เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 6 : 4 : คนที่พร้อมซัพพอร์ต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    22 ต.ค. 62




4

คนที่พร้อมซัพพอร์ต

 

 

 

 

“บ่ายนี้ฝนต้องตกลงมาเป็นแมวแน่ๆ”

 

“อย่า กูไม่ชอบแมว”

 

“ตอแหลกูแน่ๆ อะมึง”

 

ผมเริ่มจะปวดประสาทกับไอ้ข้าว หลังจากที่ผมเล่าเรื่องพี่เคให้มันฟังว่าพี่เขายอมช่วยวงผมร้องทำนองเสนาะ แถมยังบอกหอพัก บอกเวลาว่าส่วนใหญ่เขาจะสิงอยู่ที่ไหน

 

แต่ขอโทษ กว้างฉิบหายยังไงก็ไปหาไม่ถูกอยู่ดี

 

“ว่าแต่พี่เขาอยู่ซอยหนึ่งเหรอ”

 

“เออ ทำไม มึงจะเป็นแฟนคลับโรคจิตไปส่งจดหมายบอกรักเขาถึงหอเลยเหรอ”

 

“กูไม่ใช่ซาแซงนะยะ” ไม่รู้จัก อย่าใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะติ่งกับกู “ทำไมมึงได้ง่ายจังวะ ปกติเขาหาตัวยาก เข้าถึงยาก แล้วยังพูดกูมึงกับมึงเหมือนรู้จักกันแล้วด้วยอะ เชี่ย เกินคาด”

 

ไอ้เรื่องคำหยาบผมเซอร์ไพรส์มาก ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเขาจะฉีกจินตนาการผมยับเยินขนาดนี้ เห็นหล่อๆ ผู้ดีแบบนี้...อะจ้า ภายนอกล้วนๆ

 

“แล้วนี่มึงยังไง แข่งรอบแรกวันไหนกูจะตามไปซ้ำ”

 

“ไปเชียร์สิ” เพื่อนผมจริงปะ ไอ้ต้อมอีกคน มีการบอกว่าวันนั้นจะไปกินเหล้ากับเพื่อนอีก “อีกสองอาทิตย์ กูเพิ่งผ่านรอบส่งไฟล์ แต่กูคิดโชว์ไว้แล้วว่าจะโชว์ยังไง ว่าจะให้พี่เคเขามาช่วยรอบหลังๆ”

 

“แล้วถ้ามึงไม่ผ่านรอบแรกอะ”

 

“ไม่ได้ดิ ฟีนอมมินอลซะอย่าง ตกรอบแรกได้ไง”

 

“ทำใจเผื่อไว้บ้างนะ กูเข้าไปดูเพจเขาคร่าวๆ มาแล้ว คู่แข่งมึงน่ากลัวสัดๆ เหมือนเกิดมาก็คาบกีตาร์คาบกลองชุดออกมาจากท้องแม่ด้วย”

 

“เวอร์”

 

“ประมาทแบบเนี้ย ระวังมึงจะใช้งานพี่เคเก้อ”

 

“จะแพ้หรือจะชนะ กูก็ต้องชดใช้ที่ทำเขาเสียเวลาอยู่แล้ว” นึกถึงหน้าเขาวันนั้นผมนี่เสียวสันหลังวาบ เดาไม่ถูกเลยว่าพี่เขาจะขออะไรจากผม เรื่องเงินค่าจ้างนี่ลืมไปเลย ดูจากหน้า น่าจะขออะไรที่มันยากกว่านั้น

 

“เออ คิวพี่เขาทองคำเคลือบแพลตตินัมสุดแล้ว เดี๋ยวคอรัสเดี๋ยวเสภา ตีกันมั่วกลัวว่าเขาจะขับเสภาเป็นเสียงคอรัสฉิบหาย”

 

ผมเชื่อนะว่านอกจากพี่เคจะรู้เรื่องของตัวเองดีพอแล้ว ก็ยังมีไอ้แฟนคลับอันดับหนึ่งอย่างข้าวอีกคนที่รู้เรื่องพี่เคดีไม่แพ้เจ้าตัวเลย

 

ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อนสาวผม

 

 

 

 

