เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 9 : 7 : คนที่ดุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    1 พ.ย. 62



7

คนที่ดุ

 

 

 

Special K’s part

 

 

ผมรู้จักทัน

 

รู้จักมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ไอ้เด็กวิศวะที่เด็กกว่าผมปีเดียวที่เป็นนักร้องนำวงดนตรีวงนึงที่ขึ้นเวทีทีไรเสียงเชียร์จากด้านล่างเวทีดังกระหึ่มไม่แตกต่างจากวงดนตรีมืออาชีพ

 

ครั้งแรกที่ได้ดูวงนี้แสดงก็คงจะเป็นช่วงปี 2 ที่ได้มีโอกาสไปดูอคูสติกตรงถนนคนเดินใกล้ๆ สนามกีฬาเมื่อครั้งนั้น ลามไปถึงช่วงที่ผมต้องขึ้นไปมอบรางวัลเมื่องานเฟรชชี่ปีที่แล้ว และวงของทันก็ได้ขึ้นเล่นงานใหญ่ของมหาลัยงานนั้นงานแรก

 

ครั้งแรกที่ผมสนใจดนตรีร็อคหรือป๊อปร็อค ก็อาจจะนับตั้งแต่วันที่ผมได้ฟังเพลงโคฟเวอร์จากวงฟินอมมินอล

 

ทุกอย่างโดดเด่นถึงจะเป็นแค่วงใหม่ที่สมาชิกทุกคนอยู่ปีหนึ่ง แต่ฝีมือไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นน้องใหม่ โดยเฉพาะตัวนักร้องนำ ตอนนั้นยังใส่ชุดนักศึกษาถูกระเบียบ มีสมุดเชียร์คณะใส่อยู่ที่กระเป๋าเสื้อนักศึกษากันทั้งวง แต่ไอ้นักร้องนำนี่ยอมรับว่าโคตรมีเสน่ห์

 

ทั้งน้ำเสียงที่เปล่งออกมาชัดเจนทุกถ้อยคำ ถึงจะไม่ได้นุ่มนวลฟังลื่นหูขนาดนั้น แต่เพราะน้ำเสียงที่แอบสากนั่นแหละที่ฟังแล้วเหมาะกับแนวดนตรีที่สุด

 

ทั้งการเอ็นเตอร์เทนคนดูที่ทำได้ไม่ต่างจากศิลปินต้นฉบับ การคิดโชว์ออกมาให้ดนตรีแตกต่างจากศิลปินต้นแบบแต่ยังคงกลิ่นอายของต้นฉบับให้คนฟังรู้ว่าขึ้นอินโทรมาแล้วคือเพลงอะไร ไหนจะท่าทางขี้เล่นตอนที่เด็กคนนั้นยืนอยู่บนเวที ขี้เล่นจนไม่น่าจะรู้จักคำว่าตื่นเวทีแล้วมั้ง

 

แอบชื่นชมน้องมันตั้งแต่วันนั้น ถ้ามีเวลาก็แวะดูวงนี้ขึ้นเวทีตอนที่มีประกวดวงดนตรีของมหาลัยเครือเดียวกัน ซึ่งโชคดีมากที่ปีที่แล้วมหาลัยผมเป็นเจ้าภาพจัดงาน หรือไม่ก็ถ้าโชคดีกว่านั้นก็มาเปิดวงอคูสติกอยู่ที่ถนนคนเดิมเล่นเพลงสดเรียกคนเข้ามาเที่ยวในตลาด

 

ก็นับว่าโชว์เล็กโชว์น้อยพวกนี้ผมได้ดูมาไม่น้อยเหมือนกันนะ

 

และผมก็ได้มาเจอทันในระยะประชิดก็เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ปกติเห็นแต่ระยะไกลๆ พอมาเจอกันในระยะห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตรก็รู้ว่าไอ้เด็กนี่มันไม่ได้มีลุคนักร้องนำขี้เล่นเอ็นเตอร์เทนคนเก่งเหมือนตอนอยู่บนเวทีเลยสักนิด

