เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 8 : 6 : คนที่ทำให้เรากลายเป็นเด็ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    29 ต.ค. 62



6

คนที่ทำให้เรากลายเป็นเด็ก

 

 

 

 

“จะถึงงานดาวเดือนแล้วนะมึง”

 

“เออ ลืมแล้วเนี่ย”

 

“เล่นเพลงไหนบ้างวะ”

 

“มึงจับฉลากวงที่จะขึ้นเล่นวันนั้นแล้วเหรอ”

 

“กูไปจับมาเมื่อวาน”

 

หัวหมุน...หัวหมุนไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมทั้งเรียน ทั้งซ้อมงานประกวดงานที่ไอ้ก้องมันหามา ไหนจะงานเฟรชชี่ที่กำลังจะถึงอีกไม่นานนี่ด้วย ทั้งวงไม่มีใครเอะใจเลยว่าลืมอะไรไปหรือเปล่าเพราะตั้งแต่พี่เคมาซ้อมด้วยกันวันนั้น ก็ดูจะมีสมาธิในการซ้อมงานใหญ่กว่างานมหาลัยนี่อีก

 

แต่ไม่ได้แล้ว ทีแรกว่าจะไม่ขึ้นเล่นงานปีนี้ แต่ไอ้ผีผู้จัดการวงอย่างไอ้ก้องมันดันไปจับฉลากสามวงดนตรีที่จะได้ขึ้นเล่นวันเฟรชชี่ แล้วมือเพื่อนผมก็ดี๊ดี จับได้เป็นวงสุดท้ายที่จะต้องขึ้นเล่นอีก หางานให้วงอีกแล้วนะมึง อยู่ดีๆ ก็ดีอยู่แล้วเถอะ

 

“ไม่ต้องซ้อมมากก็ได้มั้ง เล่นสามสี่เพลง หาเพลงที่เราชอบๆ กัน” ปาล์มพูดพลางยกขาขึ้นมาพาดผมที่นั่งอยู่ข้างๆ มัน

 

“เพลงเก่าอะนะ”

 

“ไม่ดิ แหวกคอนเซ็ปต์นิดหน่อย น้องๆ มีแต่ปีหนึ่งจะรู้จักเพลงเก่าเหมือนมึงไหม”

 

“ปีหนึ่งกับปีสองอายุห่างกันหนึ่งรอบเหรอฮะ”

 

“เด็กๆ เดี๋ยวนี้ฟังแต่เกาหลีกับฮิปฮอปอะไรพวกนี้ปะ” เจ๋งถามพลางลุกจากกลองชุดของมันมานั่งที่โซฟาตัวเดียวกัน

 

“เล่นเพลงเกาหลีดิ”

 

“ไอ้สัด สงสารกูด้วย” ดนตรีอย่างพวกมันหาโน้ตหาคอร์ดอะไรได้อยู่แล้ว แต่ช่วยเห็นใจคนที่ร้องเพลงภาษาอื่นไม่ได้นอกจากภาษาไทยด้วยครับ เหลือเวลาอีกสามวันถามหน่อยจะซ้อมอะไรได้บ้าง

 

“เพลงเกาหลีอะไรดังๆ อะข้าว” สมาชิกไม่ได้ฟังผมเลยครับ มันหันไปหาข้าวที่กำลังนั่งเล่นกับน้องพายอยู่ที่โซฟาอีกตัวแบบหน้าตาเฉย

 

“เฮ้ยยย มึงอย่าไปถามมัน”

 

“หูย ถามเราเราก็ว่าวงเราดังที่สุดนะ”

 

“วงอะไรเหรอ”

 

ถามถูกคนซะด้วยนะเรื่องวงเกาหลีเนี่ย ทีนี้ก็ยาวเลยทั้งเพลงทั้งคลิป น้องพายจะสนใจทำตาหูวาวเวลาที่เห็นผู้ชายเป็นกลุ่มทั้งร้องทั้งเต้นก็ไม่แปลกหรอก แต่ชายฉกรรจ์สามคนที่เหลือนี่ดิ จ้องโทรศัพท์ไอ้ข้าวตาไม่กะพริบเลยนะ

 

แล้วการรอพี่เคมาซ้อมด้วยกันวันนี้พวกผมทั้งห้าคนก็ไม่ได้เป็นอันซ้อมกันจริงจังเรื่องโชว์วันงานเฟรชชี่ อย่างว่างานไม่ได้ใหญ่มากสำหรับพวกผมแต่ก็ถือว่าเป็นดนตรีที่เหมือนเอาไว้รับน้องปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามากันอีกรอบ วันนี้เราก็เลยแค่ลิสต์เพลงกันออกมาว่าจะเล่นเพลงอะไรบ้างแล้วอาจจะซ้อมกันนิดๆ หน่อยๆ ในวันพรุ่งนี้ เพราะเพลงที่เลือกวงผมก็เอาไว้เป็นเพลงซ้อมกันอยู่แล้ว

