เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 7 : 5 : คนที่ถูกด่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    26 ต.ค. 62


5

คนที่ถูกด่า

 

 

กว่าจะลากให้พี่เคมาซ้อมด้วยกันได้ ลีลาเก่งเหลือเกิน โทรคุยก็แล้ว ไปง้อที่ครุก็แล้วพี่แกก็ยังนวยนาดไม่สงสารเด็กตาดำๆ อย่างผมที่เลิกแล็บเสร็จไม่ได้กลับบ้านเลย แถมให้เหตุผลมาด้วยว่า งานมึงมาทีหลัง ต้องตามลำดับขั้นตอน

 

จะร้องไห้แล้วเนี่ย วันนี้ผมกับสมาชิกในวงบวกข้าวกับต้อมที่อยากมานั่งเป็นผู้ชมมาซ้อมที่ห้องซ้อมกันก่อน เอาท่อนที่ไม่มีพี่เครวมอยู่ในนั้นแล้วที่เหลือเดี๋ยวค่อยว่ากันวันหลังอีกที

 

“เพลงไม่รู้จักอะ” ข้าวบ่นเสียงงอแงทันทีที่พวกผมเล่นเพลงยุคพ่อแม่ แต่ที่มันโอดโอยออกมาผมว่ามันกะมาดูพี่เคเต็มที่เลยแน่ๆ

 

“คอนเซ็ปต์ของฟีนอมมินอลนะข้าว” ก้องเอ่ยก่อนจะเดินไปหยิบน้ำมาจิบ ก็อย่างที่ก้องมันว่า คอนเซ็ปต์วงผมคือเล่นเพลงเก่ายุคเก้าศูนย์ ยุคพ่อยุคแม่ แต่ข้อแม้คือต้องเป็นเพลงที่เด็กสมัยใหม่เคยผ่านหูหรือรู้จักกันด้วย

 

“ไม่เห็นพี่เคเลย เขาไปไหนอะ” ต้อมถามบ้างพลางส่งสายตาเจาะจงคำถามนั้นมาทางผม

 

“พี่เขาติดงานอีกงานอะ บอกว่าน่าจะมาพรุ่งนี้”

 

“แล้วท่อนทำนองเสนาะใครแต่งให้เขาวะ”

 

“กูเองจ้า” น้ำตาแทบไหลถึงตีน เหมือนผมกลับไปเรียนมัธยมใหม่อีกครั้งตอนที่ต้องเปิดเน็ตดูว่าฉันทลักษณ์ของกลอนมันต้องสัมผัสกันยังไงบ้าง

 

สัมผัสนอกสัมผัสใน...ฮือ ไม่รวมที่ภาษาต้องสวยให้เข้ากับเสียงพี่เคอีก เดี๋ยวจะโดนด่าว่าไม่มีสมองบ้างล่ะ อุตส่าห์ใช้เขามาทำงานแล้วยังจะแต่งกลอนเด็กน้อยอีก โอ้ย ผมแต่งท่อนใหม่ของผมเองยังจะแย่ นี่ต้องแต่งทำนองเสนาะอะคิดดู ยังไม่รวมว่าพี่เคจะส่งที่แก้กลับมาให้อีกนะ

 

“ไหนเอามาดูเด๊ะ รู้เรื่องเปล่า” ต้อมว่า

 

“ระดับไหนแล้ว มึงรู้ไหมก่อนเขียนอะ กูยกมือไหว้อันเชิญจิตวิญญาณกวีทั่วโลกเลยนะเว้ย”

 

“พอเขียนได้ตัวนึงจิตวิญญาณก็ได้บอกกับมึงว่า ไอ้สัดหยุดแต่งเถอะ

 

“ไอ้เวร”

 

ในความรู้สึกผม ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่ที่ตัวเองแต่งกลอนสุภาพได้ ให้สมาชิกที่เหลืออีกสี่คนช่วยดูมันก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก มีปรับแก้นิดๆ หน่อยๆ ให้สัมผัสลงตัว พยายามให้มีสัมผัสในทุกบทและทุกบาท เครียดกว่าร้องเพลงบอกแล้วว่าแต่งกลอนนี่แหละ

 

“เดี๋ยวครุเขาก็จะมีงานกีฬาของเขาน่ะ พี่เคต้องยุ่งแน่ๆ” นั่นไงๆ วิญญาณผู้จัดการส่วนตัวพี่เคเข้าสิงไอ้ข้าวอีกแล้ว

