เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 20 : 18 : คนที่ปากแข็ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    10 ธ.ค. 62





18

คนที่ปากแข็ง

 

 

 

 

 

“นั่นตาหรือลูกมะนาวอะถามจริง”

 

“อย่าล้อดิพี่”

 

ตื่นมาก็ว่าทำไมตามันหนักๆ โห พอส่องกระจกเท่านั้นแหละ อยากจะร้องไห้ออกมาอีกรอบนึงเลย หนังตาบวมฉึ่งอย่างกับโดนตัวอะไรต่อย จำได้ว่าผมไม่เคยร้องไห้ให้ตาบวมขนาดนี้มานานมากแล้วนะ หน้าตาโคตรทุเรศเลยตอนนี้

 

พออาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ พี่เคก็มาพ่นลมหัวเราะใส่ไม่ต่างจากคนเหนื่อยอ่อนเหมือนหมดแรง

 

ใช่ เมื่อคืนพี่เคน่าจะเหนื่อยมาก สะดุ้งตื่นพร้อมผมทั้งคืน ก็แหงล่ะนอนกอดผมแน่นเลย พอผมสะดุ้งจากการที่นอนหลับๆ ตื่นๆ เขาก็ต้องตื่นด้วยเหมือนกัน ฮือ ผมขอโทษ

 

แต่โหมดเมื่อวานยอมรับว่าดีขึ้นมากแล้วนะ ได้คนข้างหน้าช่วยซะหายงอแงเลย จากที่ด่าตัวเองว่าโง่ก็กลายเป็นว่าตัวเองดันโชคดีที่ได้มารู้จักกับผู้ชายที่ชื่อเคเป็นการส่วนตัวขนาดนี้

 

“เอานี่ไปประคบแล้วค่อยไปเรียนไป” คนตัวสูงที่ยังอยู่ในชุดนอนเพราะวันนี้เขามีเรียนบ่าย เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบบางอย่างออกมาจากช่องฟรีซ

 

“อะไรอะ”

 

“เจลเย็นไง” ไม่พูดเปล่า เขาหยิบแผ่นเจลสีฟ้ามาห่อผ้าขนหนูก่อนจะแนบดวงตาทั้งสองข้างผมไว้ “เย็นไหม”

 

“เย็นจนจะปวดหัวแล้ว”

 

“เออ ประคบไปก่อน” เขาปล่อยมันออกจากใบหน้าและยื่นมันไว้ให้ผมถือเอง “ต้องไปส่งคณะไหม”

 

“ไม่ต้องหรอก ไปได้ เดินเข้าหลังตึกนี่นิดนึงก็ถึงแล้ว”

 

“เดี๋ยวโดนดักกระทืบอีก”

 

“ไม่โดนแล้วครับ เขาบอกจะให้ออกแล้วนี่”

 

“ออกๆ ไปเหอะ อยู่ไปก็รกมหาลัย”

 

“แรง”

 

“หรือไม่จริง? อยู่ร่วมกันกับคนมากๆ แค่ทำตัวดีๆ ยังทำไม่ได้ แต่เสือกไปทำร้ายคนอื่นเขาหน้าตาเฉย ดูดีมากนักหรือไง” นั่นประไรล่ะ เคคนเดิมกำลังจะกลับมา ก็รู้อยู่หรอกว่าเขาไม่ได้ว่าผม “อะไรไม่ได้ดั่งใจก็ใช้กำลัง ลองรุมกระทืบหน้าแม่งมั่งดูซิจะทำยังไง”

 

ตายห่า ร้อนแต่เช้าเลยเว้ยวันนี้

 

“ใจเย็นๆ” ผมใช้เจลเย็นห่อผ้าขนหนูแนบแก้มเขาไปหนึ่งทีจนเขาต้องเบี่ยงตัวหลบ

 

“มึงคิดว่ากูทำใจได้มากงั้นสิตอนเห็นสภาพมึงช่วงแรกน่ะ”

 

“โหย...” อย่าพูดอะไรที่ทำให้ใจบางไปมากกว่านี้ได้ไหม เขิน “ใกล้หายแล้ว แขนนี่อีกแป๊บเดียว แผลอื่นๆ ก็ไม่มีแล้วนะ”

 

“แน่ใจ?”

