เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

ตอนที่ 18 : 16 : คนที่ต้องใช้การกระทำแทนคำพูด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,058
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    3 ธ.ค. 62



16

คนที่ต้องใช้การกระทำแทนคำพูด

 

 

 

 

Special K’s Part

 

 

ผมจูบทันไปแล้ว   

 

แล้วดูปฏิกิริยาด้วย เงียบอย่างกับป่าช้าเลยแฮะ นิ่งอย่างกับหุ่นด้วย ไม่รู้หลับในหรือตายทั้งท่ายืนไปแล้วกันแน่

 

หึ...ทำเป็นนิ่ง แต่ความจริงหน้าแดงจนลามไปถึงคอแล้วยังจะมาทำเป็นเก็บอาการ เก็บได้เก็บไป จำให้ได้ด้วยแล้วกันว่าเมื่อกี้ทันจูบผมกลับด้วยต่างหาก เป็นจูบที่เงอะงะแต่ก็รู้สึกดีไม่ใช่เล่น

 

“ไป อาบน้ำ” ผมใช้นิ้วโป้งลูบริมฝีปากคนเตี้ยกว่าเบาๆ ก่อนจะก้มหยิบผ้าขนหนูที่หล่นไปแล้วมามาพาดบ่าให้

 

“ทำแบบนี้ทำไมเนี่ย”

 

“แบบไหน”

 

“แบบเมื่อกี้ไง” ลากเสียงยาวให้ผมเลิกคิ้วใส่อีก มันน่าโดนอีกรอบไหม

 

“ไหนว่าให้ได้ทุกอย่าง”

 

“ก็ไม่คิดว่าจะขออย่างนี้นี่”

 

“พูดมาก ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวจะขออีกอย่างด้วย”

 

“อะไรอีกครับ”

 

“บอกก่อนก็ไม่เซอร์ไพรส์ดิ” ความจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก เบสิกกว่าจูบเมื่อกี้ตั้งเยอะ “ไปได้แล้ว อาบดีๆ ด้วย ระวังแขนชนอะไร”

 

สุดท้ายไอ้คนเด็กกว่าแค่ปีเดียวก็ทำหน้างอปนหน้าแดงของมันไป ก่อนจะใช้มือข้างขวาที่ไม่ได้เป็นอะไรจับผ้าเช็ดตัวแล้วเดินฟึดฟัดเข้าห้องน้ำไปในที่สุด

 

อย่าว่าแต่ทันเลยที่หน้าแดง คิดว่าผมไม่รู้สึกอะไรหรือยังไง

 

แต่อยากจะด่ามันว่าคนอะไรโง่ฉิบหายเลย คนรักมันจะเป็นจะตาย ยังจะทู่ซี้อยากร้องเพลงคนที่ถูกรักอีก...

 

ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล้ย...

 

 

 

 

 

 

“มานอนนี่ดิ” หลังจากที่ผมล้มตัวลงนอนมองอีกคนที่มีสายคล้องแขน อีกคนก็ดูจะทำตัวห่างเหินกับผมเหลือเกิน “อยากกอดไม่ใช่เหรอ นอนให้กอดแล้วนี่ไง” 

 

ก่อนหน้านั้นละทำบอกว่าอยากกอดผมนักหนา แล้วพอถึงเวลานอนจริงๆ จะขยับไปนอนติดข้างฝาทำพระแสงอะไร รังเกียจกันมากนักสิ “กอดได้ที่ไหนล่ะ”

 

“กูกอดให้ก็ได้”

 

“พี่เคอะ” ไอ้หน้าแดงๆ ของทันกับการกระฟัดกระเฟียดเบาๆ นี่มันน่ารักจริงๆ อย่าไปดื้อไปเอาแต่ใจกับใครเชียวล่ะ จะจูบให้ปากเห่อเลย

 

แต่สุดท้าย ทันก็ยอมขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นและล้มตัวนอนลงบนแขนข้างซ้ายของผมให้ใบหน้าเราได้อยู่ในระยะที่ใกล้กันมากขึ้น แล้วพอมันใกล้กัน มันก็ง่ายต่อการให้ผมจรดจมูกลงที่ขมับอีกคนมากขึ้น

 

“ฮื่อ...พี่เค” ส่งเสียงท้วงนะ แต่ไม่ขยับหนี เอากับเขาสิ

 

“หือ?”