 

“มึงนึกยังไงอยากได้พี่เควะทัน” ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากแซวข้าว ปาล์มก็ชิงพูดเสียก่อน

 

“ทำไมวะ”

 

“กูเห็นมึงอยากได้จังเลย เขาก็ขับเสภามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วทำไมมึงเพิ่งมาอยากได้เขาอะ”

 

“ก็กูเพิ่งเคยฟังไหมล่ะ” จะด่าผมว่าไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนมาก็ไม่โกรธหรอกนะ เพราะเพิ่งเคยฟังจริงๆ “เสียงเขาเพราะอะ มันดูเป็นเอกลักษณ์ดี”

 

“คนขับเสภาเขาก็เสียงอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ”

 

“ไม่เว้ย พี่เคเขาแตกต่าง”

 

“ยินดีต้อนรับสู่ด้อมพี่เค”

 

“คือไรข้าว” ผมแทบจะหันขวับไปหาผู้หญิงตัวสูงที่กำลังยุ่งกับเล็บตัวเองที่เพิ่งจะไปทำเมื่อไม่กี่วัน แหม...ลายหินอ่อนเลยนะมึง

 

“แฟนคลับไง อวยกันจนจะเป็นติ่งพี่เคแล้วนะ”

 

“ติ่งบ้านมึงสิครับ กูบอกแล้วไงว่ากูชอบเสียงเขา”

 

“นั่นแหละ! มึงไม่ติ่งยังไงวะบอกว่าชอบเขาชัดเจนขนาดนั้น”

 

“กูชอบเสียงเขาไม่ได้ชอบเขา!” มึงตกภาษาไทยปะเนี่ย ชีวิตนี้เคยได้ภาษาไทยเกรดสามเหมือนกูหรือเปล่าฮะ

 

บ้าบอ ชอบในความสามารถเขา จำเป็นต้องเป็นเอฟซีเขาด้วยเหรอ ความคิดผู้หญิงนี่น้า...

 

 

 

 

[มึงแต่งอะไรมาเนี่ย]

 

นั่นไง ไม่เคยผิดคาดหรอก ตอนเย็นตัวเองไม่มาซ้อมแต่ดันโทรมาปลุกผมตอนตีสอง! วันนี้อุตส่าห์ไม่ออกไปร้านเหล้ากับเพื่อนแล้วยังจะให้ผมงัวเงียขึ้นมารับโทรศัพท์อีก

 

“นี่พี่ไม่หลับไม่นอนเหรอ ไว้พรุ่งนี้ได้ไหมอะตอนนี้ผมแก้ให้ไม่ได้หรอก”

 

[ไม่ได้จะให้แก้ แต่จะโทรมาด่าว่าความหมายระหว่างบทมันไม่ได้สอดคล้องกับเนื้อหาเพลงมึงเลย จะเอาอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม]

 

“โอ้ย...ผมพยายามสุดแล้วนะ” โอดครวญใส่แม่ง “แล้วพี่ก็ไม่ได้มาซ้อมกับผมเมื่อตอนเย็นอะ ว่าไม่ได้นะไม่มาช่วยกันดูเอง”

 

[มึงมาใช้งานกูแล้วพูดงี้ได้ด้วยเหรอ]

 

“ก็มีค่าจ้างไงงง”

 

[แล้วให้กูหรือยังล่ะ]

 

โอ้ย จะให้ทำยังไงเนี่ย แต่งใหม่ไม่ได้แล้วนะเหลือแต่ขี้เลื่อยแล้วสมงสมอง “ฮือออ พี่เคแต่งให้หน่อยไม่ได้เหรอ”

 

[งานชอล์กเกมกูก็ต้องทำ งานมึงกูก็ต้องทำ งานอื่นกูก็ยังมี คิดว่ากูไม่ได้เรียนแล้วใช่ไหม]

 

“พี่อะ”

 

[ไม่ต้องมาทำเสียงงัวเงียใส่] มันใช่ความผิดผมปะวะ ก็คนมันไม่ได้แต่งกลอนมานานแล้วนี่ ตั้งแต่ม.ห้านู่นเถอะ [พรุ่งนี้มึงซ้อมไหม]

 

“พี่เคจะมาเหรอ”

 

[กูถามว่าซ้อมไหม]

 