 

“แน่ ผมส่องกระจกดูทุกวัน”

 

“เออ ถ้าดูไม่หมดกูจะได้ช่วยดูให้”

 

“ทะลึ่ง!

 

“มึงอะทะลึ่ง คิดอะไรไปไหนไกลแล้ว” เออ หรือผมจะทะลึ่งจริงๆ ฮือ ไม่ได้อะพี่เคแตะนิดแตะหน่อยก็ไปไกลแล้ว “แล้วนี่ทำไมไม่ใส่ถุงเท้า”

 

“ก็ไม่มี”

 

“ไปแวะซื้อเลย หรือมึงใส่แตะไปเรียนทุกวัน?

 

“เกือบ” ก็บางทีมันก็ไม่ได้เคร่งเรื่องการแต่งตัวอะไรขนาดนั้นอะ แค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ช็อปตัวนึงคลุมปุ๊บก็ดูเรียบร้อยปั๊บ ไม่ต้องถึงรองเท้าหรอกน่า “เมื่อวานก็แตะ”

 

“ทำนิสัยเสียอีก” ใครจะไปเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนครุวะ เสื้อติดกระดุมคอผูกไทเงี้ย ไอ้เหี้ย เห็นแล้วร้อนแทน “กลับบ้านไปมึงต้องใส่ผ้าใบมาเรียนทุกวันนะ”

 

“ไม่เอา”

 

“ถ้ากูไม่เห็นมึงใส่ผ้าใบกูจะเอาแตะมึงนั่นแหละยัดปากมึง” มึงจะดุเกินไปแล้วอีพี่ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ “จบไปเป็นเอ็นจิเนียร์ใส่รองเท้าแตะ ใครเขาจะอยากให้มึงไปวางแผนทำโครงการให้เขา ทำอะไรให้มันน่าเชื่อถือหน่อย”

 

นี่คนอายุยี่สิบยี่สิบเอ็ดหรือสี่สิบห้าสิบวะแม่ง

 

“ผมจะไปเรียนแล้วนะ” อยู่นานเดี๋ยวโดนบ่นยาว ผมเลยส่งเจลเย็นคืนให้พี่เคไปถือ “แต่คืนนี้ซ้อมเสร็จคงไม่มานอนด้วยนะ เดี๋ยวแม่บ่น”

 

“วันนี้มีตลาดนัด”

 

“ครับ?”

 

“ไปเดินกัน ชวนเพื่อนมึงไปด้วย”

 

ผมอ้าปากพงาบๆ ออกมาเมื่อพี่เคชวนแบบนั้น ความจริงก็จะดี๊ด๊าอยู่หรอกถ้าไม่ติดที่ว่ายังไม่รู้จะเลิกซ้อมกี่โมง “ไปก็ได้”

 

“อืม...”

 

“งั้นผมไปเรียนแล้วนะ”

 

“อย่าเพิ่ง” น่ะ ที่ผมอ้อยอิ่งก็เป็นเพราะพี่นั่นแหละที่รั้งอยู่ได้ แถมไม่พูดเปล่าด้วย ลุกขึ้นจากเตียงเดินมาหาผมอีก “แปรงฟันแล้ว ใช้ลิ้นได้ปะ”

 

“ฮ...ฮะ?” เหวอดิ

 

“นิดนึง ก่อนมึงไปเรียน”

 

เชี่ย...เชี่ย...

 

ไม่ทันที่ผมจะได้ทำอะไร พี่เคลุกขึ้นมาจับไหล่ผมตรึงตัวให้ตรงก่อนจะเชยคางผมขึ้นเล็กน้อยไปรับจูบยามเช้าของเขา จะบอกว่าเป็นจูบยามเช้าก็ยังไงอยู่เพราะมันไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วจุ๊บกันทันที แต่ตอนนี้ความรู้สึกของความอุ่นจากริมฝีปากกำลังเข้าครอบครองริมฝีปากบนของผม

 

เมื่อผลัดกันลิ้มรสและดูดดุนริมฝีปากของกันและกันจนต้องผละออกจากกันเพื่อตักตวงอากาศหายใจ ผมแอบเห็นแววตาอันอบอุ่นที่หาได้ไม่ยากจากพี่เคกำลังมองต่ำลงที่จมูกผม ไม่นานเขาก็กดริมฝีปากเข้ามาอีกครั้งพร้อมแทรกลิ้นนุ่มเข้ามาให้ผมรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง

