เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 19 : 17 : คนที่ทำให้กล้าร้องไห้อย่างเปิดเผย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,086
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    6 ธ.ค. 62




17

คนที่ทำให้กล้าร้องไห้อย่างเปิดเผย

 

 

 

 

สูญเสียความเป็นตัวเองก็ตอนที่ใครอีกคนยอมรับออกมาอ้อมๆ ว่าเขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับผม

 

ไม่ได้บอกด้วยคำพูด หากแต่บอกด้วยการกระทำที่ทำเอาผมหน้าร้อนทุกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่พี่เค...จูบผม

 

ครั้งแรกก็เขินจะตาย หน้างี้ร้อนผ่าว ร่างกายไม่เป็นตัวของตัวเองแต่กลับตอบรับความรู้สึกของเขาง่ายๆ แถมจูบกลับด้วยความทุลักทุเลแต่ก็ตลอดรอดฝั่ง พอมาครั้งที่สอง ทุกอย่างเริ่มแอดวานซ์ขึ้นยิ่งกว่าหน้าแดงคอแดงเหมือนร่างกายเข้าช่วงวิกฤต นึกถึงทีไรผมต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าเพราะทนไม่ไหวทุกที

 

ทนไม่ไหวเพราะร่างกายผมดันฟ้องออกหน้าออกตาว่ารู้สึกได้เมื่อครั้งที่พี่จูบผมแบบ...

 

เอ่อ...ใช้ลิ้น

 

“เฮ้อ...”

 

“ยังไม่ทันแก่เลย ถอนหายใจเหมือนมีหนี้ที่ไม่รู้จะใช้ยังไงหมด” เรียนไปได้ชั่วโมงครึ่ง อาจารย์ก็พักเบรกให้ประมาณสิบห้านาที ยอมรับเลยว่าถอนหายใจจนไม่มีสมาธิเข้าแล็บให้ไอ้ต้อมยืนบ่นอยู่นี่

 

“นิดนึง”

 

“หมายถึงหนี้?”

 

กำลังจะตอบว่าไม่ใช่ แต่สมองก็สั่งการให้ร่างกายผมหยุดนิ่งก่อนที่จะ.. “อืม”

 

“หนี้อะไรวะ มึงไปยืมตังใครเขามาเนี่ย”

 

“ไม่ใช่เงิน” ยิ่งใหญ่กว่าเงินอีกอันนี้ “ติดแรงเขาไว้ ไม่รู้จะใช้ยังไงหมด”

 

“เหี้ยไรวะ”

 

ผมไม่ได้ใส่ใจที่ต้อมสบถเบาๆ ด้วยความไม่เข้าใจของมัน ก่อนจะเลื้อยตัวลงกับโต๊ะแล้วฟุบหน้าลงกับแขนข้างขวาที่ใช้การได้

 

เห็นพี่เคบอกจะชำระหนี้ที่ผมติดไว้ ตอนนั้นเราก็คิดไปต่างๆ นานาแล้วว่ายังไงก็คงชดใช้ให้ได้อยู่แล้วถ้ามันไม่เหลือบากกว่าแรง พอเริ่มคิดหนี้ส่วนดอกก็เกือบจะเอาตัวไม่รอด นี่ขนาดยังไม่ได้เอาต้นมารวมใจก็สั่นเหมือนโดฟคาเฟอีนเกินขนาด หน้าแดงคอแดงอย่างกับโดนแอลกอฮอล์สี่สิบดีกรีเข้าไปเป็นกลม

 

แล้วถ้าคิดรวบทั้งต้นทั้งดอกขึ้นมา...

