เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 21 : 19 : คนที่ถูกรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    13 ธ.ค. 62



19

คนที่ถูกรัก

 

 

 

 

“จะออกไปซ้อมเหรอลูก”

 

“ครับ วันนี้ไม่กลับบ้านด้วยนะแม่ ใกล้จะแข่งแล้ว” ผมกระชับกระเป๋าเป้ที่ภายในมีเสื้อผ้าอยู่ในนั้น

 

“จะไปนอนไหนอีก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลับบ้านเลยนะเรา”

 

“นิดนึงครับ พอมันเลิกดึกแล้วหารถกลับไม่ค่อยได้เลย”

 

“ก็ให้พ่อไปรับสิ...แล้วนี่ไปนอนหอใครนักเนี่ย หอต้อมเหรอ หรือหอปาล์ม”

 

“เหอะ หอพี่เคอะ”

 

 แม่ผมขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกะพริบตาปริบ สร้างความเสียวสันหลังวาบให้ผมเหลือเกิน “พี่ที่เขามาช่วยเราร้องน่ะเหรอ จริงปะเนี่ย เขาให้เรานอนกับเขาด้วยเหรอ”

 

“โหแม่” เล่นซะเสียความมั่นใจเลย “พี่เขาใจดี อีกนิดจะเปิดสถานสงเคราะห์สำหรับคนไม่มีที่นอนแล้ว...แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมไม่ได้ไปรบกวนเขาด้วย เขาอนุญาตทุกวัน”

 

“จริงเหรอ แม่เกรงใจพี่เขาจัง” ดูแม่ทำหน้า กังวลออกนอกหน้าเลยนะ แล้วลองตัดภาพไปที่พี่เคสิ คนขี้เหงาบอกให้ผมย้ายไปนอนกับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยน่ะ “ว่างๆ ชวนพี่เขามากินข้าวที่บ้านบ้างสิ อยากทำอะไรขอบคุณเขาหน่อย”

 

“ได้แม่ เลี้ยงเขาดีๆ เลยนะ”

 

“แล้วอย่าลืมอ่านหนังสือล่ะ ถ้าการเรียนตก แม่ไม่ให้ทำวงแล้วจริงๆ นะ”

 

“อย่าห่วงฮะ ปกติไม่ทำวงก็ไม่เคยขึ้นอยู่แล้ว” เกือบโดนบ้องหูแล้วจริงๆ ไหมล่ะ “พี่เคเขาเขี้ยว ถึงผมขี้เกียจอ่านหนังสือ เขาก็งัดผมขึ้นมาได้อยู่ดี”

 

“แน่นะ แม่จะได้ฝากเราไว้กับพี่เขาได้บ้าง...ไปบอกเขานะ ว่าว่างๆ ให้มากินข้าวที่บ้านกัน”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็อดพยักหน้ารับส่งๆ ไม่ได้  ถึงความจริงในใจจะรู้สึกหวั่นๆ ว่าแม่อาจจะเห็นถึงความผิดปกติระหว่างผมกับพี่เคผมก็ต้องยอมตอบรับความตั้งใจของแม่ไปก่อน แต่อีกใจก็อาจจะพอเบาใจได้บ้างเพราะความไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์ตอนนี้ มันไม่ได้หวือหวาให้คนภายนอกได้จับตามองเป็นพิเศษอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อมาถึงห้องซ้อมที่ทางมหาลัยแทบจะยกห้องนี้ให้กับฟินอมมินอล เราก็ตั้งหน้าตั้งตาแกะเพลงที่จะขึ้นเล่นอีกไม่กี่วันข้างหน้า บวกกับแขนผมที่เอาสายสลิงออกไปแล้วก็ทำให้ชีวิตกลับมามีเรี่ยวแรงซ้อมได้เหมือนเดิม

 

“มึงไหวใช่ไหมล่ะ เสียงสูงขนาดนี้” ก้องถามหลังจากที่ผมรวบรวมทั้งเสียงทั้งลมหายใจร้องเพลงนี้จนจบ

 

“สงสัยต้องไปวิ่งเพิ่ม”

 

“ว่ายน้ำเลย ช่วงนี้มึงไม่ได้ออกกำลังกายใช่มะ”

 

“เออดิ”

 