 

อาการหายใจไม่ทั่วท้องและอาการอยากจะอ่อนระทวยเกิดขึ้นพร้อมให้ผมยกมือขึ้นขยำเสื้อเขาอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อน การบดจูบที่เหมือนจะหลอมลวมทุกอย่างให้ละลายไปพร้อมกัน ทำให้ผมต้องยกแขนขึ้นไปคล้องคอพี่เคอย่างไม่รู้ตัว

 

สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ มันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง

 

“เอ้า ไม่ไปเรียนเหรอ กอดคอแน่นเชียวนะ” ปากฉ่ำเชียว ผมว่าผมเองก็คงไม่ต่างกัน

 

“ก็พี่อะ”

 

“หืม?” เนี่ย มันเป็นอย่างเงี้ย การที่พี่เคมาจูบบดปากบดลิ้นแล้วค่อยมากดจมูกลงที่ข้างแก้มผมเป็นการตบท้าย มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการตบหัวแล้วลูบหลัง มันอ่อนโยนเกินไปเท่านั้นเอง “ไป เดี๋ยวสายแล้วกินข้าวเช้าไม่ทัน”

 

ผมพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะยกยิ้มจนตาหยีให้เขาพยักหน้าให้เบาๆ เป็นการเริ่มต้นใหม่ของวันนี้

 

ผมไม่กล้าเรียกความสัมพันธ์นี้ว่าคนรัก หรือไม่กล้าเรียกว่าพี่น้อง ไม่กล้าเรียกแม้กระทั่งคำว่าชอบถึงแม้ว่าผมจะไม่ปฏิเสธใจตัวเองว่าชอบพี่เคจริงๆ

 

แต่รู้สึกว่าความชอบนั้นมันถลำลึกเกินไปกว่านั้น มันมีแต่ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน มีความเป็นห่วงเป็นใยกัน และที่สำคัญเราจูบกันแบบที่คนชอบกันหรือเพื่อน พี่น้องหรือความสัมพันธ์อื่นๆ ที่ไม่มีความผูกมัดเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำได้

 

ถึงผมจะไม่รู้ว่าจะเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่ายังไงดี แต่ผมก็รู้ดีที่สุดว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือคนที่ฉุดผมขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ได้ก่อนที่ผมจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต เขาคือคนที่ทำให้ผมลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้อย่างหมดสิ้น

 

ยิ้มได้เพราะคนที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรมันก็ดีไปอีกแบบนึงเหมือนกันนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

“อีมายด์!

 

“เอ้ย!” ผมกับทุกคนที่อยู่ในห้องซ้อมสะดุ้งกันเรียงแถบเมื่ออยู่ดีๆ ข้าวก็เกรี้ยวกราดออกมาหลังจากที่ผมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ทุกคนฟังไปพักนึง “ทำไมรีแอคมึงช้าจัง ดีเลย์เหรอ”

 

“กูประมวลผลอยู่” มันซับซ้อนสินะ “ก็ว่าอยู่ว่าทำไมเมื่อวานมึงซึมจังวะ เดินออกมาจากห้องควบคุมคือสะโหลสะเหลเห็นได้ชัดเลย หนีไปร้องไห้มานี่เอง”

 

“อือ...โทษที เมื่อวานแม่งทำใจเล่าตอนนั้นไม่ได้จริงๆ”

 

“แต่พี่เคคือรับกรรมไปเต็มๆ” ปาล์มลุกขึ้นไปหยิบเบสตัวใหญ่ของมันมานั่งกอดไว้เตรียมพร้อมเพื่อซ้อมเสมอ “ร้องไห้หนักเลยดิพี่”

 

“ครึ่งคืน”

 

“หวาย...ขี้แยฉิบหาย” เจ๋งเสริมอีกคน “แต่ฟังแล้วมันก็ขึ้นจริงๆ อะ แล้วครั้งนี้คนผิดแม่งไม่ใช่ไอ้คนที่มาต่อยมึงนะเว้ย มันคือผู้หญิงอะ ให้คำแนะนำไปแล้วเสือกไม่ทำตาม ทู่ซี้แต่จะเอาวิธีตัวเอง”

