เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 3 : 1 : คนที่เข้าตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 88 ครั้ง
    20 พ.ย. 62



1

 

คนที่เข้าตา

 

 

 

 

 

“ไวหน่อยครับ เดี๋ยวเราจะไปสนามกันแล้ว”

 

“น้องผู้หญิงไม่ต้องวิ่งครับ เดี๋ยวล้ม พยาบาลไม่ได้เยอะขนาดนั้น”

 

“ก้าวยาวๆ แต่ไม่ต้องวิ่ง เข้าใจไหมครับ”

 

เสียงพวกรุ่นพี่ดังกันให้แซด แล้วก็ตามมาด้วยเสียงกร๊อกแกร๊กของรองเท้าคัทชูจากน้องผู้หญิงปีหนึ่ง ที่ตอนนี้พวกผมเด็กปีสอง กำลังช่วยโหลดน้องเข้าสนามฟุตบอลเพื่อเข้าร่วมงานถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัว

 

เปิดมาบทแรกก็งานพิธีสำคัญเลย วันนี้ผมเลยต้องใส่เสื้อช็อปและรองเท้าผ้าใบให้เรียบร้อยที่สุด คอยยืนช่วยเพื่อนๆ จากภาคอื่นนำทางน้องจากคณะไปยังสนามฟุตบอล

 

เพิ่งจะรู้ว่ารุ่นน้องคณะตัวเองเยอะขนาดนี้ก็ตอนที่มาเป็นรุ่นพี่ยืนตากแดดคอยน้องออกมาจากห้องประชุมแล้วรอโหลดน้องเข้าสนามนี่แหละ

 

แล้วถามว่าผมยืนอยู่ตรงไหน

 

ริมถนนข้างคณะตัวเองเลยครับผม ติดกับสกายวอล์คข้ามทางรถไฟเพื่อข้ามไปยังฝั่งสนามฟุตบอล แม่งเป็นจุดที่ต้นไม่ไม่มี จะมีก็แต่ไอร้อนจากพื้นถนนร้อนๆ ที่ผมแทบอยากจะทำละลายตัวเองเสียให้ได้ตรงนี้ แล้วเดินข้ามทางรถไฟไม่ได้ด้วยนะ ต้องให้น้องเดินข้ามสกายวอล์คเท่านั้น

 

“น้องภาคอิเล็คฯ หมดแล้วครับ โหลดน้องภาคต่อไปเลย” ผมพูดใส่วิทยุสื่อสารที่มีเสียงสัญญาณตอบรับ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

 

ฉิบหาย กูไม่ได้ช้านะครับ น้องเยอะเอง กว่าจะเดินขึ้นบันไดน้องผู้หญิงก็เกือบสะดุดรองเท้าคัทชูตัวเองหน้าแหกอยู่ตีนบันไดอีก

 

โอ้ยน้อ...น่าสงสารแท้ล่ะ

 

“สองครับสอง...” ผมได้ยินเสียงจากวิทยุสื่อสารที่ถือไว้ก่อนจะเอามันมาแนบข้างหู “แถวนั้นมีพลาสเตอร์ยาไหมครับ รองเท้ากัดน้อง”

 

“มีครับ”

 

วันพิธีแบบนี้ไม่ใช่แค่น้องผู้หญิงที่น่าสงสารเรื่องสะดุดรองเท้าตัวเอง ยังมีปัญหาระดับโลกเรื่องรองเท้ากัด ผู้ชายอย่างผมสะดวกก็ตรงที่มีถุงเท้าคลุมไว้ แต่กับผู้หญิงนี่สิ ผมเคยเห็นเพื่อนภาคเดียวกันมันเท้าเหวอะเพราะรองเท้ากัดนี่แหละ

 

ไมมึงน่าสงสารจังวะเพศแม่

 