 

“พี่...” หน้าแดงไม่หายแบบนี้ แถมยิ่งหันมามองผมด้วยระยะแค่นี้ ปลายจมูกเราก็ชนกันง่ายๆ “พี่ชอบผมเหรอ”

 

“อะไรนะ”

 

“ก็...ไม่รู้อะ พี่ทำแบบนี้ผมใจไม่ดีเลยนะ ไม่ใช่แค่ทำแบบนี้ดิ หลายอย่างเลยด้วย”

 

ผมไม่ได้ตอบกลับไปในทันที ได้แต่มองเข้าไปยังนัยน์ตาของอีกคนจนแทบจะทะลุปรุโปร่ง พลางยกมือขึ้นมาลูบข้างแก้มอีกคนเบาๆ “อืม...กูชอบแก้มมึง”

 

“ฮะ?”

 

“มันนุ่ม”

 

“พี่เค” ทันผละออกห่างก่อนจะจับมือผมให้ออกห่างจากแก้มเขา “ผมจริงจังนะ ทำแบบนี้กับคนไม่ได้คิดอะไรได้ยังไง โคตรใจร้าย”

 

“กูใจร้ายยังไง ไม่ได้ไปทำอะไรให้มึงสักหน่อย”

 

“ก็แบบเนี้ย” ยิ่งเห็นทันฟึดฟัดใส่ระยะประชิด ผมยิ่งยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ ชอบนักล่ะ แกล้งให้เขาเป็นแบบนี้อยู่คนเดียว “ถ้าพี่ไม่ได้คิดอะไรก็อย่ามาทำแบบนี้กันสิ ไม่รู้เหรอว่าผมที่โดนปฏิเสธมาทุกรอบมันจะรู้สึกยังไงน่ะ”

 

“อืม”

 

“อืมอะไรรร”

 

ยุกยิกอะไรนักหนา ผมเลยจัดการพลิกตัวนอนตะแคงก่อนจะยกมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมาโอบร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์ดีของอีกคนที่กำลังนอนหนุนแขนหลวมๆ ก่อนจะจรดหน้าผากตัวเองลงที่หน้าผากอีกคนเพื่อบังคับให้หยุดนิ่งเสียที

 

ทำไม...ทำแบบนี้แล้วจำเป็นต้องชอบด้วยเหรอ

 

ไหนลองนิยามคำว่าชอบได้ไหมว่าทำแบบไหนถึงจะใส่คำนี้ลงไปได้บ้าง

 

อยากเห็นหน้าเขาทุกวัน อยากคุยกับเขาทุกวัน หรืออยากอยู่ใกล้ชิดเขาตลอดเวลา...

 

แล้วถ้าความรู้สึกมันมากกว่านั้นล่ะ ถ้ามันมีคำว่าเป็นห่วงเข้ามาผสมด้วย หรือมันมีคำว่าอยากสัมผัสเข้ามาปน มันจะยังเรียกว่าชอบได้อีกหรือเปล่า

 

ผมรู้สึกยังไงก็อยากให้ใจมันเป็นไปแบบนั้น ผมไม่ชอบให้ใครมานิยามความหมายในสิ่งที่ผมเป็นอยู่เป็นคำว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นผมเหรอถึงมารู้ว่าผมรู้สึกยังไง เป็นใครมาจากไหนถึงมากล้ายุ่งกับความรู้สึกของผมเอง

 