 

“เป็นไงล่ะ เพื่อนกูซวยเลย”

 

ครับๆ ตอนนี้ทุกคนก็ดูจะเล็งความผิดไปที่มายด์เต็มที่ ส่วนคนมันเขี้ยวเต็มทีอย่างข้าวก็ต้องให้ไอ้ก้องคอยปลอบให้ใจเย็น หลังจากที่มันแผดเสียงตะโกนลั่นห้องมาแล้วเมื่อกี้

 

“แล้วหลังจากนั้นพี่ทันไม่เห็นพี่มายด์เลยเหรอคะ” น้องเล็กในวงอย่างน้องพายเอ่ยขึ้น

 

“ครับ”

 

“ก็ลองออกมาดิ กูจะสั่งสอนโทษฐานที่มาทำให้เพื่อนกูเจ็บตัว”

 

“พอแล้ววว” ในเมื่อไอ้ก้องมันตามใจเพื่อนผมมาก ก็ต้องเป็นผมเองที่เขย่าไหล่ข้าวเพื่อเรียกสติให้มันหยุดจ้องจะเอาคืนชาวบ้านเขาได้แล้ว “เขาอยากทำอะไรก็ช่างเขา กูเจ็บตัวก็จริงแต่ตอนนี้ยังไม่ตาย พ่อแม่ยังต้องการกูอยู่ ตายไม่ได้เว้ย”

 

“แต่มันก็น่าโมโหอยู่ดีปะวะ”

 

“เออน่า...”

 

ความจริงก่อนเล่าก็กลัวว่าจะหัวร้อนแบบนี้นี่แหละถึงไม่กล้าเล่าออกมา แล้วเป็นไงล่ะ แต่ละคนสงสารผมที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ไม่พอ ยังพาลให้คนอื่นเขาหัวร้อนแทนกันอีก แต่แบบนี้ก็ทำให้ผมอุ่นใจไปได้อีกหน่อยนึงแล้วล่ะว่าต่อให้มีคนบนโลกสิบคน คนที่ไม่หวังดีกับผมหนึ่งคน ผมก็ไม่ต้องกลัวอะไรเพราะอีกเก้าคนที่เหลือก็เชื่อใจได้แล้วว่าคนพวกนี้จะอยู่ข้างผม

 

โดยเฉพาะคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ผมนี่แหละ ดุนิดหน่อยแต่เป็นห่วงผมมากเลย

 

 

 

 

 

 

“แล้วสรุปมึงจะเอาเพลงนี้ใช่ไหมทัน” หลังจากซ้อมเสร็จไปประมาณสามรอบได้ เจ๋งก็ถามผมก่อนจะเก็บไม้กลองลงกระเป๋าเป้ตัวเอง

 

“เออดิ ถ้าไม่เอากูจะให้มึงซ้อมไรเยอะแยะวะ”

 

“เปล่า กูเห็นพี่เคดูเครียดๆ อะ คิดกลอนที่เข้ากับเพลงนี้ไม่ถูกเปล่า”

 

“ไม่นะ” คนโดนพาดพิงเอ่ยขึ้น “ก็เดี๋ยวค่อยๆ หาไปก็ได้ไม่เป็นไร”

 

แต่สุดท้ายคนที่นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยออกเสียงอะไรในวงมากอย่างพี่เคพูดจบ โทรศัพท์เขาก็ดังขึ้นมาก่อนจะกดรับ

 

ผมยังไม่ลืมนะว่าพี่เคคือของแรร์ประจำมหาลัย ใครๆ ก็อยากเข้าถึงและอยากได้เป็นเจ้าของ แถมเป็นผู้ชายที่งานโชว์ตัวในมหาลัยไม่ได้น้อยเลยทีเดียว แล้วการที่เขาคุยโทรศัพท์ครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นงานที่มีคนไหว้วานให้ไปช่วยอีก

 

“งานสถาปัตย์เหรอครับ” เสียวสันหลังเวลาที่ได้ยินชื่อคณะนี้ขึ้นมาเลยแฮะ แต่ผมก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังอยู่ไกลๆ “แต่ผมอยู่ครุ...จะผิดคอนเซ็ปต์คณะพี่หรือเปล่า...แล้วแต่นะครับ...ไม่เป็นไร ผมแค่ไปเป็นแบบไม่ได้ไปมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับคณะพี่”

