เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 17 : 15 : คนที่อยากได้อะไรก็ให้ได้ทั้งนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,085
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    29 พ.ย. 62


15

คนที่อยากได้อะไรก็ให้ได้ทั้งนั้น

 

 

 

 

“มึง เขาจะให้เรานั่งรถบัสไปใช่ไหม”

 

ด้วยความที่บ่ายวันนี้ผมต้องนั่งรถที่ทางมหาลัยจัดเตรียมไว้ให้เพื่อไปแข่งดนตรีเวทีที่สอง แต่พอดีเดินมาถึงหน้าตึกอธิการก็เห็นรถบัสคันใหญ่จอดอยู่กับพวกผมอีกหลอมแหลม

 

“ใช่เหรอวะ เขาเลี้ยงเราดีไปมะ” เจ๋งถามพลางขนกลองชุดออกจากรถมาทีละชิ้นเพื่อนำไปประกอบทีหลัง

 

“ใช่ที่ไหนเล่า อันนี้เขาขนแฟนคลับวงแกไปต่างหาก”

 

ผมหันไปหาข้าวกับต้อมที่เดินเข้ามาหาพวกผมที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกว่าต้องขึ้นรถคันไหนแน่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด วันนี้แต่งตัวได้หวานมากครับผม เสื้อลูกไม้เว้าไหล่กับกางเกงพลิ้วๆ สีหวาน โอ้โห...แข่งเสร็จพร้อมเดตกับไอ้ก้องแน่ๆ ดูทรงแล้ว

 

“คนที่ไปดูวงเราเหรอ” ก้องหันไปถามผู้หญิงที่ดูหวานที่สุดวันนี้ “รถบัสเลยเหรอข้าว”

 

“แน่นอน คนลงชื่อเยอะมากจนต้องจำกัดว่าไม่เกินรถบัสสองคันนะ”

 

“เชรดเข้”

 

“แล้วเราไปรถคันไหนล่ะ” ผมถามบ้าง เพราะตอนนี้ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากรถบัสคันข้างหน้าเรา

 

“มึงอะรถตู้ แต่เดี๋ยวเขาคงมามั้ง”

 

สุดยอดไปเลย เข้าใจคำว่าศิลปินอยู่ได้เพราะแฟนคลับก็วันนี้นี่แหละ ตอนนี้สมาชิกทั้งวงยิ้มกันแก้มแทบปริเมื่อรู้ว่าในมอมีคนชื่นชอบพวกเรามากขนาดนี้ แล้วถึงจะบอกว่าเขาชอบฟินอมมินอลเพราะพี่เคมาฟีทผมก็ไม่เถียง เพราะมันก็เป็นผลกำไรมหาศาลที่ทำให้ฟินอมมินอลและพี่เคเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

ยิ่งคนรู้จักมาก กำลังใจเราก็ยิ่งมาก ผมเชื่อแบบนั้น

 

“เมื่อวานอาจารย์ว่าไงบ้าง” เมื่อขึ้นรถมาแล้ว ที่นั่งของผมกับพี่เคคือหลังสุด ส่วนพวกที่เหลือก็ไล่ระดับข้างหน้ากันไป

 

“อ๋อ...” ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่อาจารย์คณะตัวเองกับสถาปัตย์เรียกผมไปคุย แต่พี่เคโดนผมไล่ให้กลับไปอ่านหนังสือเลยต้องมาถามเอาวันนี้ “อาจารย์เขาเช็กจากกล้องแล้ว เห็นบอกว่าน่าจะตามตัวได้”

 

“อืม กล้องมหาลัยชัดกว่ากล้องจุลทรรศน์อีกมั้ง ลองตามไม่ได้ดิ”

 

“พี่ก็เวอร์น่า”

 

“ตามไม่ได้มึงก็เจ็บตัวฟรีไป”

 

“ไม่เอาอะ ไม่งั้นผมเจ็บใจตายเลย” ถึงผมจะไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่มันก็ไม่สมควรหรือเปล่าที่จะมากระทืบคนอื่นเขาหน้าตาเฉยแบบไม่มีเหตุผลอะไรเลย

 

“แล้วยังเจ็บแขนอยู่ไหม” พี่เคหลุบสายตามองต่ำมาที่แขนซ้ายที่ห้อยสายสลิงอยู่

 

“ก็นิดหน่อยครับ มันปวดแบบรำคาญๆ ตอนนอนเปลี่ยนท่าไม่ได้”

