เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 5 : 3 : คนที่ถูกรับเชิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    18 ต.ค. 62




3

คนที่ถูกรับเชิญ

 

 

 

 

“ขอบคุณครับ!

 

ผมเอ่ยเสียงเข้มใส่ไมโครโฟนบนเวทีก่อนจะตามมาด้วยเสียงดนตรีท่อนสุดท้ายทั้งเบส กลอง กีตาร์และคีย์บอร์ดส่งท้ายกันเป็นเสียงสุดท้ายก่อนจะขอบคุณผู้ชมด้านล่างและเดินลงมาจากเวทีโดยไม่ลืมขึ้นเพจเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมของวงขึ้นที่จอแอลอีดีด้านหลัง

 

เฮ้อ...จบไปอีกงานแล้ว

 

“เอ้า ผ้าเช็ดหน้ากันหน่อยเด็กๆ”

 

“ขอบคุณครับคุณแม่” ผมไหว้แม่น้องพายที่ตามมาเชียร์ลูกสาวที่ยื่นซองผ้าเย็นให้พวกผมทั้งห้าคน “หล่อจังเลยลูกเอ๊ย ทำไมไม่ทำงานสายนี้กันไปเลยล่ะ”

 

นู่น ตัวผมลอยเกือบหลุดชั้นบรรยากาศแล้วครับ

 

“กลัวไปไม่ถึงฝั่งไงแม่” น้องพายพูดก่อนจะซับผ้าเย็นไปตามคอ เช็ดหน้าไม่ได้เดี๋ยวเมคอัพหลุด “พี่ๆ เขาก็ไม่อยากทำ”

 

“เหรอ แต่แม่ว่าอินเนอร์พวกหนูดีมากเลยนะ ไม่หาเวทีประกวดกันล่ะคะ”

 

“ก็หากันแหละครับ ส่วนใหญ่ก็ไปตามที่แบบนี้มากกว่าแล้วก็เด็กๆ ม.ปลายจะได้เวทีพวกนี้เยอะกว่าด้วย”

 

“โธ่ เขาน่าจะมีแมวมองมาหาพวกหนูกันบ้างเนอะ”

 

“เอางี้แหละดีแล้วครับคุณแม่ งานไหนที่มันต้องอาศัยความดัง ผมกลัวว่าพอไม่ดังขึ้นมาเราไม่รู้จะไปทำอะไรกัน” ปาล์มว่า เพราะมันนั่นแหละที่เป็นคนตั้งกฎขึ้นมาว่า เราจะเล่นเพื่ออุดมการณ์อย่างเดียวปากท้องไม่เกี่ยว

 

ได้เหรอวะ

 

 

 

 

หลังจากที่งานวันนี้เสร็จแล้ว ผมก็เดินกระพือเสื้อไล่ความร้อนและเหงื่อที่เปียกชื้นตามร่างกายตั้งแต่อยู่บนเวทีก่อนจะเสยผมที่ปิดตาให้เปิดหน้าผากขึ้นและพาเพื่อนๆ เดินเข้าห้างหาอะไรกินกันก่อนกลับ โดยมีแม่น้องพายเนรมิตทุกอย่างที่พวกเราอยากกิน

 

เกรงใจก็เกรงใจนะครับ แต่เขาบอกว่าปฏิเสธผู้ใหญ่มันไม่ดี

 

แต่ระหว่างที่พวกเราเดินเข้าห้างหาแอร์เย็นๆ เดินกันไปเป็นบอยแบนด์แล้ว ไอ้ก้องมือกีตาร์และอีกเดี๋ยวคงเป็นผู้จัดการวงก็เดินไปคุยโทรศัพท์ไปด้วย

 

“ครับพี่..วันไหนครับ...อ้าวเหรอ...” ผมแอบฟังก้องคุยโทรศัพท์ อย่าว่าแต่ผมเลย เชื่อเถอะ ทั้งวง “เดี๋ยวผมถามวงก่อนว่ายังไง...ครับพี่ครับ ขอบคุณมากพี่”

 

แล้วเมื่อไอ้ก้องเอาหน้าหล่อๆ ของมันหันมาหาพวกผม ดวงตาแต่ละคนนี่ใสมาก ไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด

 

“พี่อุ้ยโทรมา ถามว่าอยากประกวดไหม”              

 

“ประกวด?”