“มัวแต่อยู่กับพี่เคอะ” เนี่ย อยู่เงียบๆ ไม่ได้นะไอ้ปาล์ม จะต้องคอยส่งเสียงงุ้งงิ้งแทรกมาตลอด แล้วโชคดีด้วยที่คนโดนพาดพิงยังไม่มา

 

“เกี่ยวไรกับเขา”

 

“อี๋...เกี่ยวอะไรกับเขา เกลียดมึงฉิบหาย”

 

“เขารู้กันหมดแล้วว่ามึงกับพี่เคสนิทกันฉิบหาย ไปนอนหอด้วยกันเกือบทุกวัน งู้นงี้งั้น บ้านช่องไม่อยากจะกลับ มัวแต่แรดขึ้นหอผู้ชาย”

 

“เดี๋ยวๆ” งงกว่าคือไอ้เจ๋งใส่ผมอีกคน “พวกมึงอะไรกันเนี่ย โกรธแค้นอะไรเหรอ กูไม่ได้ไปเที่ยวกับพวกมึงใช่ไหม”

 

“เปล่า พอดีข่าวมึงมันฉาว พวกกูเลยรู้เรื่องไว” ก้องหยิบโทรศัพท์ยื่นให้ผมดูอะไรบางอย่างที่แสดงขึ้นที่หน้าจอของมัน

 

หน้าจอเพจเฟซบุ๊คที่ผมเคยได้ขอรูปไปโพสต์อย่างเพจคิวท์บอย ลงรูปผู้ชายสองคนที่เดินในมหาลัย ถึงรูปที่แสดงจะเป็นการแอบถ่ายจากด้านหลัง แต่ด้วยความที่รูปร่างพี่เคสูงเป็นเอกลักษณ์และช็อปสีเทาคณะเขา ข้างๆ เป็นผู้ชายที่ใส่ช็อปสีกรมวิศวะปักคำว่า ‘civil engineering’

 

ถึงจะบอกว่าคนปักช็อปแบบนี้มีไม่น้อย แต่อย่างน้อยคนที่ใส่ช็อปสีเทาข้างๆ กันผมก็จำได้แล้วว่าเป็นพี่เคคนเดียว

 

 บรรยากาศรอบด้านเห็นได้ชัดว่าคือถนนคนเดินแน่ๆ

 

“ไรวะ”

 

“ไม่ได้ให้ดูรูปอย่างเดียวไอ้เหี้ย ให้ดูแคปชั่นด้วย”

 

ผมรับโทรศัพท์ก้องมาถือก่อนจะอ่านตัวอักษรที่อยู่เหนือรูปถ่ายแล้วขมวดคิ้วแน่น

 

ฟินกันไปตามๆ กันค่ะสำหรับแฟนคลับของทั้งคู่ ร้องเพลงคู่กันบนเวทีไม่พอ ดันมาเดินตลาดนัดด้วยกันสองคนอีก ไหนขอเสียงแฟนคลับเคทันหน่อยเร็ววว

 

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าคอมเมนต์จำนวนมากที่ผมกำลังจะกดเข้าไปดู

 

 

 

 

น่ะ วันนั้นกูเห็นเขาเดินด้วยกันที่หอสมุด กิ๊กกันแน่ๆ @Montita’

เจอบ่อยอะสองคนนี้ แต่ถ้าคบกันจริงเสียดายของสุด โดยเฉพาะพี่เค

เขาไม่ได้คบกันจริงๆ ใช่ปะ เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยมาก

ถ้าคบกันคือใจสลายนะเว้ย นี่ชื่นชอบเขาทั้งคู่เลย

พี่เคคือแรร์ไอเท็มอะ ไม่น่าเป็นมั้ง

 

 

 

 

รู้สึกหน้าร้อนผ่าวบวกกันริมฝีปากที่แห้งผาก นี่ขนาดคอมเมนต์ไม่กี่คอมเมนต์ ผมยังทำใจอ่านไม่ได้เลย แถมเลื่อนไปด้านล่างก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดแค่นั้น

 

“พอได้ละ” แต่ไม่ทันไร ก้องก็ดึงโทรศัพท์มันไปจากมือผม “อ่านไปก็เท่านั้นแหละ คนมันไม่ได้รู้อะไรจริงแต่เมนต์กันเก๊งเก่ง”

 

“เชี่ย...พี่เขาโดนเยอะเลยอะ”

 