 

“อย่าเผลอไปกระแทกอะไรแล้วกันล่ะ”

 

ผมพยักหน้ารัวก่อนจะยิ้มกว้างรับรอยยิ้มที่ยกขึ้นจางบนใบหน้าของคนขี้บ่น ตอนนี้ในหัวและในหัวใจของผมไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกตัวเองอีกต่อไป มีความสุขก็บอกไปตามนั้น อยากกอดพี่เคผมก็พูดออกไปตรงๆ หรือแม้กระทั่งตอนที่ผมอยากแกล้งเขาโดยการเอนตัวไปพิงไหล่เขาอย่างตอนนี้...

 

ผมก็ทำได้แบบที่ไม่ต้องคิดมากว่าทำไปแล้วมันจะส่งผลเสียต่อใจตัวเองไปมากกว่านี้หรือเปล่า

 

เพราะตรงกันข้าม ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ผมใจฟูมากกว่าเดิม

 

คือการที่พี่เคยกมือข้างที่ผมเอนหัวลงทับแขนข้างนั้น มาขยำเส้นผมบนศีรษะผมเบาๆ จนตอนนี้เหมือนได้อยู่ในอ้อมแขนข้างนั้นไปแล้ว

 

มันดีจริงๆ นะความรู้สึกแบบนี้

 

เพราะมันดีแบบนี้ผมเลยไม่กล้าที่จะปิดใจตัวเอง เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการบังคับและใจร้ายกับหัวใจตัวเองจนเกินไป อย่างน้อยให้รู้จักคำว่าเจ็บซ้ำๆ จากความรัก ดีกว่ารู้จักแค่คำว่าความรักแบบที่เราไม่เคยได้สัมผัสดีกว่า 

 

 

 

 

 

 

เมื่อถึงเวลาที่ฟินอมมินอลต้องขึ้นเวทีรอบที่สอง

 

แต่ก่อนขึ้น พวกผมก็ยังคงนั่งอยู่ในห้องรอ มองจากมอนิเตอร์ที่เอาไว้ดูโชว์จากวงอื่นที่ผ่านเข้ารอบมาด้วยกัน แอบเห็นแวบๆ ว่ากองเชียร์ที่ใส่เสื้อคอปกสีประจำมหาลัยที่อยู่ด้านล่างเวทีมีไม่น้อยเหมือนกัน อย่างน้อยตอนที่ขึ้นเล่นก็อุ่นใจได้อีกหนึ่งแล้วว่าร้องเพลงบนเวทีนี้ผมจะไม่เหงาแน่นอน

 

“ใจเย็นเพื่อน” เพราะสภาพแขนที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้การกอดคอบูมเพื่อเรียกกำลังใจซึ่งกันและกันของผมเป็นไปด้วยความทุลักทุเล แต่ก้องที่ยืนกอดคอผมอยู่ด้านขวาก็หันมาเรียกสติผมเบาๆ “อย่างน้อยสภาพมึงเป็นเงี้ย น่าจะเรียกคะแนนสงสารจากกรรมการได้บ้าง”

 

“ได้เหรอวะ งี้กูใส่ท่อหายใจมาเลยดีกว่า”

 

“ไอ้เหี้ย อันนั้นเขาจะไล่มึงกลับบ้านสิไม่ว่า”

 

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะจากคนทั้งหกคนและความเงียบที่ตามมาพร้อมกับสมาธิและการเรียกกำลังใจจากการบูมก่อนขึ้นเวทีทุกครั้ง

 

“ฟินอมมินอล โว้ย!!

 

ความจริงการบูมมันก็เป็นแค่การอุปโลกน์ขึ้นมาเรียกกำลังใจก่อนเจอความกดดันมหาศาลบนเวทีเท่านั้น เพราะต่อให้เราบูมหรือทำสมาธิมากแค่ไหนก่อนขึ้นบันไดสู่โลกที่เราต้องเจอ เมื่อถึงวินาทีที่เราได้หยุดเดินอยู่กลางเวทีที่ไฟหลายสิบดวงส่องขึ้นมา มันจะมีเสี้ยวเล็กๆ ในวินาทีนึงที่เราต้องไล่ตามจับสมาธิที่กำลังกระเจิงให้ไวที่สุด

 

 

 

“อันว่าความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”

 

