เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 25 : 23 : คนที่นอกจากรักแล้วยังหน้ามืดตามัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,005
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    27 ธ.ค. 62




23

คนที่นอกจากรักแล้วยังหน้ามืดตามัว

 

 

ความรู้สึกอยากเปล่งเสียงออกมาจากลำคอ แต่สุดท้ายต้องกลั้นมันไว้เพราะทนความอายของตัวเองไม่ไหว...ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ ผมเข้าใจดีจริงๆ ว่ามันทรมานแค่ไหนกับการที่ทำได้แค่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างใจเย็น ทั้งๆ ที่อุณหภูมิของผมและพี่เคตอนนี้กำลังปะทุถึงขีดสุด

 

[CUT]

 

 

อยากกอดแน่นๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เหลือเกิน 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนทีไร หน้ากลับร้อนเหมือนเพิ่งผ่านการไปอังเตามาสดๆ ร้อนๆ พูดได้เต็มปากเลยล่ะว่านอกจาก รักแล้ว ยังมี หน้ามืดตามัว ผสมอยู่อีกด้วย

 

สาเหตุที่ทำให้ผมหยุดคิดเรื่องเมื่อคืนระหว่างผมกับพี่เคไม่ได้สักที ก็คงเป็นผลพวงจากมันที่ยังคงรู้สึกเจ็บๆ ขัดๆ ทุกครั้งที่ขยับตัวนี่แหละ ขนาดนั่งรถตู้ของมหาลัยเพื่อมาคุยเพลงที่จะทำร่วมกับทางค่าย ยังรู้สึกไม่สบายตัวให้พี่เคหันมาเป็นห่วงเป็นระยะอยู่

 

“ยังไม่หายเหรอ” เพราะนั่งอยู่เบาะหลังสุดกันแค่สองคน พี่เคเลยเอ่ยเสียงแผ่วพลางกุมมือผมไว้แน่น

 

“อือ แต่ก็ไม่ได้มากนะ แค่มันรำคาญๆ”

 

“โทษที”

 

“อะไรเล่า...” ผมเขย่ามือเขาแรงๆ เมื่อเห็นอีกคนสีหน้าลดลงพลางหันหน้าออกไปอีกฝั่ง “ก็ยอมทั้งนั้นแหละ”

 

ไม่ได้หวังให้เขาพูดคำนี้ออกมาด้วยซ้ำ เพราะรู้ดีว่าผู้ชายอย่างเราเวลามีอารมณ์แบบนั้นเข้ามาในหัว สติเอย ความรู้ผิดชอบชั่วดีเอย มันต้องใช้พลังงานเยอะกว่าปกติในการควบคุมอยู่แล้ว เพราะงั้นการที่พี่เคอดทนขนาดนั้น พยายามทำทุกอย่างเพื่อถนอมผมที่สุดอย่างเมื่อคืน แค่นั้นก็ดีใจจะตายแล้ว

 

ไอ้เรื่องแบบนี้เข้าใจดีว่าครั้งแรกมันก็ระบมกันบ้างแหละน่า

 

 

 

 

 

 

เมื่อถึงค่ายเพลง พวกเราก็เจอวงดนตรีอีกสามวงที่ได้รับรางวัลสมเกียรติและสมความสามารถ พอเจอหน้ากันทีไร นักร้องนำอย่างผมเผลอคิดเอาเองไม่ได้เลยว่าวงที่ไม่ได้รางวัลอะไรอย่างเราแต่กลับได้ทำเพลงเสมอวงที่ได้รางวัลอย่างเขาเนี่ยนะ...กลัวเป็นกาฝากในค่ายฉิบเป๋ง

 

จนกระทั่งพวกเราได้ประชุมเรื่องขอบเขตในการทำเพลง แบ่งสไตล์ของแต่ละวงชัดเจน แน่นอนว่าวงผมไม่ได้ทำเพลงเหมือนกับตอนประกวดแน่ๆ เพราะวงที่ได้ใจความเป็นไทยกลับเป็นวงที่ชนะเลิศไปแล้ว ไอ้การที่จะให้พี่เคไปร้องทำนองเสนาะหรือขับเสภาเหมือนที่ผ่านๆ มามันคงทำไม่ได้อีกแล้วล่ะ

 

“ฟินอมมินอลนะครับ ความจริงน่ะพี่อยากให้เราเป็นอัลเทอร์เนทีฟที่หนักกว่าวงอื่นๆ เลย แต่ไม่รู้เราจะโอเคกันไหม” พี่นาย โปรดิวเซอร์ระดับเทพหนึ่งในกรรมการตอนที่เราประกวดเอ่ยขึ้นกับวงผมเป็นการส่วนตัว

 

“นักร้องสองคนเหรอครับ”

 

“ใช่ ไม่แปลกนะ ผลัดกันร้องก็เท่ไปอีกแบบ”

 

“แต่อัลเทอร์เนทีฟจะไม่หนักไปใช่ไหมครับ”

 

“ไม่ๆ พี่ถึงถามเรานี่แหละว่าโอเคกันไหม ตอนที่เราประกวดเราบอกว่าเป็นป๊อปร็อคธรรมดาใช่ไหม แต่ตอนพี่ฟังน่ะมันมีกลิ่นอายของอัลเทอร์เนทีฟแรงมาก จนพี่แบบ...เฮ้ยเราบอกแนวผิดหรือเปล่า เลยอยากให้มาเน้นทางนี้ไปเลย” พี่นายยิ้มตาหยี “แต่ไม่โอเคก็บอกนะ ยังเหลือโซล เหลืออาร์แอนด์บี...”