“มากกว่าพี่เขาโดนคือมึง ถึงไม่ได้เอ่ยชื่อมึงยังไงก็ลามมาถึงมึงอยู่แล้ว” ปาล์มว่าก่อนจะวางเบสลงที่ขาตั้ง “เอาจริงปะ ตอนนี้กูยังไม่รู้เลยว่ามึงกับพี่เคคือยังไงกัน ตามไม่ทันแล้วมึงก็ไม่คิดจะบอกอะไรพวกกู”

 

“คือยังไงอะไร...ตอนนี้กูก็ไม่ได้ยังไง”

 

“คือไม่ได้คบ?” ปาล์มย้ำ

 

ส่วนผมก็...ทำได้แค่พยักหน้ากลับไป แต่ในใจมีแต่ความสับสนและซับซ้อนอยู่เต็มอก

 

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าผมปวดหัวมากแค่ไหนตอนที่รู้ว่าพี่เครู้สึกยังไงแต่เขาไม่คิดจะบอกมาเป็นคำพูด เอาแต่ให้การกระทำเป็นตัวสื่อสารอยู่นั่น แล้วถามว่าความจริงแล้วการสื่อสารที่ให้ความชัดเจนกับเรามากที่สุดคืออะไร มันจะหนีพ้นการพูดไปได้ยังไงล่ะจริงไหม

 

“งั้นแสดงว่าพวกนี้ก็ตื่นตูมไปเองใช่ปะ แอดมินนี่ก็ทำไปเพราะกระแส?” ก้องถามก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ที่โซฟาข้างๆ

 

“คอมเมนต์พวกนี้ก็ด้วย?” เจ๋งถาม

 

แต่ผมกลับทำได้แค่นิ่ง พอมองหน้าเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหน้าแล้วผมกลับยิ่งสับสนขึ้นไปอีกว่าความจริงแล้วควรบอกพวกนี้ไปแบบไหน

 

“กูไม่ได้คบกับพี่เค” ผมเอ่ยเสียงเบา นั่นทำให้พวกที่เหลือคลายใบหน้าที่อัดแน่นไปด้วยความเครียดได้เล็ก “แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น”

 

“อะไรที่พวกกูยังไม่รู้?”

 

“อืม...”

 

ก้องรู้ว่าผมไม่ชอบความกดดัน แน่นอนว่ามันก็มีท่าทีผ่อนคลายเพื่อผมเหมือนกัน “งั้นบอกพวกกูได้ไหม เผื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วจะได้ช่วยได้ทัน”

 

“แต่มันยังไม่เป็นไร”

 

“ถ้ารอให้มันเป็น มึงก็ต้องไปนอนร้องไห้กับพี่เคอีกแน่ๆ กูดูทรงแล้ว” ปาล์มพูดเหมือนรู้อะไรก่อนหน้าอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้เอะใจอะไร เพราะปาล์มก็เป็นคนแรกที่เคยเตือนผมไว้ก่อนหน้านี้ให้ระวังเรื่องแบบนี้ให้มาก “มีอะไรก็บอกพวกกู เฉลี่ยๆ กันบ้าง บอกพี่เคคนเดียวเดี๋ยวเขาอกแตกตาย”

 

“อืม ขอบใจมากมึง”

 

บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นมาดื้อๆ จากที่เรี่ยวแรงซ้อมกำลังจะกลับมา กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่มีอารมณ์อยากจะเปล่งเสียงซ้อมออกมาเสียอย่างนั้น

 

แต่เรื่องข่าวที่คนในมอเอาไปลือกันหนาหูโดยที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรพวกนี้ ผมพยายามไม่ใส่ใจก่อนจะหันมาสนใจสมาชิกที่เหลือที่พร้อมอยู่ข้างผม ถึงแม้ช่วงเวลาที่ผมกลัวมันจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตามที

 

 

 

 

 

 

 

“ฮัลโหล วันนี้ไม่มาซ้อมเหรอ” ผมกรอกเสียงโทรหาคนที่ติดงานแม้กระทั่งวันเสาร์ อย่างคู่กรณีผมที่เป็นข่าวอยู่ด้วยกันตอนนี้

 

พูดเหมือนเป็นดารามีข่าวฉาวเลยว่ะ นี่ขนาดไม่ได้ดังอะไรขนาดนั้น คนในมอยังเอาไปลือกันให้แซด

 

[ซ้อมถึงกี่โมงน่ะ]

 

“น่าจะสี่โมงมั้ง หลังจากนั้นผมจะไปว่ายน้ำต่อ”

 

[ว่ายน้ำ?]