 

ปกติเวลาพี่เครับงาน เขาใช้คำพูดแบบนี้กับคนที่โทรมาติดต่อทุกคนเลยไหมวะ หยิ่งผยองฉิบหายแต่ยอมรับว่าดูดีเลยล่ะ

 

“ไอ้ทัน”

 

“ฮ...ฮะ?” ผมหันไปหาเจ๋งกับปาล์มที่จ้องหน้าผมตาปริบ “เออๆ เลิกซ้อมเลยก็ได้มั้งวันนี้”

 

“ฉันจะพาเธอลอยยยย ล่องไปในอวกาศ..” ไอ้ปาล์มเลย ร้องเพลงไม่พอทำตาลอยเหมือนคนเคลิ้มอีก

 

“เออ ไปๆ พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ คืนนี้กูจะไปนั่งหากลอนด้วย”

 

“เอาเพราะๆ นะ”

 

“มึงดูคนร้องทำนองเสนาะด้วย ไม่เพราะมึงก็ไปเหยียบหน้าเขาเลย”

 

ขวับ...

 

อุ้ย...คิดว่ายังคุยโทรศัพท์อยู่ แฮ่ “กลับกันยังพี่เค”

 

“ไหนบอกจะไปเดินตลาดกับกู”

 

“อุ้ย” อันนี้ไม่ใช่ผมที่เป็นคนอุทานออกมา ไอ้ปาล์มเลย มันอุ้ยออกมาทีเกือบยกมือปิดปากตัวเองไม่ทัน ส่วนพวกที่เหลือเหรอ เลิ่กลั่กไม่ต่างจากผม “ทีแรกว่าจะไปเหมือนกัน ไม่เป็นไรกูไปกับเจ๋งก็ได้”

 

“กูนัดแฟนแล้ว”

 

“ก้องล่ะ”

 

“ว่าจะไปกับข้าว”

 

“อ้าวพวกมึงนี่ ทิ้งกูอีกแล้ว” โทษทีนะปาล์ม ความจริงผมก็อยากจะชวนมันไป แต่เห็นพี่เคทำหน้าเหมือนไม่สบอารมณ์กับคนในโทรศัพท์มาหมาดๆ ก็อยากจะตามใจเขาโดยการไปด้วยกันแค่สองคนบ้าง “ไปกับน้องพายก็ได้...เอ๊ะหรือหนูมีนัดคะน้องพาย”

 

“ไม่มีค่ะ ไปกับพี่ปาล์มก็ได้จะได้มีคนเลี้ยงขนม”

 

“งั้นกูไม่ไปละ”

 

“ล้อเล่นค่า”

 

 

 

 

 

 

แต่ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีนัดกันไปคนละทิศคนละทางก็ตาม แต่จุดหมายคือถนนคนเดินในมหาลัยที่มีทุกวันพฤหัส ตอนเดินออกมาก็เดินมาด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน จะมีก็แต่เจ๋งที่แยกตัวออกไปเพราะต้องไปรอแฟนที่สถาปัตย์ก่อน

 

ผมกับพี่เคและพวกที่เหลือก็เดินออกมาที่ประตูเล็กข้างภาคเครื่องกลก่อนจะเดินข้ามทางรถไฟที่กำลังปรับปรุงทางมายังถนนคนเดินที่มีร้านค้ามาตั้ง ตั้งแต่ก่อนถึงหอในยาวไปถึงหน้าสนามกีฬา

 

แต่ต่อให้เดินกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ยังไงก็ตาม ผมกับพี่เคก็ต้องไปเดินรั้งท้ายเพื่อนกันสองคนอยู่ดี

 

“ว้า...ไม่ได้มากันแค่สองคนเลย” ผมอดทำเสียงล้อเลียนไม่ได้เมื่อรู้ว่าก่อนหน้านี้เขาคิดอะไรอยู่

 

“ไม่ต้องอะ เดี๋ยวไอ้อี้ไอ้หยางก็ตามมา”

 

“อ้าวเหรอครับ”

 

“อืม...ไมอะ มึงอยากนั่งกับกูสองคนเหรอ”

 