 

“เออ ทางค่ายเขาติดต่อออแกไนซ์แล้วบอกว่าจะให้จัดงานนี้เดือนหน้า เขาได้ข่าวเลยโทรมาหากูนี่แหละ”

 

“ประกวดวงดนตรีอะนะ” ไอ้เจ๋งถาม

 

“ใช่ ระดับมหาลัย ทั่วประเทศด้วย”

 

“เชรดเข้...” ไอ้ปาล์มนี่ร้องเสียงหลงเลย “เดือนเดียวเองเหรอ รายละเอียดเป็นไงวะ”

 

“เขาบอกจะส่งรายละเอียดมาในไลน์ เดี๋ยวมึงรอก่อนแล้วกัน ส่วนคร่าวๆ ก็ประกวดเป็นรอบๆ ไป เข้าไฟนอลก็ได้รางวัลอะไรสักอย่างนี่แหละ” ก้องหันมาหาผมที่นิ่งไปพักหนึ่งเพราะกำลังใช้ความคิด “ทัน”

 

“ฮะ”

 

“มึงมีโอกาสฟีเจอร์ริงกับพี่เคแล้วนะเว้ย สนเปล่า”

 

“กูก็ต้องสนอยู่แล้วไหมล่ะ”

 

“แล้วไมเงียบเป็นเป่าสาก”

 

“คิดโชว์อยู่ว่าจะให้พี่เขาร้องทำนองเสนาะท่อนไหนดี”

 

“โห่ววว ไม่ได้จะเห่อเลย ทีหลังคิดอะไรพูดออกมาด้วยสิวะ เห็นเงียบๆ กลัวจะไม่อยากรับ” ก้องว่าพลางเอาโทรศัพท์เคาะหัวผม

 

“รับดิวะ งานใหญ่ทั้งทีเลยนะมึง”

 

“กูเตรียมขอคาบอาจารย์แล้วเนี่ย” เจ๋งว่าอย่างตื่นเต้น

 

“ไม่ต้องเลย งานนี้ออแกไนซ์เขาน่าจะจัดการให้หมด จัดตรงเสาร์อาทิตย์ไม่ชนวันเรียน เป็นใจสุดๆ”

 

“งั้นวันนี้กลับไปคิดโชว์เลยไหม”

 

“ใจเย็นทัน...” ไอ้ปาล์มรั้งคอผมไว้เพราะเมื่อกี้เกือบแล้วครับ เกือบวิ่งออกจากห้างแล้ว “งานของมึงอะ อย่างแรกเลยคือไปชวนพี่เคให้ได้ก่อน”

 

“........”

 

“เพราะพวกกูเชื่อใจมึงอยู่แล้วว่ายังไงมึงก็ต้องคิดออกมาดี แต่ไอ้ตัวแปรของมึงอะจะมาให้มึงได้ไหมนี่อีกเรื่องนึงนะ”

 

น้ำลายเหนียวเลยแม่ง บทจะได้โชว์ใหญ่ๆ ก็ได้มาดื้อๆ แบบงงๆ แต่พอหาโอกาสที่จะชวนพ่อนักขับเสภามาร่วมงานด้วยได้ก็กลายเป็นว่าต้องมากังวลว่าเขาจะมาให้ได้ไหมนี่สิ

 

คำพูดที่ข้าวเคยบอกผมลอยมาแต่ไกลเลย

 

แรร์เหลือเกินนะพ่อคุณ อย่าลีลาครับ เดี๋ยวน้องทันจะย่างให้เป็นเวลดันเลย

 

 

 

 

 

วันนี้ผมยอมครับ ผมกับก้องยอมเข้าสายวิชาเสรีอาทิตย์นี้สักอาทิตย์นึงเพื่อตามหาพี่เคคนดังของเรา เพื่อจะไปคุยเรื่องให้เขามาช่วยร้องให้วงผมหน่อย ทีแรกก็กะว่าจะไปคนเดียวแต่ไอ้ก้องดันยืนกรานว่าจะไปด้วย อะ ผมก็ตามใจมัน แต่ไอ้ต้อมของผมนี่สิ รับกรรมเข้าเรียนเช็คชื่อให้คนเดียวเลย

 

