เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 28 : Epilogue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,018
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    7 ม.ค. 63




บทส่งท้าย

 

 

 

สี่เดือนกว่ากับการเรียบเรียงเพลงออกมาให้อยู่ในรูปแบบมาสเตอร์พร้อมลงในยูทูบช่องค่ายเพลง ทำให้พวกผมหกคนมาพร้อมกันที่หอพี่เค ห้องเล็กเท่ารูหนูเมื่อชายหญิงหกคนพร้อมเพรียงกันในห้องนี้ กับคอมหนึ่งเครื่องที่เปิดหน้ายูทูบรอซิงเกิ้ลพิเศษที่ทางค่ายจัดทำเป็นรางวัลให้เราในการประกวดวงดนตรีระดับมหาวิทยาลัยในวันนั้น

 

สี่เดือนแล้วเหรอ...ก็เท่ากับว่าความสัมพันธ์ของผมกับพี่เคก็เดินหน้ามาสี่เดือนแล้วด้วย

 

ทุกวันนี้เราสองคนก็เล่นกันแบบไม่ต้องแอบ ไม่ต้องหลบซ่อน เริ่มชินกับสายตาสมาชิกที่เหลืออีกสี่คนเวลาที่พี่เคดึงผมให้ไปนั่งตัก แต่ก่อนก็โดนแซวโดนล้อนั่นแหละ แต่พอทุกคนเห็นจนชินตา ก็เหมือนมองไม่เห็นอะไรผิดปกติอีกเลย

 

อย่างเช่นตอนนี้ พี่เคเองก็ให้ผมนั่งตักเขา โดยมีเขาวางคางอยู่บนไหล่ผมและกอดเอวไว้หลวมๆ

 

นี่แหละ คือท่านั่งที่สามารถให้เพื่อนๆ เห็นได้  แต่ที่สาธารณะ มากสุดก็เดินด้วยกัน แม้แต่จับมือกันยังไม่เคยเลย

 

“อิจฉาคู่นี้อะ เมื่อไหร่หนูจะมีแฟนบ้างซะที” น้องพายมือคีย์บอร์ด มองมาทางผมอย่างงอนๆ คว่ำปากไม่พอใจทุกครั้งที่พี่เครั้งผมให้นอนพิงอกเขา

 

“หนู...ยังไม่ยี่สิบ พี่ๆ ไม่อนุญาตครับ” เจ๋งว่า

 

“ไม่เกี่ยวอะ เด็กสมัยนี้มีกันตั้งแต่ม.ต้น”

 

“หนูก็อย่าไปเป็นอย่างเด็กสมัยนี้สิคะ” ผมพูดบ้าง พลางหยิบมือพี่เคให้ปล่อยเอวแต่ก็ไม่เป็นผล “จะเลือกผู้ชายก็ต้องเลือกให้ดี ไม่ใช่กะเลวกะลาดอย่างพวกนี้”

 

“แหม...พ่อคนดี ดีเหลือเกิน ดีแบบผัวรักผัวหลง...” ปาล์มส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาให้ผมลุกจากตักพี่เคไปขย้ำหัวมัน “ถ้ามีแล้วไม่ดีเท่าพวกพี่ น้องพายก็ไม่ต้องไปมีมันนะครับ”

 

“แบบพวกพี่น่ะหายากแล้วนะคะ”

 

“แบบดีหรือไม่ดีครับ”

 

“ดีสิคะ โธ่...อยู่ด้วยกันมาเป็นปีๆ หนูก็ต้องว่าพวกพี่ดีอยู่แล้ว”

 

ลอยแล้วครับ ถ้าไม่ติดที่น้องพายเป็นผู้หญิง คุณพ่อคุณแม่หวงมาก พี่ชายหวงหนักกว่าอีกแบบนี้ พวกผมคงอุ้มน้องมากอดรัดฟัดเหวี่ยงไม่ต่างจากเด็กหนึ่งขวบด้วยความมันเขี้ยวแล้วล่ะ

 

“ไม่มีใครดีเท่าเพื่อนพี่แล้วล่ะ” สุดท้ายผมก็พยักเพยิดหน้าไปทางไอ้ก้องที่กำลังยุ่งอยู่กับการเปิดหน้าเว็บไซต์อยู่

 

