เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 27 : 25 : คนที่ไม่เคยรู้สึกว่าชอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,056
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    4 ม.ค. 63



25

คนที่ไม่เคยรู้สึกว่าชอบ

 

 

เกรงใจโคตรๆ ที่พ่อพี่เคให้สถานที่เราซ้อมดนตรีก่อนถึงวันที่ต้องเข้าห้องอัดแบบนี้

 

ครั้งแรกที่ได้มาบ้านพี่เคก็คือวันที่ซ้อมวันแรก ส่วนวันนี้น่าจะได้อาทิตย์กว่าๆ แล้วที่ทุกคนเทียวไปเทียวมาที่คอนโดหรูแถวลาดพร้าวทุกวัน

 

เป็นคอนโดเก็บเสียง ห้องเปล่าอีกหนึ่งห้องและรีโนเวทให้พวกผมยกกลอง ยกตู้แอมป์เข้าไปไว้เพื่อซ้อมได้ฟรีๆ แบบไม่ต้องเสียค่าห้องซ้อมเป็นพันๆ เพราะทางค่ายเพลงมีคิวให้ห้องซ้อมกับศิลปินเยอะมากจนพวกผมกลัวว่ามันจะไม่ทันเวลาเอา แล้วไอ้การที่ต้องมาซ้อมดึกๆ ดื่นๆ เหมือนพวกพี่เขาก็ใช่ว่าสติพวกผมจะรับไหว

 

“ขนมก่อนเร็วเด็กๆ”

 

คุณพ่อพี่เคเหมือนเลี้ยงเด็กเจ็ดขวบห้าหกคน แต่ถามว่าขนมเบเกอรี่พวกบัตเตอร์เค้ก พายบลูเบอร์รี่ แบบนี้ ผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกผมจะไม่ชอบได้ยังไง

 

“ขอบคุณครับคุณพ่อ พวกผมเกรงใจอะ เลี้ยงขนมทุกวันเลย”

 

“ไม่ต้องเกรงใจลูกไม่ต้องเกรงใจ” ผู้ชายหุ่นสมส่วนวัยกลางคนที่ผมเริ่มออกสีเทา ยิ้มจนตาปิดภายใต้แว่นกรอบเหลี่ยมที่โบกมือไปมาหลังวางจานขนมลงบนโต๊ะกระจกตัวเล็ก “ถ้าหิวก็บอกแม่บ้านให้ทำกับข้าวก็ได้ จะได้ไม่ต้องลงไปหาอะไรกินกันให้ร้อน”

 

“ไปกินน่ะดีแล้วพ่อ ให้ได้เดินบ้างเถอะ” พี่เคเอ่ยขึ้นก่อนจะโอบไหล่ผู้ชายที่เตี้ยกว่าตัวเองก่อนจะพากันเดินออกไปนอกห้องซ้อม

 

ผมเชื่อแล้วล่ะที่พี่เคเคยบอกกับที่บ้านผมว่าเขากับพ่อค่อนข้างจะแตกต่างกัน

 

คุณพ่อเป็นคนสุภาพ ทั้งอบอุ่นทั้งอ่อนโยน ใจดี ไม่มีคำหยาบหลุดออกมาจากปากเลยแม้แต่น้อย แถมผมเคยแกล้งพูดกับพี่เคด้วยว่า พี่เคอาจจะดูทะมัดทะแมงเหมือนคุณแม่ แต่เปล่าเลย เห็นบอกว่าเรียบร้อยพอกัน

 

แล้วผู้ชายคนนี้เขาเป็นลูกใครเนี่ย สังคมหล่อหลอมยังไงเนี่ยฮึ ถึงได้ขี้บ่นแถมด่าเก่งขนาดนี้

 

แต่ผมไม่เถียงเรื่องความอบอุ่นหรอกนะ ของแบบนี้เหมือนถูกส่งต่อกันผ่านดีเอ็นเอก็ไม่ปาน

 

 

 

 

 

 

“เธอจะทำอะไร หรือว่าเธอจะไปกับใคร...ทำตัวตามสบาย เหมือนไม่มีฉันในสายตา...”