“ทำไมไม่ตอบล่ะ เครียดจนจะร้องไห้แล้วนะ”

 

“ร้องดิ เดี๋ยวเช็ดให้” 

 

“โอ๊ย...” ยิ่งทันดีดดิ้นอยู่ในอ้อมกอดผม ผมยิ่งได้ใจกอดรัดคนคนนี้ให้แน่นขึ้นไปอีกแต่ก็ไม่ลืมระวังไม่ให้ไปโดนแขนที่มีสายคล้องนี่

 

แต่สุดท้ายคนในอ้อมกอดผมก็นิ่งเหมือนถูกสตัฟเมื่อผมฝังจมูกลงบนแก้มอีกคนให้หลับตาปี๋ นี่ผมอุตส่าห์ไม่บ่นแล้วนะจะมาง้องแง้งอะไรมากมาย ถ้ารำคาญขึ้นมาจริงๆ อย่าหาว่าพี่ไม่เตือนแล้วกันครับน้อง

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากมิดเทอมตัวสุดท้ายผ่านไป ก็โล่งขึ้นเหมือนจากเดิมที่ใครเอาเท้ามาเหยียบหน้าอกก็หายไปอะไรประมาณนั้น ความจริงอยากจะกลับหอเลยเพราะไหนๆ วันนี้ฟินอมมินอลก็ไม่ได้นัดซ้อมอะไร การนอนกลางวันของผมก็ดูจะห่างหายไปนานตั้งแต่รู้จักคำว่าเด็กกิจกรรมมา

 

แต่...ไอ้เพื่อนซี้ที่ซี้กันที่สุดอย่างบอสและหยาง ก็ชวนผมไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟฝั่งวิศะวะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่เรามักจะขลุกกันอยู่แต่ในคณะอย่างครุศาสตร์

 

ร้อยวันพันปีมันไม่เคยชวนผมไปนั่งกินกาแฟที่คณะอื่นหรอก ถ้าไอ้สองคนนี้มันไม่รู้ว่าผมกับทัน...

 

“ขอบคุณมึงที่เล่าให้กูฟังหลังสอบเสร็จ ไม่งั้นกูคงไม่มีกะจิตกะใจอยากทำข้อสอบอะไรทั้งนั้น” หยางว่าพลางขยับแว่นบนหน้า

 

“อะไรจะขนาดนั้น”

 

“เรื่องของเพื่อนก็คือเรื่องของเรา”

 

“เสือกเก่งจัง” ความจริงก็ไม่อยากเล่าให้พวกมันฟังหรอก แต่ไหนๆ ก็เล่าไปแล้วนี่นะ

 

“กูนี่อึ้งเลย ชมเขาให้พวกกูฟังอยู่ดีๆ ทำไปทำมาเสือกชอบเขาขึ้นมาจริงๆ” บอสว่าก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปาก ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่ามันจะหัวเราะผมหรือมันจะเขินหรือมันจะทำไมกันแน่

 

“ทำไมมึงไม่บอกพวกกูบ้างอะเคว่ามึงชอบน้องเขา”

 

“ชอบหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

 

“อ้าว แล้วชวนเขาไปนอนด้วยบ่อยๆ นี่คือไร หวังฟันอย่างเดียว?”

 

“ทำไมมองกูเป็นคนแบบนั้นวะ” ถึงผมจะเป็นผู้ชาย ที่รู้อยู่แล้วว่าธรรมชาติของผู้ชายมันมักจะคิดเรื่องแบบนั้นอยู่ในหัวแทบจะตลอดเวลา แต่สำหรับทัน ผมว่าอย่างน้อยก็ต้องให้เวลาเขาบ้าง “กูอาจจะไม่ได้ชอบทันก็ได้”

 

“เอ้าไอ้เหี้ย พูดเหมือนไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง”

 

“เข้าใจ แล้วยังไงอะ ความรู้สึกแบบนี้มันต้องเรียกว่าชอบอย่างเดียวเหรอ”