 

กูไม่ตายเหรอ

 

หงืดดดด

 

และระหว่างที่อาจารย์ยังไม่เข้ามาในห้องของการเบรกระหว่างคาบเรียน มือถือที่อยู่ในกระเป๋าช็อปก็สั่นงืดขึ้นมาจนต้องล้วงมันออกมารับ

 

เมื่อก่อนไม่ค่อยอยากรับเบอร์แปลก แต่พอโตมา เบอร์แปลกนี่แหละน่ารับที่สุดแล้ว

 

“ฮัลโหลครับ”

 

“ฮัลโหล ธนกรใช่ไหมคะ”

 

“อ่า..ครับผม” ใครวะ เสียงใสเชียว

 

“พี่นุชห้องภาคนะคะ” ผมกะพริบตาปริบเด้งตัวจากการนั่งหลังค่อมขึ้นมาตัวตรงเมื่อได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผมในวันที่ผมถูกเรียกไปสอบปากคำเรื่องที่โดนทำร้ายในวันนั้น “วันนี้หนูเลิกเรียนกี่โมง”

 

“วันนี้มีเรียนแค่เช้าครับ”

 

“โอเค งั้นบ่ายๆ มาที่ห้องภาคได้ไหม” เสียงพี่นุชเจ้าหน้าที่สุดสวยเบาลงจนผมแทบจะต้องเงี่ยหูฟัง “พี่คิดว่าทางสายที่ให้ไปสืบ น่าจะรู้ตัวคนที่ทำร้ายน้องแล้วนะ”

 

“อะไรนะครับ!” จากที่พี่นุชอุตส่าห์กระซิบแทบตาย ทุกอย่างพังลงเพราะผมตะโกนออกมา เพื่อนงี้หันมามองกันหมดเลย “เอ่อ...จริงเหรอครับ”

 

“ใช่ค่ะ บ่ายๆ ขึ้นมาดูหน่อยเนอะ เผื่อเรารู้จัก”

 

“อ่า ได้ครับๆ”

 

เอาแล้วไง อารมณ์เหมือนถูกสับสวิตช์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไงก็ไม่รู้ จากที่ผมเขินๆ พี่เคทุกครั้งที่นึกถึงหน้าหรือการกระทำของเขา ตอนนี้ใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะห้องภาคโทรมาอีก ไม่ต้องเรียนแล้วไหมหนังสงหนังสือ

 

 

 

 

 

 

 

“กูไปด้วยปะ” ข้าวกับต้อมหันมาถามหน้าตาเหรอหราเมื่อมันรู้ว่าห้องภาคโทรมาหาผม

 

“เออ ไปด้วยกันหน่อยดิ ใจไม่ค่อยดีเลยว่ะ”

 

“ใจไม่ค่อยดียังไง คนที่กระทืบมึงเลยนะ เห็นหน้าแล้วน่ากระทืบกลับ”

 

“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”

 

“ไปบวชไหมอีห่า ทดแทนคุณพ่อแม่ให้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์อะไป” อะไรวะ ก็ผมพูดความจริงไอ้สองคนนี่มาประชดใส่อีก

 

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีรักษาศีลห้าอะไร ถึงรักษาไปก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอไปหรอกน่า แต่เพราะผมไม่รู้ว่าจะเล่นเขาไปเพื่ออะไร ทำใครเจ็บไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด แค่คิดถึงใจเขาใจเราเท่านั้นเอง...รู้สึกจิตใจสะอาดผุดผ่องขึ้นมาเลย

 

ไม่ใช่อะไรหรอก ผมแค่ไม่อยากให้คนที่เขาไม่ได้อยู่ด้วยกันตอนนี้เป็นห่วงอีก เดี๋ยวจะหาว่าไปเซอร์ไพรส์เขาแล้วจะพลอยโดนโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วจะง้อไม่ไหว

 

 

 

 

และผมกับต้อมและข้าวก็เดินขึ้นมาที่ห้องภาควิชาหลังจากพักกลางวันเสร็จเรียบร้อย เดินเข้าไปก็เห็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพวกเราเดินทำงานกันขวักไขว่และกองเอกสารโต๊ะใครโต๊ะมัน ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหาพี่นุชที่อยู่โต๊ะด้านในสุดที่มีอาจารย์ภาคผมนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางตัวใหญ่ที่มีถุงกับข้าววางอยู่