“ไมมึงไม่ทักเขาไปในไอจีวะ” ก้องถาม หลังจากที่เราก็มานั่งแหมะอยู่โรงอาหารครุแล้ว

 

“กูอยากคุยตัวเป็นๆ อะมึง”

 

“เขากลับบ้านกลับหอไปแล้วมั้งป่านนี้”

 

“มึง เขาเด็กกิจกรรม เด็กกิจกรรมที่ไหนกลับหอนอนเลยเหมือนมึง”

 

“แล้วเด็กกิจกรรมแม่งเหนื่อยไม่เป็นเหรอวะฮะ เรียนก็หนักอยู่แล้วดันมายัดเยียดอะไรให้ทำอีก”

 

ผมส่ายหน้าให้ไอ้เพื่อนหน้าหล่อที่บ่นอย่างกับหมีไปกินผึ้งที่ไหนมา งุ้งงิ้งๆ ไล่ให้กลับก็ไม่กลับไปด้วยนะ บอกอยากเห็นหน้าพี่เคชัดๆ อีกรอบจะสู้ความหล่อของมันได้แค่ไหน ดูๆ ดูมันเทียบกับอดีตเดือนมหาลัย

 

“เฮ้ยๆ” หลังจากที่นั่งอยู่โรงอาหารนานแสนนาน ผมก็สะกิดให้ก้องที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เมื่อเห็นเป้าหมายของเราเดินลงมาทางโรงอาหารนี่

 

“เขาแวะซื้อลูกชิ้นอะ ไปเลย”

 

“ให้เขาซื้อให้เสร็จก่อนไม่ได้เหรอ” ไม่ใช่ไร กูตื่นเต้น

 

“โอย มึงอย่ามาลีลา พ่อแรร์ไอเท็มของมึงไม่ได้ว่างให้มึงมาท่าเยอะครับ ไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์แล้วยังมาทำชิวอีก”

 

“ทำไมทุกคนรู้หมดเลยวะว่าพี่เขาเป็นยังไง”

 

“เหอะ กูก็ฟังเขามาอีกที...พูดมากไอ้สัด ไปๆ ได้แล้ว กูรออยู่ตรงนี้”

 

“อ้าวไอ้เหี้ย ไม่ไปด้วยกันเล่า”

 

“เออน่า”

 

มึงก็ขึ้นห้องไปเรียนซะก็หมดเรื่องถ้าจะมาดันหลังผมให้เข้าไปหาคนหล่อแบบหล่อฉิบหายที่ยืนซื้อลูกชิ้นทอดอยู่น่ะ

 

สรุปแล้วผมก็ต้องกล้าๆ กลัวๆ เดินเข้าไปข้างๆ คนที่ออร่าจับตั้งแต่ร้อยเมตร พอทำเนียนเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็รู้เลยว่าส่วนสูงของเขานั้นมากกว่าผมเยอะอยู่

 

โหแม่ง ไปใกล้ใครคือทุกคนเตี้ยหมดอะ

 

“พี่เคครับ” แล้วผมก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยชื่อเขา ดีนะที่ลูกชิ้นยังไม่สุก

 

“.........” หูย ยิ่งหันหน้ามาแล้วยิ่งสงสัยว่าชีวิตนี้เคยรู้จักคำว่าขี้เหร่ไหม

 

“เอ่อ...ผมชื่อทันครับ เป็นนักร้องนำวงฟีนอมมินอล อยู่โยธาปี 2

 

“........” ไม่คิดจะพยักหน้าหรือทำหน้าสงสัยอะไรหน่อยเหรอ

 

“คือผมอยากคุยอะไรกับพี่แป๊บนึงน่ะครับ พอมีเวลาสักเดี๋ยวไหม”

 

“ไม่ว่าง”

 

ฮะ?