ใจเย็นๆ สิ ให้เวลาดีใจบ้างสิครับ “ก็...ถ้าพี่จะมา ตารางไม่มีซ้อมผมก็ซ้อมได้”

 

[ไม่ถามคนอื่นหน่อยเหรอ ทั้งวงมีมึงคนเดียวหรือไง]

 

เนี่ย เกรี้ยวกราดแบบนี้อีกแล้ว “เปล่า ยังไงก็น่าจะซ้อมได้แหละ ยิ่งใกล้แข่งแล้วก็ต้องซ้อมบ่อยๆ อยู่แล้วแหละพี่ แต่ถ้าพี่จะมาผมประกาศบอกในไลน์กลุ่มวงเลยเนี่ย ทุกคนรอพี่คนเดียว”

 

[อ๋อ คือกูเป็นตัวถ่วงสินะ]

 

“ไม่ช่ายยย” สะกิดนิดสะกิดหน่อยไม่ได้เลย “มาสิ เดี๋ยวผมรอพี่อยู่ที่ห้องชมรมตั้งแต่บ่ายเลย พรุ่งนี้ไม่มีใครเข้ามาที่ห้องด้วย พี่มากี่โมงครับ”

 

[พรุ่งนี้เรียนบ่าย] จบเลย [รอไหวไหมล่ะ]

 

“งั้นผมซ้อมรอพี่ก็ได้ สี่โมงพี่ก็พักกินข้าวสักแป๊บแล้วเดี๋ยวซ้อมของพี่ต่อ”

 

[อืม]

 

“งั้น...แค่นี้นะพี่ ผมนอนละนะ เรียนเช้าด้วย”

 

[นอนๆ ไป จะโทรมาติเรื่องกลอนมึงนี่แหละ]

 

“ขนาดนี้เรียกด่าแล้ว”

 

[มึงว่าไงนะ]

 

“เปล่าครับ!” ฮือ ไม่รู้หูไม่ดีหรือว่าแกล้งทำเป็นจะขู่ผมอีก “นอนแล้วนะครับ ฝันดีครับพี่”

 

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินเสียงหืออืออะไรจากคนดังแห่งมหาลัยอีกเลย ความจริงอยากจะวางสายแล้วล้มตัวนอนอย่างเดิมด้วยซ้ำแต่พอโดนติเรื่องกลอนที่แต่งไม่เข้าตาคนเจ้าบทเจ้ากลอนแล้วก็ตาสว่างขึ้นมาดื้อๆ บวกกับอาการดีใจที่อยู่ดีๆ พี่เคก็มาซ้อมด้วยกันได้เสียที

 

ไม่ได้เป็นแฟนคลับเขา ไม่ได้อวยเขา แต่ก็รู้สึกจริงๆ เลยนั่นแหละว่าต่อให้พี่เคจะบ่นผมหรือทำหน้ายักษ์ใส่ แต่เขาก็เป็นคนใจดีอย่างที่ผมอวยไปตั้งแต่แรกจริงๆ

 

งานก็เยอะอยู่แล้ว ยังเจียดเวลามาให้ได้อีก

 

 

 

 

บรรยากาศการซ้อมวันนี้ออกแนวเกร็งเป็นพิเศษ นึกออกไหมครับปกติพวกผมชายแท้สี่คนก็หน้าตาดีให้น้องพายมือคีย์บอร์ดได้เป็นดอกไม้กลางวง แต่พอมีพี่เคมาสมทบผมบอกเลยว่ารัศมีพี่แกกลบทับพวกผมสี่คนกันหมด ส่วนน้องพายก็ดูจะทำตัวไม่ถูกที่วันนั้นพี่เคเคยเกรี้ยวกราดแบบนิ่งๆ ต่อหน้าเธอไปแล้ว

 

โดยเฉพาะปาล์มนะ ไอ้นี่ดูไม่ค่อยอยากพูดอะไรเวลาที่มีพี่เคอยู่ด้วย

 

ใช่ไง ทั้งพายทั้งปาล์มเคยโดนพี่เคไล่แบบอ้อมๆ มาทีนึงแล้ว ไม่ได้ไล่ก็เหมือนไล่แหละวะ

 

หลังจากนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยผมก็ต้องอธิบายแผนที่วางไว้ให้พี่เคฟัง ถึงก่อนหน้านั้นเขาจะได้ฟังแผนคร่าวๆ มาบ้างแล้ว

 