 

ดูท่าทางเรียบร้อย เข้ามาหาผมแบบเจี๋ยมเจี้ยมไร้พิษภัย มันเตี้ยกว่าผมแต่ก็ยังจัดอยู่ในมาตรฐานผู้ชายทั่วไป แต่ด้วยความที่ด้านข้างมันออกแนวผอมไปหน่อยเลยรู้สึกว่าถ้าออกกำลังกายกว่านี้อีกหน่อยน่าจะกำลังดีเลย แต่ผมไม่ได้มีสิทธิ์ไปเจ้ากี้เจ้าการรูปลักษณ์ภายนอกของใครเขาอยู่แล้ว

 

ผมก็ยังจำวันที่ทันเดินเข้ามาหาผมด้วยรอยยิ้มได้อยู่ดีนะ

 

“เอ่อ...ผมชื่อทันครับ เป็นนักร้องนำวงฟีนอมมินอล อยู่โยธาปี 2

 

รู้จัก แต่จะแนะนำตัวก็ดี ก็ถือว่าเป็นเด็กมีมารยาท

 

“ผมจะขอให้พี่ไปร้องทำนองเสนาะให้วงผมครับ”

 

ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นผมแทบจะระเบิดหัวเราะออกมาในใจ แต่ด้วยความที่แววตาคู่ที่มองตาผมอยู่นั้นดูมีความหวังและมีจุดหมาย แถมก่อนหน้านี้ก็ชื่นชมมันมานาน ผมเลยไม่กล้าแม้แต่จะหัวเราะในใจ

 

แถมใบหน้าที่ดูมีความหวัง มันน่าเอ็นดูเสียจนอดแกล้งไม่ไหวเลย

 

“แล้วกูจะได้อะไร”

 

ทันเงียบไป ถ้าให้คิดแทนก็คงจะอึ้งไปนั่นแหละที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่เคยรู้จักกันจะมาพูดกูมึงใส่กันแบบนี้ แต่ทำยังไงได้ บางทีผมเองก็อยากจะเปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมาให้คนที่พยายามเข้าหาผมได้รู้ก่อนใคร

 

เพราะไหนๆ คำว่าเดือนมหาวิทยาลัย หรือคำว่าเด็กกิจกรรมที่ทำชื่อเสียงให้สถาบันการศึกษาที่ตัวเองผ่านมามีหน้ามีตาขึ้น ทำให้ผมต้องใส่หน้ากากอยู่ตลอด ทั้งที่ความจริง...

 

คำว่าเถื่อนน่าจะเหมาะกับผมที่สุด

 

ใครว่าคนร้องทำนองเสนาะมันจะต้องเรียบร้อยวะ เอาอะไรมาตัดสิน แล้วอย่างคนที่เล่นดนตรีร้องเพลงมีวงเป็นของตัวเองอย่างทัน จะต้องดูดุดันเหมือนแนวเพลงที่เล่นเหรอ

 

เมื่อกี้แม่งยังยืนกระทืบเท้าปั้กๆ อยู่หน้าลิฟต์อยู่เลย

 

โคตรเด็ก

 

เด็กจนอดเอ็นดูแล้วผมเผลอเดินไปส่งมันที่ป้ายรถเมล์แล้วด้วย คิดดูเถอะว่าต่อให้ทันอยู่บนเวทีสาวจะกรี๊ดหรือจะร้องเพลงได้ดุเดือดขนาดไหน แต่ตอนหลังเวทีมันก็เป็นแค่ผู้ชายที่ชอบเถียง เอาแต่ใจ โดนด่าไม่คิดจะสลด

 

แสบฉิบหาย

 

“ถ้าไม่มองสคริปต์มึงจะจำได้ไหมเค” บอส เพื่อนสนิทเด็กกิจกรรมที่มันเป็นคนคุมขบวนพาเหรดของสาขาถามขึ้นหลังจากที่ผมท่องกาพย์เห่เสร็จแล้วหนึ่งรอบ