 

“จะกลับไปทำงานต่อ”

 

สถานการณ์แบบนี้ต้องทำไงอะ ตื๊อได้ปะวะ “งั้นผมทักพี่ไปทางไอจีได้ไหมครับ”

 

“ไม่ต้องหรอก ไม่ชอบคุยทางโทรศัพท์”

 

“อ้าว...เป็นวันอื่นก็ได้ครับ”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ว่าง”

 

“ผมหมายถึงวันอื่นไม่ใช่วันนี้ครับ”

 

“ก็ไม่ว่างอยู่ดี” โอ๊ยเจ้าพ่อคิวทอง กูไม่เอาแล้วก็ได้ “แต่ไม่เกินสองนาทีนี้คุยได้อยู่”

 

อะไรนะ “งั้นผมขอให้พี่ช่วยอะไรอย่างได้ไหมครับ”

 

“อย่าเกริ่นเยอะ หมดเวลาไปแล้วสิบวิ” วอทเดอะฟัค!

 

เชี่ย...นี่หรือคือบุคคลที่เพื่อนผมมันกรี๊ดเหลือเกิน ชมเขาหล่ออย่างนั้นอย่างนี้ ของแรร์ของมหาลัย ไงล่ะมึง

 

“ผมจะขอให้พี่ไปร้องทำนองเสนาะให้วงผมครับ”

 

“........” อ้าวเชี่ย อย่าเงียบสิ มันเสียเวลา “เพื่อ”

 

“หาเอกลักษณ์ให้วงดูมีอะไรครับ พอดีผมจะประกวดวงดนตรีเลยจะให้มันดูมีอะไรขึ้นมามากกว่าวงดนตรีธรรมดา”

 

พี่เคไม่ตอบทันทีได้แต่หันไปรับลูกชิ้นจากแม่ค้าและจ่ายเงิน แง เดี๋ยวเวลาผมหมดพี่

 

เนี่ยมานิ่งใส่อีก “ด...ได้ไหมครับ”

 

“แล้วกูจะได้อะไร”

 

โอ้โห สตั๊นแป๊บ ยังไม่ทันรู้จักกันเท่าไหร่ซัดมึงกูใส่กูแล้วจ้า คือยังต้องยอมอยู่อีกปะเวลานี้ 

 

เออ ยอมก็ได้

 

“เอ่อ...ค่าจ้างให้พี่ไปช่วยเหรอครับ”

 

“ก็แล้วแต่มึงจะคิดว่ามันคืออะไร ให้เขาเสียเวลาแล้วอยากให้เขาทำให้ฟรีๆ ไหม”

 

“ฟรีได้เหรอครับ” อุ้ย ได้ยินเสียงอะไรรัดเข้าหากันแน่นเลยอะ อ๋อ...เสียงคิ้วขมวดเข้าหากันของพี่เคนี่เอง “ล้อเล่นครับพี่ ถ้าเสร็จงานเมื่อไหร่ วงผมจะชนะหรือไม่ชนะยังไงผมก็ชดใช้ให้แน่ๆ ครับ”

 

“พูดแล้วนะ”

 

“อื้ม...ว่าแต่พี่เคจะร่วมงานกับผมใช่ไหมครั...”

 

“หมดเวลา”

 

กะ...กรี๊ด ยังไม่ได้คำตอบเลย ดูสิหน้าผมเหวอไปหมดแล้ว “อะ...พี่เคตกลงรับงานนี้เนอะ”

 

“ขอตัวนะ พอดีเวลามีค่า” คนตัวสูงกว่าผมกระตุกยิ้มนิดหน่อยก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าเป้ที่อยู่บนโต๊ะใกล้ร้านลูกชิ้นก่อนจะก้าวขาเดินออกไป

 

“แล้วผมจะเจอพี่ได้ที่ไหนอีกอะ!” ผมตะโกนให้หลังคนตัวสูงที่เดินออกไปจากตรงนี้ เหลือแต่แผ่นหลังที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ให้ผมไว้ดูเล่น

 

ดูๆ โบกมือลาผมทั้งๆ ที่ตัวเองก็หันหลังให้แล้วเดินออกไปอีก

 

เนี่ยนะ สมบัติของครุ เป็นครูทีเด็กเกลียดทั้งโรงเรียนอะเชื่อสิ

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

“เสียงเพี้ยนปะพวก” ดนตรีเงียบลงและตามมาด้วยเสียงผมที่ไม่ได้ถูกเปล่งออกมาแล้ว

 

“เฮ้อ...” ไม่ให้ถอนหายใจได้ยังไงวะ ผมยังติดใจกับพี่เคสุดหล่อพ่อขมองอิ่มของครุอยู่เลย สรุปแล้วคือยังไง? สมาธิซ้อมร้องเพลงไม่มีแล้วเนี่ย “กูขอพักแป๊บนึงนะ”

 

“เอาเลยจ้ะ ดูไม่มีสมาธิร้องเหี้ยๆ” ก้องบ่นผมตอนที่กำลังยกกีตาร์ไฟฟ้าออกจากไหล่

 

“สรุปพี่เคแม่งยังไงวะ”

 

“อ๋อ หลุดเพราะเรื่องพี่เค?”