 

ผมเอื้อนเอ่ยทำนองเพลงฮิตฟังสบายที่ติดหูถึงทุกวันนี้ ก่อนจะก้มลงเก็บของเป็นสัญญาณของการเลิกซ้อมสำหรับวันนี้

 

“นอนนี่ดิ”

 

“เอาอีกละ แม่ผมบ่นน่ะสิ” ผมหันไปหาคนที่กอดอกยืนพิงขอบประตูห้อง

 

“จะบ่นอะไร ไหนว่ารู้ไงแล้วว่าลูกชายรักผู้ชายไปแล้วน่ะ”

 

“เขาก็เกรงใจพ่อพี่นั่นแหละ ผมก็เกรงใจ นอนแล้วครั้งนึง ค่อยมาอีกทีวันหลัง”

 

“นอนเหอะ เหงา”

 

“หูย...ไม่ต้องมาพูดดีเลย มาซ้อมด้วยทุกวันจะเหงาอะไร” ผมละเบื่อผู้ชายคนนี้ขึ้นทุกวันๆ ไม่ใช่ว่าเบื่อในทำนองนั้นนะ แต่เบื่อเพราะตัวเองไม่เคยปฏิเสธคำชวนเขาได้สักครั้ง ไม่เว้ย! วันนี้ต้องใจแข็งดิ

 

“ปากดีนะเดี๋ยวนี้”

 

“น่า...ให้ผมกลับเถอะ”

 

“บ้านอยู่ตั้งไกล นั่งรถไปทำไมเสียเวลา เพื่อนมึงเขาก็กลับกันไปหมดแล้ว”

 

“ก็ใครรั้งผมไว้เล่า!

 

“รั้งอะไร ไหนมึงกรอกลับดิ๊ว่าเมื่อกี้มึงบอกกับเพื่อนมึงเองว่าจะขออยู่ต่ออีกหน่อย...อ่อยเองอย่ามาโทษคนอื่นเขา” ปากก็บ่นผมนะ แต่มือที่สอดเข้ามากอดเอวผมจากด้านหลัง ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้วะ

 

รู้ว่าผมแพ้ความใกล้ชิดและสัมผัสจากเขา ก็ยังจะแกล้งให้ใจเต้นแรงเพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ตลอดเวลาอยู่ได้ เห็นใจกันบ้างดิวะ

 

“ปล่อยเลย เดี๋ยวพ่อพี่เห็น”

 

“ไม่เห็นเป็นไงนี่”

 

“เป็น! ถึงพ่อพี่จะรู้ว่าผมกับพี่เป็นยังไงกัน แต่มันก็ไม่ควรประเจิดประเจ้อเกินไปปะ”

 

“ก็เขาไม่ว่าอะไร กูลากมึงไปกอดต่อหน้าเขายังได้เลย”

 

ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้กันวะ ผมหมายถึงบ้านเขาน่ะ แล้วอย่าหาว่าพี่เคไม่เคยทำแบบนั้นด้วยนะ ผมเคยนั่งคุยกับพ่อเขาแล้วเขานี่แหละที่คว้าเอวผมไปกอดแบบหน้าตาเฉย หน้าตาผมเป็นยังไงเหรอตอนนั้น

 

เลิ่กลั่กแบบไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงก่อนดีเลย จะตีก็ไม่กล้ากลัวหาว่าทำร้ายร่างกายลูกเขา จะดิ้นก็ไม่ได้อีกกลัวจะเสียมารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่ ถ้าจูบผมตรงนั้นได้ผมว่าพี่เคน่าจะทำต่อหน้าพ่อเขาไปแล้ว

 

“นะ...นอนนี่เถอะ”