 

“ใช่ๆ ขึ้นเสียงสูงไม่ค่อยไหว”

 

[เกี่ยวอะไรกัน]

 

“เกี่ยวดิ มันขึ้นได้มาหลายวันจนปอดน่าจะเริ่มอ่อนแอแล้วอะ ใช้พลังงานเยอะนะเห็นอย่างเงี้ย” ได้ยินเสียงนิ่งๆ ของพี่เคก็อดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำอะไรอยู่นะตอนนี้ เสียงรอบข้างถึงเจื้อยแจ้วไปหมด “ถ่ายงานสถาปัตย์อยู่เหรอ”

 

[อืม...กำลังตีกับคนจัดงานอยู่]

 

“อ้าว” คืออะไร ไปหัวร้อนอะไรใส่เขาอีก อย่าไปบวกมั่วสิ

 

[แค่นี้ก่อนนะ ขอทะเลาะก่อน...แต่วันนี้อาจจะไม่เข้าไปนะ ฝากขอโทษเพื่อนมึงด้วย]

 

“อะ...”

 

ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรอีกคนก็วางสายใส่ผมไปดื้อๆ เริ่มเป็นห่วงอีกแล้วเนี่ยว่าจะไปบ่นอะไรใส่เขาหรือเปล่า เห็นวันนั้นคุยโทรศัพท์แล้วไม่น่ามีใครอยากโทรมาขอให้พี่เคไปช่วยอะ โถ...พ่อคนดัง พ่อคนฮอต จะขอให้ช่วยทีต้องโดนด่ากันก่อนใช่ไหม

 

“พี่เคจะมาไหมคะพี่ทัน” น้องพายนั่งกอดเสื้อแขนยาวของตัวเองพลางถามผมตาละห้อย

 

“เขาฝากขอโทษว่ามาไม่ได้แล้ว”

 

“เสร็จ” ก้องเอ่ยขึ้นเบาๆ “จะคบกับเขาแล้วก็ฝากบอกบ้างว่าทำตัวว่างๆ หน่อย”

 

“กูบอกเขาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”

 

“นอกจากวงเราที่เขาไม่มีเวลาให้ เขายังไม่มีเวลาให้ตัวเองอีกนะ อาทิตย์ที่ผ่านมานี่มาซ้อมกันแค่วันเดียวเอง”

 

ขนาดมาซ้อมวันเดียว พี่เคยังไม่มีเวลานอนเลย แทบจะไม่หือไม่อือเวลาผมแวะไปนอนด้วย ขนาดไปนอนด้วยแค่อาทิตย์ละวันยังตอบอืมๆ เออๆ กับผมแค่นั้นเลย แถมระยะหลังมานี้ผมคุยคนเดียวบ๊อยบ่อย เอาจริงๆ อยู่ด้วยกันก็เหมือนอยู่กันคนละที่นั่นแหละ

 

ส่วนวันไหนที่ไม่ไปนอนด้วย ผมก็ไม่อยากโทรไปกวนเขา เพราะนอกจากงานสถาปัตย์ที่โทรมาหาเขาให้ไปช่วยงาน เหมือนจะมีงานพีอาร์คณะ มหาลัยเพิ่มอีก จะมีก็แต่โทรมาบ่นให้ผมฟังว่าอ่านหนังสือสอบควิซไม่ค่อยทัน

 

วันนี้สงสารเลยจะไปนอนด้วยนี่ไง แต่ก่อนไปผมขอแวะไปว่ายน้ำที่สระมหาลัยก่อนแล้วกันนะ

 

ถ้าเลิกเร็วไปหาผมที่สระว่ายน้ำได้นะ อยู่ถึงเย็นๆ

 

ถึงยังไงก็ต้องส่งข้อความไปบอกเขาก่อนอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

“ว่ายอีก ไปกลับยี่สิบรอบบบ”

 

“พ่อมึงเหรอ!

 

เมื่อมือแตะขอบสระ ไอ้เจ๋งที่นั่งตัวแห้งอยู่ด้านบนคนเดียวก็ทำตัวเป็นโค้ชส่วนตัวผมซะได้ นี่ก็ฟรีสไตล์ไม่รู้กี่รอบ หอบจนไม่รู้จะเอาปอดที่ไหนมาหายใจแล้ว ฮ่วย!