 

ระหว่างนั่งรอพี่เคมา ผมก็เปิดคลิปการซ้อมกับพี่เควันแรกก่อนจะยัดหูฟังใส่หูนั่งฟังอยู่ที่มุมห้องคนเดียว เพื่อดูว่าการซ้อมวันนั้นเราต้องเพิ่มอะไรหรือต้องตัดอะไรบ้าง

 

แน่นอนแล้วล่ะเรื่องอารมณ์และอินเนอร์ของผม ขอเว้นไว้เรื่องนึงแล้วกันนะ ตื่นเต้นพี่เคจนยืนจับไมค์สองมือตัวแข็งทื่อเลย

 

Rrrr!

 

แต่หน้าจอโทรศัพท์ก็เปลี่ยนจากคลิปที่ผมตั้งอัดไว้ตอนซ้อมเป็นชื่อแสดงการโทรเข้าที่ผมตั้งไว้เด้งขึ้นมาพร้อมเสียงเรียกเข้าสุดคลาสสิก

 

พี่ K’

 

“ครับพี่”

 

[วันนี้ไม่ได้เข้าไปนะ]

 

“อ้าว พี่โดดเหรอผมอุตส่าห์รอนะ” ผมแสร้งทำเสียงโอดโอยเหมือนจะร้องไห้ นั่นก็ทำให้สมาชิกที่เหลือหันมามองผมเป็นตาเดียว

 

[โดดบ้านมึงสิ กูติดงานอื่น อยากให้เข้าไปก็หาวิธีให้กูแยกร่างให้ได้สิ]

 

“งานอะไรอะครับ ยิ่งใหญ่กว่างานผมเลยเหรอ”

 

[งานคณะ ใหญ่กว่าของมึงไหมไม่รู้แต่โคตรใหญ่สำหรับกูแล้วกัน]

 

เหรอ..” ผมเสียงอ่อน ใจจริงก็สงสารเขานั่นแหละ สงสารตั้งแต่วันที่เขาบ่นแล้วว่างานเขาไม่ได้มีแค่มาฟีทกับวงผมงานเดียว แต่ติดใจเสียงเขาไปแล้วอยากฟังอีกน่ะเข้าใจไหม “พรุ่งนี้ผมเรียนเต็มวันอะ ต้องซ้อมงานเฟรชชี่ด้วย”

 

“ก็ซ้อมไปสิ”

 

“เดี๋ยวจะไม่มีเวลาซ้อมของพี่แล้ว”

 

“งานประกวดมึงวันเดียวกับเฟรชชี่เลยหรือไง ต้องให้กูด่าอีกปะเนี่ยถึงจะคิดได้”

 

“โอ้ย!

 

“หนวกหู ถ้าว่างก็ไปซ้อม เสียเวลามาคุยกับกูเยอะแยะ”

 

แล้วพี่แกก็วางสายหายตัวไปแบบหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมกระฟัดกระเฟียดคนเดียวกับโทรศัพท์ หันไปมองไอ้พวกที่เหลือที่นั่งอยู่ด้านหลังมองกันตาสลอน

 

“เนี่ย กูอิจฉามึงอีกแล้วนะ” ไอ้ข้าวส่งเสียงมาก่อนใคร “ได้คุยโทรศัพท์กับพี่เคเหมือนสนิทกันมาเป็นชาติแล้วอะ”

 

“ถ้าเขาจะโทรมาด่ากูขนาดนี้ก็ไม่ได้อยากให้โทรมาหรอกนะ”

 

“อีเหี้ยหมั่นไส้ กูอยากโดนพี่เคด่าบ้าง” กูให้มึงคิดก่อนพูดนะข้าว

 

“เขาโทรมาว่าไง” ปาล์มถามผมหน้านิ่ง “ไม่มาเหรอ”

 

“เออ สงสัยกีฬาคณะของเขาแน่เลย” ถ้ารู้ว่าการชวนเขามาฟีทด้วยกันมันจะยากขนาดนี้ ไม่น่าไปได้ยินเขาร้องทำนองสนาะตั้งแต่แรกเลย “ซ้อมแต่ของเราไปก่อนแล้วกันเนอะ”

 