 

“แล้วมึงจะเรียกว่าอะไร”

 

“แล้วทำไมต้องไปตั้งชื่อให้มันด้วย”

 

“เอ้าไอ้ห่านี่”

 

เหนื่อย อย่ามาเถียงกันเรื่องของความรู้สึกเลย รู้แค่ว่าผมต้องการอะไรจากทัน รู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับทัน แค่นั้นมันก็น่าจะพอแล้ว

 

“ทำเฉไฉไม่ตอบ อย่าบอกนะว่ารักน้องมันไปแล้ว” เรื่องศิราณีจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่บอสเพื่อนผู้เจนโลกและรอบรู้เรื่องความรัก

 

แต่คำถามที่ถามเพื่อความแน่ใจของบอสนั้น ผมกลับไม่อยากตอบออกไปทันที ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกถึงเศษเสี้ยวในสิ่งที่เรียกว่าความรัก แต่ผมกลับมองย้อนไปถึงคำว่าชอบ ไอ้คำที่มีความหมายผิวเผินหากแต่เป็นใบเบิกทางสำหรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งหลังจากนั้น

 

แต่ถ้าจะบอกว่าผมรักทัน...ผมกลับรู้สึกได้ถึงความสั่นไหวที่หน้าอกที่อยู่ดีๆ คนเรามันจะรู้สึกรักใครได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ หรือแท้ที่จริงแล้วความรักคืออะไร เป็นเพียงการเอาใจใส่ดูแล หรืออยากทำดีกับใครสักคนเพื่อให้เขารักเราตอบบ้าง

 

“เงียบเลย”

 

“กูไม่รู้”

 

“ซับซ้อนจังวะ” หยางนี่ก็แปลก ไม่ใช่เรื่องตัวเองแท้ๆ แต่เดือดเนื้อร้อนใจแทนผมเก่งจัง “มึงคิดว่าความรักบนโลกนี้มันต้องซับซ้อนเหมือนสูตรสร้างสะพานสร้างตึกของภาคน้องมันเหรอวะ ทำอะไรยากไอ้เหี้ย รักเขาไปแล้วก็บอก อึกอักเพื่อ”

 

“เป็นกูเหรอ รู้อะไรเกี่ยวกับกูเก่งจัง”

 

“เขาเรียกใส่ใจ” ใช่เหรอวะ “อย่าทำอะไรให้มันยาก ถึงในใจมึงจะคิดว่าอะไรที่มันได้มาง่ายๆ มันก็จะเสียไปง่าย ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันอยู่ที่การรักษา...”

 

“เก่ง”

 

“ฟังกูสิ ฟังกู” ได้ทีข่มกูใหญ่เลย “รู้สึกยังไงก็บอกน้องเขาไปแบบนั้น ชัดเจนทั้งตัวเองทั้งน้อง วันนึงมีคนเข้ามาหาน้องมึงแล้วชัดเจนกว่ามึงจะทำยังไง มึงจะไปตีโพยตีพายว่ามึงรู้สึกดีกับน้องเขามากกว่าหรือใส่ใจน้องเขามากกว่าเอาตอนนั้นมันก็ไม่ทันแล้ว เพราะเสือกไม่บอกน้องเขาตั้งแต่แรกว่ามึงทำแบบนั้นไปเพราะอะไร”

 

หยางมันโมโหอะไรผม แล้วยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร ไอ้บอสก็ผสมโรงอีก “มึงอาจจะไม่รู้ว่าตอนที่คนเรามันโสดๆ น่ะ กว่าจะมีคนเข้าหาสักคนแม่งโคตรยาก แต่พอเริ่มจะไม่โสดแล้วเนี่ย คนต่อคิวเป็นหางว่าวเลยนะฮะ ยิ่งน้องเริ่มดังใหญ่แล้วด้วย...เสร็จแน่ๆ มึงเสร็จแน่ๆ ไอ้เค”