“คืองี้นะพี่เค พวกผมจะเล่นเพลงกันไปเรื่อยๆ จนจบท่อนฮุกท่อนแรกแล้วหลังจากนั้นดนตรีจะเงียบลง คือมันจะค่อยๆ มีดนตรีขึ้นมาเบาๆ แล้วก็ดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วพี่ก็ขึ้นร้องได้เลย”

 

พี่เคฟังแล้วก็พยักหน้าตามเล็กน้อยให้ผมได้ลุ้นว่าจะมีคำด่าอะไรออกมาจากพี่เขาอีกบ้าง แต่เพราะคิ้วที่กำลังขมวดแน่นนั่นแหละใจผมเลยไม่ดีขึ้นเลย

 

“สงสัยอะไรไหมครับ”

 

“ก็ว่าจะถามอยู่แหละ แต่ลองเล่นก่อนก็ได้ค่อยว่ากัน”

 

ถ้าไม่โอเคหรือไม่ถูกหูคนฟังอย่างพี่เขา ก็คงได้ว่ากันจริงๆ แหละมั้ง

 

 

 

“หากลืมฉันได้ไม่ลำบาก เธอก็ควรจะจากฉันไป

ส่วนตัวฉันพอเข้าใจ (พอเข้าใจ...)”

 

ผมเปล่งเสียงใส่ไมโครโฟนเป็นการเริ่มเพลงแทนที่จะเป็นเสียงดนตรี แต่หลังจากที่คำสุดท้ายหายไปเสียงคีย์บอร์ดของน้องพายเริ่มดังขึ้นเป็นทำนองที่ฟังแล้วมีกลิ่นอายของความเป็นไทยแต่ผิดแปลกไปจากแบบเดิมคือใช้เสียงอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ บรรเลงกันให้เป็นจังหวะช้าโดยที่มีเสียงกลองของเจ๋งค่อยๆ เพิ่มจังหวะขึ้นและทำให้ดนตรีเงียบลงพร้อมกัน

 

 

“คนที่เป็นอดีต เธอก็ยังไม่ลืม

เธอนั้นยังมีใจให้กับเขา

ทำฉันทำทุกอย่าง ให้เธอนั้นลืมเรื่องเก่า

แต่มันไม่มีประโยชน์อะไร”

 

 

ถามว่าเขินไหมมาร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่คนในวง คงบอกได้เลยว่าไม่มีอะไรให้เสียแล้วครับ ตื่นเวทีจนชิน ร้องให้เพื่อนฟังก็สบายๆ แต่พอมีพี่เคมานั่งมองที่โซฟาข้างหน้าแบบนี้ จากที่ชอบใส่อินเนอร์จำลองเหมือนว่าตัวเองอยู่บนเวทีก็ต้องเปลี่ยนมายืนร้องแบบทื่อๆ ไร้อารมณ์เหมือนมีสมาธิเกินไป

 

นิ่งแบบนั้น ไม่ได้หลับในไปแล้วใช่ไหมครับ

 

 

 

 

“หมากเกมนี้ฉันก็รู้ ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร

ไม่ต้องรอให้จบเกม ฉันก็พร้อมจะยอมตัดใจ

หากลืมฉันได้ไม่ลำบาก เธอก็ควรจะจากฉันไป

ส่วนตัวฉันพอเข้าใจ ฉันมันแค่ทางผ่าน”

**หมากเกมนี้ – อินคา

 

 

 

ท่อนฮุกท่อนแรกจบลงและตามด้วยเสียงโซโล่กีตาร์ไฟฟ้าของก้องสั้นๆ และมีเสียงคีย์บอร์ดของน้องพายเป็นลูกคู่ก่อนจะตามมาด้วยเครื่องดนตรีอื่นจนครบทุกตัว จากทำนองที่เข้ากับเนื้อเพลงและคล้ายคลึงต้นฉบับ มันค่อยๆ ปรับจูนเป็นทำนองเพลงไทยและเงียบลงจนเหลือแต่เสียงกลองให้จังหวะเบาๆ

 

“ประมาณนี้อะพี่ พอเจ๋งมันตีกระเดื่องกับสแนร์ให้จังหวะใช่ปะ พี่ก็ขึ้นท่อนของพี่ไปตามเรื่องเลย เดี๋ยวเวลากับดนตรีมันจะไปตามพี่เอง” เมื่อเห็นว่าพี่เคยังคงมองหน้าผมอยู่ก็เข้าใจได้ว่าพี่แกอาจจะยังไม่พร้อมที่จะร้องตอนนี้เลย ผมเลยถือจังหวะนี้ใช้การซ้อมเมื่อครู่เป็นตัวอย่างให้เขาเห็นก่อน

 

“อืม...”