เมื่อวันนั้นพี่เคให้ที่อยู่ติดต่อผมมา แถมเคยบอกไว้ด้วยว่าไม่ชอบให้ติดต่อผ่านโซเชียล ทำไมวะ ไม่ชอบความสะดวกสบายเหรอ ชอบส่งนกพิราบคุยกันหรือส่งสัญญาณโทรเลขอะไรแบบนี้เหรอวะ

 

แล้วหลังจากที่ผมคุยเรื่องโชว์กับวงเสร็จ ก็มีไอ้ปาล์มกับน้องพายที่ขอตามติดมาคุยกับพี่เคเรื่องโชว์ที่คิดเสร็จแล้วด้วย ไอ้ปาล์มน่ะมันเคยเห็นพี่เคบ่อย ส่วนน้องพายอยากมาเห็นหน้าคนหล่อของแรร์แห่งครุศาสตร์ เผลอๆ อาจจะแรร์สำหรับมหาลัยด้วย

 

แต่หาที่ครุก็แล้ว ตึกกิจห้องชมรมเขาก็แล้ว แถมโดนสมาชิกชมรมคอรัสบอกด้วยว่าพี่เคไม่เข้าวันนี้ เหลืออยู่ที่เดียวแล้วที่พอจะไปได้ในตอนเย็นๆ หลังสี่โมงแบบนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่าหอพักเขาอีกแล้วล่ะ

 

“มึงรู้เหรอหอไหนอะ” ปาล์มถามผมหลังจากที่เราเดินเข้าซอยหนึ่งกันมาแล้ว

 

“ไม่รู้อะ”

 

“เอ้า มีเบอร์เขาปะเนี่ย”

 

“เหอะ”

 

“ฮึ? บ้าปะมึงเนี่ย” จะด่าอะไรผมก็ด่า วันนั้นพี่แกเล่นตัวและมีเลศนัยจนผมไม่อยากถามอะไรเพิ่มเลย “เดี๋ยวกูลองทักเขาในไดเร็คเมสเสจในไอจีก็ได้”

 

“เขาจะตอบไหมคะ” น้องพายยื่นหน้ากลมๆ มาหาผม ถึงจะกลมแต่กูดูมีน้ำมีนวลน่ารักนะ

 

“ก็นั่นน่ะสิ กลัวว่าจะต้องคลำทางจนสุดซอย”

 

“ลึกลับฉิบหายคู่ฟีเจอร์ริงมึงเนี่ย ถ้านักร้องนำผู้เล่นใหญ่ในทุกโชว์ไม่อยากได้พี่เค กูก็ไม่ถ่อมากับมึงด้วยหรอกค่ะ”

 

“พี่เขาเป็นคนยังไงเหรอคะพี่ทัน”

 

“อ่า...” ถามแบบนี้พี่ก็ตอบหนูไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพี่เองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไง ดูคลิปที่เขาออกทีวี ดูโชว์สดของเขา ได้คุยกับเขาจริงๆ เหมือนพี่เคมีแฝดสามแฝดสี่ไรงี้เลย “เดี๋ยวน้องพายเห็นน้องพายก็รู้เอง”

 

ยืนรอพี่แกตอบไดเร็คเมสเสจเกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่ขึ้นแม้แต่รูปลูกตาว่าอ่านแล้ว ผมเลยตัดสินใจตัดชอยส์หอพักที่ไม่เข้าทางไลฟ์สไตล์พี่เคออกทีละหอละหอ หอหญิงเอย หอที่ดูน่ากลัวจนดูว่าอาจจะไม่มีใครอยู่เอย ก็เหลือแค่หอรวมกับหอชายที่ผมกับอีกสองคนที่เหลืออยากจะกระจายกำลังออกไปรอดักซุ่มคุณเคอยู่หน้าหอเหลือเกิน

 

“ไมมึงไม่ไปดูที่ซอยสี่ซอยห้า ไม่ก็เลยไปฝั่งนู้นเลยวะ มึงมั่นใจอะไรว่าพี่เขาจะกลับหอเลย”

 

“เซนส์กูมันบอก”

 

“ถุย เซนส์ผิดกูจะด่าให้”

 

“สรุปพี่แม่งอยู่หอสมุด”