 

“มึงนัดพี่เคกี่โมง ว่ายจนตัวเปื่อยแล้วยังไม่เห็นมา” ก้องยกแว่นตาขึ้นเหนือหน้าผากก่อนจะลูบหน้าไล่หยดน้ำที่เกาะบนใบหน้าออกไป

 

“กูบอกว่าจะอยู่ถึงเย็นๆ”

 

“แช่จนตัวใสเป็นวุ้นเส้นแล้วฉิบหาย”

 

“พวกมึงก็กลับไปก่อนดิ กูรอเองได้...เจ๋ง โทรศัพท์กู พี่เคว่าไง”

 

“ก็เมื่อชั่วโมงที่แล้วเขาไลน์มาบอกมึงว่าเดี๋ยวมานี่ ยังไม่เห็นมีอัพเดตไรเลย”

 

ผมหันไปหาก้อง “เออ ก็ตามนั้น”

 

ภายในสระขนาดมาตรฐานที่มีคนไหว้อยู่ไม่กี่คน เผลอๆ อาจจะมีแค่พวกผมด้วยซ้ำที่ตีน้ำป๋อมแป๋มกันอยู่ในสระ น้องพายนี่หนีกลับก่อนทุกงานด้วยเหตุผลว่าไม่อยากร่วมว่ายน้ำกับชายฉกรรจ์อย่างพวกผม อะได้ ตามใจน้อง

 

แต่เมื่อแช่น้ำกันจนตัวแทบเปื่อย ผมกลับเห็นผู้ชายคนนึงในชุดไปรเวทเสื้อยืดสีขาวเดินขึ้นมาที่สระ

 

พอรู้ว่าคือคนที่ทุกคนในสระรออยู่ ผมก็รีบโบกมือเรียกเขาหน้าตาสดใสขึ้นมาทันที

 

แต่พี่เคนี่สิ หน้าบูดมาแต่ไกล กลัวเหลือเกินว่าไอ้ที่บอกว่าจะไปทะเลาะกับทีมงานนี่จะเป็นเรื่องจริง

 

“หน้าบอกบุญไม่รับเลย” ผมลอยตัวไปหาพี่เคที่ทรุดตัวลงนั่งที่ขอบสระบริเวณที่ยังไม่เปียกน้ำ “ทะเลาะกับคนที่ถาปัตย์จริงๆ ปะเนี่ย”

 

“เออ ทะเลาะแล้วกูก็ยกเลิกงานเขาไปหมดแล้วด้วย”

 

“อ้าว” อิหยังวะ ไมพี่กูคนจริงงี้อะ

 

“เดี๋ยวกลับไปเล่าที่ห้อง...จะขึ้นแล้วใช่ไหม”

 

“อ่า...ครับ รอพี่อยู่”

 

“ไปรอนอกสระนะ”

 

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรอก แต่พอเห็นหน้าตาไม่ค่อยอยากรับรู้อะไรอีกต่อไปของพี่เคแล้วผมก็ปีนขึ้นมาจากสระแทบไม่ทัน บวกกับเพื่อนที่เหลือบอกให้รีบไปรับมือด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบเข้าไปอาบน้ำอาบท่าเลยทีเดียว

 

พอเรื่องมันแดงถึงหูเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครว่าอะไร ไม่มีใครว่าผมผิดเพศ ผิดธรรมชาติ มีแต่คนเป็นห่วงเรื่องชีวิตส่วนตัวที่ตอนนี้ผมกับพี่เคน่าจะโดนจับตามองจากคนจัดงานในมหาลัยเป็นพิเศษ

 

“เป็นไรพี่” เมื่อเดินลงจากสระมาหาเขาได้ เราก็ก้าวขาเดินกลับหอกันทันที

 

“หัวก็เปียก ทำไมไม่เช็ดให้แห้งก่อน”

 

“ผ้าขนหนูมันเปียกอะ”

 

“ไม่ได้สระผมใช่ไหม”

 

“ก็ห้องน้ำมันไม่มีให้” ดูใช้สายตามอง นี่จะมาถามว่าเป็นอะไรไม่ได้จะมาให้อีกคนบ่นผมเรื่องนี้ซะหน่อย “เอาเรื่องพี่ก่อน ไปกินผึ้งที่ไหนมาครับ”