“เซอร์ไพรส์เลย ตอนที่บอกว่าก้องคบกับน้องข้าว” พี่เคพูดบ้างเพราะเขาเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ ทุกเรื่องแหละพี่เคน่ะ รู้คนสุดท้ายตลอด

 

“ใช่ไหมล่ะ ผมบอกแล้วเพื่อนผมมันเก่ง...หมายถึงไอ้ข้าวอะ” เก่งที่มันเอาไอ้ก้องอยู่ จากดื้อๆ นี่รักแฟนจนน่าหมั่นไส้ “แล้วทำไมไม่เอาแฟนมาด้วย แฟนไปไหน”

 

“กูควรต้องถามมึงไหมว่าเพื่อนมึงไปไหนทำไมไม่มาด้วยกัน”

 

“อ้าวเหรอ” ถึงจะบอกว่าสองคนนี้คบกัน แต่อย่างน้อยเวลาของข้าวมันก็อยู่กับผมกับต้อมมากกว่าอยู่กับไอ้หล่อนี่อยู่ดี “ไปรับผู้ชายที่สนามบินน่ะสิ มันไม่ได้บอกมึงเหรอ”

 

“บอก กูงอนมันอยู่เนี่ย...มีอย่างที่ไหนเพลงแฟนจะออกอยู่ทนโท่ ยังนั่งแท็กซี่ไปสนามบินเพื่อไปรับผู้ชายอีก โฮ้...”

 

“ทำใจ มีแฟนเป็นติ่ง ยังไงมึงก็เป็นเมนของมันอยู่แล้ว”

 

“เดี๋ยวกูจะสอบโทอิคให้ได้เท่าผู้ชายมันให้ได้เลยมึง” ไอ้บ้านี่ก็

 

อปป้าของข้าวผมได้ยินมันเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าแฟนในมโนจิตของมันเก่งทุกอย่าง แค่รูปร่างหน้าตาก็กินขาด ตัวสูง หุ่นดี อ่อนโยน เรียนเก่ง ภาษาเลิศ แร็ปเทพ...แล้วมีไรอีกวะ รู้แค่ว่าผมฟังแล้วก็เออ...ไอดอลจริงๆ มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ

 

“เฮ้ยๆ มาแล้ว” แต่เรื่องของก้องและข้าวต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น เมื่อเจ๋งร้องเสียงหลง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องพร้อมใจกันมองที่หน้าจอกันเป็นตาเดียว

 

เมื่อมิวสิควิดีโอเริ่มเล่น หน้าจอก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ก่อนจะมีโลโก้ของค่ายเพลงจางออกมาตรงกลางหน้าจอและเปลี่ยนไปเป็นเนื้อหาของเพลงและมิวสิควิดีโอที่วงเราได้ถ่ายทำไปเมื่อเดือนที่แล้ว

 

เสียงเปียโนของน้องพายดังขึ้นพร้อมกับภาพในจอที่เป็นขาของพวกเราทั้งหกคนที่ก้าวไปข้างหน้าช้าๆ เหมือนพร้อมจะก้าวเข้าหาแสงสว่างที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ

 

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเครื่องดนตรีในส่วนที่เหลือ มีเสียงไวโอลินเพิ่มความเป็นออร์เคสตร้าในงานเพลง เพิ่มความบัลลาดและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอัลเทอร์เนทีฟในช่วงกลางเพลงด้วย

 

 

 

 

“จนวันนี้ยังเจ็บปวด ยังต้องเสียน้ำตา

ยังดูเหมือนคำภาวนาไม่มีค่าอันใด

วันพรุ่งนี้ยังเลือนลางเกินจะหวังอะไร

แต่หัวใจยังพยายามเชื่อในความหวัง”

 

 

 

 

เนื้อเพลงท่อนแรกถูกผมขับร้องออกมา เสียงสดที่ร้องมาตลอด มันแตกต่างจากเสียงในห้องอัดที่ถูกทำมาเป็นเวอร์ชั่นมาสเตอร์แล้วเหลือเกิน ทั้งความสากในน้ำเสียงที่เคยมี ติ่งเสียงที่ออกแหบเล็กน้อยที่ผมเคยไม่ชอบมันกลับดูมีเสน่ห์จนน่าประหลาดใจเมื่อมันผ่านเทคโนโลยีมากมายกว่าจะมาออกมาเป็นเสียงที่ได้ยินผ่านลำโพงแล็ปท็อป

 