 

“ไอ้ห่า เสียเวลากูเถอะอย่างนั้นน่ะ” ปาล์มเริ่มหัวเสีย อาการของมันเหมือนจะทึ้งหัวตัวเองอยู่ทนโท่ ตอนนี้เรามายืนหยุดหน้าหอหนึ่งที่ไม่ใหญ่มากแต่ก็ดูไม่เก่าและไม่ใหม่เกินไป

 

และในระหว่างที่ผมกำลังจะถอดใจและหันหลังกลับ ก็เห็นผู้ชายรูปร่างสูงคุ้นตาเดินถือถุงพลาสติกที่มีกล่องโฟมอยู่ในนั้นกำลังเดินมาทางนี้

 

“พี่เค!

 

อึ้ง อึ้ง เอาสิ นอกจากดวงจะดีเมื่อวันที่เจอเขาที่ตึกกิจแล้ว วันนี้ยังดวงดีไม่หยุดอีกต่างหาก มิน่าล่ะอย่างอื่นกูซวยจังเลย

 

“มาได้ไงอะ”

 

“พะ...พี่เคหวัดดีค่ะ” น้องพายยกมือไหว้พร้อมย่อน้อยๆ จนพี่เครีบรับไหว้แทบไม่ทัน

 

และแน่นอน เมื่อรับไหว้น้องเสร็จเขาก็หันมาขมวดคิ้วแน่นใส่ผมทันที “มึงมาทำอะไร”

 

ผมเชื่อว่าประโยคนี้ สองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมต้องกระตุกคิ้วแอบอึ้งกันไปบ้างแหละ “ผมคิดโชว์ที่จะให้พี่ช่วยร้องให้ได้แล้วครับ เลยจะมาถามพี่ก่อนว่าพี่เคโอเคไหม”

 

โอ้โห เสียงถอนหายใจดังเกือบเท่าท่อมอเตอร์ไซค์แล้ว “เก่งจริงๆ หาหอกูถูกด้วย” พี่รู้จักคำว่าบังเอิญไหมล่ะ

 

“ขอคุยด้วยนิดนึงได้ไหมครับ”

 

“ถ้าไม่นิดอย่างที่ว่ากูไล่มึงกลับได้ใช่ไหม”

 

“โหย..”

 

“จะมาก็รีบมา กูหิว” ใจพองโตจนจะทะลุออกมาจากอกแล้วครับ ได้ยินแบบนั้นผมก็หันไปยิ้มร่าดีใจให้น้องพายและปาล์มเป็นเชิงว่าแจ็กพ็อตแล้วไง แต่...”กูให้มึงขึ้นได้คนเดียวนะ”

 

เบรกกันหน้าแทบคว่ำ

 

“เอ่อ...แต่สองคนนี้อยู่วงเดียวกับผมนะครับ ถ้าขึ้นกันทุกคนจะได้ช่วยกันปรับเรื่องโชว์เรื่องอะเรนจ์...”

 

“จะขึ้นไม่ขึ้น?”

 

ทำตัวไม่ถูกทันทีเมื่อได้ยินคำประกาศิตประกาศกร้าว จากใจพองๆ ตอนนี้แฟบเป็นยางในฟีบเลย ผมเลยต้องหันไปหาอีกสองคนที่เหลือซึ่งน้องพายก็ตามน้ำกับพี่เค ส่วนปาล์ม มันหันหน้ามามองผมนิ่งๆ ออกไปทางไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าให้ผมเข้าไปคนเดียว

 

ทำไมวะน่ะ คุยเป็นวงมันดีกว่าไม่ใช่หรือไง

 

“พี่เค...” ผมเดินตามเขาขึ้นห้องชั้นห้าก่อนจะเรียกเขาเสียงหอบ “ทำไมพี่ไม่ให้เพื่อนกับน้องผมเข้ามาด้วยอะ”

 

“วันนั้นที่มึงมาคุยกับกู มึงคุยกี่คนล่ะ”

 

“ก็...” เออ ไปหาเขาคนเดียวตลอดเลยนี่หว่า “ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย ยังไงคิดหลายหัวก็ต้องดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว”

 

“ก็แล้วแต่ มึงจะไปเรียกเพื่อนมึงมาด้วยก็ได้ แล้วไม่ต้องขึ้นมาห้องกูอีก”

 

“ทำไมต้องดุอะ”

 

หันมาใช้สายตาพร้อมจะเขมือบหัวผมขนาดนี้ โอเค้ เงียบก็ได้ “ห้องกูมันแคบ อยู่หลายคนจะไปนั่งกันที่ไหน”

 

“อ๋อ...”