 

“พี่นุชหวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้ทักทายผู้หญิงผมสั้นตัวเล็กที่กำลังพิมพ์งานอยู่ที่โต๊ะ

 

“อ้าว น้องธนกร...อาจารย์ น้องมาแล้วค่ะ”

 

ผมหันไปมองอาจารย์ที่ดูแลพวกเรามาตั้งแต่ปีหนึ่ง อาจารย์พัฒน์ อาจารย์ประจำโยธาที่ผมรักที่สุด

 

“อาจารรรย์”

 

“มาเร็ว เดี๋ยวจะเปิดกล้องให้ดู” อาจารย์พัฒน์ไม่พูดพร่ำทำเพลง แกลุกจากโต๊ะกลางพาพวกผมออกไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดด้วยตัวเอง

 

“กล้องเห็นชัดเหรอครับ ตอนนั้นมันมืดมากเลยนะ”

 

“ก็ดูว่าคนนั้นเขาเดินหายไปทางไหน เราก็แกะเอาจากกล้องวงจรนั่นแหละ” ผู้ชายวัยกลางคนร่างใหญ่เปิดประตูห้องควบคุมก่อนจะเจอหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่แบ่งช่องซีซีทีวีซอยถี่ยิบ “แล้วคนที่ภาคเราวานให้เขาตามตัวก็ไปเจอว่าผู้ชายคนนั้นอยู่สถาปัตย์”

 

“สถาปัตย์เหรอครับ”

 

“ใช่ ไปถามชื่อถามอะไร ก็รู้ว่าอยู่มัลติ...อาจารย์ฝั่งเขาสอบสวนเองหมดแล้วด้วย”

 

“เขาว่ายังไงบ้างไหมครับ”

 

อาจารย์พัฒน์ขยับที่ให้ผมนั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์ได้ถนัดมากขึ้น แถมหน้าจอตรงหน้าก็สลับเปลี่ยนหน้าจอเหมือนเตรียมมาไว้ให้ผมมาดูโดยเฉพาะ

 

“ประวัติไม่ดีผู้ชายคนนี้น่ะ” หูผมก็ฟัง ตาผมก็ไล่ดูภาพด้านหน้าตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผมเดินคุยโทรศัพท์ตอนกลางคืน จนกระทั่งผมเดินเข้าไปในมุมมืดหลุดรัศมีกล้อง “หน้าตาดี เรียนดี แต่พฤติกรรมไม่ดี ก่อเรื่องมาแล้วเยอะแยะ ทำร้ายผู้หญิงก็เคย”

 

“ทำร้ายผู้หญิง?”

 

“ใช่ ผู้หญิงก็แฟนตัวเองนั่นแหละ...ตอนผมฟังอาจารย์เขาเล่านะ โหย...อย่าเอาไว้เลยแบบนี้น่ะ หลายคดีขนาดนี้ก็ไปอยู่ที่อื่นเถอะ”

 

แฟนตัวเอง?

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายๆ กับคนใกล้ตัวอย่างมายด์เคยโดน มันเดจาวูเสียจนผมยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองเบาๆ ขออย่างเดียว ไม่อยากให้เป็นคนเดียวกันกับที่ผมคิดเลย

 

“ขนาดผู้หญิงมันยังทำได้ นับประสาอะไรกับมึง” 

 

เพียงเท่านั้นคำพูดของพี่เคก็ดังลอดโสตประสาทเข้ามาจนผมต้องนั่งตัวแข็งทื่อ คำเตือนของพี่เคยังดังก้องอยู่ในหัวผมไม่ขาดหาย เพราะแบบนั้นผมเลยไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องของสองคนนี้ เพียงแค่แนะนำให้มายด์ใช้วิธีขั้นเด็ดขาดจัดการกับผู้ชายคนนี้โดยเธอและคนรอบข้างต้องปลอดภัยที่สุด

 

แต่หลังจากนั้นผมไม่รู้ว่ามายด์ใช้วิธีที่ผมแนะนำไปจริงๆ หรือเปล่า

 

 “แล้วที่ผมให้คุณมานั่งดูกล้องน่ะ ผมไม่ได้จะให้คุณมานั่งดูกล้องเฉยๆ นะ”

 

“ครับ?”