 

“โอเคเนอะ”

 

“ก็ได้อยู่”

 

ผมยิ้มกว้าง นอกจากจะไม่โดนเหวี่ยงใส่แล้วยังได้รับคำชมกลับมาด้วย ใครจะเห็นเป็นอย่างอื่นผมไม่สน แต่ผมถือว่าแบบนี้นี่แหละคือคำชมที่ผมอยากได้ยินที่สุด เขาไม่ได้ชมกันง่ายๆ นะคนชื่อเค คณินท์เนี่ย

 

“ทันมันอยากให้คอนเซ็ปต์โชว์ครั้งนี้ออกมาไทยๆ ครับพี่ พวกดนตรีเราเลยปรับจากต้นฉบับมาเยอะ แต่ก็ไม่อยากให้ไทยจ๋าเลยให้น้องใส่เสียงอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปด้วย” ก้องเอ่ย ไอ้นี่มันรู้งานดีเลยพูดทุกอย่างให้กระจ่างเข้าใจในครั้งเดียว

 

“ทุกโชว์? หรือแค่รอบแรก”

 

“ถ้าเกิดมันมีโอกาสเข้ารอบลึกๆ ก็อยากให้คงคอนเซ็ปต์นี้ตลอดครับ”

 

“ก็ดีนะ”

 

เชี่ยก้อง...มึงเกิดมาพร้อมกับอะไรเหรอ ทำไมพูดอะไรพี่เคแม่งไม่ขัดเลยวะ ไม่หยาบใส่ไม่เหวี่ยงใส่ เฮ้ย ทำไมมึงไม่ไปคุยกับเขาเองตั้งแต่แรกเนี่ย

 

“งั้น...ต่อเลยไหมพี่ พี่จะได้ซ้อมด้วย”

 

“เออ”

 

น่ะเห็นไหม เวลาผมคุยกับเขาไอ้คำว่าอืมหรือเสียงนุ่มๆ ใส่นี่ไม่มีเลยนะ อย่างเบาสุดก็ เออ หรือหนักหน่อยก็ด่าผมอย่างนี้อย่างนั้น

 

ฮือ...ทำไมทุกอย่างแฟร์กับผมจังเลย

 

 

 

“จะกล่าวถึงเลอโฉมโสมนัส ดวงหน้าผัดผ่องต้องราศี

อยู่คู่ครองรักสวัสดี หยอกเย้าราตรีทุกคืนวัน

คืนวันผันผ่านที่เสพสุข ไร้ซึ่งฉุกคิดความผิดกั้น

รักมากแยกยากจนเข้าฝัน หลงมัวพัวพันแต่กัลยา

หลายเดือนเรือนปีเริ่มผ่านพ้น หัวใจคนร้อนรนดั่งไฟหา

เลอโฉมเฝ้าคิดถึงคนจากมา เจ็บอุราแทนที่ปรีดีกันต์

แอบย่องหาพาไปในต่างที่ ต้องราคีเดี๋ยวนี้ดวงใจฉัน

ดั่งหมากรุกเกมรักที่หักพลัน ยอมแพ้มันล้มกระดานปานใจตาย”

 

 

 

โปรดสังเกตปฏิกิริยาของทุกคนดีๆ ตอนนี้มันนิ่งไม่คิดจะมองหน้าใครนอกจากหน้าพี่เคที่กำลังเก็มไมค์เสียบขาตั้งที่เดิมหลังจากเปล่งเสียงที่มีเสน่ห์ผ่านบทกลอนที่ผมเป็นคนแต่ง 

 

บทกลอนที่ผมแต่งไป บทกลอนที่ผมโดนโทรมาด่าตอนตีสอง ถูกแก้ไปไม่ถึงหนึ่งบทด้วยซ้ำ พราวด์ในใจจนรู้สึกประหลาดใจแปลกๆ ที่อยู่ดีๆ ก็เหมือนได้รับการยอมรับขึ้นมาเฉย

 

ฟังผ่านไมค์ที่งานรับเข็มวันนั้น กับฟังผ่านไมค์เบาๆ แต่เห็นพี่เคตัวเป็นๆ อยู่ระยะไม่เกินสองเมตรแบบนี้...