 

ก็ถ้าเขาจะส่งน้ำเสียงออดอ้อนมาขนาดนี้ แล้วยังจะให้ผมทำยังไงได้อีก “เฮ้อ...ก็ได้ๆ ถ้าแม่ผมว่าก็ไปอธิบายให้เขาฟังเองด้วยละกัน”

 

“สบายครับ”

 

เกลียดฉิบเป๋งเลยเวลาที่อีกคนยิ้มตาปิดเหมือนดีใจที่มีผมอยู่ข้างๆ ด้วยตลอดเวลา มันน่าหมั่นไส้ แต่ก็น่ารักไปพร้อมๆ กัน

 

 

 

 

 

“แล้วพี่สาวพี่ไม่กลับมาบ้างเหรอ” เนื่องจากคอนโดพี่เค เป็นคอนโดขนาดใหญ่ที่สนนราคาแล้วก็น่าจะหลักสิบล้าน ห้องนอนจึงมีหลายห้อง แต่เพราะไม่อยากรบกวนคุณพ่อ เราเลยขนหมอน ผ้าห่มมานอนกันในห้องซ้อมที่มีเตียงเปล่าอยู่หนึ่งเตียง

 

“ไม่อะ นางเรียนขอนแก่น”

 

“อ๋อ...ไม่กลับบ้านบ้างเหรอ”

 

“มีความสุขกับหมากับแมวไปนู่น” น่ารักแฮะ ผมแอบจินตนาการไม่ได้เลยว่าผู้หญิงสวยๆ ที่พี่เคเคยเอารูปให้ดูเวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ หรือหมาตัวใหญ่ จะดูน่าเอ็นดูขนาดไหน “ทำไม อยากเจอเหรอ คอลไหม เปิดกล้องให้เลย”

 

“เฮ้ยใจเย็นดิ” นี่ก็มือไว ถ้าไม่รั้งไว้ก็หยิบโทรศัพท์เปิดกล้องให้ด้วยแล้ว “ไว้ว่างๆ ผมไปทำความรู้จักกับพี่สาวพี่ดีกว่า”

 

“ทำความรู้จักอะไร กูเล่าให้ฟังหมดแล้ว บอกด้วยว่ามึงโง่ เคยโดนผู้หญิงหลอก”

 

“พี่เค!

 

“เสียงดังทำไม พี่กูยังบอกเลยว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ ให้ระวังตัวทั้งนั้นแหละ”

 

“รวมถึงพี่ด้วยใช่ไหมที่ไว้ใจไม่ได้”

 

“เหอะ ถ้ากูไว้ใจไม่ได้ก็อย่าหวังว่าใครจะเชื่อได้” ผมว่าอันนี้เขาต้องขี้ตู่เอาเองทั้งนั้นอะ ยิ่งรู้จักเขา ผมยิ่งเห็นว่าเขากับพ่อโคตรจะต่างกันเลย “แล้วจะนอนหรือยัง จะปิดไฟแล้ว”

 

“นอนเลยก็ได้” ความจริงก็ยังไม่ง่วงขนาดนั้น แต่เราจะปิดไฟแล้วนอนคุยกันมันก็ไม่ได้แย่อะไร

 

สุดท้าย ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความมืดที่ปกคลุม มีเพียงแสงไฟจากรถยนต์ และถนนหนทางด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามาให้ผมได้นอนมองมันก่อนที่อีกคนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ

 

พอความเงียบเข้ามาแทนที่ ก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ดังเข้าออกทั้งผมและคนที่กำลังยกแขนขึ้นมาพาดไว้ที่หน้าท้องผม

 

อยากคุยมานานแล้ว...ถึงต่อให้รู้ว่าผมกับเขาอยู่ในสถานะอะไร แต่ก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าเป็นไงมาไงถึงได้มาอยู่จุดที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรอย่างทุกวันนี้ได้

 

เข้าใจว่าเป็น คนรักกัน แต่ความรักมันมีได้หลายประเด็นนี่นา ดูอย่างไอ้ข้าวกับไอ้ก้อง มันรุดหน้าไปไกลจนผมจะตามมันไม่ทันอยู่แล้ว

 

“พี่เค” ผมเอ่ยเสียงเบาจนเกือบจะกระซิบ ก่อนจะหันหน้าไปหาคนที่ปลายจมูกแตะอยู่ที่ขมับผม

 

“หือ?”