 

“อย่างที่ผมบอกไป อาจารย์ฝั่งนั้นเขาสอบสวนเองหมดแล้วใช่ไหมล่ะ เขาบอกผมว่าไอ้คนเนี้ย มันสารภาพมาหมดแล้ว มันยอมโดนไล่ออกด้วย” ผมพยักหน้าตามให้อาจารย์ได้พูดต่อ เพราะประโยคล่าสุดกับประโยคที่เขาเกริ่น มันไม่ได้สัมพันธ์กันเลย “แต่เขาบอกว่าคุณน่ะ ไปแย่งแฟนเขา เขาเลยมากระทืบเข้าให้”

 

“ฮะ?”

 

“ผมเลยอยากคุยกับคุณสองคนนี่แหละ ถึงพามาห้องนี้ มาคุยดูซิว่าสรุปแล้วคนผิดมีใครบ้าง”

 

“เดี๋ยวครับอาจารย์” ใจผมตกไปอยู่ตาตุ่มเมื่อโดนข้อหาไปแย่งของเขามา เสียหายมากจนถึงมากที่สุด “ผมยังไม่มีแฟนเลย ไม่ได้คบใครทั้งนั้น จะไปแย่งของใครเขาครับ”

 

“อืม ถึงต้องมาคุยนี่ไง เพราะฝั่งนั้นเขาบอกว่าผู้หญิงที่เป็นแฟนเขาน่ะนะ ไปบอกว่ามีแฟนใหม่แล้ว ดีกว่าเยอะเลยด้วย แล้วไปขู่อีกว่าถ้าไม่ยอมเลิกจะพากันไปแจ้งตำรวจ ทีนี้ทำไงล่ะ ไอ้ผู้ชายมันก็ของขึ้นไง ก็ทำร้ายผู้หญิงอีกจนผู้หญิงต้องยอมบอกว่าแฟนใหม่ที่ว่าน่ะใคร”

 

มากกว่าหัวใจที่สั่นไหว คือร่างกายที่สั่นเทาจนควบคุมตามที่สมองสั่งการไม่ไหวแล้ว ความจุกที่หน้าอกตีขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก กลัวเหลือเกินว่าความกลัวที่มีอยู่ตอนนี้จะทำให้ผมเสียศูนย์จนทรงตัวไม่ได้

 

“แล้วรู้ไหมผู้หญิงตอบไปว่าอะไร” สาบานว่าตอนนี้ไม่ได้ยินอะไรแล้ว “ชื่อทัน อยู่โยธาปีสอง...มันจะตามตัวได้ไม่ยากเลยถ้าเขาไม่ใส่คำว่า นักร้องนำฟินอมมินอล”

 

หูดับ ปากกปิดสนิท อาจจะรวมไปถึงลมหายใจที่ติดขัดด้วยซ้ำในเวลานี้

 

เพราะมันไม่ใช่อุบัติเหตุหรือความเข้าใจผิด แต่มันคือการจงใจมาตั้งแต่แรก

 

“เขาได้บอกไหมครับอาจารย์ ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร”

 

“บอกๆ เห็นว่าชื่อ...”