 

“อาร์แอนด์บีขอตัดทิ้งได้ไหมครับ”

 

“ก็ไม่อยากให้เลือกแนวนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

 

“โอเคกันไหมล่ะ เพิ่มความหนักขึ้นอีกนิดนึง” ก้องหันมาถามสมาชิกที่เหลือ ซึ่งผมเดาว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยกันหมด

 

เพราะปกติที่ผมขึ้นเล่นบนเวที ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ยังไงพวกเราก็เต็มที่กันอยู่แล้ว พอใส่เต็มมากๆ บวกกับคนดูที่บ้าจี้กระโดดไปตามเรา ไฟในใจก็ลุกฮือขึ้นมาเหมือนจะเผาเวทีให้มอดไหม้ ซึ่งผมว่ามันน่าจะหนักกว่าอัลเทอร์เนทีฟด้วยซ้ำ

 

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือพี่เค เขาไม่ได้เข้ามาในวงนี้เพื่อมาร้องเพลงในแบบฉบับของฟินอมมินอล แต่เขาเข้ามาเพื่อสร้างสีสันและความแตกต่างให้วงดนตรี

 

“พี่นายครับ” ผมเอ่ยเรียกพี่โปรดิวเซอร์ไว้หนวดแพะใส่แว่นกรอบดำ “นักร้องสองคน ร้องหลักคู่เหรอครับ”

 

“อ่า...ใช่ แต่ถ้าอยากให้มันดูแตกต่าง จะเอาอย่างอื่นเข้าไปด้วยก็ได้นะ”

 

“ขอเพิ่มทำนองเสนาะเข้าไปด้วยได้ไหมครับ”

 

“หืม?”

 

พี่นายเบิกตากว้างก่อนจะกะพริบตาปริบๆ รวมทั้งพี่เคที่ตอนนี้กำลังหันหน้ามามองผม ซึ่งถ้าให้เดา ทุกคนน่าจะจับจ้องมาที่ผมคนเดียว

 

“ผมเห็นวงอื่นเขาไม่มีคอนเซ็ปต์แบบนี้ เลยอยากต่อยอดคอนเซ็ปต์ที่เราประกวดกันมาด้วยครับ”

 

“อืม...” ผมเห็นแววตาพี่นายดูใช้ความคิด รู้ตัวอยู่แหละว่าเริ่มทำให้พี่เขาลำบาก “เดี๋ยวพี่กลับไปคิดดูอีกทีนะว่ามันจะได้ตามที่เราอยากได้แล้วมันเข้ากับเนื้อเพลงด้วยไหม”

 

“ขอบคุณครับพี่”

 

“แต่เท่าที่ดูเนื้อเพลงน่ะ...” พี่นายก้มหน้าดูกระดาษในมือสองแผ่นสลับกันไปมา “มันก็พอจะใส่ลงไปได้บ้างอยู่นะ  แต่พี่ก็ไม่แน่ใจว่าทางค่ายเขาอยากให้เราชัดเจนทางนี้ไปเลยหรือเปล่า แต่เดี๋ยวดูก่อน ถ้าได้เดี๋ยวว่ากันอีกที”

 

“ขอโทษนะครับ มันเป็นความตั้งใจของวงตั้งแต่แรกด้วยแหละ”

 

“หรือจะคุยกันวันนี้เลยไหมล่ะ”

 

“เอ้ย ไม่เป็นไรครับพี่ คิวคุยงานวันนี้เป็นวงที่ได้ที่หนึ่งไม่ใช่เหรอครับ ตามลำดับเลยผมโอเค” เกรงใจมากเลยตอนนี้ เขาจะเปลี่ยนแนวดนตรีให้ผมแล้วยังจะมาลัดคิวให้แบบนี้ดูจะใจป้ำเกินไปแล้ว

 

“เอางั้นนะ ถ้าอย่างนั้นพี่คงให้เนื้อเพลงกับโน้ต คอร์ดอะไรแบบนี้ให้เราวันนี้ไม่ได้นะ ต้องเอากลับไปลองมิกซ์กับอะไรอื่นๆ ใหม่อีกทีก่อน แต่พี่คงเรียกเรามาคุยอีกทีตอนที่มันเป็นรูปเป็นร่างแล้วนั่นแหละ”

