เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 24 : 22 : คนที่รักกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,067
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    24 ธ.ค. 62



22

 

คนที่รักกัน

 

 

 

 

 

ใกล้จะถึงวันที่เราต้องไปประชุมเรื่องเพลงที่จะทำกับทางค่ายขึ้นทุกที นั่นหมายความว่าตอนนี้พวกผมปิดเทอมเล็กกันแล้ว

 

แม่ผมเลยอยากจะทำกับข้าวให้กินรับขวัญเด็กๆ อย่างไอ้พวกลิงพวกค่างในฟินอมมินอล กับอีกคนนึงที่เขามั่นอกมั่นใจในตอนแรกเหลือเกินว่ายังไงเขาก็ไม่ได้ร่วมงานกับผมแน่ๆ ซึ่งจะหนีไปไหนพ้น ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่พี่เค

 

ผมก็ว่าอยู่ ตอนประกวดก็ประกวดทั้งวง กรรมการหรือทางค่ายจะไปรู้ได้ไงวะว่าพี่แกแค่มาช่วยผมฟีทเฉยๆ ยังไงเขาก็ต้องคิดอยู่แล้วว่าเราวงเดียวกัน

 

แล้วไงล่ะ นั่งหน้านิ่งอยู่ในบ้านผมตอนนี้ เพราะงอแงที่ไม่ได้ไปค่ายคณะเขาน่ะสิ

 

“หน้าบูดหมดแล้ว” ผมหันไปจิ้มแก้มคนข้างๆ ที่นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในโทรศัพท์ไม่เลิก

 

“อยากไปค่าย”

 

“ไว้ไปปีหน้าก็ได้ ปีนี้อยู่ห้องแอร์ทำเพลงสบายๆ ก่อน” ค่ายยังไงก็ได้จัดทุกปี ไปแบกอิฐแบกปูน งานที่ใช้แรงงานมันมีมาให้ตลอดอยู่แล้วน่า

 

“กูทำเป็นไหมล่ะเพลงน่ะ”

 

“ก็ร้องด้วยกันไง” ผมกะพริบตาปริบใส่คนตัวสูงที่ตอนนี้นั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนผม เรียกให้เขาเงยหน้ามาจากอาร์โอวีในโทรศัพท์ได้แล้ว “จะได้เปลี่ยนลุคนักขับเสภามาเป็นนักร้องร่วมกับฟินอมมินอลบ้าง เนี่ยยย สาวกรี๊ดตรึม”

 

“ไม่อยากได้”

 

“ไรอะ”

 

ไม่สบอารมณ์แน่ๆ แบบนี้ ผมก็รู้อยู่หรอกว่าเขาเป็นประเภทที่ถ้าไม่ใช่งานที่ชอบจริงๆ จะไม่รับทำเด็ดขาด ขนาดงานสถาปัตย์ยังไปทะเลาะกับเขาเลย แต่ก็ถือว่าเก็บอารมณ์เก่งมากแล้วที่ไม่ไปทะเลาะกับพี่โปรดิวเซอร์อีก

 

เขาทำเพราะไว้หน้าวงผม ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำจริงๆ ตรงนี้ผมเข้าใจดีนะ

 

จุ๊บ

 

แต่พออีกคนไม่คิดจะมองหน้ากันดีๆ ผมเลยต้อใช้วิธีจุ๊บข้างแก้มของคนที่ก้มหน้าจนไอ้ตัวละครในเกมโดนแอทแทคตายพอดีเขาถึงจะยอมเงยหน้าขึ้นมา

 

“ทำอะไรใหม่ๆ บ้างไง จะได้เลอะประสบการณ์เยอะๆ”

 

“พูดจาดีขึ้นทุกวัน อะไรเข้าสิงเหรอ”

 

“คนเรามันต้องพัฒนาปะ”

 

“เหอะ แต่ความดื้อไม่ได้ดีขึ้นเลย”

 

“ดื้อขึ้นใช่ไหมล่ะ”