 

 

 

 

 

 

 

 

เกือบครึ่งวันบ่ายหมดไป พอๆ กับเรี่ยวแรงผมที่เหลือแค่ขีดติดก้นหลอด ต้อมกับข้าวก็ถามกันว่าเป็นยังไงบ้าง ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะมันยิ่งกว่าน้ำท่วมปาก

 

เพราะยิ่งพูด ก็ยิ่งตอกย้ำความโง่ของตัวเอง

 

มาในวันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าตัวไม่ได้ชอบทำตัวโง่อย่างที่พี่เคเคยว่า แต่ความจริงแล้วผมโง่กว่าที่พี่เคว่าไว้อีกต่างหาก

 

โง่จนอยากหนีไปร้องไห้ไกลๆ โง่จนอยากทำตัวเฉยเมยกับทุกสิ่งทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องรู้สึกสงสารใครพร่ำเพื่ออีกแล้ว

 

จะเดินไม่ไหวอยู่แล้วแต่ผมยังยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครอีกคนโดยที่ผมไม่คิดเลยด้วยว่าเขาจะติดเรียนหรือไม่ หรือโทรไปแล้วจะโดนบ่นกลับมาหรือเปล่า

 

“พี่เค...อยู่ไหนครับ...อืม...” ได้ยินเสียงนุ่มของอีกคนแล้วน้ำตาก็ตีขึ้นมาคลอเบ้าเสียดื้อๆ “ผมไปหาได้ไหม” 

 

เวลาร้องไห้ผมมักจะปลีกตัวไปอยู่คนเดียว เสียใจคนเดียวเงียบๆ โดยไม่ให้ใครรู้ เพราะรู้ไปนอกจากจะหนักหัวเพื่อนคนอื่นเปล่าๆ ยังเป็นการแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นแบบใช่เหตุอีก

 

แต่สำหรับพี่เค...อาจจะเป็นคนเดียวเลยก็ได้มั้งที่เขาได้เห็นด้านอ่อนแอของผมจะครบทุกด้านแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเดินมาหาพี่เคถึงหอสมุด ก็ได้แต่นัดเจอเขาที่ห้องน้ำชั้นและฝั่งที่มีคนเข้าน้อยที่สุด และจัดการระเบิดน้ำตาพลางแนบหน้าไว้ที่ลาดไหล่ให้อีกคนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“เป็นอะไร”

 

ผมไม่ตอบได้แต่ปลดปล่อยความอึดอัด ความเจ็บใจ ความโง่ของตัวเองลงตรงนี้ มือไม้ข้างที่ไม่ได้ห้อยสายคล้องปัดป่ายหาที่ยึดเกาะ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นให้พี่เครวบกอดร่างกายผมไว้อีกตามเคย

 

นี่แหละ เหตุผลที่ผมต้องหาที่เงียบๆ เจอกันสองคน

 

ผมสะอึกสะอื้นไม่หยุด เข้าใจว่าหน้าคงตลกน่าดูเวลาที่น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าให้คนอื่นมาลำบากเช็ดให้แบบนี้ ลมหายใจไม่เป็นจังหวะเพราะการสูดอากาศหายใจทางปากแทบสำลักอากาศ ส่วนพี่เคก็ลูบหัวลูบหลังจนมั่ว ก็ไม่มีทีท่าว่าผมจะหยุดร้องง่ายๆ

 

“กลับไหม” เขาพูดอะไรมาผมก็ทำได้แค่พยักหน้าตอบกลับไป “ล้างหน้าล้างตาแล้วไปอยู่หอกูก่อน โอเคนะ”

 

“ครับ...ฮึก..”

 

“อือๆ ไม่เป็นไรๆ”

 

ผมรู้ดีว่าตอนนี้ใครที่เป็นห่วงผมมากที่สุด ถ้าไม่ใช่คนที่กำลังเช็ดหน้าเช็ดตาให้ผมอยู่ตอนนี้ แล้วรู้ด้วยว่าคนที่ใจร้ายแบบเสมอต้นเสมอปลายก็คือคนที่ทำให้ผมร้องไห้เป็นบ้าอยู่ตอนนี้อีกนั่นแหละ

 

แต่ตอนนั้นผมยอมรับว่าตัวเองหวังดีจริงๆ ที่อยากช่วยมายด์ให้หลุดพ้นจากผู้ชายคนนั้นเสียที แต่ก็ไม่เคยคิดว่าความใจร้ายครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้รับจากเธอ มันจะหนักหนาขนาดนี้

 

หวังดีในฐานะเพื่อนคนนึง...