ใครมันเป็นคนบัญญัติไอ้รองเท้าชนิดนี้ว่าต้องใส่ในงานพิธีที่ต้องยืนนานๆ วะเนี่ย

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่โหลดน้องตามจุดต่างๆ ตั้งแต่บ่ายสองบ่ายสาม ตอนนี้ตะวันเริ่มเปลี่ยนทิศทาง จากแดดที่ร้อนพร้อมแผดเผาไอ้คนเฝ้าน้องอยู่ตรงนี้ ก็เริ่มเบาบางลงเพราะอากาศตอนเย็นที่เข้ามาแทนที่

 

แข็งแล้วครับ ขาผมเนี่ยขยับไปไหนไม่ได้แล้ว เป็นพี่คนนี่มันไม่ง่ายจริงๆ

 

“ทัน!” ผมหันซ้ายหันขวาหาเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหาผม

 

ต้อมกับข้าว เพื่อนชายหนึ่งและเพื่อนคนละเพศแต่ผมมองว่ามันเป็นเพศเดียวกันตั้งแต่รู้จักกันมา

 

“มึงจะไปสนามยัง” ต้อมถาม ไอ้นี่เป็นผู้ชายร่างใหญ่ไว้หนวดไว้เคราดูเซอร์และผิวเผินอาจดูสกปรก แต่ความจริงมันสะอาดกว่าที่หลายคนคิด

 

“กูแวะหาน้ำกินก่อนได้มะ ปวดฉี่ด้วย”

 

“ไปโรงแอลก่อนไหมล่ะ เสร็จแล้วค่อยวิ่งตามไป” ข้าวพูด รายนี้เป็นผู้หญิงตัวขาว แต่จิตใจดำเมี่ยม...ล้อเล่นๆ มันแค่ดุเฉยๆ พูดทีเหมือนจะกินหัวผมเข้าไปทั้งตัว แถมบ้าผู้ชายหล่ออีก ใครหล่อมันบอกผัวมันหมด 

 

“เออ ไปนั่งพักกันก่อนไหม ยังไงเราก็ไม่ได้ไปตั้งแถวกับน้อง”

 

“มึงจำเนื้อได้ยัง” ข้าวถาม

 

“อย่ามาดูถูกกูครับคุณข้าว กูเป็นใคร กูเป็นนักร้องนำแห่งวง ฟีนอมมินอล นะจ๊ะ”

 

“จ้า พ่อนักร้อง แหกปากผิดเนื้อกูจะบ้องให้” เนี่ย น่ากลัวฉิบหายผู้หญิงโยธา

 

และแล้ว พวกผมสามคนก็ไปนั่งพักผ่อนกันที่โรงแอล โรงอาหารติดภาคไฟฟ้าที่ตอนนี้คนเบาบางเพราะน่าจะไปอยู่ที่สนามกันหมดแล้ว ต่อด้วยการเดินชิลๆ ลากขาครืดคราดกับพื้นถนนอย่างหมดเรี่ยวแรง แต่ก็ต้องไปเพราะมันเป็นธรรมเนียมที่เราทำต่อกันมา

 

ความจริงจุดอื่นๆ ก็กำลังจะเข้าสู่พิธีถัดไปกันแล้ว เหลือแค่ไปทำหน้าที่ที่เด็กปีสองหรือรุ่นพี่จะต้องไปทำนี่แหละ

 

อ้อ...ลืมแนะนำตัวไหม ผมชื่อทัน ธนกร อยู่โยธาปี 2 สุดยอดภาควิชาที่ได้ชื่อว่ามีแต่คนเถื่อน สายตาทุกคนมองว่าลุคพวกผมนั้นต้องดุ เถื่อนอะไรทำนองนั้น แต่ความจริง...โทษนะฮะ เหมือนเป็นภาคที่รวมความเอ๋อแดกและเด๋อด๋าไว้ในรุ่น

 