“เปล่า” อยู่กันสองคนบ่อยแล้ว อยู่กันเยอะๆ บ้างเถอะ สงสารหัวใจผมบ้าง “ละพี่บอสไปไหนอะ”

 

“อยู่สโม ไม่ว่างมากับเขาหรอก น่าจะแบ่งพวกกันไปเปิดหมวกด้วยมั้ง”

 

“แล้วพี่ไม่ได้อยู่สโมบ้างเหรอ” ดูทำ ไม่ตอบอะไรได้แต่ส่ายหน้าอย่างเดียว “เท่ดีออก เป็นเด็กกิจกรรม”

 

“แค่นี้ยังเห็นกูเหนื่อยไม่พอเหรอ”

 

“เออว่ะ งั้นพอเถอะเนอะ แค่นี้งานก็เยอะแล้ว” เพิ่งนึกขึ้นได้ตอนที่มีคนโทรมาหาเขาเรื่องงานสถาปัตย์อะไรสักอย่างนั่นแหละ “แล้วเมื่อกี้สถาปัตย์โทรมาเหรอ”

 

“หูดีหรือแอบฟัง”

 

“หูดี” โธ่...ใครจะยอมรับ

 

“ให้ไปช่วยโปรโมตงานสถาปัตย์น่ะ...ตลกปะ งานสถาปัตย์แต่ให้ครุเกษตรไปช่วย กูฟังกูยังตลกเลย”

 

“เขาอาจจะอยากหาคนงานดีจริงๆ ไปช่วยเขาไง”

 

“มองไม่เห็นคนในคณะตัวเองเหรอ สถาปัตย์นี่ตัวดีเลยนะ รวมแต่คนหน้าตาดีๆ ไว้ทั้งนั้น” อันนี้ผมเห็นด้วยนะ ถึงต่อให้คณะนั้นเขาจะขลุกตัวอยู่แต่ในพื้นที่ตัวเองยังไงก็แล้วแต่ ผู้หญิงสวยๆ แต่งตัวแนวๆ นี่เพียบเลย

 

“แต่พี่ช่วยพี่ก็ไม่ได้อะไรนี่ เหนื่อยฟรีๆ อะ”

 

“เออ สู้ช่วยให้วงมึงก็ไม่ได้ มีแต่ได้กับได้”

 

“พี่เค”

 

“ไร พูดอะไรผิด ได้ไม่ได้มึงก็ให้มาแล้วด้วย”

 

“ทีหลังจะไม่ให้แล้ว”

 

“กลับลำไม่ทันแล้วน้า กูรอแค่รอบไฟนอลจบเท่านั้นแหละ”

 

“จะเอาอะไรเกริ่นไว้ก่อนไม่ได้เหรอ” ขอทำใจหน่อย

 

“ไม่”

 

“ใจร้ายว่ะ”

 

“ไหนวันนั้นบอกกูใจดีที่สุดแล้ว อะไรของมึง”

 

“แล้วแต่อารมณ์พี่นั่นแหละ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตามไม่ทันเหมือนผู้หญิงเป็นเมนส์”

 

ง้องแง้งๆ ให้พี่เคเอื้อมมือมาผลักหัวผมได้ไม่นาน เราก็เดินมาถึงถนนคนเดินภายในมหาลัยที่เขาจะมีร้านค้าจากภายนอกก็ดี หรือร้านของนักศึกษาเองก็ดีมาตั้งทุกวันพฤหัส ให้เด็กๆ อย่างพวกเราได้มีที่เดินที่เที่ยวกันบ้าง แต่ก็ถามหน่อยเถอะว่าตั้งแต่มาเรียนที่นี่ถามว่านอกจากตลาดนัดแล้วได้เดินที่ไหนอีกบ้างถ้าไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปไกลๆ

 

ช่วงที่เดินหาของกินกันนี่แหละ ก็เป็นเวลาที่ผมกับพี่เคได้อยู่ด้วยกันสองคนจริงๆ

 

“อยากกินมาม่าผัดอะ” กระทะเบ้อเริ่ม ซื้อสักกล่องดูหน่อยซิ “โอ๊ยๆ ไรอะ” แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาเดินเข้าไปหน้าร้าน พี่เคก็คว้าคอผมให้เปลี่ยนทิศทาง

 