 

ถึงจะโมโหเก่งแต่ก็โคตรมีเสน่ห์

 

“อ้าว...แค่ท่อนนี้ดนตรีก็จบเลยเหรอ”

 

“อ้อ!” แล้วก็เป็นผมเองที่ได้สติก่อนใคร จมนานไปหน่อย “ไม่พี่ เดี๋ยวให้เพื่อนมันเล่นต่อ”

 

เสียงพูดกับเสียงทำนองเสนาะค่อนข้างจะแตกต่างกันก็จริง แต่ผมว่าน้ำเสียงในทุกๆ โทนของพี่เคไม่ได้มีโทนไหนที่มีเสน่ห์น้อยไปกว่ากันเลย ยิ่งตอนพูดที่เสียงนุ่มน่าฟังถ้าไม่รวมใจความที่เขาพูด แต่ถ้ายิ่งฟังตอนที่เขาร้องทำนองเสนาะ มันดีจนขนลุกแถมเผลอใจเต้นผิดจังหวะชื่นชมเขาอยู่ลึกๆ อีกต่างหาก

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

หลังจากซ้อมเสร็จทุกคนก็ลงมติแยกย้ายกันกลับบ้านเพราะพรุ่งนี้มีเรียนเช้ากันอีกวัน ว่าจะไปหาข้าวหาขนมกินกันก่อนกลับก็เหนื่อยจนหมดแรง พี่เคกินน้ำอุ่นจนปากคอเปียกหมดกระติกเก็บความร้อนของเขา ตอนนี้ผมก็เดินออกมาทางเดียวกับเขาสองคนเพื่อจะมาขึ้นรถสองแถวที่ฝั่งหอสมุด

 

เอ๊ะ แต่หอพี่เคเขาอยู่ข้างหลังนี่เองไม่ใช่เหรอ ไมเดินออกมากับผมวะ

 

“พี่เค...”

 

“มึงไม่หิวเหรอ” ชิงพูดก่อนอีกแล้ว

 

“เอ่อ...หิวจนไม่อยากกินอะไรแล้วครับ”

 

“อยากกระเพาะทะลุเหรอ เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะตาย ไม่ได้รักษาหายนะโรคนี้”

 

“อยากกลับไปนอนอะ”

 

พี่เคมองผมนิ่งไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พลางก้าวขาเดินกันต่อไป “ไปถึงบ้านก็หานมหาอะไรกินด้วยแล้วกัน”

 

ทุกอย่างเงียบ ผมเงียบ พี่เคเงียบ รอบข้างก็ดูเงียบจนเป็นใจและได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นเวลาเดิน ไม่คิดไม่ฝันปะว่าชีวิตนี้จะได้รู้จักกันแถมมาเดินด้วยกันในมหาลัย ไม่พอ ยังโดนเขาบอกให้กินข้าวด้วย

 

 “แต่หอพี่เคอยู่ซอยหนึ่งนี่ ออกประตูหลังโรงซีก็ได้นะ”

 

“ไม่ได้อยากกลับหอเลย”

 

“แล้วพี่จะไปไหนอะ”

 

“ไม่ต้องอยากรู้ขนาดนั้นดิ” ด่าเสือกยังเจ็บน้อยกว่าเลย โอย ไม่น่าถามเลยแม่ง

 

แล้วผมกับพี่เคก็เดินอ้อยอิ่งกันมาผ่านหอประชุมวิศวะ ผ่านสระน้ำที่อีกข้างคือคณะสถาปัตย์ ใกล้จะถึงถนนใหญ่ที่ต้องเจอกับรถติดให้วุ่นวายแต่สำหรับผมมันก็ยังเงียบเกินไปอยู่ดี

 

“พี่เค”

 

“.........” เขาหันมามองหน้าผมก่อนจะหันกลับไปมองทางต่อ

 

“ทำไมพี่ถึงมาร้องเสภากับพวกทำนองเสนาะเหรอ”

 

ดู ไม่ตอบทันทีแต่กลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์อีก ถามไม่ได้ใช่ไหมเรื่องส่วนตัวน่ะฮะ อย่านะ หอก็ให้ขึ้นมาแล้วเรื่องแค่นี้จะปิดบังทำไม “ความชอบ”

 