 

แล้วพี่เคก็ไขกุญแจห้องนำทางผมเข้าไปก่อน ก่อนจะถอดรองเท้าไว้หน้าประตู เขาทำยังไงผมก็ทำตามแบบนั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตไว้ก่อน

 

และเมื่อเข้ามา ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงคำว่าห้องแคบเลยสักนิด มันแค่ใช้คำว่าจัดสรรอย่างเป็นสัดเป็นส่วนได้ดีมากๆ เข้ามาเจอเตียงนอนอยู่ด้านขวา โต๊ะทำงานอยู่ปลายเท้า และที่คว่ำจาน อ่างล้างจานด้านหลังติดห้องน้ำ

 

แต่ที่แน่ๆ คือเอาไปโม้ไอ้ข้าวได้แล้วแหละว่าผมได้! ขึ้น! ห้อง! พี่! เค! แล้ว!

 

“ไหนมีอะไรจะคุย” พี่เคกางโต๊ะญี่ปุ่นออกก่อนจะวางเบาะรองนั่งของตัวเอง และโยนเบาะอีกใบใส่ตักผมเมื่อนั่งลงแล้ว “ขอสาระนะ จะกินข้าวแล้ว”

 

“คืองี้พี่ การประกวดมันจะแบ่งออกเป็นสามรอบ รอบแรก รอบสอง แล้วก็รอบไฟนอล ถ้าเราชนะรอบแรกเราก็จะได้ไปรอบสองไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนจะประกาศหาผู้ชนะได้ แล้วทีนี้ผมอยากให้พี่มาช่วยในรอบที่สองแล้วก็รอบไฟนอล”

 

“แล้วรอบแรก?”

 

“ว่าจะแสดงความเป็นวงของตัวเองออกไปก่อนแล้วเพิ่มกิมมิคที่รอบสองคือให้พี่เคมาช่วย”

 

“นี่มึงคิดแผนนี้คนเดียว?”

 

“ก็ผมเป็นต้นเรื่องแล้วก็เอาไปเสนอเพื่อน”

 

“แล้วไม่มีใครขัดอะไร?”

 

“ก็...ช่วยกันปรับๆ แก้ๆ แต่คอนเซ็ปต์คือเป็นแบบที่ผมว่าแหละครับ”

 

“มีห้าคนคิดได้แค่นี้เหรอ”

 

อ้าว ทำไมกูโดนด่าอะ พี่เคจะเหมือนไอ้ข้าวขึ้นมาทุกวันแล้วนะที่มาดูถูกสติปัญญาของผมกับวงเนี่ย แต่ก็นั่นแหละ ความจริงทำได้แค่หน้าเสียและใจแป้วแต่ปากก็ยังเงียบไม่กล้าพูดอะไรต่อ

 

“มึงเอาความมั่นใจมาจากไหนว่ารอบแรกมึงจะผ่าน”

 

หึ้ย พูดเหมือนเพื่อนผมทุกอย่างเลย “ก็...ความจริงผมก็คิดล่วงหน้าแล้วก็จองตัวพี่ล่วงหน้าเผื่อว่ามันจะฟลุคผ่านเข้ารอบต่อไปน่ะครับ”

 

โกหกทั้งเพ ความจริงในใจผมและสมาชิกที่เหลือคือเรามั่นใจมากว่ายังไงก็ต้องผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยความสามารถและเพาเวอร์ทั้งหมดของเราให้ได้

 

“คิดตื้นจัง แล้วถ้ารอบแรกมึงไม่ผ่าน กูก็ไม่ต้องช่วยมึงแล้วว่างั้น”

 

“เอ่อ...ก็คงเป็นอย่างนั้น”

 

“โชว์ที่คิดไว้ แผนที่วางไว้ก็รื้อทิ้ง?”