“กินอะไรที่มันมีประโยชน์หน่อย มาตลาดนัด ไม่ได้อุดอู้อยู่ที่หอ”

 

“มาม่าผัดไข่ ไข่ก็มี ผักก็มี ประโยชน์เห็นๆ”

 

“อย่าเถียง”

 

“จะให้ผมกินอะไรอะ ไม่เอาสลัดนะ”

 

“บะหมี่เกี๊ยว”

 

“ไปดิ นำทางไปเลย”

 

“เดี๋ยวนี้ออกคำสั่งเก่งแล้วนะ” อ้าว ก็มาบังคับผมไม่ให้กินนั่นนี่เองนี่ พี่ก็ต้องพาผมไปสิถ้าอยากกินอะไร “ปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสิ”

 

“เขาเรียกว่ามีความคิดเป็นของตัวเอง”

 

“ไอ้ดื้อเอ๊ย” ไม่ได้ดื้อโว้ย!

 

 

 

 

เมื่อหาของกินกันมาเต็มไม้เต็มมือ เดี๋ยวน้ำตาลสด เดี๋ยวสตรอเบอร์รี่ปั่น ปลาไข่ทอด หมูย่างเนื้อย่างอะไรก็ว่าไป เราก็เดินมาหาที่นั่งกันที่ลานกว้างอเนกประสงค์ ตรงจุดเชื่อมต่อสนามกีฬาอีกที

 

พอมานั่งตรงนี้แล้วก็นึกถึงวันที่เคยมาเล่นอคูสติกตรงนี้เลยแฮะ ตอนนั้นเรายังไม่มีชื่อเสียงหรือยังหาเวทีเล่นกันไม่ค่อยได้เลยด้วยซ้ำ

 

แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นอะไรใหญ่โต เพราะต่อให้ช่วงนี้เรายุ่งอยู่กับการซ้อมเพื่อแข่งขัน วันใดวันหนึ่งเราก็ต้องมาจองสถานที่ตรงนี้เพื่อเล่นดนตรีสดให้ได้ทุกสัปดาห์ถ้าเป็นไปได้ แต่เหนือกว่านั้นคือสมาชิกวงผมมันแยกตัวกันออกไปนั่งอยู่ไหนกันแล้วไม่รู้ เหลือผมไว้กับพวกพี่เค พี่อี้พี่หยางแค่นั้น

 

“เดี๋ยวมานะ เอาไรเพิ่มไหม” คนใส่ช็อปสีเทาลุกขึ้นโดยใช้ไหล่ผมเป็นตัวยึด

 

“จะไปซื้ออีกเหรอ”

 

“จะไปซื้อน้ำเปล่า”

 

“ผมไปด้วยไหม”

 

“ไม่ต้องหรอก...พวกมึงเอาไรกันไหม”

 

เมื่อเพื่อนอีกสองคนของพี่เคส่ายหน้า คนตัวสูงแรร์ไอเท็มแห่งมหาลัยก็เดินกลับเข้าไปในตลาดอีกครั้ง ทิ้งให้ผมนั่งอยู่กับเพื่อนเขาสามคน

 

“เป็นไงบ้างช่วงนี้ รอบไฟนอลแล้วดิ” พี่อี้ถามผมก่อนจะจิ้มยำลูกชิ้นเข้าปาก

 

“ก็กดดันขึ้นตามลำดับแหละครับ แต่พอเข้ารอบไฟนอลแล้วก็ไม่อยากหวังอะไรแล้วอะ”

 

“ทำไมเล่า หวังสักนิดสิ เผื่อได้สักที่นึง”

 

“เกินตัวอะพี่ แค่นี้ก็มาไกลแล้ว” ความจริงนะ ผมไม่คิดว่าฟินอมมินอลจะได้เข้ารอบสองด้วยซ้ำ นี่เข้ามารอบสุดท้ายก็ถือว่าเก่งเกินไปแล้วด้วย

 

“เอ้า วงเราอย่างเก่ง พี่คิดว่าเราจะเล่นเพื่อไปเป็นศิลปินจริงๆ นะเนี่ย” พี่หยางสุดเนิร์ดเอ่ยขึ้นหน้ายิ้มๆ

 