แล้วเมื่อกี้ผมขิงกับไอ้ข้าวไปว่าผมเป็นนักร้องใช่ไหม ถูกต้องฮะ ผมเป็นนักร้องนำวงดนตรีที่ชื่อว่าวง Phenomenal วงดนตรีที่เล่นด้วยจิตวิญญาณของความเป็นป๊อปร็อค

 

หึ้ย ไม่อยากจะอวด วงผมโคตรดังเลยนะถ้าอยู่ในมออะ

 

ปกติก็หาเวลาไปเล่นตามงานต่างๆ ที่เขาจัดให้วงดนตรีระดับมหาลัยมาปล่อยของใส่กัน แล้ววงผมก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับมหาลัยตลอด ก็เงี้ย...เป็นเซเล็บก็เงี้ยแหละนะ

 

แต่วันนี้ไม่ได้ไปปล่อยของขึ้นเวทีที่ไหน เพราะติดกิจกรรมที่ต้องทำและต้องอยู่มอนี่ไง

 

งานถวายตัวเป็นศิษย์ของมหาวิทยาลัยผม ปกติเครื่องแบบนักศึกษาทั่วไป ซื้อเนคไทผูก หาเข็มของมหาลัยมาติดหน้าอกแค่นั้นเป็นอันจบ แต่ไม่ใช่กับที่นี่ มันจะต้องมีพิธีโน่นนี่ อ้ะ สงสัย เดี๋ยวพาไปดู

 

“ทำไมเขาไม่มีดนตรีหลังงานจบวะ กูจะไปดิ้นอยู่หน้าเวทีมึง” ไอ้ต้อมว่าตอนที่เรากำลังเดินผ่านหอในด้านหลังเพื่อไปยังสนามกีฬา

 

“หยุดเถอะมึง แค่นี้คณะก็ใช้งานกูฉิบหายแล้ว อย่าให้พี่ทัน ฟีนอมมินอลคนนี้เหนื่อยมากกว่าเดิมเลยครับ”

 

“อี๋ หมั่นไส้”

 

“เอ้า แอดมินคิวท์บอยเอารูปกูไปลงเพจนะจ๊ะ” อย่าถามถึงยอดไลค์ เจ็บใจ สู้ไอ้พวกที่ไปเป็นดาราไม่ได้เลย

 

สุดท้ายพวกผมก็มาถึงสนามกีฬาก่อนจะมารวมตัวกับคณะที่ตั้งแถวอยู่ก่อนหน้าแล้ว เด็กปีสอง วิศวะทั้งคณะอะคุณ แล้วคณะผมคนอย่างเยอะ พอรวมกันทีเหมือนพร้อมจะไปตีเมืองจันทร์อะไรเทือกนั้น

 

พอถึงเวลา พิธีการก็เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ มีการขบวนอันเชิญสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขึ้นมา ทั้งเดือนทั้งดาวมหาลัยที่มีหน้าที่ในตรงนั้น ใส่ชุดพิธีการดูสง่าราศีจับ ค่อยๆ เคลื่อนตัวพร้อมเพลงมหาลัยที่ดังคลอทั่วทั้งสนาม

 

ขนาดผมผ่านพิธีนี้มาแล้วครั้งนึง ผมยังรู้สึกว่าพิธีตรงนี้ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ

 

ความจริงสิ่งที่จะแจกก็มีเพียงเนคไทสีกรมมีตราสัญลักษณ์สำหรับผู้ชาย แล้วก็เข็มติดหน้าอกสำหรับผู้หญิง แต่พิธีนี้อาจจะเป็นกุศโลบายที่ทำให้นักศึกษารู้สึกรักพวกพ้องพี่น้องตัวเองก็ได้

 

 

 

 

 

 

และเมื่อถึงเวลาถวายตัวโดยการถวายบังคม ช็อตที่คนทั้งสนามถวายบังคมพร้อมกันทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว แม้กระทั่งขนอ่อนที่หน้าก็ลุกเกรียวเลย

 