 

“เออดิ กูจะได้คิดโชว์คิดเนื้อร้องถูกไง”

 

“ยังไม่ได้เล่นสักรอบนึงเลย มึงจะรีบทำไม เก็บของดีไว้ปล่อยรอบหลังๆ ไม่ดีกว่าเหรอ”

 

“ไมมึงมั่นใจอะ เผื่อมึงตกรอบแรก”

 

“ไม่ตกหรอกพี่” น้องพายว่า “เราต้องทำให้ดีที่สุดสิคะ เล่นเพลงดีๆ ความหมายดีๆ อะเรนจ์เลิศๆ ยังไงรอบสิบหกคนเราก็ต้องผ่าน”

 

“ก็ดี อีกสองอาทิตย์ต้องส่งไฟล์เพลงแล้ว ซ้อมเพลงสนุกๆ อินเนอร์มาเต็มๆ กูว่ายังไงก็น่าจะโดนตากรรมการบ้าง” เจ๋งเอ่ย ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมันที่รอบส่งไฟล์ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ขนาดที่ให้พี่เคเขามาช่วย

 

แต่ถ้ามันมีโอกาสเข้ารอบลึกๆ คงต้องพึ่งใบบุญคุณชายเคบ้าง เอ้อ...ไม่ใช่คุณชายดิ เถื่อนขนาดนั้นไม่รู้จะเรียกว่าอะไรเลย

 

“ปาล์ม” ผมเรียกมันขณะที่มันกำลังกระดกขวดน้ำโชว์ลูกกระเดือก “พี่เคอยู่ห้องไหน”

 

“ห้องอะไรของมึง”

 

“ชมรมอะ”

 

“ตึกนี้แหละ น่าจะชั้นบนๆ กูเห็นตอนที่เดินสวนกันที่บันได...ไมวะ จะไปหาเขาเหรอ”

 

“อืม”

 

“ไอ้เหี้ยกูถามจริง” กูก็ตอบจริงนี่ไง เล่นอะไรล่ะ “สามปีจะมาสักทีนึง”

 

“เผื่อฟลุค” ผมเริ่มไม่สนใจสมาชิกที่เหลือ แต่เลือกที่จะทำให้ความคลุมเครือของตัวเองชัดเจนขึ้น เพราะคำตอบของพี่เคมันยังไม่ชัดเจนสำหรับผม ลองไปหาพี่เขาดูสักครั้งถ้าเจอก็ถือว่างัดดวงมาทั้งชีวิตแล้ว

 

สุดท้ายก็โดนไอ้ปาล์มด่ายกใหญ่แต่ก็ปล่อยให้ผมไปตามหาพี่เคที่ชั้นสี่ชั้นห้าต่อไป

 

แล้วถามว่าตึกกิจกรรมน่ะนะ ตอนกลางค่ำกลางคืนก็ใช่ว่าจะน่าเดิน ไฟทางเดินไม่ได้มีตลอดทาง ติดๆ ดับๆ อารมณ์แม่งได้

 

ผมเดินหาห้องที่น่าจะเขียนว่า ชมรมคอรัส ที่หน้าประตู แต่ชั้นนี้ไม่มีห้องนั้นให้ผมพอใจ ก็ต้องเดินย้อนกลับมาขึ้นบันไดเพื่อไปอีกชั้น

 

โอ้โห...มองขึ้นไปมืดตึ้บเลยแม่ง ไม่เห็นแสงสว่างอะไรโผล่วับๆ มาจากชั้นห้านี่เลย ถอนกำลังออกไปตั้งหลักหรือไม่ก็เรียกไอ้เจ๋งมาด้วยดีกว่า

 

เฮ้ย แต่ไหนๆ ก็ผ่านมาชั้นนึงแล้ว โผล่หน้าออกไปคลำหาสวิตช์ไฟสักนิดหน่อยซิ

 