 

หวังดีในฐานะคนที่ยังไม่เคยลืมสิ่งดีๆ ที่เคยมีให้กัน...

 

แต่สุดท้าย กลับตอบแทนกันด้วยวิธีแบบนี้น่ะเหรอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ทันพอแล้ว...กูไม่อยากรู้แล้ว”

 

ยิ่งเล่าให้พี่เคฟัง น้ำตาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหล เล่าไปร้องไห้ไป สะอึกสะอื้นจนแทบจะสำลักอากาศตาย พี่เคถึงได้ลูบแก้มผมบังคับให้หยุดเล่าแบบนี้

 

“ทำไมผมโง่ขนาดนี้วะ...ฮึก...ทำไมผมต้องช่วยเขาด้วยวะทั้งๆ ที่โดนมาขนาดนี้อะ”

 

“กูบอกว่าไม่อยากฟังแล้วไง”

 

“พี่เค...” เหมือนคนบ้าขึ้นทุกทีอะ ยิ่งเขากอดผมแน่นแค่ไหน ร่างกายก็ยิ่งสั่นสะท้านในอ้อมแขนเขามากขึ้น “ผมโกรธเขาว่ะ”

 

“มึงไม่ต้องโกรธเขาทัน...มึงแค่เลิกยุ่งกับเขาให้ได้ก็พอแล้ว” พี่เคกอดผมไว้เต็มอกพลางโยกตัวไปมาเบาๆ พอทำให้จิตใจมันผ่อนคลายลงได้บ้าง “เขาทำร้ายมึงด้วยวิธีนี้ วันนึงเขาจะโดนทำร้ายยิ่งกว่าตอนที่มึงโดนเหมือนกัน”

 

โคตรแย่เลยแม่ง

 

“มึงอาจจะคิดว่าตัวเองโง่ที่ไปช่วยเขา แต่คนที่เล่นกับความหวังดีของมึงนั่นแหละที่โง่กว่า แล้วเขาจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะไม่เหลือใครแม้กระทั่งคนโง่ที่เคยช่วยเขาในวันนั้น” เหนื่อยอะ หลับตาให้มันหลับลงไปเลยได้ไหม “ทัน...”

 

แต่ผมก็ต้องลืมตาขึ้นมาทั้งม่านน้ำตาที่เอ่อล้นพาลทำให้ภาพเบื้องหน้าผิดเพี้ยน

 

“ขอโทษนะ...”

 

“ค...ครับ?”

 

“ก็ถ้ากูไม่ได้แนะนำมึงให้ไปบอกเขาแบบนั้น...มึงก็ไม่โดนทำร้ายแบบนี้หรอก”

 

“ไม่...” แต่ในขณะที่ผมกำลังอ้าปากเถียง มือข้างหนึ่งของพี่เคก็เอื้อมมาเช็ดน้ำตาที่ไหล่กลิ้งลงที่ข้างแก้มอีกครั้ง “พี่เคไม่ผิด ถูกแล้วที่พี่ทำแบบนั้น ไม่งั้นผมก็คงใช้วิธีเดิมไปแล้ว”

 

“แต่มันเป็นการเปิดช่องให้เขาไปขู่ไอ้เหี้ยนั่นว่าจะไปแจ้งความไม่ใช่เหรอ...ถ้ากูไม่แนะนำข้อนี้ไป...”