 

เมื่อผมยิ้มแป้นให้เขาพอมีรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากได้ ใจก็ชื้นขึ้นมานิดนึงให้พอจะเริ่มเล่นได้มากขึ้น ก่อนจะเอนหัวไปซบไหล่เขาจนต้องวางโทรศัพท์ลงกับเตียงในที่สุด และใช้มือข้างนั้นกอดไหล่ผมไว้แน่นด้วยความมันเขี้ยว

 

“เนอะ ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง จะได้รู้ไงว่าชอบหรือไม่ชอบ เหมาะหรือไม่เหมาะกับเราจริงๆ”

 

“ประกวดดนตรีทำให้มึงโตขึ้นอย่างที่น้องข้าวว่าจริงๆ”

 

“โอ้ย” ผมลุกขึ้นตีขาอีกคนเต็มแรง ทำไมชอบแซวเรื่องนี้กันจังวะ ความจริงลุคผมเป็นผู้ใหญ่จะตาย ดูอย่างบนเวทีสิ อบอุ่นและโคตรคูลในเวลาเดียวกัน

 

“ไปๆ ลงไปช่วยแม่มึงทำกับข้าวดีกว่า อยู่ตรงนี้เปลืองแอร์บ้านมึงตาย ไป”

 

เนี่ย ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบ้านแทนผมไม่พอ ยังฉุดกระชากลากถูผมลงจากเตียงอีก แม่ผมมีลูกมือเยอะแล้วนะตั้งสี่ห้าคน ไปทีก็เกะกะเขาเดี๋ยวได้โดนไล่กลับขึ้นมาบนห้องอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“กับข้าวอร่อยไหมหนูเค” เย็นวันนี้โต๊ะกินข้าวครึกครื้นเป็นพิเศษ นอกจากที่บ้านผมที่อยู่ด้วยกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก ยังมีสมาชิกฟินอมมินอลและพี่เครวมอยู่ด้วย เลยจะเสียงดังกว่าปกตินิดหน่อย

 

แต่วันนี้แม่ผมดูจะเจาะจงที่พี่เคโดยเฉพาะ

 

“อร่อยมากเลยครับ ผมไม่เคยกินปูผัดผงกะหรี่เข้มข้นเท่านี้เลย”

 

“เอาใจแม่ผมปะ” พูดเวอร์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ปากไวแซะไปแล้ว

 

“เรื่องจริง” พี่เคพูดก่อนจะก้มหัวหงึกหงักเมื่อพ่อผมตักปูชิ้นเป้งใส่จานให้อีกครั้ง “ผมไม่ได้อยู่กับแม่ตั้งแต่เด็กแล้วครับ พวกกับข้าวอร่อยๆ นี่พ่อก็ทำไม่ค่อยเป็นด้วย”

 

แต่สิ่งที่พี่เคเอ่ยออกมา ทำให้ปฏิกิริยาคนทั้งโต๊ะเริ่มเงียบไป โดยเฉพาะผม เดดแอร์จนไม่อยากถามอะไรเลยด้วยซ้ำ

 

“อ้าว...ตอนนี้อยู่กับคุณพ่อสองคนเหรอ” พ่อผมเอ่ยปากถาม

 

“มีพี่สาวฝาแฝดอีกคนครับ เรียนสัตวแพทย์อยู่ครับตอนนี้”

 

“เค แม่ถามได้ไหม” พี่เคพยักหน้าเป็นเชิงให้แม่ผมพูดต่อได้เลย “คุณแม่หนูไปไหน”

 

“เสียแล้วครับ ตอนคลอดผมกับพี่”

 

บนโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงช้อนกระทบจาน ทุกอย่างดูหนักอึ้งจนผมไม่กล้าทำอะไรขึ้นมาจริงๆ แต่สีหน้าของพี่เคตอนนี้แตกต่างจากบรรยากาศ ใบหน้าพี่เขามีรอยยิ้มจางประดับขึ้นมา

 