“เพราะอะไรถึงชอบอะ”

 

“ความชอบมันมีเหตุผลอื่นนอกจากทำแล้วมีความสุขด้วยเหรอ” กรี๊ด คำตอบนี้ชอบ เหมือนจะเกรี้ยวกราด แต่ก็นุ่มนิ่มในอารมณ์เดียวกัน “ทำนองมันเพราะ มันสวยไปหมดเวลาที่ได้ฟังน่ะสิ ชื่นชมคนที่เขาเอื้อนเก่งๆ พอเอื้อนบ้างก็รู้สึกยิ่งชื่นชมเขาไปใหญ่เพราะเราทำไม่ได้ขนาดนั้น”

 

“โห แต่พี่เอื้อนเก่งมากเลยนะ ผมยังอยากทำได้บ้างเลย ขนาดเพลงลูกทุ่งผมยังร้องไม่ค่อยได้เลย”

 

“หึ...มันก็ฝึกปะวะ ก็ไม่ได้ต่างจากร้องเพลง”

 

“แต่พี่ก็อยู่ชมรมคอรัส?” ยิงคำถามต่อเลย ขนาดเห็นสายตาตวัดขวับมาหาพร้อมการยักคิ้วค้างที่ข้างเดียว ผมยังไม่สลดเลย “บอกหน่อยสิอยากรู้”

 

“ก็ชมรมไทยๆ มันไม่มี ไม่รู้จะไปอยู่อะไรก็เลยเข้าคอรัส อยู่ไปอยู่มาก็ไม่ได้แย่ ก็สนุกดีไม่ค่อยเหมือนทำนองเสนาะเท่าไหร่”

 

“แสดงว่าพี่ก็ร้องคอรัสเก่ง”

 

“ไม่หรอก ถ้าเทียบกับทำนองเสนาะ คอรัสคงไม่ได้เรื่อง” ผมอยากจะโพล่งออกไปเหลือเกินว่าแน่ล่ะ เคยออกทีวีได้รางวัลตั้งหลายอย่าง เดี๋ยวเขาจะสงสัยเอาว่าผมไปรู้ได้ยังไง “กูถามบ้าง แฟร์ๆ”

 

อะไรแฟร์อีกล่ะ นี่ก็ไม่เคยยอมเสียเปรียบเลยนะแหม

 

แต่เหนือกว่านั้นพี่เคกำลังเดินข้ามถนนมากับผมที่ป้ายรถเมล์ตรงที่ผมจะขึ้นรถอีกด้วย จะไปไหนของเขาวะ

 

“ครับ ถามเลยรถยังไม่มา”

 

“ทำไมมึงถึงมาทำวง”

 

“อืม...” คงต้องลากยาวกันตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์หินเก่าหินใหม่ของผมแล้วมั้ง “ผมเป็นนักร้องนำวงดนตรีตั้งแต่ม.2 อะ ตั้งวงเล่นๆ กับเพื่อนแล้วก็สนุกดี พี่เข้าใจวงร็อคไหมอะ เล่นเพลงสนุกๆ มันๆ เต้นบนเวทีแล้วก็เห็นคนเต้นตามข้างล่างอะ มันเหมือนเราสนุกไปกับเขา เขาก็สนุกไปกับเรา ก็เลยทำยาวๆ เลย”

 

“ที่เห็นตอนซ้อมนั้นก็คือสมัยม.ต้น?”

 

“อ๋อ ไม่ใช่ครับ อันนั้นเพิ่งมารวมกันปี 1 ที่ชมรมเขาอยากได้วงดนตรีเพิ่มพอดี ก็เลยรวมกัน คนละภาคกันหมดเลยพวกนั้นอะ เพิ่งจะมีน้องพายคีย์บอร์ดนั่นแหละที่เพิ่งเข้ามาเมื่อเปิดเทอมเนี่ย”

 

พอได้นึกภาพคนดูที่กำลังสนุกไปกับเราด้านล่างเวทีด้วยกัน เลือกเพลงที่ทุกคนร้องได้หรือติดหูในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งเพลงกระหึ่มคนด้านล่างกระโดดตามแทบจะพร้อมกัน

 

โหย...ความสนุกของดนตรีมันทำให้เรายิ้มแก้มปริได้จริงๆ นะ

 