“เมื่อก่อนก็เคยฝันกันไว้แหละครับว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำเพลงขึ้นมาสักเพลงสองเพลง แต่ไปๆ มาๆ รู้สึกว่าทำแบบทุกวันนี้ก็มีความสุขดีแล้วล่ะ”

 

“นกน้อยทำรังแต่พอตัวว่างั้นเหอะ อาจจะทำรังเล็กกว่าตัวด้วยมั้ง”

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

 

“ขนาดนั้นแหละถูกแล้ว พี่ดูพวกเรามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เล่นเพราะเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ นะ” พี่อี้พูดก่อนจะยกนมปั่นในมือขึ้นดูด เล่นเอาผมเบิกตากว้างเลย

 

“จริงเหรอครับ พี่เคยดูพวกผมด้วยเหรอ”

 

“ใช่...เนี่ย ไอ้ตอนที่เรามาเปิดดนตรีสดที่ตลาด พวกพี่ก็เคยดู” พี่หยางเสริมอีกคน

 

“อ้าว...” หึ้ยๆ ความรู้สึกดีใจล้นอยู่ที่อก แต่มันมีบางอย่างเท่านั้นแหละที่บอกให้ผมระงับความดีใจเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “งั้นพี่ก็รู้จักวงผมเหรอ...เอ๊ะ หรือยังไงวะ”

 

“รู้จักดิ รู้จักมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว ไอ้เคแม่งพูดให้ฟังทุกวันเลยว่าฟินอมมินอลแม่งดีว่ะ เล่นดีงั้นงี้ นักร้องแม่งเสือกร้องดีอีก อินเนอร์โคตรศิลปินแท้ๆ ไม่มีของเก๊ผสม...ไปนู่น”

 

“ฮะ?” เหวอเลยผม จุดนี้ทำได้แค่กะพริบตาปริบด้วยความงุนงงผสมความดีใจเล็กๆ เมื่อพี่อี้พูดถึงพี่เคที่เขาเคยพูดถึงวงผมไว้ด้วย “พี่เคเขาพูดแบบนั้นเหรอ”

 

“ใช่ดิ ไม่งั้นมันไม่รับงานที่ร้องทำนองเสนาะให้วงเราง่ายๆ หรอก” จากที่ใจพองโตอยู่แล้วเมื่อได้ยินชื่อพี่เขา รู้สึกได้เลยว่าคอเริ่มเปลี่ยนสีอีกแล้ว “อ้าว เคมันไม่เคยพูดเรื่องนี้กับทันเลยเหรอ”

 

ส่ายหน้าอย่างเดียว หรือต่อให้ระลึกชาติไปได้ว่าพี่เขาเคยพูดแบบนี้ให้ผมได้ยิน ก็คงไม่ทันเท่าเลือดที่สูบฉีดอยู่เต็มหน้าจนใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ แบบนี้อีกแล้ว

 

“จริงเหรอวะ” เมื่อพี่อี้เห็นอาการผมเงียบไป เขาก็ดูจะอึ้งกับผมเหมือนกันก่อนจะหันไปหาพี่หยางที่ดูจะผิดคาดกับอาการของผมที่เหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน “ฉิบหายแล้วกู”

 

“เชี่ยเคไม่ได้บอกให้เล่าด้วย ไอ้ห่า”

 

และเมื่อรุ่นพี่ต่างคณะหันมามองหน้ากันเองได้ไม่เท่าไหร่ คนที่หายไปซื้อน้ำเปล่าก็เดินกลับเข้ามาเหมือนเดิมก่อนจะส่งขวดน้ำเปล่าให้ผมหนึ่งขวดและทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผมที่ว่างอยู่

 

“คุยไรกันวะ”

 

เนี่ย...

 

พอมาได้ยินอะไรแบบนี้แล้วโคตรอยากยิ้มให้ได้แบบออกนอกหน้าเลย อยากพูดออกไปดังๆ ด้วยว่าคนอะไรน่ารักฉิบหายแต่เก็บอาการโคตรเก่ง

 

หรือจะเรียกอีกอย่างว่าโคตรปากแข็งเลยก็ได้นะ

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

..........................................................................

ช่วงนี้หวานๆ หน่อยนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #12 Pommaree (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 19:03

    อัฟเร็วๆน๊า

    อยาก อ่าน
    #12
    0