“พ่อพี่เก่งจัง เลี้ยงลูกคนเดียวสองคน”

 

“เขาก็เหนื่อยนั่นแหละ เลยพยายามไม่ทำให้เขาเหนื่อยมากกว่าเดิม”

 

“แต่เคก็เก่งนะ พี่สาวด้วย คุณพ่อต้องเลี้ยงดีมากแน่ๆ เลยใช่ไหม”

 

“ก็...มั้งครับ” พี่เคหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย “เขาไม่ได้หวังอะไรในตัวผมกับพี่ แค่ใช้ชีวิตให้เป็นคนกลางๆ ไม่ต้องดีเกินไปหรือไม่แย่เกินไป ทำตามใจตัวเองได้แต่ให้ฉุกคิดนิดนึงว่าที่ทำมันสมควรแล้วจริงๆ”

 

“มิน่าล่ะ เคถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้”

 

“ไม่หรอกครับ ความจริงผมกับพ่อนิสัยแตกต่างกันมากเลย มีแต่พี่ผมที่เหมือนเขา”

 

“ทำไมเหรอ” ผมถาม เพราะเริ่มอยากรู้ว่าไอ้การที่เขานิสัยแตกต่างจากพ่อ ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่าพ่อพี่เคต้องตรงข้ามกับเขาทุกอย่าง

 

“แล้วเห็นตอนนี้เป็นยังไงล่ะ”

 

“หมายถึงพี่น่ะเหรอ”

 

“อืม”

 

“อย่าให้พูดเลย เดี๋ยวพ่อกับแม่จะหาว่าผมใส่ร้ายพี่”

 

“เดี๋ยวเถอะทัน พูดถึงพี่เคดีๆ นะ” นั่นไง ยังไม่ได้ทันว่าอะไรเลย ทำไมเข้าข้างกันอย่างนี้เนี่ย เพิ่งเคยเจอกันครั้งนี้ครั้งแรกหรือเปล่า ไม่ได้ไปแอบเจอกันก่อนหน้านี้ที่ไหนหรอกนะ “เขาอุตส่าห์ให้เราไปค้างที่ห้องตั้งหลายคืน ดูแลเราตั้งหลายรอบ ไม่รู้จักบุญคุณเขาอีก”

 

โอ้โหแม่ พูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้ว่าพี่เคแกขูดรีดอะไรจากผมบ้าง

 

ถ้าเป็นต้นไม้นะ บอกเลยว่าไอ้ตัวเปลือกนอกมันไม่เหลือให้ดูหรอก ฮือ เดี๋ยวลูบเดี๋ยวคลำ เหมือนจะกินผมเข้าไปทั้งตัวด้วย

 

“ผมไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าให้ทันเล่า เขาก็คงเล่าความจริงหมดแหละ”

 

“ใช่ไหมล่ะแม่ ขนาดเจ้าตัวยังยอมรับเลย”

 

“หยุดเลย เราน่ะชอบแต่งเรื่อง ใส่สีให้มันดูเกินจริง”

 

เอ้า! ยังเห็นผมเป็นลูกอยู่อีกไหมถามจริง

 

 

 

 

 

 

 

และหลังจากกินข้าวกันเสร็จ ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านแต่จะเหลือแค่พี่เคคนเดียวที่ยังช่วยแม่ผมเก็บกวาดล้างจาน เรียกว่าลูกชายแท้ๆ คนเดียวอย่างผมไม่ต้องเหนื่อยแรงทำอะไรเลย ถามจริง จะมาเป็นสะใภ้บ้านนี้จริงๆ น่ะเหรอ

 

“ทัน” ขณะที่ผมกำลังเตรียมเอกสารเพื่อไปประชุมเพลงที่ค่ายพรุ่งนี้ แม่ก็เดินเข้ามาในห้องเงียบๆ

 

“ครับ”

 

“แม่คุยอะไรด้วยหน่อยสิ”

 