 

“สมองไม่ได้ดีขนาดนั้นดูด้วย หน้ากว่าๆ ของมึงเนี่ย ไม่ได้บรรทัดเดียวไหม”

 

“ก็เห็นร้องมาตั้งหลายอย่างแล้ว น่าจะจำได้นี่หว่า”

 

“จำได้ก็เหี้ยแล้ว” ร้องกาพย์อยู่ดีๆ ไปเอานิราศเมืองแกลงมาผสมขึ้นมาทำไง “แล้วนี่พอใจหรือยัง เสร็จแล้วจะได้กลับ”

 

“รีบกลับจังล่ะ สองทุ่มเอง”

 

“ทุกวันนี้กูไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกเลิกเรียนแล้วกลับหอเลยมานานมากแล้วนะ”

 

“ฮ่าๆ ก็มึงรับงานเยอะอะ”

 

“กูปฏิเสธไปเยอะแล้วด้วย” ผมไม่ได้โกหก หลังจากที่ทันมาขอให้ผมช่วย ผมก็เอาแต่รอดูว่าสิ่งที่ทันโฆษณากับผมว่าจะหาเอกลักษณ์ให้วง มันจะไปได้สักแค่ไหน แค่ลุ้นให้สองสไตล์ที่ต่างกันสุดขั้วออกมาลงตัวก็เหนื่อยแล้ว “งานคอรัสก็เลิกทำแล้ว”

 

“ไม่เข้ากับมึงอะเอาจริง” บอสว่าก่อนที่จะลุกออกจากกลุ่มผู้นำเชียร์มาหาผม

 

“อะไรไม่เข้า”

 

“ขับเสภากับวงดนตรีไง”

 

นึกว่าอะไร บอสมันก็รู้พอสมควรเลยล่ะว่าผมรับงานนี้แบบแทบจะไม่ต้องคิด “กูก็ว่ามันไม่เข้า”

 

“อ้าว แล้วมึงรับทำไมวะ ไหนบอกจะเลือกเฉพาะงานที่มึงสนใจไง”

 

“แล้วนี่มันไม่น่าสนใจตรงไหน” อะไรที่คิดว่ามันไม่เหมาะสมที่จะมาอยู่ด้วยกัน หากลองคิดว่าถ้าเรามีโอกาสทำให้มันน่าสนใจขึ้นมา ผมก็อดตื่นเต้นที่ได้จินตนาการตอนมันเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้ “ของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้”

 

“ได้เหรอวะ ลองแล้วยังล่ะ เวิร์คไหม”

 

“ก็ไม่แย่ วงน้องมันทำดนตรีให้เข้ากับเสภาได้ แต่ยังเป็นแนววงป๊อปร็อคอยู่”

 

“ยังไงวะ”

 

“ว่างก็ไปดูดิ อีกไม่กี่อาทิตย์”

 

“เออ เดี๋ยวหาเวลาแล้วกัน เพื่อนขึ้นเวทีฟินอมมินอลทั้งทีก็ต้องไปดูหน่อยดิวะ”

 

“แต่ถ้ากูขึ้นคนเดียวมึงก็กะจะไม่ไปดูว่างั้น”

 

“ก็มึงร้องทำนองเสนาะของมึงทีไร บรรยากาศแม่งเงียบตลอดเลย ส่งเสียงวู้วว้าวอะไรไม่ได้เลยอะ” ก็ปกติของศิลปะชั้นสูงหรือเปล่า “กลับด้วยกันไหมล่ะ วันนี้ว่าจะซ้อมกันแค่นี้ก่อน กูจะได้ปล่อยน้องเลย”

 

“อืม หิวแล้วด้วย”

 

“เออ สุดๆ เหมือนน้ำย่อยจะย่อยกระเพาะตัวเองแล้วเนี่ย” บอสลูบท้องตัวเองก่อนจะหันไปบอกน้องๆ ให้แยกย้ายกันกลับบ้านได้

 