“เชี่ย ตื่นเต้นว่ะ” ผมลูบหน้าอกตัวเองไวๆ เมื่ออีกไม่นานจะต้องเป็นต้นเสียงร้องเพลงคณะให้น้องๆ

 

ใช่ครับ ผมเป็นนักร้องที่โดนยัดเยียดให้ทำหน้าที่นี้ ต้นเสียงที่ต้องออกมาโดยไม่ผ่านไมโครโฟน ถึงผ่าน ไมโครโฟนก็ตั้งอยู่นู่นแน่ะ 

 

คอจะแหกก็งานนี้แหละวะ

 

“ใจเย็นมึง ใจเย็น” เหมือนนักมวยจะขึ้นชก พรูลมหายใจออกทางปากพร้อมเพื่อนๆ ภาคเดียวกันคอยบีบนวดที่ไหล่กันให้วุ่นไปหมด

 

สายตาที่จับจ้องไปยังคนให้สัญญาณสั่นไหวพอๆ กับหัวใจที่ตอนนี้กำลังพร่ำบอกตัวเองเหลือเกินว่า ต้นเสียงมึงจะเพี้ยนไม่ได้เด็ดขาด

 

และผมก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อเห็นสต๊าฟดูแลงานพยักหน้าให้ผมซึ่งเป็นคณะแรกที่จะต้องร้องเพลงคณะอยู่ด้านข้างสนามและมีเสียงให้จังหวะจากเพื่อนๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังให้ผมพร้อมที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ดีที่สุด

 

และเมื่อถึงเวลาที่ผมต้องทำหน้าที่

 

“ร่มรั้วชงโค ใต้เสาโทรฯ งามสง่า...”

 

ต้นเสียงที่ผมกับเพื่อนแถวหน้าแผดออกมาหวังจะให้เป็นต้นเสียงที่ดังที่สุด ถูกเปล่งออกมาเสียงดังสนั่นด้วยน้ำเสียงชายแท้และตามมาด้วยเนื้อร้องท่อนอื่นที่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเสียงออกมาจากเสียงผู้ชาย

 

**“ที่เราสมอุรา ผูกใจรักกันมา ร่วมสถาบัน... (ร่วมสถาบัน)

ดอกสีแดงนั่น...(ดอกสีแดงนั่น) เมื่อเหมันต์มาเยือน...(เมื่อเหมันต์มาเยือน)

ดั่งเป็นสัญญาณเตือน อย่าเลือนสามัคคี ที่มีกันมา...(ที่มีกันมา)

จะอยู่ที่ไหน มั่นใจไว้ชาวโทรฯ (มั่นใจไว้ชาวโทรฯ)

เหมือนดังชงโค งามตระการดวงมาลย์แจ่มใส

ที่ไหนใดเล่า (ที่ไหนใดเล่า) เท่าน้ำใจชาวโทรฯ...(เท่าน้ำใจชาวโทรฯ)

ร่มเงารั้วชงโค ดุจดังทะเลโตอักโขน้ำใจ...(อักโขน้ำใจ)”

 

 

 

**ร่มรั้วชงโค KMITL

 

“อะแฮ่มๆ” โอ้โห...ขอยาอมยี่สิบเม็ดด่วน! ใครมันเป็นคนคิดว่าถ้าร้องปากเปล่าไม่มีไมค์แล้วมันจะดูขลังวะ เออ มันก็ขลังนั่นแหละแต่คอเกือบพัง “มึง กูหนีกลับได้ไหม” ผมหันไปถามต้อม

 

“อย่าเพิ่งดิ หน้าที่มึงหมดแค่นี้เหรอ”

 

“เชี่ยเอ๊ย เหมือนคอกูจะแตกอะ”

 

“บ่นจังสัดนี่ กูเห็นตอนมึงขึ้นเวทีมึงแหกปากร้องสามสี่เพลงยังทำได้” ไอ้ปาล์ม เด็กวิศวะเหมือนกันแต่ไอ้นี่มันอยู่ภาคโทรฯ แล้วก็อยู่ในตำแหน่งมือเบสของวงหันมาด่าผม