ผมกะพริบตาปริบ น้อยมากที่จะเห็นแม่เปิดประเด็นด้วยประโยคแบบนี้ นึกออกไหมครับ คนดีๆ ที่ไหนจะคุยเรื่องสัพเพเหระด้วยคำเกริ่นแบบนี้น่ะ

 

“พี่เคคือคนที่ให้เราไปนอนด้วยบ่อยๆ ใช่ไหม”

 

“อาฮะ”

 

“แล้วเขาคือนักร้องที่ไปร้องให้วงลูกด้วยใช่ไหม”

 

“เยส” ถ้าถามว่าตื่นเต้นไหมกับคำถามพวกนี้ บอกเลยว่าถึงจะเบสิคแต่ก็ตื่นเต้นจนเหงื่อเริ่มออกมืออีกแล้ว

 

“ถามจริงๆ นะ...ลูกกับเขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าที่แม่เห็นใช่ไหม”

 

จากใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะเพราะประโยคเกริ่นนำของแม่ ตอนนี้มันผิดจังหวะจนผมต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็นการผ่อนคลายตัวเอง พยายามปรับสีหน้าให้ดูไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่สุด ทั้งๆ ที่ข้างในจวนเจียนจะระเบิดออกมาอยู่เต็มที

 

“เอ่อ...”

 

“ไม่ๆ แม่แค่สงสัย แม่เห็นสมัยนี้มันมีพวกหนัง ซีรีส์วัยรุ่นผู้ชายกับผู้ชายเยอะ แม่เลยกลัวว่าลูกจะเป็นแบบนั้นด้วย...เห็นลูกกับพี่เขาสนิทกันไง อย่างตอนที่ล้างจานก็เล่นกัน จับหัวกัน มันไม่เหมือนผู้ชายเล่นกันน่ะลูก”

 

คิดดูเถอะว่าตอนนี้แม้แต่จะกลืนน้ำลาย ผมยังทำไม่ได้เลย จะมีปัญญามีสติที่ไหนไปอ้าปากตอบอะไรแม่ได้

 

ต่อให้รู้ดีว่าตอนนี้ผมกับพี่เคไม่มีสถานะ แต่สิ่งที่แสดงให้กันหรือทำให้กันทุกวันนี้มันก็น่าจะชัดเจนในตัวมันที่สุดแล้ว

 

“งั้นเดี๋ยวแม่ออกไปดูพี่เคเขาก่อนแล้วกัน กวาดบ้านซะหมดแรงแล้วมั้งเนี่ย”

 

แม่ยิ้มจนตาหยีปิด แตกต่างจากสีหน้าผมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนที่ผู้หญิงตัวเล็กผมหยักศกจะหันหลังเปิดประตูเพื่อเดินออกไป

 

“แม่”

 

คนใส่แว่นตัวผอมบางหันมายิ้มให้ “ว่าไงลูก”

 

“ผมรักพี่เค”

 

รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มที่แม่มักจะมีอยู่เสมอกำลังจางหายไป เหลือเพียงผู้หญิงใบหน้าขาวเหลืองที่ยืนกะพริบตาให้ผมโดยที่เขาไม่พูดอะไร

 

ก็เข้าใจอยู่ว่าแม่คงตกใจน่าดู ที่ความมั่นใจของแม่ว่าลูกชายจะต้องไม่เป็นอย่างที่แม่คิดได้พังทลายลงมาพร้อมกับสีหน้าของผมที่ไม่ได้แฝงความล้อเล่นของตัวเอง เพราะอย่างนั้นตอนนี้ความเดดแอร์จึงเกิดขึ้นระหว่างผมกับแม่ผู้ให้กำเนิด

 

“อืม” คำตอบรับสั้นๆ ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มที่คาดเดาไม่ได้ของแม่ “แม่ก็ว่าอยู่ คิดอยู่แล้วล่ะว่าทันกับพี่เคต้องสนิทกันขนาดนั้น”

 

“เสียใจปะ”

 