“อ้าว พี่จะขึ้นรถกลับกับผมเหรอ” เดินข้ามมาป้ายรถเมล์ฝั่งหอประชุมใหญ่แล้วพี่เคแกก็ยังไม่ไปไหนอีก

 

“กลับทำไม กูอยู่หอ”

 

“เอ้อ ก็นั่นน่ะสิ พี่อยู่หอแล้วทำไมไม่กลับหอล่ะครับ”

 

“ถ้ายังไม่อยากกลับล่ะ มึงจะทำไม” ถามดีๆ ทำไมต้องหันมาทำหน้าดุอีกอะ เลิกทำได้แล้วหน้านิ่งเนี่ย อยากจะบอกให้ยิ้มให้ได้เหมือนที่ออกทีวีก็ไม่กล้าพูดอีก “ขึ้นรถคันไหน”

 

“รถมีนครับ คันแดงอะ”

 

“อืม”

 

“พี่จะไปกับผมเหรอ”

 

“ถามอะไรซ้ำๆ ซากๆ” ก็ไม่บอกสักทีนี่ว่าจะมายืนทำไมตรงนี้ มารอรถด้วยกันก็มีเหตุผลเดียวปะวะคือเขาจะออกไปข้างนอกกับผมนี่แหละ “รถมาแล้ว”

 

“คนเยอะแน่เลยว่ะ...” ผมบ่นอุบแล้วเพราะตรงป้ายรถก็มีคนรออยู่ไม่น้อยเหมือนกัน “พี่จะขึ้นรถกับผมปะเนี่ย ยืนไหวไหมครับ คนเยอะแน่ๆ เลยนานๆ มาทีแบบนี้”

 

“กูพูดแล้วเหรอว่าจะไปกับมึง”

 

“อ้าว” สรุปคือเขาจะเอายังไง แต่ตอนนี้เวลาของผมมีไม่มากที่จะคุยกับเขาเมื่อรถสองแถวสีแดงกำลังจอดเทียบฟุตปาธและผมก็ต้องเกาะราวโหนขึ้นไปบนนั้นจริงๆ

 

แต่พอมองกลับมาคิดว่าพี่เคจะขึ้นรถมาด้วยกัน ที่ไหนได้ตัวเขายังยืนอยู่กับคนจำนวนมากที่กำลังรอรถสายของตัวเองอยู่ที่ป้ายพร้อมมองมาทางผมที่กำลังส่งสายตาไม่เข้าใจไปหาเขาอยู่

 

ปฏิกิริยาที่ผมมักจะได้จากพี่เคคือความนิ่งและสายตาที่มองไม่เห็นอะไรนอกจากความนิ่งสงบในนั้น แต่หลังจากที่รถกำลังเคลื่อนตัวออก ผมกำลังจะได้เห็นสิ่งเล็กๆ ที่พี่เคส่งกลับมาให้ผม

 

เขาพยักหน้าให้ผมเล็กน้อยก่อนจะเดินข้ามถนนกลับไปทางเก่า

เดี๋ยวนะ...

 

ถ้าให้คิดเข้าข้างตัวเองคือเขาเดินมาส่งผมเหรอวะ

 

ตายแล้ว ยิ้มแห้งเลย

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น.

..........................................................................................

เห็นด่าเก่งๆ แบบนี้ พี่เคก็ชอบทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายเหมือนกันนะคะเนี่ย

ว่าแต่มีใครรู้จักเพลง หมากเกมนี้ บ้าง เราว่าเป็นเพลงรุ่นพ่อแม่ที่น่าเอามาทำในเวอร์ชั่นปัจจุบันมากเลยนะ

ฮือออออออ ขอโทษค่ะะ เมื่อวานลืมอัพพพพพ


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #57 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 10:39
    พี่เค้าแอบไปโดนน้องตกมาตอนไหนเนี่ย ว้ายๆๆๆ
    #57
    0
  2. #36 LitaP (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 22:26
    อารายยยของเค้าเนี่ยพี่เค
    #36
    0
  3. #25 enjoyly_24 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 11:55
    ชอบน้องแหละดูออก🌚🌝
    #25
    0
  4. #23 Mutchayanee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 02:25
    เนี่ยๆๆๆคนมันจะมีพิรุจ
    #23
    0
  5. #19 jazsasii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:51
    กลิ่นแปลกๆน๊า เดินมาส่งน้องหรา
    #19
    0
  6. #16 Charesha (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 16:35
    พี่เคสายซึนหรอ
    #16
    0