แต่ยังไม่ทันที่ผมได้คลำหาสวิตช์ไฟก็ได้ยินเสียงปิดประตูดังมาจากที่ไกลๆ ทีแรกก็คิดว่ามาจากชั้นล่างไม่ก็ชั้นบนนี่แหละ แต่เพราะรู้สึกว่ามันใกล้ผมเลยเพ่งเล็งไปที่ชั้นนี้มากกว่า คิดไว้นะว่าเป็นคน

 

หรือว่าจะเป็นพี่เค

 

เมื่อคลำหาสวิตช์ไฟเจอ ผมก็เปิดให้มันสว่างทั่วทั้งชั้น ก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามทางเสียงปิดประตูเมื่อครู่ สายตาก็มองสองข้างว่าประตูบานไหนที่ติดหน้าห้องว่าเป็นชมรมคอรัสบ้าง

 

นี่ไง...ห้องนี้แหละ ถึงมองจากข้างนอกผ่านบานเกล็ดทึบจะไม่มีแสงไฟลอดออกมา แต่ผมก็ยังจะลองขยับลูกบิดประตูดูเผื่อว่าฟลุคจริงๆ

 

ล็อกอีก...

 

อุตส่าห์หาเจอแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังดีวะ วันนั้นได้คุยกับตัว วันนี้ได้เห็นห้องชมรม มาวันอื่นอาจจะเจอสมาชิกชมรมคนอื่นแล้วน่าจะได้ข้อมูลพี่เคได้บ้าง

 

“ทำอะไร”

 

“เหี้ย!

 

โอย...บ้าเอ๊ย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปหมดแล้ว อยู่ดีๆ ก็มีเสียงกระซิบที่ข้างหูตอนมืดๆ ค่ำๆ พอหันไปผมก็ยิ่งเบิกตาโพลงเข้าไปอีกเมื่อคนข้างๆ ที่พยายามตามหากลับมายืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างผม

 

“มาทำอะไรตรงนี้”

 

“มะ...มาหาพี่นั่นแหละ”

 

แน่ะ เลิกคิ้วหนึ่งข้างด้วยความกวนตีน “หาทำไม”

 

“จะมาหาคำตอบแบบเคลียร์ๆ ชัดๆ กับพี่ไง ว่าพี่จะช่วยผมไหม”

 

“กูพูดไปแล้ว จะคืนคำทำพระแสงอะไรอีก”

 

“ก็พี่ไม่เคลียร์อะ ไม่รู้ว่าจะมาช่วยผมตอนไหน ผมจะคิดโชว์แล้วด้วย”

 

“เฮ้อ...” ถอนหายใจกลอกตามองบนทำไม! คนที่ต้องทำท่ารำคาญมันควรเป็นผมไหม “มึงเข้ามาก่อนมา”

 

อุ้ย ผิดคาด ต้อนรับให้เข้าห้องชมรมด้วย ถือว่าเป็นการลงทุนที่เกือบเท่าทุนแล้วว่ะ

 

“ปกติพี่อยู่มืดๆ แบบนี้เหรอ” พี่เคเปิดไฟในห้องก่อนจะพบว่าในห้องชมรมโคตรเป็นระเบียบ น่าหยิบเบาะรองนั่งมานั่งโคตรๆ แต่การคีพลุคเป็นคนสุภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

“กูไม่ใช่ค้างคาวนี่ เมื่อกี้ยังไม่ได้เปิดไฟไหมล่ะ”

 

“แล้วพี่ขึ้นมานี่ทุกวันไหม”

 

“ไม่”

 

“มาวันไหนบ้างครับ”

 

“อยากรู้ทำไม”

 

“เผื่อผมมาหา” จุดนี้ไม่ต้องเกรงใจอะไรแล้ว พูดตรงๆ ดีที่สุด “มาคุยกับพี่เรื่องร้องคู่กับผม”

 

“กะใช้งานกูเต็มที่ว่างั้น” แง อย่าไปคิดอย่างนั้นสิ “แล้วสรุปคือกูต้องร้องคู่กับมึง?”