 

“มันไม่เหมือนกันนะโว้ย”

 

“มึงหยุดคุยกันได้ยัง ให้เกียรติคณะอื่นเขาด้วย”

 

สรุปผมกับปาล์มก็โดนข้าวบ่นไม่ต่างจากแม่ เพราะตอนนี้ถึงคิวคณะอื่นจะต้องร้องให้น้องๆ บ้างแล้ว

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

เวลาผ่านไป พิธีจบแต่อย่างอื่นไม่จบ พวกปีสองที่ร้องเพลงกันเมื่อกี้ก็สลายตัวไปนั่งกันคนละทิศคนละทาง เพราะหลังจากที่น้องๆ รับเข็มรับไทอะไรกันเรียบร้อย จะมีการแสดงต่อท้าย เด็กปีหนึ่งก็นั่งดูกันตาสลอนในสนามอย่างกับดูหนังกลางแปลง พวกปีอื่นๆ ก็หาที่นั่งกันมานั่งดูเหมือนกับผมที่แยกออกมาจากต้อมกับข้าว มานั่งรวมอยู่กับปาล์มมือเบสและเจ๋งมือกลองภาคอุตสาหการที่ข้างสนาม

 

“ปีนี้แสดงไรวะ สายมึงรายงานไหม” เมื่อหาที่นั่งเหมาะๆ ได้ ปาล์มก็หันไปถามเจ๋ง

 

เพราะแฟนมันอยู่สถาปัตย์แล้วเป็นหนึ่งในนักแสดงละครสถาปัตย์ด้วย “เขาเรียกว่าไรอะ ละครปี่พาทย์ปะ?”

 

“อ้าว แฟนมึงไม่ว่าไงเลยเหรอ”

 

“มันบอกเว้ย แต่กูจำไม่ได้ น่าจะธีมไทยๆ แหละ”

 

ผมกับปาล์มส่ายหัวให้ไอ้คนรักแฟนแต่จำอะไรเกี่ยวกับแฟนไม่ได้สักอย่าง เจ๋งมันเป็นคนหน้าตาดี ตัวสูงใหญ่ เอ้อ พูดง่ายๆ วงผมมันหน้าดีกันทั้งวงแหละ โดยเฉพาะไอ้ก้องที่เป็นมือกีตาร์นะ อื้อหือ หล่อแล้วยังเล่นดนตรีเก่ง พ่วงด้วยตำแหน่งเดือนวิศวะ จบเลยคิวท์บอยอย่างผม

 

แต่ทุกอย่างรอบด้านเริ่มมืดลงเพราะไฟที่สนามถูกดับ ก่อนจะตามมาด้วยแสงไฟสลัวด้านหน้าและเสียงที่ทำเอาผมขนลุกขึ้นมาอีกรอบ

 

“เอออออออ...เฮ้อออออเอิงงงงง...”

 

เชี่ย...

 

“ลุกยันขนตูดแล้วกูเนี่ย”

 

ไม่ให้ขนลุกอย่างที่ไอ้ปาล์มว่าได้ไง ก็ตอนนี้ที่บรรยากาศเงียบสงัด ดันมีเสียงเอื้อนผ่านลำโพงออกมาจนก้องกังวานไปทั่วสนาม พร้อมเสียงให้จังหวะที่ให้เดาก็คงเป็นเครื่องดนตรีไทยที่เรียกกว่ากรับ ประกอบกับการร้องทำนองเสนาะของใครบางคนดังออกมาจากในงาน

 

 

“จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช

ปิ่นปักนัคเรศรังสรรค์

สถิตย์แท่นแม้นมหาเวชายันต์

เสมอชั้นบัณฑุกัมพล์อัมรินทร์” 

 

 

“เชี่ย...มึงได้กลิ่นน้ำอบปะ”

 