กล้องแพนสลับกันไปตามแต่ละคนที่ทำหน้าที่ในวง วนครบกลับมาให้เห็นสมาชิกทั้งห้า พื้นหลังเป็นห้องกว้างๆ ที่มีไฟสปอร์ตไลท์สว่างสลับกับถูกดับเป็นจังหวะให้เราทั้งห้าอยู่ในความมืดที่ย้อนแสงของกล้อง

 

 

 

 

 

“ปลิดปลิวดังใบไม้ร่วง

ร้องคร่ำครวญถึงความรัก หัวใจแหลกสลาย

วันเวลาถูกพลัดพราก

ภาพสวยงามที่เคยฝัน เหลือเพียงความเสียใจ

อีกกี่หยดน้ำตาที่ยังต้องไหลริน

ทุกนาทีมันยังโหดร้าย

อีกกี่คืนและวันที่มันยังต้องเสียไป

เพื่อรักษาใจที่มันร้าวราน”

 

 

 

 

รู้สึกวาบในใจเมื่อกล้องแพนเข้ามาใกล้ผม ให้เห็นเสี้ยวหน้าด้านนึงที่อยู่ในความมืดกับอีกด้านที่มีแสงสีมากมายสาดส่องเข้ามา แปลกดีเหมือนกันที่ได้มาเห็นตัวเองตอนที่ต้องส่งอินเนอร์อยู่ในห้องที่ไม่ได้ใหญ่มาก ด้านหน้ามีแต่อุปกรณ์โปรดักชั่นมากมายและพี่ๆ ทีมงานที่คอยซัพพอร์ต

 

ผมยังจำได้ดีถึงวันที่ต้องส่งอินเนอร์ออกมาทุกตัวอักษร ทุกพยางค์ที่เปล่งเสียงออกมาตามเสียงเพลงที่พี่ทีมงานเปิดคลอตอนถ่ายเอ็มวี ถ้าพูดถึงอินเนอร์ผมว่ามันไม่ได้ยากเลยที่ผมจะส่งออกมาเพราะเป็นสิ่งที่เหมือนถูกเซ็ตออโต้ไว้อยู่แล้วเมื่อผมขึ้นเวที

 

แต่อย่าลืมว่าวันนั้นด้านหน้าผมไม่ได้มีคนดู ผมไม่ได้ยืนอยู่บนเวที ข้างหน้ามีแต่คนทำหน้าเครียดเพราะอยากให้งานออกมาดี แต่สุดท้ายผมกลับรับความเครียดที่แผ่ออกมาทั่วห้องส่ง มันอาจจะเป็นความเครียดและความกดดันที่ผมสร้างมันขึ้นมาเอง ฉากที่ผมถ่ายคนเดียวเลยต้องถ่ายใหม่ไม่รู้กี่เทค

 

ถ่ายจนร้องไห้อะคิดดู

 

 

 

 

 

“เมื่อคำว่ารักเคยดีพอและหล่อเลี้ยงใจคน

เหตุและผลที่ทำให้โลกนี้ยังมีความหมาย

คำว่ารักยังพอมียังคงเหลือในใจ

คงไม่นานที่วันร้ายๆ มันจะผ่านพ้น”

 

 

 

ผมยังไม่ได้เล่าให้ฟังใช่ไหมว่าคำขอของผมไม่สำเร็จ พี่โปรดิวเซอร์และทีมงานท่านอื่นๆ ไม่สามารถทำตามคำขอของผมได้ นั่นคือการที่ใส่ท่อนทำนองเสนาะลงไปให้พี่เคสบายใจที่สุด แต่สุดท้ายเนื้อเพลงที่ออกมาทำได้เพียงปรับให้เบาลงจากอัลเทอร์เนทีฟที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยการใส่ความเป็นออร์เคสตร้าลงไปเพียงเท่านั้น

 

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นปรบมือคือการที่พี่เคขับร้องบทเพลงนี้ออกมาอย่างนุ่มนวลไม่ต่างจากน้ำเสียงจริงของเขา ถึงแม้ผมจะได้ยินเสียงในใจของพี่เคว่าไม่เต็มใจทำงานนี้เท่าไหร่นัก แต่เสียงนึงที่มันดังกว่าความไม่เต็มใจคือนี่อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ทำเพลงภายใต้ค่ายเพลงที่คับแน่นด้วยคุณภาพของศิลปินอย่างครั้งนี้

 