 

“คิดไว้ว่าจะแบ่งท่อน แต่ถ้าเกิดร้องด้วยกันได้ผมก็จะรองเขียนเนื้อเขียนทำนองดู”

 

“เป็นหนี้บุณคุณกูแล้วนะ” โห้ย ยังไม่ทันได้ดาวน์เลย กูต้องผ่อนแล้วเหรอ “จะจ่ายด้วยอะไรอย่าลืมคิดนะ”

 

“ถ้าชนะสักที่เดี๋ยวผมมีส่วนแบ่งให้พี่ด้วย”

 

“วงมีกี่คน”

 

ฮะ? “หะ...ห้าครับ”

 

“หารห้าก็หมดแล้ว อย่าเอากูมาเป็นตัวถ่วงอีกเลย”

 

“แล้ว...ผมต้องจ่ายคืนพี่แบบไหนอะ”

 

“ให้ได้ทุกอย่างไหมล่ะ”

 

“อย่าเอาสมองผมไปก็พอ” เพราะทุกวันนี้ก็ไม่พอจำเนื้อหาในคลาสแล้ว “อยากได้อะไรล่ะครับ”

 

“หึ...กูถามไว้ก่อนเผื่อจบงานแล้วมึงชิ่ง เอาให้แน่ใจว่ามึงให้ได้ตามที่พูด”

 

“โหย...ผมคำไหนคำนั้นดิ ถ้าพี่ไม่ใช่ซาตานเอาวิญญาณผมไป ไม่ใช่ซอมบี้แดกสมองผม ไม่ใช่เจ้าหนี้คิดดอกร้อยละยี่สิบ ให้ผมเลี้ยงข้าวก็ได้ มื้อดีๆ ไปเลยผมก็ให้ได้นะ”

 

“พูดแล้วนะ” เดจาวูประโยคนี้ว่ะ “ดี ไปคิดโชว์มาเลยว่าอยากได้แบบไหน เอาให้กูทำได้ด้วย”

 

“จะ...จริงนะ พี่พูดแล้วนะพี่เค”

 

“ถ้ายังทำตื่นตูมใส่กูอีกจะถอนคำพูดให้”

 

แง อย่านะ “ขอบคุณนะครับ ผมจะพยายามแอพพลายสิ่งที่พี่ถนัดให้เข้ากับโชว์ผมที่สุดเลย สัญญาครับ”

 

อาจจะดูปัญญาอ่อน หน่อมแน้มไปบ้าง แต่ผมก็เผลอกระดิกนิ้วก้อยเป็นเชิงว่าเกี่ยวก้อยสัญญากับเขาไปแล้ว

 

“อืม...กูอยู่ครุทุกวัน มานี่อาทิตย์ละครั้ง ไม่รู้ว่ามาวันไหนบ้าง หออยู่ซอยหนึ่ง คิดอะไรได้ก็เอามาบอก”

 

หูย...ตัวสั่นระริกแล้วผมอะ ต่อให้กวนตีนทำเล่นตัว แต่พอจะช่วยก็โคตรใจดีเลยนะเนี่ย

 

“งั้นผมขอตารางเรียนพี่ด้วยได้ไหม”

 

“อย่ามาเยอะ...หากูให้เจอดิ อีกนิดจะบอกเลขห้องอยู่แล้วเนี่ย”

 

โหไรวะ จะใจดีก็ไม่ใจดีให้สุด ทุกอย่างเล่นตัวจนน่าโมโหชะมัด แล้วยิ่งใบหน้าหล่อคมกระตุกยิ้มที...ไอ้บ้าเอ๊ย รังสีความชั่วในคราบเทพบุตรมันออร่าแรงเหลือเกิน

 

หมั่นไส้ฉิบเป๋ง

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น. เป็นต้นไป

……………………………………………………..

 

เล่นตัวเก่งเหลือเกินนะพ่อคนหล่อ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #55 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 01:24
    น้องทันดูตะเล็กตะน้อย น่าขย้ำ ขยี้ จังเลยลูกกกกกก
    #55
    0
  2. #37 krooyui (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 07:21
    กวนประสาทดีแท้🤭
    #37
    0
  3. #31 เงา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 11:09

    เล่นตัวอีกนิดก็บอกห้องเเล้วเนี่ย จ้าพี่

    #31
    0
  4. #24 enjoyly_24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 11:37
    พี่มันกวนตีนอยู่นะ
    #24
    0