้นอย่างแนบแน่น

               " เอ่อขอโทษครับ  ผมยังไม่ได้แต่งาน "  พอชายหนุ่มกล่าวจบ(เพล้ง! ) หญิงสาวรู้สึกว่าหน้าของตนร้าวจนไม่น่าจะประสานกันได้ (ก็หน้าแตกนั่นแหละ) จึงค่อยๆปลอยมือ   แล้วกระดื๊บ  กระดื๊บ  มายืนอย่างสงบข้างๆยมทูตเขาควาย 

               " ฮะฮะฮะ  ยัยน้องพ่อเอง  พ่อล้อเล่น "  นายอนวัฒน์ สัจจาเทพ  หรือ วัฒน์  หัวเราะจนตัวงอ (โห สามีภรรยาเหมือนกันเลย )  หันไปมองหน้าลูกสาวที่ทำหน้าเหมือนลิงอมข้าวพองอยู่ข้างๆ

               " โห!  พ่ออะหนูรู้แล้วว่าแม่กับพ่อนิสัยเหมือนกัน  มิน่าล่ะพี่ชายรองถึงออกมาเป็นแบบนี้ "

            ทรงกลดที่ทำงานอยู่ที่ห้องทำงานบนตึกชั้นที่ 70 ของสัจจาเทพคอเปอร์เรชั่น จามออกมาดังๆติดกันหลายๆครั้ง  พลางนึกในใจ สงสัยมีคนนินทา

              " โถ โถ ลูกสาวที่น่ารักของพ่อ  พ่อล้อเล่นน่ะอย่างอลเลยนะกิ้วๆ "  (เอ้าบ้านนี้ต๊องกันเข้าไป )
              หลังจากที่ไต่ถามทุกข์สุขกันพอสมควร  ยมทูตเขาควายก็อนุญาติให้อนวัฒน์ไปส่งลูกสาว 
ที่ทวารแห่งพิภพได้...  ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกันหญิงสาวก็เริ่มยิงคำถามใส่ผู้เป็นพ่อ

               " พ่อคะ  พ่อมาอยู่ที่ห้องหนังสือนี่ได้ยังไงคะ  "  " ตอนที่พ่อตายใหม่ ๆน่ะ  พ่อยังมีกรรมเก่าอยู่แต่เหลือไม่มากแล้ว  ท่านยมราชก็เลยให้พ่อชดใช้กรรมอยู่ที่นี่รอเวลาไปเกิดใหม่น่ะลูก   โดยให้พ่ออยู่เฝ้าห้องแห่งดวงชะตา หนังสือที่หนูเห็นอยู่ในห้องน่ะนะเป็นชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลก   ตอนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนูน่ะพ่อตกใจมาก  ดีที่ท่านยมราชส่งกระแสจิตมาบอกว่าหนูจะมาหาพ่อ  เพื่อไปเกิดใหม่ในภพอื่น "

                " ดีจังเลยคะที่หนูได้เจอพ่ออีก หนูอยากบอกพ่อว่าหนูรักพ่อที่สุดในโลกเลยค่ะ " หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียสั่นเครือ  เพราะตอนที่อนวัฒน์ตาย  เธอเพิ่งจะ 9 ขวบเท่านั้นไม่เหมือนพี่ชายสองคนของเธอที่โตเป็นหนุ่มแล้ว  เธอจึงไม่ค่อยได้รู้จักบิดาสักเท่าไหร่
                       
                   อนวัฒน์ก็ดีใจที่ได้เจอลูกสาวคนเล็ก  เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอคนในครอบครัวอีก หลังจากนั้นสองพ่อลูกก็แลกเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราวของตน   เพื่อที่จะเติมเต็มช่องว่างที่ไม่เคยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน   ซักพักทุกคนก็มาถึงปากทางทวารแห่งพิภพ ยมทูตหัวควายเปิดประตูทวารแห่งพิภพด้วยภาษาอะไรซักอย่างที่เธอฟังไม่เข้าใจ   พอประตูเปิดยมทูตก็พาเธอกับพ่อเข้าไปด้านใน
   
                   พอเข้ามาที่ด้านในเธอเห็นดวงวิญญาณหลายดวง  ยืนอยู่ตรงขอบบ่ออะไรซักอย่าง   ที่ดูเหมือนว่าจะต้องกระโดดลงไปทุกคน  โดยมียมทูตที่เหมือนกับยมทูตเขาควายยืนถือหอกคอยผลักอยู่   ต่างกันที่ว่ายมทูตแต่ละตนนั้นมีหน้าตาเหมือนสัตว์ทุกตน  แตกต่างที่สายพันธ์เท่านั้น   บางตนหัวเป็นลิง  บางตนหัวเป็นช้าง.... 

                     

                    
                
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

4,581 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 เมษายน 2552 / 18:20

    หนุกๆๆๆๆ

    #1501
    0
  2. #1500 mind (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2551 / 01:43
    พี่เกดค่ะ



    ยมทูติหัวควายกะไท้สือมีอาไรเกี่ยวข้องกันป่าวค่ะ?



    คือ ประมาณว่า...ไท้สือทำบาปมากจนต้องไปใช้กรรมเป็นยมทูต ...นานจนจำอดีตของตัวไม่ได้



    แต่พอมาเจอนางเอกก็รู้สึกผูกพันธ์ ถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก อาไรประมาณนี้



    55+ มายก็คิดมั่วไปเอง



    พี่แต่งได้สนุกมากนะค่ะ ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ
    #1500
    0