 

“ถาปัตย์”

 

“ทำไมเหรอ”

 

“วันนี้จะไปถ่ายโปสเตอร์โปรโมทงาน แต่ดันตะล่อมกูให้ถ่ายหนังสั้นที่จะถ่ายช่วงปิดเทอมสั้นนี่” ยัง ผมยังไม่เข้าใจว่ามันน่าโกรธยังไง เลยเงียบให้พี่เคพูดต่อให้จบ “แล้วกู ไม่ชอบงานแสดง”

 

โอเค เก็ท

 

“แล้วเขาก็ดึงดันให้พี่ทำน่ะเหรอ”

 

“เออ เอางานถ่ายโปสเตอร์มาหลอกล่อกู แต่ไม่บอกตั้งแต่ต้นว่าถ่ายงานครั้งนี้คือจะเอาคนที่เป็นตัวเด่นมาถ่ายโปสเตอร์อะ” โมโหจริง “ปกติงานแสดงกูไม่เคยเกี่ยงเลยนะถ้าให้กูไปทำพวกงานเสภาหรือร้องทำนองเสนาะ ไม่ต้องไปแสดงอะไรแบบนี้”

 

“แล้วพี่ดูบทแล้วเหรอ”

 

“ทีแรกก็ไม่รู้ไงว่าแสดงอะไร พอเขาให้ดูบทกูก็เปิดเลย” หมายถึงเปิดฉากทะเลาะกับเขาใช่ไหม “บ้าบอ จะให้กูไปแสดงหนังรักอะ เคยบอกไปหลายทีแล้วว่าให้ทำอะไรก็ทำได้ โดยเฉพาะงานเสภา แต่ต้องไม่ใช่แสดงหน้ากล้องแบบนี้”

 

“แล้วเขาไม่ว่าอะไรเหรอ พี่ปฏิเสธเขาขนาดนี้อะ ปฏิเสธเอาวันจริงด้วย”

 

“กูผิดเหรอ ก็ไม่บอกอะไรกันก่อนนี่”

 

“โมโหเรื่องแค่เนี้ย บอกเขาไปตรงๆ ก็ได้ว่าไม่รับเพราะเขาเพิ่งมาบอกรายละเอียดเราเอาตอนนี้ เขาทำไม่ถูก”

 

แต่แทนที่พี่เคจะพูดอะไรต่อ เขากลับมองหน้าผมเหมือนผมพูดอะไรขัดใจเขาอีก “มึงคิดแค่นั้นเหรอ”

 

“อ้าว มันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านี้อีกล่ะ”

 

“เขาบอกกูว่า เล่นหนังสั้นที่ได้เล่นคู่กับผู้หญิง มันจะได้กลบข่าวที่กูกับมึงเป็นอะไรกัน”

 

สองขาเริ่มเดินช้าลงพร้อมๆ กับใบหน้าที่ค่อยๆ เบนไปหาพี่เคจนสบเข้ากับดวงตาที่ยากจะคาดเดาจากเขา

 

สิ่งที่ผมเพิ่งรู้วันนี้ คือพี่เครู้แล้วถูกไหม

 

แล้วสิ่งที่คนจัดงานพูด แสดงว่าเขาก็รู้กระแสข่าวพวกนี้มาพักนึงแล้วถึงได้โทรมาให้พี่เคช่วยงานตั้งแต่วันนั้น

 

“มันน่าโกรธไหมทัน”

 

“อะ..” จุดนี้ผมชาไปหมดแล้ว เท่าที่เห็นเมื่อเช้าที่ก้องเอาให้ผมดู เพจมันเพิ่งโพสต์เมื่อไม่กี่วันนี้เองไม่ใช่เหรอ “ผมเพิ่งเห็นข่าวที่เพจคิวท์บอยเอาไปลง แต่ไม่คิดว่าคนจะรู้เร็วกว่านั้น”

 

“อืม คนก็ช่างจินตนาการ ยังไม่ทันรู้จากปากเขาเลย เอาอะไรมามั่นใจว่าเขาคบกัน”

 

แต่สิ่งที่ทำให้ผมชาได้มากกว่านั้น คือสิ่งที่พี่เคพูดออกมา

 

เอาอะไรมามั่นใจว่าเขาคบกัน

 