“แต่มึงดูสนิทกับเขาดีนะ” เจ๋งออกความเห็น แต่ความเห็นของมันทำผมกลอกตามองบนจนตำดำอาจจะหายไปในเปลือกตาแล้วก็ได้

 

“ไม่ได้สนิทอะ แต่เขาแค่ไม่ใช่คนเข้าถึงยากอะไร”

 

“ไม่เห็นจะมีใครเข้าถึงพี่เคได้สักคนเลย อย่ามาโม้น่า”

 

“ข้าว ถ้ามึงลองเข้าไปคุยกับเขามึงจะรู้ว่าพ่อเทพบุตรของมึงโคตรจะแตกต่างจากภายนอกที่มึงเห็นๆ กันเลยนะ”

 

“ทำไม ไหนมึงพูดซิพี่เคทำไม”

 

ถามเหมือนจะเอาเรื่อง แบบว่าเป็นแฟนคลับที่ห้ามใครแตะต้องหรือวิจารณ์ แต่ผมบอกเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัว ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่เลยว่าคนเรามันจะรู้หน้าไม่รู้ใจได้ขนาดนั้นเลยเหรอ

 

แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเงียบไปเพียงเพราะไม่อยากให้ใครรู้จักอีกด้านของพี่เค

 

เพราะเดี๋ยวเล่าไปเล่ามาผมอาจจะต้องเล่าไปถึงวันนั้นที่เขามายืนรอ ยืนส่งผมที่ป้ายรอรถวันนั้นแน่ๆ

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

แล้ววันที่ข้าวมารอเจอพี่เคเก้อก็จบลงที่สี่โมงเย็น วันที่ฟินอมมินอลซ้อมเพลงที่จะขึ้นโชว์วันเฟรชชี่ครบทุกเพลง ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าพี่มาไม่ได้เราก็ไปซ้อมวันอื่นไปเลย ไม่มีอะไรง่ายไปกว่าวงผมอีกแล้ว

 

“มึงไปกินข้าวกับพวกกูปะ หรือจะกลับเลย” เจ๋งหันมาหาผมหลังจากที่เราเดินลงมาจากห้องซ้อมกันแล้ว

 

“มึงไปเหอะ กูว่าจะกลับเลย”

 

“ข้าวเย็นกินซะบ้างเหอะ ผอมจนไส้จะกิ่วแล้วมึงอะ” ไอ้ก้องหันมาด่า เข้าใจว่ามันคงเกิดมาพร้อมจิตวิญญาณของความเป็นผู้จัดการชีวิตของแต่ละคน

 

“ผอมอะไร เห็นอย่างนี้กูมีซิกแพ็คนะเว้ย”

 

“ติดกระดูกหมดปะ”

 

“ขุนอยู่เว้ยตอนนี้ ให้แม่ทำกับข้าวไว้รอ”

 

“ลูกแหง่นี่เอง”

 

“ไอ้ห่านี่”

 

เวลาได้กลับไปกินข้าวที่บ้านฝีมือแม่ตอนเหนื่อยๆ นี่ เหมือนเป็นพลังชุบชีวิตจากสภาพซอมบี้ดีๆ ได้เลยนะ ใครเครียดๆ หรือกำลังหมดหวังท้อแท้กับชีวิต ลองหาอะไรอร่อยๆ กินนะ กินให้อิ่มนอนให้หลับ ตื่นมามันจะรู้สึกมีกำลังใจเอง

 

แต่เพราะตอนนี้มันเพิ่งจะสี่โมงและผมเองก็อยู่ในช่วงเพลาๆ แอลกอฮอล์เพราะต้องรักษาหน้าตาไม่ให้โทรมเหล้าหรือบวมเบียร์ก่อนขึ้นประกวดดนตรี เห็นอย่างนี้ผมก็ไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาไม่ดีอะไร เพียงแต่ต้องประโคมให้มันเยอะสักหน่อยมันถึงจะดูดีเหมือนใครเขาบ้าง ตอนนี้ผมเลยเลือกที่จะเลี้ยวซ้ายเดินขึ้นสกายวอล์คข้ามไปอีกฝั่งของมหาลัย

 

เหมือนอยากจะแวะไปหาใครสักคน

 

ใครสักคนที่ว่าคือคนที่น่าจะอยู่ครุตอนนี้ ความจริงอยากโทรไปหาเขาด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน แต่ถ้าโทรไปก็คงผิดคอนเซ็ปต์คำว่า แอบไปหา น่ะสิ

 