 

“ไม่เอา...ไม่พูดแล้ว” ผมเอื้อมมือไปแนบแก้มพี่เคเบาๆ ให้เขาหยุดพูดเมื่อสีหน้าพี่เคแย่ลงแบบเห็นได้ชัด

 

พี่เคไม่ผิด สิ่งที่เขายื่นให้ผมไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง แล้วผมก็เต็มใจที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพร้อมจะยื่นให้เสมอด้วยซ้ำไป

 

“พี่...” ผมเอ่ยเรียกเขาขณะที่หน้าผากเราจรดกัน ตอนนี้ไม่เห็นอะไรนอกจากใบหน้าที่เปื้อนทุกข์ไม่ต่างจากผมของเขา “คืนนี้ขอนอนด้วยนะ”

 

“อือ ไม่ขอก็ให้อยู่แล้ว”

 

ท่ามกลางความเหนื่อยล้า ความน้อยเนื้อต่ำใจจากตัวเราเอง อย่างน้อยก็มีมุมนึงที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง

 

ไม่ว่าจะเป็นการได้กอดใครสักคนที่เราเองก็รู้สึกดีเวลาที่ได้อยู่กับเขา การได้ถูกสัมผัสจากใครสักคนที่เรารู้อยู่ตลอดเวลาว่าคนคนนี้นี่แหละที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน ยิ่งรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกันเมื่อใบหน้าเราแนบชิดก่อนที่ริมฝีปากจะจรดกันนั้น...

 

มันยิ่งย้ำเตือนทั้งความคิดและความรู้สึก ว่าผมโชคดีมากแค่ไหนแล้วในท่ามกลางความเหม็นเน่าคละคลุ้งของจิตใจมนุษย์ ก็ยังคงมีความสวยงามของสัมผัสที่บางเบาจากผู้ชายคนนี้อยู่

 

“พี่เค...” ผมเอ่ยเรียกยามที่เขาจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากผม

 

“หืม”

 

“ขอบคุณนะครับ”

 

“..........”

 

“ไม่มีใครใจดีเท่าพี่แล้วนะ”

 

พอพูดจบจากสัมผัสนุ่มหยุ่นที่หน้าผากก็เข้าครอบครองที่ริมฝีปากผมก่อนจะถูกเม้มดึงเบาๆ

 

“กูไม่ได้ใจดีขนาดนั้น” ถึงจะพูดมาแบบนั้นแต่ผมก็ยังส่ายหน้าอยู่ “แค่คนที่มึงเคยเจอมา เขาใจร้ายมากไปเท่านั้นเอง”

 

ผมพยักหน้าเบาๆ พลางหลับตารับจูบอ่อนโยนที่เปลือกตาอีกครั้ง บางทีความอ่อนโยนแบบนี้ก็ทำเอาผมไม่ได้ดูแตกต่างจากสาวน้อยในร่างผู้ชายตัวใหญ่เท่าไหร่เลย

 

ยอมให้ผู้ชายโอบกอดจนเต็มอก ยอมให้เขาจูบเขาลุกล้ำทั้งใบหน้าและลำคออย่างไม่คิดจะขัดขืน...

 

อืม...ถ้าไม่ชอบแบบนี้ และไม่ชอบคนคนนี้ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

 

คนใจดีของผม...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

...............................................................

หล่อสุดก็วันนี้แหละพี่เคน่ะ

 




ขออนุญาตประชาสัมพันธ์รูปเล่มเรื่อง A piece of memory จุดเปลี่ยนความทรงจำ

เรื่องนี้แต่งไว้ตั้งแต่ปลายปี 2017 ปัจจุบันได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Hermit books และกำลังจะมาให้อยู่ในอ้อมกอดของทุกคนในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ที่แรกที่หอประชุมกลางน้ำกองพันทหารม้าที่ 1 BTS สนามเป้า


 

 งานนี้แพรวไปไม่ได้ ถ้าใครไปเที่ยวอย่าลืมแวะไปหาหนุ่มๆ กันนะคะ 

ขอบคุณมากๆ เลยค่า  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #49 kanlaya2412 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 19:48
    ผู้หญิงคนนี้แม่งแบบ อย่าเ_ี้ย เลย
    #49
    0