 

“ทำไมพี่ถึงชอบผม”

 

“พูดเรื่องไร้สาระอีกแล้ว”

 

“ไม่ไร้สาระ ผมอยากรู้จริงๆ” ถ้าใช้ไม้แข็งไม่ได้ ก็ต้องใช้ไม้อ่อนโดยการอ้อนมุดหัวลงนอนอยู่ใต้แขนที่ยกขึ้นมาพาดตัวผม เนี่ย ไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้กับใครเลยนะ “พวกพี่อี้เล่าให้ฟังด้วยแหละว่าพี่รู้จักวงผมมาก่อน”

 

“ไอ้สัด”

 

“อ้าว ด่าไมอะ” ใจแป้วเลย

 

“ด่าไอ้เหี้ยอี้ไง...ใครใช้ให้มันเล่า” ผมถึงกับหัวเราะลั่น ยังนึกถึงวันที่พี่อี้พี่หยางทำหน้าเหวอตอนที่ผมยังไม่รู้เรื่องวันนั้นอะ ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่มีใครสารภาพบาปกับพี่เคแน่ๆ “เออ กูรู้จักวงมึงมาก่อน”

 

“ได้ข่าวว่าชมผมตั้งแต่ตอนนั้นเลยด้วย”

 

“โห...รั่วเยอะนะข้อมูลน่ะ”

 

“เกือบหมด”

 

พี่เคลั่นหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงผมไปกระชับกอดแน่น “รู้จักตั้งแต่มึงอยู่ปีหนึ่งแล้ว เด็กห่าอะไรความสามารถเยอะ อินเนอร์เหมือนศิลปินจริงๆ”

 

เริ่มหน้าแดงแล้วปะรู้สึกร้อนแปลกๆ แบบนี้ แต่โชคดีที่ตอนนี้มันมืดแล้วใบหน้าผมก็ชิดอกพี่เคพอดี

 

“ก็อยากรู้จักมึงมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่กูอยู่ปีสองไง ได้เป็นรุ่นพี่คนแล้วกิจกรรมมันเยอะกว่าตอนนี้อีก เลยไม่รู้จะหาโอกาสเอาวงมึงมาร่วมงานได้ตอนไหน ก็เลยปล่อยๆ ไป” ผมพยักหน้าแรงๆ ให้เขารู้ว่าผมรับรู้ได้แล้วนะ ผ่านความมืดในตอนนี้ “ก็ตามเพจวงมึงมาตั้งแต่รู้จักนั่นแหละ เห็นมีอัพเดตข้อมูลเรื่อยๆ ก็คงคิดว่าไม่น่ายุบวงไปเร็วๆ นี้แน่ๆ”

 

“อย่าแช่งดิ ผมยิ่งอยากให้มันอยู่ได้นานๆ อยู่”

 

“ไม่...เข้าใจปะว่าสมัยนี้มันเปลี่ยนแปลงกันง่าย อะไรที่คิดว่าตามโลกไม่ทัน คนก็จะไม่สนใจกันแล้ว”

 

 “แล้วไงต่ออะ”

 

“แล้วกูเพิ่งจะเห็นหน้ามึงที่คณะบ่อยๆ ตอนมึงปีสองนี่แหละ ให้เดาว่าเรียนวิชาเสรีของครุ”

 

“ถูกเผง”

 