 

“ค...ครับ”

 

“เนี่ยเหรอ สปิริตวงดนตรี อ่อนแอจังเลย” อ้าว ก็ถ้าแพ้จะให้ทำยังไงต่อล่ะ เข้าไปเลียขากรรมการติดสินบนกันอีกน่ะเหรอ “ทำไมมึงไม่คิดเพิ่มกิมมิคเพิ่มเอกลักษณ์ของวงมึงตั้งแต่รอบแรกไปเลย เอาให้มั่นใจว่ายังไงมึงก็ต้องแตกต่างกว่าวงอื่น แล้วมึงต้องเข้ารอบแน่ๆ ไม่ใช่มาคิดครึ่งๆ กลางๆ จะผ่านแหล่ไม่ผ่านแหล่แต่มาขอให้กูช่วยแล้ว”

 

“.........” ยิ่งกว่าโดนอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมด่าอีก

 

“มันเสียเวลากูรู้ไหม” ฮือ ตอนนี้ผมไม่กล้ามองหน้าพี่เคแล้ว เอาแต่ก้มหน้ามองตักตัวเองกับได้ยินแค่เสียงกรอบแกรบเหมือนพี่แกกำลังหยิบข้าวกล่องออกจากถุง “ให้กูไปช่วยตั้งแต่รอบแรกไหมล่ะ”

 

หา? “ครับ?”

 

“แล้วมึงจะทำยังไง มาขอให้กูช่วยแล้ว เสียเวลาคุยกับมึงแล้ว แล้วถ้าไม่ผ่านขึ้นมากูเสียเวลาฟรีแบบนั้นน่ะเหรอ”

 

“เอ่อ...ไม่ครับ แต่ผมแค่เกรงใจเลยอยากให้พี่มาช่วยที่รอบสอง”

 

“แต่รับปากแล้วไม่ใช่เหรอว่าค่าจ้างมึงจะให้กูได้ทุกอย่าง”

 

“ก็...ครับ”

 

“ไว้กูคิดต้นคิดดอกทีเดียว เอาให้คุ้มกับค่าสมองค่าเสียเวลากูหน่อย”

 

ครับผมพ่อรุ่นพี่คิวทอง อยากรู้จริงๆ เลยว่าวันนึงทำอะไรบ้าง ดูจะไม่มีเวลาให้ใครได้เลย

 

“ฟังนะ กูจะพูดแผนคร่าวๆ ที่กูคิดได้ตอนนี้”

 

หูผึ่งตาโตขึ้นมาทันควัน ดีใจจนแทบจะปีนขึ้นโต๊ะญี่ปุ่นไปนั่งจ้องตาอ่านปากเขาชัดๆ ถ้าไม่ติดว่าคีพลุคอยู่

 

“คิดโชว์รอบแรกให้กูไปฟีทกับมึงปกติ ถ้าผ่าน ค่อยว่ากันหลังจากนั้น” ผมเลิกคิ้วขึ้นเพื่อรอให้พี่เคพูดแผนของเขาต่อให้จบ “มองอะไร ทำหน้าเหมือนคาดหวังว่ากูจะคิดโชว์ให้”

 

“อ้าว พี่ไม่ได้จะทำอย่างนั้นแต่แรกเหรอ”

 

“ตลก” ดีใจเก้อปะ แถมโดนด่าอีก “โชว์มึง มึงก็ไปคิด จะให้กูไปแทรกท่อนไหน จะแบ่งท่อนกันร้องหรืออะไรก็ไปคิดมา กูมีหน้าที่ซัพพอร์ตตามแผนมึงไม่ใช่คนต้นคิด”

 

ใจผมกระตุกไปนิดนึงเมื่อได้ยินคำว่า ซัพพอร์ต

 

เกือบจะหลุดยิ้มออกมาแต่ต้องนิ่งเข้าไว้เดี๋ยวขยับมากแล้วไปขัดหูขัดตาเขาอีก อืม...อันที่จริงพี่แกก็ไม่ได้ใจยักษ์ใจมารอะ ใจดีเสียด้วยซ้ำ

 

“งั้น...ผมขอเบอร์พี่ไว้ติดต่อได้ไหมอะ เผื่อคิดเสร็จแล้วจะได้โทรหาพี่”