 

“เลิกปั่นกูได้แล้วพวกมึงน่ะ จะแดกไม่แดกกาแฟอะ”

 

“อย่าทำมาเปลี่ยนเรื่อง...” เปลี่ยนเถอะ เพราะตอนนี้ผมเริ่มปวดหัวเพราะพวกมันแล้ว “กูจะเล่นมึงให้วันนี้มึงไปบอกน้องเลยว่ามึงรู้สึกยังไง”

 

“ไม่เกี่ยวกับพวกมึงอะ กูจะบอกไม่บอกก็เรื่องของกูปะ”

 

“สาธุ..” ไอ้หยางยกมือพนมท่วมหัว “คืนนี้ขอให้มีคนมาบอกชอบไอ้น้องทันทีเหอะ เอาแบบไม่ใช่ไอ้ห่าเคเนี่ย”

 

“ไอ้สัดนี่”

 

“เป็นถึงขั้นหวงเขาแล้วยังไม่ยอมรับความจริงอีก...สาธุ ได้กันเร็วๆ เลยเหอะงั้นก็”

 

ผมฟาดม้วนเอกสารลงบนหัวไอ้สองคนนี้คนละที แต่ถ้าถามว่ายี่หระไหม ก็บอกเลยว่าไม่ นอกจากจะหันไปหัวเราะคิกคักกันสองคน ยังหันมามองค้อนผมอีก เออ ให้มันได้อย่างนี้สิน่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อถึงวันที่ต้องนัดซ้อมรอบสุดท้าย...

 

 

ผมที่มาถึงห้องซ้อมกับทันก่อนสมาชิกคนอื่นก็ต้องมานั่งรอกันอีกพักนึง ด้วยเหตุผลที่ว่าวันนี้คนอื่นๆ ติดเรียนบ่ายกันเกือบหมด บางคนก็ไม่มีเรียน ความกระเตื้องที่จะมาซ้อมเลยน้อยกว่าคนที่มีเรียนแค่เช้าอย่างทันและผม

 

เอาจริงๆ ไหม ผมรู้สึกได้นะว่าทันดูไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันสองคน

 

ก็คงเป็นเรื่องปกติมั้งที่เคยจูบกันแล้วในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน พอมาเจอหน้ากันอีกทีก็ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ ยิ่งน่าแกล้งหนักเข้าไปอีก

 

“มองตากูแล้วจะท้องหรือไง” มัวแต่นั่งกดโทรศัพท์ นั่งอยู่ข้างๆ ก็สนใจกันบ้างสิ

 

“อะไรพี่ ผมไม่ใช่ปลากัด”

 

“ถึงเป็นปลากัดมันก็ต้องผสมพันธุ์ถึงจะท้อง” ใครมันเป็นคนคิดความเชื่อนี้ขึ้นมาวะ น้ำเชื้อปลามันกระโดดออกทางลูกตาเหรอ “กูไม่ทำอะไรมึง”

 

“อืม รู้”

 

“หางเสียงน่ะหายไปไหนหมด”

 

“ครับ” กวนตีนใหญ่แล้วเนี่ย แต่อย่างนี้ก็ดูเป็นทันคนเดิมดี “ทีพี่ยังไม่พูดเพราะกับผมเลย มึงๆ กูๆ ไม่สมหน้าตาเลย”

 

“ขอบคุณที่ชมกูอ้อมๆ ว่าหล่อ”

 

“ตัวจริงเป็นคนแบบนี้เหรอ” ผมเลิกคิ้วใส่ทันเมื่อมันหันมาทำหน้างอใส่ผม “ผมเคยเข้าไปดูคลิปของพี่ที่เคยออกทีวีด้วยนะ”

 

อะไรนะ...