“แล้วจำได้ไหม ว่ากูเป็นคนเก็บแฟ้มให้มึงวันนั้น”

 

ไอ้วันที่ผมไม่ดูตาม้าตาเรือเตะขอบบันไดทางขึ้นตึกน่ะนะ “อ่า...จำได้สิ ผมจะบอกว่าวันนั้นผมรู้จักพี่จากงานติดเข็บประดับไทแล้ว”

 

“เพิ่งรู้จักกูเมื่อวันนั้นเหรอ”

 

“ใช่แล้ว”

 

“เสียใจ”

 

“โอย...” ผมยกมือขึ้นแนบแก้มเขาแต่ก็ไม่วายโดนเขายกมือที่กอดเอวผมขึ้นมาลูบมือผมเบาๆ “ก็รู้ว่าเป็นคนดัง แต่ช่วงนั้นผมสนใจแต่งานคณะตัวเองกับงานวงตัวเองไง ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรกับผู้ชายนี่ ผู้ชายที่ไหนมันจะไปสนใจผู้ชายเก่งๆ ด้วยกัน มีแต่จะเขม่นกันสิ”

 

“หึ...เข้าใจ คนไม่รู้จักกูก็มีเยอะแยะไป” ใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อพี่เคจับมือผมไปจูบเบาๆ ให้ตายเถอะ เหมือนตัวเองกำลังจะละลายติดกับผผ้าปูที่นอนเลยว่ะ “ตอนมึงมาขอให้กูช่วยไปฟีทให้วงน่ะ ตอนนั้นกูดีใจเลยนะ ที่ไอ้เด็กที่ตัวเองชื่นชมมาตั้งนาน อยู่ดีๆ ก็มาขอให้ช่วย”

 

“พี่ก็เลยตอบตกลงเลยดิ”

 

“อือ”

 

“แล้วเล่นตัวทำไมเยอะแยะอะ ให้ผมเดินตามหาอยู่ได้ตั้งนาน เบอร์ก็ไม่มี บอกมาได้ว่าหออยู่ซอยหนึ่ง”

 

“อยากแกล้งมึงงั้นแหละ ถ้ามันง่ายก็ไม่สนุกดิ” ไม่เลิกเล่นมือผมซะที อยากจะเอื้อมมือไปยีหัวชะมัด “แล้วถ้ามันง่าย มึงจะมีวันนี้ไหม จะได้มานอนอยู่บนเตียงเดียวกับกูเหมือนทุกวันนี้ไหม”

 

ถึงจะมองไม่เห็นใบหน้าของพี่เคตอนนี้ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้พี่เคไม่ได้ทำหน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง จินตนาการได้ว่าเสียงนุ่มที่ส่งมาราวกับกระซิบ เจ้าตัวกำลังคลี่ยิ้มบางที่ทำให้ผมใจสั่นทุกครั้งที่ได้มอง และใจเต้นแรงทุกครั้งที่จินตนาการว่าพี่เคกำลังทำหน้าที่ใจดีที่สุด

 

“ถามจริงๆ นะพี่เค...” ใช่ เสียงผมกำลังสั่นอยู่ รู้สึกได้เลยล่ะ “พี่ชอบผมตั้งแต่ตอนไหน”

 

“ถามอะไรอีก”

 

“ไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว บอกหน่อยเถอะ” ผมจะบอกว่าไหนๆ พี่ก็เคยเผด็จศึกผมแล้วก็อายปากตัวเองจนไม่กล้าพูดไป

 

“ไม่รู้”

 

“อ้าว”

 

“กูไม่ชอบคำว่าชอบ มันดูเป็นคำฉาบฉวย คำที่แสดงถึงความผิวเผินของความรู้สึก ไม่มีอะไรหยั่งลึกให้น่าค้นหาสักนิด”

 

“แต่คนเราก็ต้องพัฒนาความรู้สึกมาจากคำว่าชอบก่อนจะเป็นความรักนะ”

 

“มึงแน่ใจ?” ผมกะพริบตาปริบในความมืด ให้พี่เคกระชับกอดผมแน่นอีกครั้ง จนตอนนี้ไม่รู้อะไรต่อมิอะไรมันแนบชิดกันไปหมดแล้ว “มันไม่คิดจะพัฒนามาจากความเป็นห่วง หรือการอยากอยู่ข้างๆ อีกคนตอนที่เขามีปัญหาบ้างเหรอวะ”

 

“............”