พูดถึงท้องหิว ผมยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นคนกินเยอะ หิวบ่อย และไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองหิวจนปวดท้องด้วย เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเรียนและรับงานพวกนี้จนไม่มีเวลากินเวลานอน เวลานอนน่ะมีเพราะเอาเวลากินไปแทนที่หมด จนวันนึงปวดท้องแปลกๆ ทั้งวันเลยไปหาหมอ สรุปโชคดีที่ไปหาหมอเร็วกระเพาะมันเลยเป็นแค่ผื่นและหยุดพฤติกรรมการกินแย่ๆ ของตัวเองตั้งแต่วันนั้น

 

แต่สำหรับเด็กคนนั้นที่เจอหน้ากันหลายวันผมยังไม่เคยเห็นมันบ่นว่าหิวเลยสักครั้ง มีแต่ผมที่ถามมันว่าเมื่อไหร่จะกินข้าว เห็นตัวสูงๆ แบบนั้นแต่เพราะเนื้อหนังหนักไปทางผอม มันเลยดูไม่สมส่วนแปลกๆ

 

ว่างๆ อยากจะพาไปขุนให้อ้วนแล้วพาไปออกกำลังกายให้ตัวแน่นกว่านี้ชะมัด

 

ผมกับบอสอยู่หอพักใกล้ๆ กัน เวลาจะมาเรียนก็เดินมาพร้อมกันและกลับพร้อมกันตลอด แต่จะมีเพื่อนอีกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน นั่นชื่อหยาง ไอ้นี่ไม่ใช่เด็กกิจกรรมเลยชอบชิ่งกลับก่อนใคร แถมหอพักก็อยู่ฝั่งถนนใหญ่ด้านนอกมหาลัยด้วย ป่านนี้ก็คงกลับไปนอนเล่นเกมตีพุงเปิดแอร์เย็นฉ่ำแล้วมั้ง

 

ผมกับบอสที่กำลังเดินกลับหอ เราใช้ฟุตปาธคณะวิศวะที่ยาวตั้งแต่หน้าถนนจนถึงหน้าหอพักเป็นเส้นทางที่ใช้เดินไปกลับทุกวัน คุยกันไปตามทางเรื่อยๆ

 

“วงที่มึงไปฟีทนี่คือวงที่มึงเคยบอกกูใช่ปะว่านักร้องแม่งเก่ง” บอสถามพลางคลายเนคไทที่คอให้หลวม

 

“เออ”

 

“แล้วเป็นไงวะ ไปซ้อมกับน้องมันอะ”

 

“ก็เก่งแหละ แต่มันซ้อมไงกูก็ไม่ได้เห็นอะไรมาก”

 

“แต่วันนั้นกูเห็นมีมือคีย์บอร์ดผู้หญิงด้วย”

 

“อืม ชื่อพายอยู่ปีหนึ่ง”

 

“ว้าย น่ารัก” พูดถึงผู้หญิงไม่ได้หรอกไอ้นี่ หน้าตาออกแนวสนใจขึ้นมาทันที “ไม่กรี๊ดเดือนมหาลัยแบบมึงบ้างเหรอ”

 

“น้องเขาไม่ได้บ้าปะ จะกรี๊ดตอนเห็นคนด้วยกันน่ะ”

 

“เอ้า มึงไม่รู้เหรอว่าผู้หญิงเขาจะกรี๊ดมากเลยนะเว้ยเวลาที่มีคนหล่อๆ ไปอยู่ใกล้ๆ เขาอะ ไอ้เหี้ยเขาใจเต้นแรงนะมึง”

 

“ถ้างั้นน้องพายเขาก็คงเก็บอาการเป็น ไม่ใช่สติแตกแหกปากไปเรื่อย” ผมขอบคุณนะสำหรับใครที่ชอบในสิ่งที่เห็นจากตัวผม แต่ก็หวั่นอยู่เหมือนกันถ้าได้มาสัมผัสในสิ่งที่ผมเป็นจริงๆ เขาจะยังอยากกรี๊ดผู้ชายคนนี้อยู่ไหม