ผมแค่อยากรู้ว่างานที่พี่เครับของครุตอนนี้เป็นยังไง อยากรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ ไหนจะอยากเห็นเขาร้องทำนองเสนาะสดๆ อีกสักครั้งที่ไม่ใช่บทในเพลงของผม

 

แต่การมาครุคนเดียวครั้งนี้ก็ดูแปลกไปหน่อย เพราะนี่มันเลิกเรียนแล้ว นอกจากจำนวนคนที่ตรงข้ามกับร้านข้าวที่เปิดของครุ ทำให้ผมรู้สึกเริ่มตาลายที่จะมองหาแรร์ไอเท็มของคณะนี้ บางทีผมเองอาจจะเพ้อเจ้อเกินไป ถ้าไม่ถามว่าพี่เคอยู่ไหนผมจะไปหาพี่เขาเจอได้ยังไงถูกไหม

 

อาจจะคลาดกันตั้งแต่ลงจากตึกกิจแล้วก็ได้

 

“อุ๊ยมึง พี่เคอะ”

 

จากที่นั่งไถโทรศัพท์กับถุงลูกชิ้นทอดชิลๆ ได้สักพัก โต๊ะผู้หญิงข้างหน้าผมก็พูดคุยกันจนได้ยินถนัดหู พวกเธอไม่ได้กรี๊ดกร๊าด แต่สายตาก็รวมกันที่จุดใดจุดหนึ่งจนผมต้องหันไปมองตามด้วยความที่อยากเจอเขาอยู่แล้ว

 

แล้วก็จริงๆ พี่เคเดินอยู่กับเพื่อนๆ ที่ระเบียงอาคารข้างโรงอาหาร หูตาผมตื่นไปหมดเมื่อเห็นเขาไม่ได้ทำหน้าแบบที่ชอบทำกับผม

 

เนี่ย คีพลุคอยู่แน่ๆ เป็นพี่ระเบียบเหรอต้องทำหน้าดุอยู่ตลอด ทำหน้าแบบที่มนุษย์ปกติเดินดินเขาทำก็เป็นเหมือนกันนี่

 

แน่นอนว่าประโยคนี้ผมไม่กล้าบอกเขาตรงๆ

 

ผมทิ้งถุงลูกชิ้นก่อนจะรีบตามเขาไปที่ข้างตึกครุ พยายามแอบตามอยู่ห่างๆ ให้เขาไม่เห็นว่ามีผมอยู่ตรงนี้จนกระทั่งพี่เคเดินไปถึงหน้าลิฟต์ถึงได้แยกกับเพื่อนจนเหลือเขาแค่คนเดียว

 

โอเคทางสะดวก...

 

แต่ยังไม่ทันได้วิ่งเข้าไปหา แค่ผมก้าวขามาถึงมุมอาคารหน้าลิฟต์อีกคนก็หายไปแล้ว

 

“อ้าว หายไปไหนอะ”

 

เชี่ย นี่คนหรือผี คิดจะไปก็ไปคิดจะมาก็มา เดินทีไม่มีเสียงอย่างกับแมวเตรียมล่าเหยื่ออีกแล้วนะ

 

“มึงตามกูมาทำไม”

 

“เอ้ย!

 

ไอ้เหี้ยยย นี่รอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยที่เขาชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาให้ตกใจอยู่ข้างหลังแบบนี้ นี่ชอบแทงข้างหลังเหรอวะ ดูมีความสุขเนอะตอนเห็นผมตกใจจนใจเต้นผิดจังหวะเนี่ย

 

“อะไรเล่าพี่”

 

“ตามกูทำไม”

 

“ไม่ได้ตามซะหน่อย”

 

“ตอแหลฉิบหาย”

 

“โอ้ย ด่าอีกแล้วนะ” จะมีครั้งไหนที่เจอหน้ากันแล้วคำพูดเขาไม่ทำให้ผมเจ็บใจบ้างวะ

 

“ก็มึงจะตามกูทำไม แค่ไปซ้อมไม่ได้นี่ถึงขั้นต้องมาหาถึงที่เลยเหรอ”

 

“อืม”

 

“ฮะ?”