 

“ในทีวีพี่โคตรใจดีเลย ยิ้มทีเหมือนโลกถูกทับถมด้วยกลีบดอกซากุระอะ” ผมเผลอหลุดขำเมื่อได้ยินไอ้คนเด็กกว่าเปรียบเทียบซะเห็นภาพ “พี่โคตรหล่อ หล่อแบบ...สุภาพบุรุษอะ เสียงก็นุ่ม ทำหน้าเขินด้วย...แต่ทำไมตัวจริงถึงเป็นคนแบบนี้วะ”

 

“ไหนมึงลองสาธยายซิว่าตัวจริงกูเป็นคนยังไง” ผมหันหน้าเข้าหาทันเต็มตัวก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปจนปลายจมูกเราเกือบชนกัน “พูดให้หมดนะ ถ้าไม่ตรงกับที่เป็นอยู่กูจะจูบให้ปากบวมเลย”

 

“อย่านะพี่” โทษทีน้อง ต่อให้มึงขยับถอยหนีแต่มือผมไวกว่าคว้าเอวอีกคนไว้แน่น “ก็พี่เป็นอย่างเงี้ย เถื่อนตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเลย”

 

“อืม แล้วไง?”

 

“ขี้บ่น ด่าเก่งด้วย ไม่รู้จะบ่นอะไรนักหนาแม่ผมยังไม่ขนาดนี้เลย”

 

“ต่อ”

 

“ก็...” เริ่มอึกอัก แสดงว่าตอนที่เห็นผมในคลิปกับตอนที่มาสัมผัสกับตัวอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมาก “ไม่เคยเห็นพี่ยิ้มแบบเขินๆ เลย”

 

“ก็บอกไปแล้วว่าตัวจริงกูเป็นยังไง รับได้หรือไม่ได้ก็เรื่องของคนอื่น...ทำไม หรือมึงก็รับไม่ได้อีกคน?”

 

“ปะ...เปล่า”

 

“อืม แล้วจะมีปัญหาอะไร ตัวตนกูเอาไว้เปิดเผยให้คนที่อยากเปิดเผยเท่านั้นแหละ”

 

ทันนิ่งไปเมื่อผมเปลี่ยนโหมดจริงจัง ผมว่าเราเคยคุยเรื่องนี้กันไปรอบนึงแล้วไอ้เรื่องเวอร์ชั่นของเราที่เราตั้งใจทำให้คนอื่นเห็น กับเวอร์ชั่นของเราที่เราเป็นจริงๆ มันย่อมต่างกันอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่ทันเคยเห็นผมในวิดีโอหรืออะไรก็แล้วแต่ กับที่ทันมาสัมผัสด้วยตัวเอง ในสายตาและความคิดของเขา ผมในสองเวอร์ชั่นก็คงจะแตกต่างกันมากจริงๆ

 

“พี่...หมายถึงผม?”

 

“แล้วเห็นกูใส่หน้ากากหามึงอยู่ไหม”

 

ทันส่ายหน้า “แต่มัน...ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ปะ”

 

“กูก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน”

 

“.......”

 

“แต่มันเป็นไปแล้ว หลายๆ อย่าง กูรู้สึกกับมึงไปแล้วจริงๆ”

 

ผิดคิวหรือเปล่าที่อยู่ดีๆ ทันก็เกิดหน้าเปลี่ยนสีขึ้นมาดื้อๆ แต่ใบหน้าน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะดูเหมือนทันจะเป็นคนที่เลือดสูบฉีดทีไรมันขึ้นที่คอก่อนทุกที

 

“ไม่รู้สิ ยิ่งจูบยิ่งรู้สึกด้วย” ก็นะ พอได้พูดออกไปนิดๆ หน่อยๆ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่เต็มอกก็ค่อยๆ ทะลักออกมาทีละนิด “อยากรู้ไหมว่ากูรู้สึกยังไง”

 

ทันนิ่งไปก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

 

“แน่ใจนะ” ก็ยังพยักหน้าเงียบๆ “ถึงเวลาจะมาหาว่ากูไม่บอกอะไรมึงไม่ได้แล้วนะ”