 

ผมเลยไม่คิดจะสนใจเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ที่เป็นเดือนน่ะเพราะรุ่นพี่มันบังคับ แล้วเสือกฟลุคได้ขึ้นมาอีก ทีนี้งานกิจกรรมเอย พีอาร์คณะ มหาลัย โปรโมตขายเสื้อผ้าอะไรต่างๆ ก็ตามมาเป็นพรวน

 

วุ่นวายเลยชีวิตผม

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

วันต่อมาผมรับปากกับทันว่าจะมาซ้อมด้วย แต่พอขึ้นมาเห็นไอ้เด็กนักร้องนำตัดผมอันเดอร์คัตทรงใหม่ของมันกำลังจดจ่ออยู่กับเนื้อเพลงในโทรศัพท์ ก็รู้สึกอยากจะขมวดคิ้วขึ้นมาแปลกๆ

 

ยอมรับว่าผมทรงนี้ของมันทำให้ผมเผลอมองมันอยู่พักนึงก่อนจะกลับมามีสมาธิอยู่กับกาพย์ที่ต้องร้องวันงานกีฬาคณะที่ผมมักจะเอามานั่งอ่านเวลาว่างๆ ตอนที่เบรกระยะสั้นของการซ้อมวันนี้

 

“พี่” ผมเหลือบตาจากกาพย์กลอนในเอสี่ ขึ้นไปมองหน้าคนเสียงแตกที่นั่งยิ้มหน้าบานให้ผม

 

“อะไร”

 

“ผมขอซ้อมเพลงงานเฟรชชี่แป๊บนึงนะ สามเพลง แล้วเดี๋ยวซ้อมของพี่ต่อเลย”

 

“ไม่ใช่ของกูไหม ทุกอย่างคือของมึงหมดเลย”

 

“ไม่ได้ดิ มีพี่ร่วมวงมันก็ต้องเป็นของพี่ด้วย” ไอ้ทันขยิบตาอย่างกวนตีน ไอ้เด็กปีสองที่ท่าทางกลัวผมเมื่อวันนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ

 

“เรื่องของมึงเถอะ กูก็จะนั่งอ่านนี่เหมือนกัน”

 

“พี่จะกลับห้องชมรมพี่เหรอ”

 

“ไปทำไม วันนี้ไม่มีใครอยู่”

 

“อ้าว แล้วจะมีสมาธิอ่านงานของพี่ได้ไงล่ะ ให้ผมเบาแอมป์ไหม”

 

“ไม่ต้องเลย” ผมคว้าเข้าที่ชายเสื้อช็อปมันมาก่อนเพราะขาทันเองก็ก้าวเร็วอยู่พอตัว “มึงซ้อมของมึงไปนั่นแหละ ไม่ต้องเบา กูมีปัญญาทำสมาธิเองได้”

 

มาทำบึนปากใส่ มันน่าดีดปากเหลือเกินไอ้เด็กแสบนี่

 

หลังจากนั้นทันก็กลับไปมีสมาธิกับการซ้อมเพลงที่ต้องขึ้นโชว์งานเฟรชชี่ไนท์ที่กำลังจะถึงอีกไม่กี่วัน มีการซ้อมบทพูดเหมือนอยู่บนเวทีจริง มองหน้าผมกับเพื่อนทันที่เป็นผู้หญิงสลับกันเหมือนกำลังจำลองว่าคุยกับคนดูด้านล่างเวที

 