“ตอนคิดไปเองก็นิดนึง กลัวไปหมดเลยว่าลูกชายคนเดียวของแม่จะหาลูกเขยเข้าบ้านให้แทนหรือเปล่า” แล้วตอนมารู้ว่ามันเป็นความจริงล่ะ “แต่พอมารู้จากปากลูกเองจริงๆ แม่สบายใจกว่านะ”

 

“ไม่โกรธเหรอ อีกหน่อยถ้ามีคนรู้มากขึ้น พ่อกับแม่อาจจะลำบากนะ”

 

“แล้วพี่เคเขาเป็นคนดีไหม”

 

ผมพยักหน้าแบบไม่ต้องคิด ตัวตนที่แท้จริงของพี่เคอาจจะดูเอาเรื่องคนอื่นเก่งไปหน่อย ไฟท์กับใครก็ได้ พูดจาตรงไปตรงมา ขี้บ่น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวตัดสินความดีของใครสักคนเลยสักนิด

 

“ก็ถ้าเป็นคนดี พ่อกับแม่จะลำบากได้ยังไง แม่กล้าพูดได้เต็มปากอยู่แล้วว่าแฟนลูกแม่เป็นคนดีนะ...ดูซิ ตอนที่ลูกไม่กลับบ้าน ตอนที่ลูกไปเที่ยว ตอนซ้อมหรือตอนอยู่มหาลัย พี่เขาก็ดูแลลูกชายแม่ตลอดเลย” แม่ยิ้มตาหยีจนปิด รอยยิ้มมันดูมีความสุขเกินไปจนผมอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงรอยยิ้มกลบเกลื่อนความผิดหวังหรือเปล่า

 

“แล้วพ่อรู้ไหม”

 

“แม่ก็เล่าให้พ่อเขาฟังด้วยแหละว่ากลัวว่าลูกจะเปลี่ยนตัวเอง แต่พ่อเขาก็บอกว่าอยากเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ เราให้ชีวิตเขาก็จริง แต่เราไม่ได้มีชีวิตเป็นเขา...อะไรที่ดีที่ลูกเลือกเอง คิดเหรอว่าพ่อเขาจะขัด”

 

เอาจริงๆ ตามบทผมควรดีใจจนน้ำตาไหล หรือซึ้งจนร้องไห้กับสิ่งที่พ่อแม่ผมเอ่ยออกมา แต่เพราะตอนนี้ทุกอย่างปุบปับรวดเร็วเกินไปจนผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ทำได้เพียงยิ้มแหยไม่ต่างจากคนที่สั่งสมความเครียดมานานแล้วค่อยมาโล่งอกยิ้มได้ทีหลัง

 

“ไม่ผิดหวังนะ?”

 

“โอ๊ย...ไอ้ลูกชาย” แม่เดินเข้ามายกสองมือขึ้นประคองใบหน้าผม จุดนี้แหละมั้งที่ทำให้ผมน้ำตารื้นขึ้นมาง่ายๆ “จะผิดหวังทำไม คนที่อยู่ข้างๆ ลูกวันที่ลูกโดนหนูมายด์ใจร้ายใส่ก็เป็นพี่เคไม่ใช่เหรอ แค่รู้ว่าเขาใส่ใจลูกชายแม่ได้เป็นอย่างดี แม่ก็เชื่อแล้วนะว่าเขาจะไม่ทำให้ลูกแม่เสียใจอีก”

 

“แล้วแม่เดินเข้ามาถามเมื่อกี้อะ รู้ไหม ใจไม่ดีเลยนะ”

 

“แม่อยากรู้จากปากลูก เห็นอึกอักก็รู้แล้วล่ะว่าเรื่องจริง”

 

“อือ...” ผมพยักหน้าครางในลำคอ เพื่อพยายามจะไม่ให้น้ำตาที่คลออยู่นั้นไหลออกมา

 