“เฮ้ย มึงอย่ามาหลอกกันเองไอ้สัดนี่”

 

“โอ้ย นั่งดูเฉยๆ มึงไม่ต้องพากย์กันได้ไหมเนี่ย รำคาญ ไอ้เหี้ย” ผมแทบจะยกขาถีบไอ้สองคนนี้ที่ขยันสร้างบรรยากาศให้เข้ากับการขับเสภา ไม่เข้าใจเลยแม่ง ของเพราะๆ มึงมองกันว่าหลอนกันได้ไงวะ

 

 

“สาวสุรางค์นางบำเรอเสนอบาท

บำรุงราชรู้เชิงบันเทิงถวิล

บ้างร้องรับขับขานประสานพิณ

บำเรอปิ่นปัถพีให้ปีดา”

 

 

*เสภา เรื่องพระราชพงศาวดาร สุนทรภู่แต่งถวายรัชกาลที่ 4 ตอนที่ 2 เรื่องศึกหงสาวดี

 

 

อยู่ดีๆ ก็ขนลุกขึ้นมาเฉย แต่ไม่ได้ลุกเพราะหลอนเหมือนไอ้เพื่อนสองคนนี้ แต่ผมรู้สึกถึงความขลังของงาน ใช่ครับ ขลังอีกแล้ว นี่ไม่มั่นใจว่าอยู่ในพิธีรับเข็มประดับไทหรือว่าเล่นของกันแน่

 

ขนาดฟังเสียงเอื้อนของบทเสภาโดยไม่เห็นหน้า ผมก็ชะเง้อคอมองหวังว่าจะได้เห็นเจ้าของเสียงอันมีเสน่ห์นี้จริงๆ แต่มันก็ไร้ประโยชน์ นอกจากจะมีคนยืนบังแล้ว ผมก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากไดร์ไอซ์ที่พ่นฟู่ออกมาหน้าเวทีแบ็กดร็อปอีกเลย

 

“น้องเคปะวะเมื่อกี้”

 

“ร้องเพราะๆ มีเคคนเดียวแหละ”

 

“กูถามจริง นอกจากเคแล้วจะมีใครรับงานนี้อีกบ้าง”

 

พอตามองไม่เห็น หูก็ทำหน้าที่ได้ดีเชียวนะ ผมเลยใช้โอกาสนี้แอบฟังสาวๆ ที่อยู่แถวนี้คุยกัน

 

เค? เคไหนวะ

 

“เจ๋ง เขาพูดถึงใครกันวะ” เพราะพวกผมสามหน่อนั่งอยู่กับพื้น เลยขยับเข้าไปกระซิบกับไอ้เจ๋ง

 

“ขี้เสือกจัง”

 

“เชี่ย กูอยากรู้ เขาร้องเพราะดี”

 

“มึงไม่รู้จักพี่เคเหรอ ปี 3 อะ เขาก็เชิญพระมงกุฎเมื่อกี้ด้วยนะ คนสุดท้ายอะ” ปาล์มว่า

 

“ฮะ? เรอะ”

 

“เออดิ เดือนปีก่อนหน้าเราไง ความสามารถพิเศษคือขับเสภา ร้องทำนองเสนาะอะไรพวกนี้โคตรเก่ง”

 

“แล้วไมมึงรู้อะปาล์ม”

 

“ทีแรกกูก็ไม่รู้หรอก พอได้ยินเขาคุยกันว่าชื่อเคๆ กูก็อ๋อ เคที่ร้องทำนองเสนาะได้แม่งมีคนเดียว”

 

“จริงดิ? เขาแรร์ขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“เอ๊ะมึง อยากรู้ขนาดนี้สนใจเขาเหรอ” มึงก็บอกๆ กูมาเหอะน่า “ความจริงมันมีหลายคน แต่เท่าที่กูรู้อะ พี่เคแกชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว”

 