ทั้งน้ำเสียง สายตา และท่าทางที่แสดงออกมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำไมวงนี้ถึงเป็นที่รักของคนในมหาลัย นอกจากนักร้องนำที่จะต้องคอยนำวงด้วยเสียงร้องและเป็นจุดศูนย์กลางของโชว์ในทุกโชว์แล้ว นักดนตรีที่เหลือก็ไร้ที่ติไม่แพ้กัน เรื่องฝีมือผมไม่ขอพูดถึงเพราะมันดีมากจนพูดอะไรมากไม่ได้แล้ว แต่เรื่องการเอ็นเตอร์เทนคนดู การเข้าถึงคนดูที่ถึงแม้ว่าระยะห่างของพวกเขากับคนดูด้านล่างจะห่างกันจนได้ยินแค่เสียง ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างที่วงนี้ตั้งใจแสดงออกมา มันเข้าถึงคนดูทุกหย่อมหญ้าจริงๆ

 

นี่ขนาดแค่ซ้อมนะ ผมยังชมเขาเสียขนาดนี้ ถ้าวันจริงไม่ชมเป็นบ้าเลยเหรอ

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากซ้อมเสร็จฟ้าก็มืดพอดีกับที่ท้องผมเริ่มส่งเสียงร้อง สองทุ่มแล้วยังไม่ได้กินอะไรแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วโรคเก่ามันต้องกำเริบแน่ๆ

 

“พี่เคไปกินข้าวด้วยกันไหมคะ” เมื่อเดินลงมาจากตึกกิจ น้องพายก็เอ่ยถามผมเสียงหวาน

 

“พี่ต้องกลับทางนั้นอยู่แล้ว”

 

“งั้นไปด้วยกันเนอะ”

 

ผมไม่ได้ตอบเธอไปทันที ได้แต่หันไปหาไอ้คนเกือบผอมที่ทำหน้าเหมือนไม่อยากไปกินข้าวกับเพื่อนด้วยกัน “มึงจะกลับเลยเหรอ”

 

“ก็ว่างั้น”

 

“ปกติถึงบ้านกี่โมง”

 

“ก็...สองทุ่มครึ่งครับ ทำไมเหรอพี่”

 

“ถึงบ้านไม่หิวหรือไง”

 

“เดี๋ยวก่อนกลับผมแวะเซเว่นข้างโรงเอซื้ออะไรกินบนรถโดยสารก็ได้”

 

“แล้วถ้ามึงต้องโหนรถกลับ มึงจะเอามือไหนกิน ให้คนบนรถป้อนให้ใช่ไหม”

 

“พี่เคอะ หาเรื่องผมอีกแล้วนะ” ดูทำหน้า หน้าตาก็ดีเสือกทำหน้าเหมือนตูด “อยากให้ผมไปกินด้วยก็บอกกันดีๆ สิ ชวนดีๆ เหมือนเพื่อนผมอะเป็นไหมครับ”

 

“กวนตีนใหญ่แล้วนะ”

 

“ก็พี่กวนก่อนอะ” ผมทำท่าจะดีดปากมันจนต้องยกสองมือปิดปากตัวเอง “โห เดี๋ยวนี้แอดวานซ์เหรอ จะทำร้ายร่างกายกันแล้วใช่ไหม”

 

“พูดมากมึงจะเจ็บตัวจริงๆ”

 

เด็กห่าอะไร อยู่บนเวทีดูดีซะเปล่า มาเดินอยู่ในคณะก็ไอ้ดื้อคนนึงนี่แหละ

 

 

 

 

 

สุดท้ายผมและสมาชิกวงฟีนอมมินอลและเพื่อนของทันก็เดินมาที่ซอยหลังวิศวะซอยสอง เมื่อทุกคนลงมติว่ามื้อเย็นวันนี้อยากกินสเต็กที่หน้าโรงอาหารของซอย และโต๊ะที่ได้ก็เป็นสองโต๊ะใหญ่ มีผม ทัน และน้องข้าวนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ส่วนอีกโต๊ะก็คือสมาชิกฟีนอมมินอลที่เหลือ

 

“ดีใจอะ ได้มากินข้าวกับพี่เคแล้ว” ผู้หญิงตัวสูงที่นั่งตรงข้ามผมพูดขึ้นพลางยกมือสองข้างมาแนบแก้มตัวเอง ยิ้มตาปิด แก้มระเรื่อเป็นสีชมพู

 