“แต่อย่าลืมนะ ดูแลพี่เขาเหมือนที่เขาดูแลลูกด้วยนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คืนนี้ผมไม่ได้นอนบ้าน แต่กลับมานอนหอกับพี่เคที่มหาลัยต่อ เลยกลับมาพร้อมกับสมาชิกในวง แต่จะแตกต่างกันที่ว่าผมกับพี่เคแยกออกมาจากสมาชิกที่เหลือ

 

“พี่” เมื่ออาบน้ำอาบท่าเสร็จ ผมก็เดินออกทั้งๆ ที่หัวเปียกโชกเดินมาเรียกพี่เคที่นอนพิงหัวเตียงพร้อมกับนิยายแฟนตาซีเล่มนึง 

 

“เฮ้ย มึงไม่ได้เอาผ้าเช็ดตัวเข้าไปเหรอ” ดีดตัวขึ้นมาเลย

 

“อือ ลืมอะ”

 

“แล้วไมไม่เรียก ปากมีก็พูดสิอย่าเอาไว้งอแงอย่างเดียว” โอ้ย กูแค่ลืมผ้าเช็ดตัวไม่ได้ไปทำความผิดร้ายแรงอะไร

 

“ตัวเองก็เหมือนกันแหละ ปากมีก็พูดสิ อย่าเอาไว้บ่นอย่างเดียว”

 

ป๊อก

 

“โอ๊ยยย”

 

“แหกปาก” ก็คนบ้านี่ดีดหน้าผากผมอีกแล้ว “มึงใส่เสื้อผ้าเปียกๆ แบบนี้ เป็นหวัดขึ้นมา เสียงหาย ร้องเพลงไม่ได้ทำไง...แล้วยังจะมาย้อน”

 

“เขาไม่ได้ให้ร้องพรุ่งนี้ปะ”

 

“แล้วมึงคิดว่าพรุ่งนี้เขาจะคุยอย่างเดียวเหรอ ไม่วัดอะไรมึงเลยเหรอ”

 

“ไม่เป็นหรอกน่า”

 

“กูไม่มานั่งเช็ดตัวมาหายากินให้มึงหรอกนะ”

 

ผมทำปากขมุบขมิบตามที่พี่เคบ่นตอนที่เขาหันหลังเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าเช็ดตัวก่อนจะวางมันบนหัวผม

 

ไอ้คนที่บอกแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยไม่เห็นจะทิ้งผมได้ลงคอสักที วันนั้นบอกว่ายังไงนะ ถ้าผมเมา ไม่แบกผมกลับ ตัดภาพมาที่ความเป็นจริงมาลูบหลังผมป้อยๆ หาข้าวหาน้ำหาอะไรให้กิน พอตอนร้องไห้จะเป็นจะตายก็มีผู้ชายคนเนี้ย ปากแข็งเหมือนอิฐเหมือนปูน สุดท้ายก็กอดผมกลมอยู่ดี

 

สุดท้ายด้วยความมันเขี้ยวและหมั่นไส้ความปากแข็งของเขาไม่ไหว ผมเลยใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเมื่อกี้ที่เปียกน้ำจากหัวผมแล้วไปคลุมหัวเขา

 

“เฮ้ย! ลามปามแล้วนะมึงเนี่ย”

 

“นิดนึง”

 

พี่เคไม่ได้ยืนนิ่ง เขาเองก็ดื้อไม่ต่างจากผมโดยการคว้ามือสะเปะสะปะไปมั่วจนโดนผมรวมแขนไว้กับตัวก่อนจะกดจมูกลงที่ขมับเขาเน้นๆ จนนิ่งไป

 

ผมยอมรับใจตัวเองไปแล้วนะว่าผมรักพี่เค ถึงจะไม่ได้บอกกับเจ้าตัวไป แต่ผมก็กล้าบอกคนใกล้ตัวอย่างคนในครอบครัวได้เต็มปากแล้วว่า...ผมรักเขา

 

“ทัน”

 

“ครับ” ผมเอ่ยเสียงแผ่วเพราะริมฝีปากที่ใกล้ใบหู

 