**พระราชนิพนธ์แปล เวนิสวาณิชในรัชกาลที่ 6

 

 

 

เสียงเอื้อนพี่เคเป็นตัวเปิดโชว์ขึ้นช้าๆ ก่อนจะตามมาด้วยแสงไฟที่ค่อยๆ สว่างขึ้นทั่วทั้งเวทีเป็นจังหวะเดียวกันที่เสียงเครื่องดนตรีทั้งสี่ชนิดเริ่มบรรเลงไปตามโน้ตที่ซ้อมกันมาก่อนหน้านี้

 

ใบหน้ากรรมการทุกท่านที่มีทั้งคนเดิมและคนใหม่ประดับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากโชว์ทุกวง ซึ่งแน่นอน ผมสามารถเอาชนะสายตาที่คาดหวังได้ด้วยรอยยิ้ม ถึงร่างกายจะไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยให้ยิ้มทักทายกรรมการได้บ้างก็ยังดี

 

 

 

“ใจ ฉันเคยถูกทิ้งเพียงลำพัง รักใครมาแล้วตั้งกี่ครั้ง

ผิดหวังมากี่หน เมื่อรักคนที่เขาไม่ได้รักมันก็ช้ำใจอย่างนี้

สุดท้ายต้องโดนเขามองผ่าน สุดท้ายไม่มีใครต้องการ

ไม่รู้นานแค่ไหน จะได้ใจจากใครสักที

แค่อยากเป็นคนที่ถูกรัก แค่อยากเป็นคนที่ถูกใครสักคนเข้าใจ

ช่วยเติมชีวิตที่ว่างเปล่า ช่วยเอาความรักมาให้

มีใครบ้างไหม สักคน” 

 

 

**คนที่ถูกรัก Bodyslam

 

 

 

 

ขอบคุณใครสักคนที่วันนั้นผมหน้าด้านชวนเขามาฟีเจอร์ริงด้วยกันทั้งๆ ที่ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เขาก็เลือกที่จะช่วยผมถึงแม้ว่าจะต้องเอาหลายๆ อย่างหรือโชคหลายๆ ชั้นเข้าแลก แต่วันนึงเขากลับใจดีจนผมไม่เคยคิดถึงเรื่องตรงนี้ว่าวันนึงความใจดีที่เขามีให้ มันจะทำให้ผมคนนี้เกิดไอเดียอยากร้องเพลงนี้ขึ้นมา

 

ไม่ใช่แค่ร้องไปลอยๆ หรือเพื่อประกวด แต่เพราะอยากร้องให้เขาได้ยินเผื่อวันนึงผมจะโชคดี ได้กลายเป็นคนที่เขารักขึ้นสักวัน

 

ถึงจะไม่มั่นใจว่าวันนั้นที่ความรู้สึกของผมถูกเปิดเผยออกไป...ลูปเดิมที่ผมเคยเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะกลับมาเหมือนเดิมก็ได้ใครจะไปรู้

 

และเมื่อท่อนฮุคที่สองจบลง แสงไฟบทเวทีก็หรี่ลงจนมืดสนิท ดนตรีจากร็อคสนุกสนานค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะเป็นช้าลงด้วยเสียงซอที่สร้างจากเสียงอิเล็กทรอนิกส์ของคีย์บอร์ดและเสียงกลองที่ตีจังหวะให้เข้ากัน

 

พี่เคย้ายตำแหน่งไปอยู่แถวหน้าสุดของเวทีที่ยื่นออกไปหาคนดูด้านหน้า ก่อนแสงไฟด้านบนจะสาดเข้ามาหาเขาด้วยแสงสีน้ำเงินดูนุ่มตาพร้อมกับเสียงเอื้อนนุ่มมีเสน่ห์ตามแบบฉบับนักขับเสภาและร้องทำนองเสนาะของมหาวิทยาลัย

 

 

 

“ความเอยความรัก เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน

เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ หรือเริ่มในสมองตรองจงดี

แรกจะเกิดเป็นใฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่

ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย

ตอบเอยตอบถ้อย เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่าสงสัย

ตาประสบตารักสมัครไซร้ เหมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน

แต่ถ้าแม้สายใจไม่สมัคร เหมือนฆ่ารักเสียแต่เกิดย่อมอาสัญ

ได้แต่ชวนเพื่อนยามาพร้อมกัน ร้องรำพันสงสารรักหนักหนาเอย”

 

 