“เก็บอาการหน่อยมึง พี่เขารู้หมดแล้วว่ามึงคิดไม่ดีกับเขา”

 

“ไม่ใช่ไม่ดี เป็นแฟนคลับเขาคิดไม่ดียังไง”

 

“ก็ซาๆ อะไรของมึงไม่ใช่เหรอที่บอกว่าตามศิลปินทุกย่างก้าวอะ”

 

“ซาแซงโว้ย แล้วกูก็ไม่ใช่ซาแซงย่ะ กูคือแฟนคลับที่พร้อมซัพพอร์ตผู้ชายกูทุกคน ไม่ว่าจะด้วยเงิน ที่ดิน รถ บ้านพ่อบ้านแม่กูก็ให้ได้ทุกอย่าง”

 

ผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดของข้าว ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เปิดเผยดี แถมคงชอบผู้ชายหน้าตาดีๆ เป็นงานอดิเรกด้วย

 

เอ๊ะ...หรืองานหลัก

 

“พี่เคคะ” เมื่อสเต็กที่สั่งไปมาเสิร์ฟตรงหน้าทุกคน ข้าวก็เรียกผมอีกครั้ง “อย่าหาว่าลามปามเลยนะคะพี่เค...”

 

“หืม?”

 

“อยู่กับผู้หญิงร้องหืม...อยู่กับผู้ชายดัดเสียงเข้ม อะไร เจ็ดร้อยห้าสิบแปดมาตรฐานมาก” ผมเริ่มหงิดขึ้นมานิดๆ เมื่อไอ้ทันตั้งใจจะกวนตีนผมขึ้นมากลางอากาศ

 

“อะไรของมึง”

 

“เนี่ย เอาอีกแล้วเห็นไหม”

 

“มึงหยุด อย่ามาขวางความสุขกูกับพี่เค” สุดท้ายไอ้ทันก็โดนเพื่อนฟาดหลังไปสักที “คืองี้ค่ะ หนูไม่รู้ว่าพี่เคกินเหล้าไหม พอดีวงไอ้ทันมันจะออกกันทุกครั้งหลังโชว์เสร็จน่ะค่ะ เหมือนปลดปล่อย หนูว่าจะชวนพี่เคไปด้วย”

 

“มึงอยู่วงเดียวกับกูเหรอข้าว”

 

“เอ้า กูเป็นที่ปรึกษามึงนะไอ้ทัน ทำไมไม่สำนึกบุญคุณกันบ้างฮะ”

 

“เหรอวะ” เข้าใจแล้วว่าทันมันคงกวนประสาททุกคน แล้วระยะหลังก็คงลามมากวนประสาทผมเพิ่ม “แต่ดูท่าทางแล้วพี่เคเป็นคนไม่กินเหล้ากินเบียร์ปะครับ”

 

“ก็ไม่นะ”

 

“พี่เคไม่กินเหล้ากินเบียร์...” เจ๋งชะโงกหน้าจากโต๊ะอีกฟากมามองผม “แต่กินยาดองเลยครับ”

 

“เชรดดด” ทีนี้ล่ะดังลั่นทั้งสองโต๊ะ แต่ก้องเป็นอีกคนที่กำลังจะพูดขึ้น “ผมได้ข่าวมาว่าครุโหดไม่ใช่เล่นเลยไม่ใช่เหรอพี่ โดยเฉพาะครุเกษตรอะ”

 

“แล้วแต่คนมั้ง”

 

“แต่หนึ่งในนั้นคือพี่ปะ” ทันมองหน้าผมพลางจิ้มเนื้อไก่เข้าปากตัวเอง “ที่โหดอะ”

 

“อืม กูโหด”

 

“เหยดๆๆ มีขิงด้วยว่ะงานนี้” เบื่ออีกโต๊ะที่ทำหน้าที่เป็นลูงชงอยู่ตลอดเวลา “ดวลกับไอ้ทันไหมพี่ เสร็จงานนี้แล้วอะ”

 