“หายใจไม่ออก”

 

กลัวครับ กลัวจะเป็นฆาตกรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เลยต้องเอาผ้าขนหนูออกจากหัวเขาให้โดนถอนหายใจใส่เขาสักที แต่ถามว่าผมสลดไหม ก็บอกได้เต็มปากเลยว่าไม่ ยังยิ้มหน้าแป้นแล้นได้อยู่เลย

 

“มาเช็ดผมดีๆ นี่มา”

 

แล้วก็ต้องเลิกเล่นเมื่อพี่เคดึงผ้าขนหนูในมือผมไป ก่อนจะนั่งลงที่มุมเตียงขยับเข้าไปด้านในเล็กน้อย ให้ผมได้แทรกตัวเข้าไปนั่งซ้อนตรงกลางได้

 

ถึงปากจะแข็ง ถึงจะขี้บ่น แต่ก็น่ารักแบบนี้นี่แหละ

 

ความนุ่มนวล อ่อนโยน และแผ่วเบาสัมผัสอยู่ที่ศีรษะผมราวกับจะนวดให้เคลิบเคลิ้ม ผมอันเดอร์คัตที่เริ่มยาวลงมาปิดตายามมันเปียกน้ำ ขยับไปมาตามการขยับผ้าในมือของอีกคน รวมทั้งศีรษะที่เอนไปมาด้วยเช่นกัน

 

“ง่วงแล้วเหรอ” เสียงแผ่วหากแต่ยังหลงเหลือความนุ่มดังขึ้นที่ข้างหู

 

“ยังครับ”

 

“ยังนอนไม่ได้นะ ผมยังไม่แห้ง”

 

“อื้อ”

 

“ถ้าจะหลับก็เอนพิงก่อนก็ได้”

 

ใครจะกล้าพิง ตัวผมไม่ได้เล็กเท่าพวกผู้หญิงเอวบางที่พิงแล้วอีกคนจะไม่เมื่อย เพราะถ้าเอนไปจริงๆ พี่เคอาจจะมีเหน็บกินไม่ก็ต้องเกร็งจนตะคริวขึ้นไปเลยก็ได้

 

แต่อาจจะด้วยความที่ผมเพิ่งสระผมมา บวกกับในห้องที่เปิดแอร์เย็น ร่างกายเลยพยายามปรับจนขนแขนเริ่มลุกตั้งให้พี่เคปล่อยมือข้างนึงจากผ้าขนหนูลงมาลูบแขนผมแทน

 

“หนาวเหรอ เพิ่มอุณหภูมินะ”

 

“อื้อ”

 

อุณหภูมิอาจจะไม่ได้อุ่นขึ้นเดี๋ยวนั้น แต่เพราะพี่เคกลับมานั่งสอดมือข้างนึงกอดเอวผมไว้นี่แหละ ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่มาจากร่างกายเขา

 

มันยิ่งอบอุ่นมากขึ้นเมื่อพี่เคแนบข้างแกมลงที่ลาดไหล่ผมก่อนจะจูบมันเบาๆ ผ่านเสื้อยืดที่คลุมร่างกายอยู่ ไม่ได้สนใจหัวเปียกๆ ของผมแล้วใช่ไหม ถึงได้กอดเอวผมได้เต็มรอบแขนสองข้างขนาดนี้

 

“พี่เค”

 

“หืม?”

 

“รัก”

 

คนที่นั่งซ้อนหลังผมเงียบไปก่อนจะรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่พ่นออกเบาๆ ที่ผิวหนังบริเวณหัวไหล่ รู้เลยว่าเขาต้องกำลังกลั้นหัวเราะอยู่แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเมื่อผมรู้สึกได้ว่าสองมือที่กอดผมอยู่นี้กำลังรวบร่างกายผมให้กระชับกอดนี้แน่นขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่ซุกหน้าซุกจมูกลงที่ซอกคอจนจักจี้ไปหมด

 

“พูดอะไร”

 