เสียงพี่เคแทบไม่เปลี่ยนไปเลยเมื่อไฟล์ถูกอัดเป็นมาสเตอร์เรียบร้อย การแสดงที่เขาเคยบอกผมว่าไม่ชอบ การแสดงที่เขาเคยทะเลาะกับเด็กสถาปัตย์ วันนี้เขาแสดงสีหน้าและอารมณ์ออกมาผ่านทุกตัวอักษรที่ต้องขับร้องออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

พี่เคจะต้องร้องคนเดียว แต่หลังกล้องที่บันทึกทุกการกระทำของเขานั้น มีผมยืนข้างๆ เสมอ

 

ก็เหมือนกับเนื้อเพลงที่เราต่างเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันในท่อนสุดท้าย ย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่าก่อนหน้านี้เราจะเด็กประสบการณ์ในเรื่องใดก็ตาม หรือเราจะเคยอ่อนแอจนต้องหลั่งน้ำตาออกมาให้มัน ยังไงวันนึงเราก็จะสามารถหันหลังเดินออกมาและมองย้อนกลับไปในคืนวันที่เคยเสียใจในวันนั้น...

 

พร้อมยิ้มให้มันเมื่อผ่านพ้นมันมาได้

 

 

 

 

 

“อีกกี่หยดน้ำตาที่มันยังต้องไหลริน

ขอให้มันเป็นหยดสุดท้าย

อีกกี่คืนและวันที่มันยังต้องเสียไป

อยากขอให้มันจบลงเสียที

วันที่สวยงามเดินทางมาสู่หัวใจ

ความรักได้ย้อนคืนมา

อาจจะเนิ่นนานยาวไกลจนสุดสายตา

ยังหวังว่าคงจะมีสักวัน”

 

 

 

 

 

ผมเคยคิดเมื่อครั้งที่ตัวเองยังเป็นเด็กคนนึงที่อ่อนแอในเรื่องความรัก ผมเคยจมกับความเสียใจที่ไร้เหตุผล เฝ้าโทษคนบนฟ้าว่าทำไมถึงไม่ให้ความยุติธรรมอะไรกับผมบ้างเลย จมอยู่กับมันจนอดคิดไม่ได้ว่าวันนึงเราจะถูกใครสักคนฉุดขึ้นมาจากหลุมแห่งความปวดร้าวนั้นได้ไหม...

 

ผมเคยคิดว่าวันนั้นคงมาไม่ถึง

 

 

 

“ยังหวังว่าคงจะมีสักวัน”

 

 

 

แต่อยู่ดีๆ วันที่ใครก็ไม่รู้มาจับมือให้ผมลุกขึ้นจากความเสียใจ ทำให้ผมรู้สึกรักตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่รักตัวเองเพื่อเอาตัวรอดแต่เพียงตัวเอง...

 

แต่เขาทำให้ผมรักตัวเองเพื่อที่จะได้มีกำลังใจรักใครคนอื่นต่อไป

 

ซึ่งคนอื่นที่ว่ากลับไม่ใช่คนที่ไกลตัวที่ไหน ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่กับผมตลอดเวลาอย่างคนข้างกายที่กำลังจดจ่ออยู่กับดนตรีภายในจอแลปท็อปที่ยังคงสลับสับเปลี่ยนภาพตัดไปมาของสมาชิกในวง

 

 

 

 

วันที่สวยงามเดินทางมาสู่หัวใจ

ความรักได้ย้อนคืนมา

 

 

 

อุ่นวาบในใจเมื่อหันไปก็รู้สึกได้ว่าคนข้างๆ กำลังแอบชำเลืองมองผมเป็นระยะ...

 

 

 

 

 

เหตุและผลที่ทำให้โลกนี้ยังมีความหมาย

 

 

 

 

 

ผมให้เหตุและผลนั้นคือคนที่พร่ำบอกว่ารักผมคนนี้...

คนที่คอยอยู่กับผมไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็แล้วแต่...

เขาคือเหตุและผลเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขกับการอยู่บนโลกใบนี้ที่สุดแล้ว

 

 

 






*ปลิดปลิว – Bodyslam, เมธี Labanoon

 

 

 

 

 

 

 

 




 


"คำสัญญาตราบชั่วฟ้าสลาย หากยังพ่ายใจตัวกลัวหม่นหมอง


ปากบอกรักแต่หักหลังยังหมายปอง ใจเป็นสองตรองดูให้ถ้วนที


แม้คำรักเอ่ยยากจนมากท่า แต่กริยาไร้เดียงสาแลไร้สี


ปฏิบัติตนดูแลจนดูดี แม้หามีวาจาหวานผสานใจ


พี่รักน้องมองก็รู้อยู่ตรงหน้า จ้องนัยย์ตายังรู้รักเพียงไหน


น้องรักพี่จากวันนี้ตราบชั่วไป แม้ต้องไร้ซึ่งคำรักจะภักดี"


 



 








#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

 

........................................................

 

เหตุและผลที่ทำให้โลกนี้ยังมีความหมาย...


 


ก็อาจจะเป็นความรักของทั้งสองคนที่มีให้กัน


 


แพรวเชื่อมาตลอดว่าต่อให้เรายังไม่เคยเจอใครคนนั้นที่พร้อมจะฉุดเราให้ขึ้นมาจากความเสียใจ แต่ก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่าหากวันใดวันหนึ่งเราได้เจอเขาแล้ว มันอาจจะเป็นวันที่สวยงามแบบคาดไม่ถึงเลยก็ได้


จบไปอีกเรื่องนึงแล้วนะคะสำหรับเรื่อง เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงคนที่ถูกรักค่ะ กับเพลง suckseed ที่ถ้าเอามารวมกันน่าจะเป็นความกลมกล่อมที่เข้ากันได้ กับอีกอย่างนึงคือเราอยากทำนิยายที่เกี่ยวกับดนตรีจริงๆ มานานแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ก็ไปฟังเพลงของปู่จ๋าน แบบเอ๊ย อะไรที่มันไทยๆ น่าจะเข้ากันได้กับเพลงหนักๆ หรือเปล่า ก็แล้วแต่คนจะจินตนาการนะคะ


ส่วนนิสัยของตัวละคร ก็มีความเป็นตัวเราเข้าไปอยู่ในนั้นอีกแล้ว (ทุกเรื่องแหละ) พี่เคขี้บ่นและด่าเก่ง บอกเลยว่านั่นคือด้านมืดของเราเอง (ก็ว่าตัวเองปากจัดพอสมควรนะ) ส่วนบางมุมของทันที่ง้องแง้ง ก็มาจากตัวเองเวลาที่ไว้ใจใครมากๆ แล้วจะแสดงด้านนั้นออกมาให้เขาเห็นแบบง่ายๆ เลย


บรรยากาศ โลเคชั่นทุกอย่าง ก็เหมือนเดิมค่ะ ที่เดียวกับรักคนละสี เพียงแต่เรื่องห้องชมรมอันนี้เราจินตนาการมันออกมาอีกทีนึง


ท้ายสุดก็คือ เรารู้สึกว่าเพลงป๊อปร็อค หรือเพลงร็อคมันค่อนข้างที่จะได้รับความนิยมไม่เท่าสมัยก่อนเท่าไหร่แล้ว ก็เลยอยากจะขุดความเป็นวงดนตรี ขุดอินเนอร์ของเสียงเพลงขึ้นมาผ่านงานเขียนเรื่องนี้


ความยากของเรื่องนี้เลยก็คือ...เนื่องจากเราเสนอความเป็นเสียงเพลง การที่จะบรรยายเสียงเพลงให้ทุกคนอินตามมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่งแล้วเว้นไว้สักพักแล้วค่อยมาอ่าน ยังนึกภาพเองไม่ออกเลย อาจจะไม่ได้ทำได้ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็ต้องขออภัยทุกคนด้วยนะคะ





ขอบคุณสำหรับการติดตามตั้งแต่ต้นจนจบนะคะ การที่เราได้รู้ว่านักอ่านคิดยังไงกับงานเขียนของเรา คือกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับคนสร้างเรื่องอย่างเราแล้วล่ะค่ะ แล้วเรื่องนี้กำลังใจก็ดีมากๆ มากแบบมากกกกกก /// ก้มกราบแนบตักทุกคนนน





ผิดพลาดตรงไหน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ





เดี๋ยวมีเซอร์ไพรส์บทหน้าอีกนะคะ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปน้า ไม่จบง่ายๆ หรอกค่ะ ฮี่ๆๆ





 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #38 Cmmmm (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 13:47

    สนุกกกกมากเลยค่ะ
    #38
    0