 

“เดินหากูเอาไม่ได้เหรอ”

 

“โห...ผมไม่ได้โชคดีบังเอิญเจอพี่ทุกวันนะ”

 

“หึ...” อั้ยย่ะ แรร์ไอเท็มแห่งมหาลัยยกยิ้มแล้วว่ะ เนี่ย ถ้าหัวเราะได้ยิ้มได้ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเข้าถึงยากขนาดนั้นหรอก ดูดีกว่ารายการทีวีที่พี่เคยไปออกอีก “เอาโทรศัพท์มา”

 

ผมยื่นโทรศัพท์ไปให้พี่เคที่ยิ้มมุมปากจางๆ ก่อนที่ตัวเองจะยกยิ้มตาหยีสู้ เผื่อว่าโอกาสหน้าจะใจดีให้ผมได้มากกว่ามาฟีเจอร์ริงด้วยกันอีก

 

เข้าถึงยากอะไร ก็แค่ยอมโดนด่านิดหน่อยก็ได้ขึ้นห้องเขาแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

“คิดให้ดีนะมึง”

 

“เออ กูคิดมาดีแล้วเนี่ย”

 

แก๊งสามเกลออย่างผม ต้อมและข้าว ที่ว่างทีไรหรือไม่ว่างก็แล้วแต่ เราจะหาเวลามานั่งร้านเหล้าเคล้าบรรยากาศและเพลงสด เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งตะโกนคุยกันในร้านเหล้าเสียงดังๆ แบบนี้

 

แล้วยังไง ผมเล่าแผนทุกอย่างและเหตุการณ์ทุกอย่างที่ได้ขึ้นห้องพี่เคเพื่อไปคุยเรื่องโชว์ประกวดวันนั้นให้เพื่อนสองคนนี้ฟัง ไอ้ข้าวน่ะไม่เท่าไหร่ พอมันได้ยินว่าผมได้ขึ้นห้องพี่เค แลกเบอร์กันเสร็จสรรพมันก็ด่าผม หาว่าผมไปโกหกมัน จากที่ฝนจะตกลงมาเป็นแมวคือไทยอาจจะจมทะเลหายไปวันพรุ่งนี้

 

ส่วนต้อม รายนี้เริ่มเครียด เพราะถ้าให้ผมเดามันคงจินตนาการไม่ออกว่าวงดนตรีผมจะประยุกต์ให้เพลงป๊อปร็อคเข้ากับทำนองเสนาะของพี่เคได้ยังไง

 

ใช่ ผมก็เริ่มเครียดแล้ว

 

“กูค่อยไปคุยกับไอ้ก้องกับน้องพายอีกที ให้สองคนนั้นช่วยแต่งทำนองให้เข้ากับของพี่เคก็ได้”

 

“เชี่ย กูไม่เห็นถึงความเข้ากันของสองแนวนี้เลยว่ะ”

 

“มิกซ์ดีๆ มันก็ต้องเข้ากันได้สิวะ”

 

ยอมรับว่าตอนที่ได้ฟังพี่เคเอื้อนงานรับเข็มประดับไทผมนี่หลงรักน้ำเสียงเขาไปเต็มๆ จนบ่นอยากได้เขามาร่วมงานแถมเอาตัวเข้าแลกจนต้องโดนด่าโดนไล่ติดหนี้เขาบานเบอะ แต่ตอนนี้น่ะเหรอ...เหอะๆ รู้สึกว่างานมันกำลังใหญ่เกินไปแล้ว

 

“ไปคิดดีๆ แล้วกัน กูก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรีอะไร แต่ถ้าให้กูเดาช่องโหว่มันน่าจะเยอะ”

 

“เอาน่าต้อม เพื่อนมึงเป็นพี่ตูน ความเชื่อมาเหนือความจริง” ข้าวว่าก่อนจะกระดกแก้วเบียร์จนหมด

 

“ประโยคเมื่อกี้ขอซื้อ ชอบ”

 

“เอ้า คนเรามันก็ต้องมีความเชื่อมีความฝันดิวะ มันถึงจะทำอะไรได้สำเร็จ”

 