**เวนิสวาณิช โดยวิลเลียม เชกสเปียร์ พระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 6

 

 

 

เมื่อบททำนองเสนาะถูกเอื้อนจนจบดนตรีที่เหลือก็หนักขึ้นและตามมาด้วยตัวผมที่ต้องร้องฮุคท่อนสุดท้ายให้พี่เคได้เดินกลับมายังจุดที่พวกเราห้าคนยืนอยู่ตามคิวที่นัดแนะไว้ตั้งแต่แรก

 

 

“อยากเป็นคนที่ถูกรัก...อยากเป็นแค่ใครสักคนที่มีความหมาย

ช่วยเติมชีวิตที่ว่างเปล่า ช่วยเอาความรักมาให้

แค่อยากเป็นคนที่เธอรัก แค่อยากเป็นคนที่เธอนั้นจะมาเข้าใจ

แค่สบตาฉันแล้วช่วยตอบ ว่าเธอจะรักกันได้ ได้อย่างที่ฉันรักเธอ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

“วู้วววว!!

 

เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมเสียงโห่ร้องที่ดังก้องอยู่ในใจผม ไม่ได้รู้สึกว่ายิ้มได้ขนาดนี้มาสักพักแล้วแฮะ หลังจากที่เล่นจบปกติจะเป็นความรู้สึกที่โล่งเหมือนยกบางอย่างออกจากอกได้เสียที แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ขณะเล่นอยู่ไม่ได้รู้สึกกดดัน ตรงข้ามมันมีแต่ความสนุก ขนาดเล่นจบแล้วยังสนุกไม่หายเลย

 

หลังจากนั้นก็มีพิธีกรดังที่เรามักจะเห็นตามโทรทัศน์ออกมาทำหน้าที่ของเขา “เชิญคณะกรรมการครับ”

 

“บ้าฉิบเป๋งเลยว่ะ” คำแรกที่พี่มือกลองจากวงร็อควงดังพูดออกมา ห้าหกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ใจแป้วหมดแล้วครับ “ผมชอบน้องมือคีย์บอร์ดมากเลย”

 

“ใจเย็นๆ ครับคุณ”

 

“ไม่ๆ เสียงเอฟเฟ็กต์เยอะ แต่ดูไม่น่ารำคาญ แต่พอมันถึงตอนที่น้องผู้หญิงเล่นน้อยๆ ก็ยังรู้ว่ามีเสียงอิเล็กทรอนิกส์จากคีย์บอร์ดอยู่ ผมชอบๆ ผมชอบดนตรีวันนี้มากๆ”

 

จากที่ใจแป้วก็กลับอารมณ์เกือบไม่ทันเมื่อสมาชิกทั้งวงได้ยินแล้วว่ากรรมการไม่ได้ไม่ชอบเหมือนสีหน้าที่เขาดูพวกเราในตอนที่โชว์

 

“พี่เอ็มเชิญครับ” พิธีกรส่งต่อกรรมการคนต่อไปให้นักร้องวงร็อควงนึงที่ไว้หนวดบางๆ แต่รอยสักเต็มแขนทั้งสองข้าง

 

“เอ่อ...ความจริงผมเห็นน้องนักร้องตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในฮอล์แล้วนะ ผมก็คิดอยู่ว่าแขนน้องมีสายคล้องอยู่น้องจะเล่นอะไรวะ อาจจะเป็นนักร้องแน่ๆ อันนี้ผมก็เดาไม่ผิด แต่พี่ขอถามได้ไหมว่าน้องไปโดนอะไรมาถึงมีสายคล้องแขนด้วย”

 

ผมรับไมค์มาจากพิธีกร “อุบัติเหตุครับ”

 

“นานยัง”

 

“ก่อนงานวันนี้สองวันครับ”

 

“แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหม” ผมพยักหน้ารัวก่อนจะถือไมค์ค้างไว้แบบนั้น “ผมเห็นน้องเขาครั้งแรกวันนี้นะ เพราะรอบที่แล้วผมไม่ได้มาไง แต่พี่โจ้อะเขามารอบที่แล้ว เขาเอามาโม้กับผมใหญ่เลยนะว่า มึงๆ มึงต้องไปดูนักร้องฟินอมมินอล...ผมก็ว่า มันจะขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่พอมาเห็นโชว์วันนี้กับที่ผมเห็นน้องเดินเข้าฮอล์มาเมื่อเช้า...”