 

“ไม่เป็นไรเลยครับ พวกผมต่างหากที่เกรงใจพี่” ก้องว่า

 

“ถ้างั้น วันนี้เราพอแค่นี้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวสักสองสามอาทิตย์พี่น่าจะโทรหาเราใหม่...ขอใช้เวลานิดนึงนะ”

 

คุยงานวันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่ทำความรู้จักวงดนตรีทุกวง พี่ๆ เบื้องหลัง คนดนตรี โปรดิวเซอร์ หลังจากที่คุยกับพี่นายเสร็จแล้วเราก็ตีซี้กับวงอื่นๆ กันพอหอมปากหอมคอ และลงความเห็นว่าหลังจากนี้ว่าจะไปเดินเล่นกันในห้างใกล้ๆ นี่กันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อหาข้าวกินมื้อใหญ่กันสักมื้อกลางเมืองหลวง

 

แต่ระหว่างที่เดินอยู่ในห้างกลางสยามแล้ว ผมกลับรู้สึกได้ว่าคนที่มักจะเดินอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้เขาเงียบมาได้พักใหญ่แล้ว

 

ถามอะไรก็ อืม ถามคำก็ อืม อือ มีอยู่แค่เนี้ย ตอนนี้ในหัวผมมีเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้อยู่ข้อเดียวคือ แนวเพลงไม่ใช่อย่างที่เขาอยากทำ ถึงพี่นายจะรับปากไปแล้วว่าจะให้ใส่คอนเซ็ปต์ของเราตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีแล้วก็ตาม

 

“งอนอะไรผมปะ” เพราะลดความเร็วในการก้าวเท้า ผมกับพี่เคถึงได้เดินกันอยู่สองคนด้านหลังสุดของกลุ่มเพื่อน

 

“เปล่า”

 

“ไม่อยากทำเพลงใช่ไหม”

 

“ไม่ใช่”

 

“แล้วทำไมเงียบอะ”

 

“เฮ้อ..” เชี่ย ถอนหายใจอีกแล้ว รู้สึกเหมือนเดจาวูที่พอโดนพี่เคถอนหายใจใส่ทีไรมักจะมีดราม่าตามมาทุกรอบ “ทำไมไปขอพี่เขาเปลี่ยนแนวเพลงล่ะ”

 

“อ๋อ...ก็อยากให้เราคงคอนซ็ปต์เดิมไง ถึงรอบสุดท้ายเราจะไม่ได้มีท่อนที่ต้องเอื้อน แต่อย่างน้อยก็ไม่มีวงไหนที่มีแนวไทยๆ แบบเราเลยนะ”

 

“แค่นั้น?”

 

“อือ” หน้าตึงเลยแฮะ รู้สึกเหมือนยิ้มไม่ออกตอนที่พี่เคมองผมด้วยสายตาที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้ “แล้วก็อีกอย่างนั่นแหละ ผมอยากให้พี่ทำงานนี้ได้สบายใจด้วย”

 

“มันเป็นอย่างนี้ตลอดนะมึงเนี่ย”

 

“เป็นแบบไหน”

 

“อยากให้เขาปูทางแบบไหนมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่แล้ว ยังจะไปขอเขาอีก...ห่วงอะไรกูนักหนา”

 

“ไม่ห่วงได้ไง” ผมขยับเข้าไปใกล้เขาจนหลังมือเราชนกัน เงยหน้าสบตากันจนคางแทบจะติดหน้าเขาอยู่แล้ว “ผมไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้รวมตัวกันแบบนี้อีกไหม เลยอยากให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำเพลงร่วมกันอะ”

 

“..........”

 

“อาจจะเป็นครั้งเดียวแล้วก็ครั้งสุดท้ายก็ได้ที่เราจะได้มีโอกาสร้องเพลงด้วยกัน”

 

“ยอมกูตลอด”

 

“ทีพี่เคยังยอมผมได้ตั้งเยอะ เจ๊าๆ กันไง”

 

“หึ...” สุดท้ายวันนี้ผมก็ได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของอีกคนเสียที ถึงมันจะดูกวนประสาทกันไปบ้าง แต่ผมบอกไปแล้วใช่ไหมว่าชอบทุกอย่างที่เป็นเขา

 

และรักทุกอย่างที่เป็นเขาด้วยเช่นกัน ผมถึงไม่เคยโมโหเลยไง ได้แต่กัดกันง้องแง้ง ออกแนวฮาๆ เสียมากกว่าเวลาที่เราจะทะเลาะกันหรือที่ต้องฟังเขาบ่น

 

ยังไงโดนบ่นก็ยังดีกว่าโดนเงียบใส่ล่ะวะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

 

......................................................

 

เหมือนเดิมคับ ตอนที่ตัดไปสามารถหาอ่านได้ที่ readawrite และ fictionlog จ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น