 

“ก็พี่เคไม่พูดมาตรงๆ”

 

“ใช้อย่างอื่นแทนคำพูดไม่ได้เหรอ หรือมึงไม่รู้สึกถึงการกระทำของกูแล้ว”

 

“เปล่าครับ”

 

ผมพยักหน้าเบาๆ เมื่ออีกคนไม่ได้เป็นอย่างที่ผมตัดพ้อ

 

ผมไม่ใช่คนที่ประดิดประดอยคำพูดอะไรเก่งพอที่จะบอกว่าตอนนี้ผมรู้สึกกับทันยังไง แต่ถ้าจะให้พูดออกไปตรงๆ ว่าทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกันผมมีอาการเป็นยังไงบ้างก็ดูจะเวิ่นเว้อพอสมควร เพราะงั้นสิ่งที่จะเป็นตัวแทนคำพูดของผมได้ดีที่สุดคงเป็นการกระทำที่ผมตั้งใจทำออกไปมากกว่า

 

ไม่ว่าจะเป็นการดูแลมันตอนเมาหรือไม่เมา ปฏิกิริยาที่รู้ว่าทันเจ็บตัวเพราะโดนทำร้าย หรืออีกหลายๆ ครั้งที่ผมมักจะเอ็นดูเวลาที่อีกคนทำตัวน่ารัก ถ้าผมรังเกียจทันตั้งแต่แรกจริง ผมจะให้เขาขึ้นมาคุยงานที่หอหลังจากที่เพิ่งคุยกันได้ไม่กี่ครั้งทำไมทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัว

 

ถ้าไม่ได้เป็นเพราะผมอยากรู้จักทันและอยากให้เขาได้มีโอกาสเข้ามาเหยียบในพื้นที่ส่วนตัวของผมบ้าง

 

ความรู้สึกอุ่นนุ่มแตะอยู่ที่ปลายริมฝีปาก ค้างไว้ให้แน่ใจว่าอีกคนจะไม่ถอยหนีผมไป ก่อนจะยกปากขึ้นงับริมฝีปากล่างเขาเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ ทำทุกอย่างให้นุ่มนวลเหมือนข้างแก้มที่ผมชอบยกมือขึ้นลูบไล้อยู่เสมอ

 

ผมพรมจูบไปทั่วใบหน้าของอีกคนให้เขาหลับตาพร้อมรับสัมผัสจากผมให้เต็มที่ ไม่ลุกล้ำแต่อยากรู้จักเขาให้มากขึ้น อยากฝังจมูกไว้ที่ข้างแก้มนี้ไม่ถอนออกไปไหน แขนข้างนึงเผลอกอดเรือนร่างที่เขาเองก็กอดผมด้วยแขนเพียงข้างเดียว

 

“ถ้าชอบกอดก็กอดเยอะๆ แล้วเวลาขอกอดก็ไม่ต้องหนี” ผมเอ่ยที่ข้างหูของอีกคนที่กำลังซุกหน้าลงที่หน้าอกผม

 

“อือ...”

 

“เวลาที่ขอจูบด้วย”

 

หน้าแดงขึ้นมาเลยแฮะ เพิ่งรู้ว่าไม่ชอบให้พูดกันตรงๆ นะเนี่ย

 

ยังไม่ทันให้อีกคนได้หายเขิน ผมก็จรดจมูกลงบนปลายจมูกของอีกคนพาลให้ริมฝีปากเราแตะกันอีกครั้ง มันคงเกินพอกับความนุ่มนวลในการอุ่นเครื่องครั้งแรกไปแล้ว ผมจึงจัดการสอดลิ้นผ่านริมฝีปากที่ปิดสนิทให้อีกคนกำเสื้อผมแน่น ก่อนจะป้อนความอุ่นในโพรงปากให้อีกคนเผยอปากรับมันช้าๆ

 

ไม่รุนแรงหากแต่เชื่องช้า ค่อยๆ ทำให้รู้ว่าผมอยากรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น

 

กับคนที่เราหวังดี ต่อให้ความรู้สึกทางกายมันพุ่งทะยาน ผมก็เก็บมันไว้ได้อยู่แล้วล่ะ

 

“พี่เค...” เมื่อผละจูบให้เขาหอบเอาอากาศเฮือกใหญ่เข้าปอด ทันก็ทุลักทุเลเรียกผมในอ้อมกอด “คือ...”