นั่นสิ ผมเอาอะไรมามั่นใจว่าความสัมพันธ์ตอนนี้มันพิเศษกว่าที่ผ่านมา หรือพิเศษกว่าการเป็นนักร้องร่วมกัน

 

 เจ็บว่ะ อยู่ดีๆ ก็เจ็บจนไม่อยากหันไปมองหน้าพี่เคเลย

 

“ทำหน้าแบบนั้น เหมือนมึงจะไม่เคลียร์นะ” ซึ่งผมไม่ได้ว่าอะไรกลับไปเพราะโสตประสาทมันชาไปหมด ได้แต่หันหน้าไปหาเขาช้าๆ “มีอะไรที่ผิดไปจากที่มึงคิดใช่ไหม”

 

“เปล่า” ก็รู้ว่าถึงจุดนี้มันไม่ควรจะต้องมาปิดบังกันแล้ว “มันก็จริงอย่างที่พี่พูดนั่นแหละ ยังไม่มีใครพูดอะไรเลยแต่พวกเขาก็นิยามมันไปต่างๆ นานา”

 

“.............”

 

“ทั้งๆ ที่ความจริงเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

 

พี่เคเงียบไปจนผมต้องหันหน้ากลับมามองทางเดินเหมือนเดิม นอกจากคนข้างๆ จะเงียบให้ผมใจเสียเล่นๆ แล้ว รอบข้างกลับหนักอึ้งจนรับมือแทบไม่ไหว เหลือเพียงแค่เสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะเพียงเพราะความผิดหวังเล็กๆ ที่กัดกินหัวใจผมแค่นั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

ขนาดเดินเลยมาหาข้าวเย็นกินพร้อมกัน บทสนทนายังไม่เหมือนเดิมเลย ก็พอจะรู้อยู่แล้วไหมว่าที่ผ่านมาผมหวังมากไปคนเดียว

 

แต่ถึงนิยามมันจะไม่ได้ชัดเจนพอที่จะมีชื่อเรียกได้ แต่การกระทำทุกอย่างที่พี่เคทำให้ผมก็ชัดเจนมากพออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมยังนิ่งแบบนี้อยู่อีก ยังไม่คิดจะพูดอะไรออกมาอีก

 

อาการปากแข็งนี่มันน่ารักแค่บางเวลาจริงๆ แต่หลายครั้งมันก็ทำร้ายผมได้ไม่ต่างกับที่ทำให้ผมยิ้มได้

 

ไม่อยากคิดเลยว่านอนด้วยกันคืนนี้จะเป็นยังไง

 

“งอนอะไรกู”

 

หลังจากที่พี่เคปิดประตูห้องเรียบร้อย เขาก็ส่งเสียงเย็นให้หลังมา ซึ่งนั่น...ทำให้ผมรู้ว่าที่เงียบกันมาตั้งนานอาจจะมาปะทุในห้องนี้ทีเดียว

 

“เปล่าครับ”

 

“ถ้าไม่มีอะไรก็หันมาคุยกันดีๆ”

 

“ไม่มีอะไรจริงๆ ถ้าไม่มีอะไรต้องคุยอีกเหรอ” ผมเองก็หันไปมองหน้าเขาดีๆ แต่น่าแปลกที่สายตากลับไม่อยู่นิ่ง

 

พยายามเสมองอย่างอื่นไปเรื่อย “ผมอาบน้ำนะ”

 

“เดี๋ยว”

 

“พี่เค” เพราะมือข้างหนึ่ง เอื้อมมาจับมือผมเป็นการรั้งไว้ “ผมไม่ได้เป็นอะไร”

 

“คิดมากเรื่องที่กูพูดใช่ไหม”

 

 

“...........”

 

“ที่พูดไปไม่ได้หมายความว่ากูไม่รู้สึกอะไรกับมึง แต่กูไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตโดยการนิยามชีวิตกูให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้รู้จักกู”

 

ผมเบนสายตาไปทางอื่นเมื่อเห็นหว่างคิ้วของพี่เคเริ่มจะชนกันอีกครั้ง “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร”

 

“กูไม่ชอบที่เขาพูดว่าจะให้ไปแสดงกับผู้หญิงเพื่อกลบข่าวที่กูมีท่าทีเหมือนเป็นอะไรกับมึง” คนตรงหน้าปล่อยมือผมออก “มันเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งกูและมึง...ลำพังช่วยงานก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนแบบนี้กูพร้อมปฏิเสธตลอดนั่นแหละ”

 

“แต่ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ พี่ก็ไม่จำเป็นต้องไปฟังเข...”