 

สุดท้ายผมก็พูดออกไปยั่วโมโหพี่เคเข้าอีกรอบให้เลิกคิ้วสูงมองหน้าผมอีก “พี่จะด่าว่าเสือกก็ได้แต่ผมอยากมาดูพี่ซ้อมอย่างอื่นอะ”

 

“รู้ตัวว่าเสือกก็ดี” พี่เคขยับไทที่คอออกให้หลวมก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า “แล้วว่างเหรอจะมาดูคนอื่นเขาทำงานน่ะ วิศวะไม่มีควิซเหมือนคณะอื่นเขาหรือไง หนังสือหนังหาไม่กลับไปอ่าน”

 

“อย่าเพิ่งบ่นสิ ก็พี่บอกเองว่าต้องซ้อมของคณะ ผมก็อยากรู้ดิว่าคนอย่างพี่เคจะรับงานแบบไหน”

 

“งานแบบวงมึงนั่นแหละ”

 

“จะต้องยิ่งใหญ่มากแน่ๆ” ผมแสร้งทำเป็นตาวาวแต่ก็เดาะลิ้นที่กระพุ้งแก้มเบาๆ

 

“กวนตีนใหญ่แล้วนะ”

 

“ไปดูด้วยได้เปล่า อุตส่าห์มาหาถึงที่แล้วนะ”

 

“ไม่ได้”

 

“โอ้ย ทำไมอีกล่ะ ความลับเยอะนักเหรอ”

 

“โวยวายเป็นเด็ก” แล้วผมก็เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของพี่เคที่ตอนนี้กำลังหันหน้าไปมองทางอื่นจนเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างที่มีเสน่ห์ของผู้ชายที่เป็นที่รักของผู้หญิงเกือบทั้งมหาลัย “กลับบ้านไปกินข้าวเหอะมึงน่ะ ไม่ต้องอยากดูหรอก”

 

“ของดีก็ต้องโชว์เยอะๆ หน่อยสิพี่เค”

 

“ไว้ดูวันจริงนู่น เอาเวลาไปซ้อมท่อนตัวเองกับอ่านหนังสือไป เสียเวลาไร้สาระเยอะแล้ว”

 

“ไม่เสีย”

 

“เดี๋ยวกลับมืดมึงก็ไม่ได้กินข้าวเย็นอีก ผอมจนกระดูกจะแทงเนื้อออกมาแล้วหาอะไรกินซะบ้าง” พี่เคพูดพลางมองร่างกายผม ถึงสายตาจะไม่ได้กวาดมองจนทั่ว แต่เพราะโดนดวงตาคมกริบนั่นมองเอาต่างหากเลยรู้สึกเหมือนกำลังจะโดนทำร้ายด้วยตาคู่นั้น

 

“ไม่เป็นไร...”

 

“กูไปละ ถ้าหันมามึงยังอยู่ตรงนี้ก็ไม่ต้องมาซ้อมด้วยกันอีกนะ”

 

“เฮ้ย..” พูดเองเออเองเดินหายไปเองแบบไม่ฟังใครอีกแล้วนะ “พี่เคอะ อย่าทำแบบนี้สิ”

 

“กูนับหนึ่ง...” คนตัวสูงที่หันหลังให้ผมและแผ่นหลังของเขากำลังเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังสามารถเอ่ยเสียงดังให้คนที่อยู่หลังเขาอย่างผมได้ยินชัดเจน

 

“โอ๊ยยยย พี่อะ”

 

“สอง”

 

“พี่เคคคค”

 

“สาม!

 

“เออๆ ไปแล้วๆ”

 

ก็คนตรงโน้นทำท่าจะหันมาผมก็ต้องหันหลังหนีก่อนจะก้าวขาเดินไวๆ ไปหลบตรงหัวมุมลิฟต์ไม่ให้เขาเห็นตัว บ้าฉิบหาย เล่นอะไรเป็นเด็ก ไม่เข้าใจที่สุดก็ตรงที่ว่าทำไมผมต้องกลัวพี่เคขนาดนี้น่ะสิ

 

ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าเขาใจดี แต่พอโดนเขาขู่ว่าจะไม่มาซ้อมด้วยกันอีกผมก็ใจแป้วอยากจะร้องไห้เหมือนสิ่งที่ตัวเองพยายามไขว่คว้ามานานกำลังจะเดินหายไปต่อหน้าต่อตาถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง

 

ก็เพราะไม่ชอบให้พี่เคมาขู่กันพร่ำเพื่อไง ผมเลยต้องยอมเขาทุกอย่างเลยเนี่ย

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น.

TBC

.............................................................................

เริ่มเล่นกันได้แล้วนะทัน ความจริงเธอก็ชอบกวนประสาทให้โดนด่าเล่นๆ ด้วยแหละ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #58 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 11:02
    ต่างคนต่างโดนตกโดนตกมั้ยเนี่ย~~ แต่คนน้องคงไม่รู้ตัว 55+
    #58
    0
  2. #7 Pommaree (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 11:28

    💞💞💞
    #7
    0