 

“หือ?”

 

“คือผม...” ยิ่งเลิกคิ้วตอนที่ใบหน้าแดงๆ หันออกข้าง “ระ...รู้สึก”

 

“ฮะ รู้สึกอะไร”

 

“อย่าฮะดิ” ก็ไม่เข้าใจ

 

“ที่กูบอกน่ะเหรอ”

 

“ไม่ใช่...เอ้ย นั่นก็ใช่ รู้สึกแล้ว” กะพริบตาสู้สายตางงๆ ของผมใหญ่เลย “แต่ตอนนี้ผม...รู้สึกอย่างอื่น”

 

ทีแรกก็ไม่รู้หรอกว่าทันหมายถึงอะไร แต่พอรับรู้ได้ถึงแรงที่กำแขนเสื้อผมแน่นกับใบหน้าที่ก้มต่ำลงจนสุดท้ายหน้าผากมาจรดที่หน้าอกผมอีกครั้ง ถึงได้รู้ตอนที่พยายามจะมองตามใบหน้าที่เอนลงมาซบอกผมนั่นแหละ

 

อ๋อ...

 

”ลามกนะมึง”

 

“ฮึ่ย...พยายามอยู่!

 

“ไม่ต้องพยายาม...” ผมก็ผู้ชาย มันก็ผู้ชาย ทำไมจะไม่รู้ว่าเพศสภาพอย่างเราๆ มันเป็นยังไง คิดว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะกล่อมให้มันหลับไปง่ายๆ อีกน่ะเหรอ “ปะ เดี๋ยวช่วย”

 

“ฮะ” เหวออะไร จะทะลุกางเกงอยู่แล้ว “ช่วยอะไรพี่”

 

“มึงจะรอให้มันหลับเองหรือไง เพื่อนมึงมาโน่นแหละเดี๋ยวก็สงสัยกันใหญ่”

 

“อือออ...ไม่ต้อง ผมไม่เป็นไร เดี๋ยวไปคนเดียว” สุดท้ายทันมันก็ดีดดิ้นออกจากวงแขนผมก่อนจะเดินทุลักทุเลไปที่ประตู

 

“ตอนทำก็นึกถึงหน้ากูด้วยนะ”

 

“อะไรเล่าพี่เค!

 

ยังหัวเราะคิกคักได้อยู่ผมน่ะ แต่ถามว่าตอนนี้ผมแตกต่างอะไรจากทันไหม บอกให้เลยว่าไอ้เจ้าเคน้อยมันก็พร้อมที่จะผงาดขึ้นมาไม่ต่างจากทันเท่าไหร่ แต่พอดีผมเป็นคนเบนจิตใจไปทางอื่นได้ง่าย เผลอนั่งคิดอะไรนิดหน่อยก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว

 

พอจะช่วยก็ไม่ให้ช่วย อีทีนั้นล่ะกอดเราแน่นเชียว

 

เฮ้อ...

 

 

 

 

 

 

 

End of K’s part    

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

.................................................................

ความจริงเป็นผู้ชายถ้าถึงเวลานั้นแล้วห้ามทนนะ เขาบอกว่ามันจะเจ็บอะเค

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #11 Pommaree (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 13:23
    ถ้าอยู่ในห้องนอนนะทันเอ๊ยเสร็จพี่เคแน่
    #11
    0