 

“หรือมึงอยากให้ที่เราเป็นอยู่มันมีชื่อเรียก”

 

ผมนิ่งไปเมื่อได้ยินแบบนั้น แน่นอนว่าต่อให้ปฏิกิริยาผมนิ่งไป แต่ในใจผมกลับตอบรับประโยคนั้นเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

 

ถึงเป็นแค่พี่น้อง เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องแล้วทำไมกอดกันได้ขนาดนี้ แล้วทำไมถึงจูบกันได้...

 

แล้วถ้าบอกว่าคบกัน กล้าพูดแบบนั้นไหม จูบเสร็จก็คบกันได้แบบนั้นเลยเหรอ หรือกอดกันเสร็จอีกนาทีต่อมาสถานะเปลี่ยน ความสัมพันธ์เปลี่ยน...ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ผมจะคิดทำไมว่าที่ผ่านมาความรักมันซับซ้อน

 

“ไม่เป็นไร เป็นแบบนี้ก็ได้ ผมโอเค”

 

แต่สุดท้ายความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา ก็แนบเข้าที่แก้มผมเบาๆ “ไม่อยากให้มึงเป็นแค่รุ่นน้อง แล้วก็ไม่อยากให้มึงเป็นแค่คนคุยด้วย”

 

“แล้วพี่อยากให้ผมเป็นอะไร”

 

พี่เคเงียบไปพอๆ กับหัวใจผมที่เริ่มสั่นไหวจนรอบข้างหนักอึ้งไม่สามารถได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว “ถ้าวันนึงกูรักมึงมากกว่านี้...มึงจะรักกูไหม”

 

รัก...

 

ความหมายของมันที่ผมเคยนิยามให้ มันจะต้องก่อตัวขึ้นมาจากความผูกพัน ก่อต่อขึ้นมาจากความชอบ หรือก่อตัวขึ้นมาจากความรู้สึกใดรู้สึกหนึ่งจนมันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความรักโดยที่เราไม่รู้ตัว

 

แต่มาวันนี้ผมกลับไม่เคยรู้ตัวเลยว่าคนคนนี้เคยรักผมมาแล้ว

 

“พี่...รักผมเหรอ”

 

“โง่ฉิบหาย” พี่เคก้มหน้าเค่นหัวเราะ แต่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกขำเลยสักนิด มันมีแต่ความร้อนผ่าวแผ่เต็มหน้าอกลามมาถึงคอไปหมด “ที่กูบอกว่าเป็นห่วง ที่กูแทบจะเป็นจะตายเวลามึงร้องไห้ คอยปลอบมึงทุกอย่างนี่คิดว่ากูทำไปเพราะอะไรเหรอ”

 

หูอื้อแต่ก็ยังพอได้ยินเสียงพอที่จะส่ายหน้าได้

 

“เออ ก็เพราะรักทั้งนั้นนั่นแหละถึงทำไปน่ะ”

 

บ้าฉิบหาย...

 

หน้าร้อนไม่พอ ดวงตาก็จะร้อนอีกเหรอ คนอะไรทำไมรักใครง่ายจังวะ แต่เหนือกว่านั้นทำไมผมถึงต้องรู้สึกดีขนาดที่จากเดิมหัวใจมันเริ่มห่อเหี่ยว กลับพองโตขึ้นมาอีกครั้งให้พอมีรอยยิ้มประดับใบหน้าที่เกือบจะร้องไห้ออกมาตอนนี้แล้ว

 

“อยากเป็นไม่ใช่เหรอคนที่ถูกรักอะไรของมึงนั่นน่ะ”

 

“อือ...”

 

“มึงเป็นคนคนนั้นสำหรับกูมานานแล้วนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

....................................................................

ในบางครั้ง อย่างน้อยไม่ได้เรียกอะไรให้มัน แต่รู้ว่ารักกันแค่ไหนก็พอแล้ว

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #68 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 11:25

    นอนตายศพสีชมพูเรียบร้อย~~
    #68
    0
  2. #14 DarklyPoohBear (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 17:30
    ☺ รอ รอ รอ
    #14
    0
  3. #13 Fullmoon9 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 20:47
    โดนใจ ประโยคสุดท้ายของตอนนี้มาก เขินนน
    #13
    0