“เอ้า” คนอุตส่าห์โรแมนติก มาพังความหวานของคนอื่นหน้าตาเฉย “ทำไม เขินหรือไง”

 

“สะกดคำนั้นไม่เป็น”

 

“เอาอีกละ”

 

“แต่ใจโคตรสั่นเลยตอนนี้” ผมนิ่งไปอีกครั้งเมื่อพี่เคพยายามขยับตัวให้กอดเราแน่นมากกว่าเดิม ก็ถ้าแน่นกว่านี้ กระดูกผมคงแตกรอให้พี่เคกลืนร่างลงท้องได้เลย

 

แต่ทุกความคิดต้องหยุดลงเมื่อผมรู้สึกอะไรบางอย่างที่ขยับเป็นจังหวะอยู่ที่แผ่นหลัง

 

ผิวหนังแผ่นหลังที่มีหน้าอกของพี่เคแนบชิด รู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่เต้นเป็นจังหวะเมื่อเราทั้งคู่หยุดนิ่งพยายามไม่ขยับร่างกาย จะมีก็แต่มือผมที่เผลอกำแขนอีกคนแน่นยามที่เจ้าก้อนเนื้อของอีกคนเต้นตุบๆ อยู่ด้านหลัง

 

ใจเต้นแรงไปหมดแล้ว...

 

ไม่ใช่แค่เขา หากแต่เป็นผมด้วย...

 

“รู้ใช่ไหมว่ารักมาตั้งนานแล้ว”

 

ผมก้มหน้าจับมือพี่เคมาจูบเบาๆ พลางพยักหน้ารับคำที่เขาถามอยู่ข้างหู ก่อนจะหันไปรับเรียวปากของอีกคนที่ซุกซนอยู่ข้างแก้มเหมือนพยายามจะลุกล้ำเข้ามาหากแต่ไม่กล้าพอ

 

จูบที่นุ่มนวล จูบที่แสดงตัวตนจริงๆ ของพี่เค ผมยอมรับว่ารักมัน...รักเขา รักทุกอย่างที่เป็นเขา

 

จูบที่ลุกล้ำสอดลิ้นกวาดต้อนไปทั่วปาก ความวูบโหวงยามถูกเลียที่ริมฝีปากและกวาดไปทั่วรอยฟัน...ผมจะขาดอากาศหายใจทุกครั้งที่อีกคนลุกล้ำรุนแรงหากแต่สร้างความกระหายขึ้นเรื่อยๆ

 

เสียงดูดเนื้อทุกครั้งที่เขาฝังรอยไว้บนผิวเนื้อ ทำผมหลับตาดื่มด่ำไปกับการสัมผัส ร่างกายหนักอึ้งหากแต่รู้สึกเหมือนลอยได้ทุกครั้งที่อีกคนตั้งใจฝากรอยไว้บนผิวเนื้อใต้เสื้อผ้า...ผมมีความสุขกับมัน โหยหามันเมื่อเขาละริมฝีปากนั้นออกไป

 

ต้องการ...

 

ไขว่คว้า...

 

พยายามตามหา...

 

สิ่งเหล่านี้ที่ผมเคยปรารถนาเมื่อในอดีต มันอาจจะคุ้มค่ากับการที่ผมโดนใจร้ายอยู่เรื่อยมา คนบนฟ้าถึงได้ส่งผู้ชายคนนี้เข้ามาชดเชยเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด

 

เกินไป...

 

ผมรักทุกสิ่งที่เป็นเขาเกินไปจริงๆ

 

“พี่รักทันครับ”

 

อืม...พูดประโยคแบบนี้ด้วยเสียงที่นุ่มที่สุดแบบนี้ ใจมันเต้นแรงจนอีกนิดน่าจะกระเด็นหลุดออกจากหน้าอกจริงๆ แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

.................................................................

เขินไหมอะ ทำไมเราแต่งเองแล้วเราเขินวะ งือออ ตอนหน้าเขินหนักกว่านี้อีกกกก

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น