ผมนิ่งไปพักนึง กะพริบตาถี่พยายามนึกให้ออกว่าเดือนปีก่อนหน้าผมคือใคร แต่ก็ไร้ประโยชน์เพราะนอกจากจะนึกหน้าไม่ออกยังไม่เคยได้ยินแม้กระทั่งชื่อด้วย

 

“ทำไมวะ มึงสนใจเขาเหรอ” เจ๋งยื่นหน้ามาถามผม

 

“เออ กูอยากฟีเจอร์ริงกับเขายังไงไม่รู้ว่ะ”

 

“พรืดดดดด”

 

“หึๆๆๆๆๆ ฮะๆๆๆ”

 

เอ้าไอ้ห่าพวกนี้ กูพูดอะไรผิดอีกอะ หลุดหัวเราะกันจนเอามืออุดปากน้ำหูตาไหลกันไปข้าง “ขำเชี่ยไร”

 

“สัดเอ๊ย เพื่อนกูอยู่ดีๆ จะไปฟีทกับเดือนแล้วว่ะ”

 

“ไอ้เชี่ย หมายถึงร้องเพลงอะร้องเพลง มึงคิดเหี้ยไรกันนนน”

 

แล้วก็ไม่วายโดนผมฟาดมือลงที่หัวไอ้สองคนที่กำลังหัวเราะอยู่คนละทีสองที

 

“เออ” กว่าไอ้เจ๋งจะฮึบเลิกขำกันได้ “มึงก็ลองไปคุยกับเขาดิ เผื่อขอให้เขามาฟีทกับมึงได้”

 

“แต่มึงต้องหาท่อนที่ใส่ทำนองแบบนี้เข้าไปให้เหมาะด้วยนะ แล้วโชว์แบบนี้คงไม่ได้ใช้กันบ่อยๆ หรอก ไม่รู้ว่ามึงไปคุยกับเขาแล้วจะได้โชว์แบบนี้ออกมาด้วยเปล่า”

 

“เออ ไม่รู้ว่ะ”

 

“เออ ถ้ายังไม่รู้มึงก็ร้องเพลงของมึงต่อไป รู้เมื่อไหร่ค่อยเดินไปหาพี่เขา กูเคยเห็นเขาแวบๆ อยู่ตึกกิจใกล้ๆ ห้องซ้อมเรานั่นแหละ” ปาล์มว่า

 

“จริงดิ? ไมกูไม่เคยเห็นวะ”

 

“เขาน่าจะไม่ค่อยมาว่ะ ละเผอิญวันนั้นกูอาจจะดวงดี”

 

ดีไม่ดีผมไม่รู้ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากสนใจอะไรแล้วทั้งนั้น แค่รู้สึกหลงรักน้ำเสียงเขาขึ้นมาอย่างจังเลยนี่สิ

 

โอ้ย...มันจะมีโอกาสหาโชว์เด็ดๆ ที่ผสมระหว่างเพลงร็อคที่ผมเล่นประจำกับการร้องทำนองเสนาะได้ลงตัวไปโชว์ที่ไหนได้บ้างเนี่ย

 

ฮือ...อยากได้พี่เขามาร่วมงานจริงๆ นะ 

 

 

 







ที่ิสิงของไอ้เจ้าทันเขาแหละค่ะ 



 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น.

…………………………………………………………

แน่ะ ได้เจอพี่เขาแล้วนะน้องทัน แต่หน้าอย่างเธอนี่เหมาะกับคำว่าน้องไหมอะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 88 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #48 Khanthasene (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 22:59
    มหาลัยที่เหนือหรอ ยังไง
    #48
    0
  2. #18 _ขจา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 23:51
    ฮืออ หลงมาอ่านเรื่อง เปิดมาตอนแรกก็รู้สึกคิดถึงบาดหระบังเลยจ้าแม่ แค่โลที่ใช้เขียน กิจกรรมที่เอาทาเล่าให้ฟัง ก็คืออบอุ่นแล้วจ้าาา
    #18
    0