“เฮ้ยมึงใจเย็นไอ้เหี้ย ทำไมต้องกูวะ”

 

“ก็มึงคือผู้นำวง”

 

“ไม่เกี่ยวเลยไอ้เหย็ดแหม่”

 

ผมกระตุกยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นทันทำหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขนาดนั้น แถมยังหันหน้ามามองผมพร้อมจิ๊ปากเหมือนคนโดนบังคับ

 

ทำไมวะ แค่กินเหล้าที่โดนท้ากันเล่นๆ ต้องจริงจังขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทันมันก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกินเหล้าดุอย่างที่โม้ไปหรือเปล่า แต่ดูมันทำหน้า...จริงจังทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องไร้สาระแบบนี้จริงๆ

 

“ก่อนจะมากินเหล้ากับกูน่ะ...” เห็นแล้วสงสารฉิบหาย แต่ก็อดไม่ได้เหมือนกันที่จะแกล้งมันด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง จังหวะนี้ผมเลยยกขวดน้ำอัดลมเทใส่แก้วน้ำแข็งให้มัน

 

“อะไรพี่”

 

“มึงกินแก้วนี้ให้หมดก่อน”

 

“โห! ทำไมหยามกันขนาดนี้วะพี่เค” ยิ่งยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นคนที่นั่งข้างๆ ดีดดิ้นอีกรอบ “ผมไม่กากนะครับ หมดงานเฟรชชี่เจอกันที่ hang out เลย”

 

บ้าบอจนผมหลุดหัวเราะจนไหล่สั่น “แน่ใจ?”

 

“แน่ใจดิพี่ คนอย่างผมฆ่าได้...”

 

“แล้วก็เผาได้เลยไม่ต้องรอสวด”

 

“ไอ้เชี่ยปาล์ม” เสียงหัวเราะฮาครืน คงมีแต่ผมนี่แหละที่รอว่าทันจะพูดอะไรต่อ “ฆ่าได้หยามไม่ได้ครับ คนอย่างทัน”

 

“พี่ดุนะครับ ท้องทันไหวใช่ไหม”

 

“กรี๊ดดดดด...” ข้าวกับน้องพายหันมากวักมือหากันก่อนจะกรีดร้องกันในลำคอ หน้าคองี้เริ่มแดงไปหมด “อะไรดุก็ไม่รู้เนอะพี่เค”

 

“ครับ อะไรดุก็ไม่รู้เนอะ”

 

“เอาจริงปะมึง จุดนี้กูคิดอะไรดีไม่ได้แล้วเนี่ย”

 

แล้วข้าวก็นั่งหัวเราะคิกคักก่อนจะตบโต๊ะเรียกสติของทันที่หันมามองหน้าผมพลางแยกเขี้ยวใส่ไม่ต่างจากลูกแมวที่อวดเก่งทำขู่ฟ่อไปเรื่อย แต่ตอนนี้ผมอยากจะบอกทันเหลือเกินว่า...

 

“กูไม่ใช่คอทองแดงขนาดนั้น”

 

ถึงความจริงผมจะกินมาแล้วเกือบทุกงานของงานภาคและมักจะเป็นคนสุดท้ายที่เมาก็ตาม...

 

เอาเถอะ หาอะไรสนุกๆ ทำบ้างก็ดีเหมือนกัน ดีกว่ามานั่งเครียดไปวันๆ แบบนี้

 

 

 

 

 

K’s part end 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น. เป็นต้นไป

...................................................................................

จะเป็นโรคกระเพาะอยู่ทนโท่ มึงยังจะกินเหล้าดุอีกนะเค ฉันเป็นแม่ ฉันสั่งได้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #59 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 11:46
    แหมๆๆๆๆ พี่เคไม่ค่อยเลยนะค่ะ แถมโดนน้องตกมานานแล้วด้วย *ยิ้มกริ่ม*
    #59
    0
  2. #6 ftkk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 19:50
    ปลื้มน้องเค้ามาก่อนนะคะ อุแหม่
    #6
    0