“จ้าพ่อคุณ แต่เหนือทุกอย่างเลยนะ กูเริ่มอิจฉามึงแล้วเนี่ยที่ได้เข้าใกล้พี่เคจนน่าหมั่นไส้ขนาดนี้” ข้าวว่าพลางมองค้อนผมยกใหญ่ “ขนาดเป็นคนเข้าถึงยาก ยังด่ามึงซะเหมือนรู้จักกันมานาน”

 

“อาจจะชาติที่แล้วกูคงด่าเขาไว้เยอะ”

 

“ถึงจะชาติที่แล้วก็น่าหมั่นไส้อยู่ดี”

 

เนี่ยน้าความคิดผู้หญิง ไม่สิ ความคิดผู้หญิงที่ชื่อข้าววิศวะโยธาปีสองคนเดียวนี่แหละ แฟนก็ไม่มีติ่งเกาหลีไปวันๆ พ่วงด้วยกรี๊ดพี่เคของมันอีก แถมกินเหล้ากินเบียร์เป็นโอ่ง เมาไม่เคยอ้วก เออ...เก่งค่ะเก่ง ผู้หญิงแบบนี้

 

แต่ระหว่างที่พวกผมสามคนนั่งคุยกันอยู่นี้ มีผมคนเดียวที่มองนั่นมองนี่หาบรรยากาศหรืออาหารตาให้สบายใจบ้าง ตรงนั้นก็ผู้หญิงใส่เสื้อเปิดไหล่ ตรงนั้นก็ขาวๆ ใส่ขาสั้น เนี่ย...น่ารักน่ามองไปหมดเลยผู้หญิงคณะอื่นภาคอื่น

 

แล้วในจังหวะนั้นกลับเห็นผู้หญิงคนนึงที่อยู่ร้านใกล้ๆ กัน เธอมาในชุดเสื้อเว้าไหล่ลายดอกดูน่ารัก แต่พฤติกรรมของเธอที่กำลังทำอยู่นี้ทำให้ผมใจสั่นไหวเหมือนกำลังจะขาดใจอีกไม่นานด้วยการโน้มตัวลงซบอกผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อดำดูสูงหล่อเพอร์เฟ็คต์ไปทุกอย่าง อย่างที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝัน

 

มายด์...

 

เธอคือคนที่ผมเคยจีบแล้วสัมผัสได้ว่าอาการของคนไม่ยอมรับความจริงของตัวเองเป็นยังไง

 

เป็นไม่ได้แม้กระทั่งเพื่อน...

 

เป็นได้แค่บุคคลแปลกหน้าที่ถึงแม้อยากจะทักไปหายังไง ถึงจะเคยคุยกันยังไง เคยสนิทกันมากแค่ไหน ตอนนี้วงจรของผมกับเธอก็วนไปหาจุดที่เรียกว่าคนแปลกหน้าอีกครั้งแล้ว

 

เอาเถอะ ปล่อยให้เธอเดินหน้าต่อไปก็ยังดีกว่าผมย่ำอยู่กับที่แบบนี้ก็แล้วกัน 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

TBC

ทุกวันอังคารและวันศุกร์ 19.30 น.

...............................................................

ครุ = คะ – รุ นะคะ

กลัวจะอ่านว่าครุบ้าง คุรุบ้าง ถิ่นเก่าเราเรียกกันแบบนี้อ่า

แต่อยากจะบอกว่าเรื่องนี้แต่ละตอนเนื้อหาค่อนข้างเยอะอะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #56 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 09:00
    น้องทันมาเหนือ 555+ ชอบๆ
    #56
    0
  2. #26 เดือนสิบไงจะใครล่ะ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 00:18
    ฮ่าๆๆๆ เราก็อ่าน ครุ มาตั้งนาน อ๋ออ คะรุ
    #26
    0
  3. #22 Mutchayanee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 02:13
    เราพึ่งเข้ามาอ่านนิยายของไรท์เรื่องแรก ภาษาดีมากเลย เราชอบนะอ่านแล้วเพลินมาก แบบอ่านได้เรื่อยๆเลย
    #22
    0
  4. #21 gizo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 16:43
    เริ่มแล้วๆพี่เคนี้งยังไง
    #21
    0