 

“กูไม่คิดว่าสิ่งที่กูเคยรู้สึกมันเรียกว่าความชอบ”

 

ได้ยินแบบนี้คิดว่าหัวใจผมจะยังทำงานได้ปกติอยู่อีกไหม ผมจะยังนอนเฉยๆ ให้เขากอดอยู่แบบนี้ได้อีกหรือเปล่า ถ้าตอนนี้ร่างกายผมกำลังโหยหาไออุ่นจากผู้ชายคนนี้อย่างถึงที่สุด ก่อนจะพยายามซุกตัวให้แนบชิดกันเมื่อได้ยินประโยคนั้นออกมาจากปากเขา

 

ไม่ได้เรียกว่าความชอบ หากแต่ผมเรียกสิ่งนั้นว่าความผูกพัน

 

“รักอะ”

 

รู้มานานแล้วว่าการที่ได้เป็นคนที่ถูกรักมันเป็นยังไง ผมเลยอยากให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกันบ้าง

 

ผมประคองใบหน้าของอีกคนก่อนจะจรดริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเขา เนิ่นนานที่แลกจูบกันอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน ก็ไม่ต่างจากร่างกายผมที่เบาหวิวเหมือนลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานานเช่นกัน

 

ผมขยับปากสัมผัสได้ถึงความชื้นและความอบอุ่นให้พอใจก่อนจะจุ๊บที่ริมฝีปากนั้นเบาๆ และเอื้อมมือไปลูบเรือนผมนุ่มของเขาอย่างเสน่หา

 

ถ้าไม่มีเขา ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องจมกับความเจ็บปวดในอดีตอยู่อีกนานแค่ไหน

 

ถ้าไม่มีเขาผมจะไม่มีทางรู้เลยว่าความรู้สึกของคนที่ถูกรักมันเป็นยังไง

 

ความรู้สึกนุ่มหยุ่นที่จรดหน้าผาก เป็นการสื่อสารที่แสดงออกถึงความอบอุ่น ผมชอบเหลือเกิน ชอบให้เขาอ่อนโยนแบบนี้ด้วยตลอด เสพติดไปแล้วกับอ้อมกอดของคนคนนี้

 

“จะรักให้มากกว่านี้อีกนะ...คอยดูเลย”

 

แค่นี้ก็รักไม่ไหวแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

[CUT]

 

 

 

ผมประคองใบหน้าเขาให้ปลายจมูกเราชนกัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทีที่มีให้กัน

 

พี่เคยิ้ม...ผมก็ยิ้ม...

 

รอยยิ้มที่อีกคนชอบเก็บไว้ข้างใน พอเปิดเผยให้ได้เห็นสักที ผมก็ยิ้มไม่หุบไปหลายวันเหมือนกัน

 

น่ารักที่สุดแล้ว ผู้ชายคนนี้

 

คนที่ผมรู้ว่าเขารักผมมากแค่ไหนคนนี้ไง 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

.......................................................

อะเหื้อออ บทจะหวานก็หวานจนไม่มีอะไรคั่นกลางเลยนะคะ แต่สำหรับเด็กดีต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ ตามไปอ่านส่วนที่ cut ได้ใน readawrite และ fictionlog ได้เหมือนเดิมค่ะ  

ตอนหน้าเป็นบทส่งท้ายแล้วน้า ฝากติดตามกันด้วยนะคับผมมมม

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น