 

เงียบเลยผม

 

“ไอ้เหี้ย แม่งคนละคนกันปะวะ” ทั้งวงเผลอหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำหยาบที่ออกมาจากปากเขา “ในชีวิตประจำวันพี่ไม่รู้น้องเป็นคนยังไง แต่อยู่บนเวทีเหมือนองค์ลงอะ”

 

มันดีหรือไม่ดีวะ

 

“เสียงน้องสาก แต่พอขึ้นเสียงสูงแล้วมันดูดุ กับท่าทางเอย อินเนอร์เอยที่น้องแสดงออกมา ไอ้สายคล้องแขนมันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสื่อสารอารมณ์กับคนดูเลยสักนิด คือมันดุมากอะพี่โคตรชอบ”

 

ครับๆ ต้องดุสิครับ เพราะผมอุตส่าห์ทนเจ็บปากที่โดนต่อยเพื่อให้โชว์และเสียงออกมาดีที่สุดให้ไม่เหมือนกับมีความผิดปกติอยู่ในร่างกายแม้แต่นิดเดียวเลย

 

“อีกคนนึงนะครับ น้องที่ร้องทำนองเสนาะ” หลังจากนั้นพี่นักร้องคนจริงของผมก็ส่งไมค์ต่อให้กรรมการที่นั่งอยู่ข้างๆ “น้องหล่อมากเลยว่ะ”

 

“วู้วววว...”

 

พอกรรมการพูดอย่างนั้นก็น่าเขินพอตัวแล้ว ยังมีเสียงวีดวิ้วจากคนดูส่งขึ้นมาดังระงมอีก ตอนนี้พี่เคที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมเลยทำได้แค่ยืนอมยิ้มบ้าง ก้มหน้ามองพื้นบ้าง

 

“คนอายุเท่าน้องส่วนใหญ่จะเริ่มมองไม่เห็นความสำคัญของศิลปะที่สวยงามของบทกลอนหรือบทกวีกันแล้ว แต่น้องแม่งแน่มาก มาร้องกับวงร็อคให้ดนตรีมันเพิ่มมูลค่าในตัวมันขึ้นไปอีก...ผมชอบไอเดียครับ”

 

 ณ จุดๆ นี้ทำอะไรได้บ้างนอกจากยกมือไหว้ขอบคุณกรรมการและยิ้มหน้าบานกันทั้งวงอีกล่ะเนี่ย

 

 

 

 

 

 

และผลลัพธ์ของเวทีที่สองก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีของฟินอมมินอลที่พร้อมจะก้าวขึ้นสู่เวทีสุดท้ายในเดือนหน้า...

 

“มึงงงง กูจะจะกรี๊ด อีเหี้ยกูไม่ไหวแล้ว” เมื่อลงจากเวทีหลังจากที่ประกาศผลเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าแฟนคลับฟินอมมินอล หรือไอ้ข้าวของผมนี่แหละ ก็วิ่งมาเขย่าแขนสมาชิกทั้งห้าคนรวมถึงพี่เคด้วยความตื้นตัน...ไหม ผมไม่รู้หรอก แต่หน้ามันดีใจกว่าวงอีกตอนนี้

 

“มึง กูก็จะกรี๊ด” ที่นิ่งๆ ไม่ใช่อะไร

 

ผมดีใจจนจะร้องไห้แล้วต่างหาก

 

“ตอนนี้คนรอถ่ายรูปกับพวกมึงเต็มเลย” ต้อมพูดพลางยกมือขึ้นโอบไหล่ผมกับสมาชิกวงที่เหลือ

 

“จริงดิ?”

 

“เออ บอกรอพี่ทัน พี่เค พี่ปาล์ม พี่ก้อง พี่เจ๋ง น้องพายไม่ไหวแล้ว”

 

“งั้นไปเลย เราจะให้แฟนคลับเรารอนานไม่ได้”

 

“จัด!

 

ถามจริง ว่าการที่พวกเรามีวันนี้ วันที่มีคนสักกลุ่มเข้าใจและรักในสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็น ผมไม่คิดว่าวันแบบนี้ผมจะมีโอกาสได้แตะมันด้วย เคยคิดว่าช่วงชีวิตนึงอยากจะลองทำดนตรีโคฟเวอร์และถ่ายวิดีโอลงยูทูบ แต่การที่จะทำมันให้ออกมาดีไม่ต่างจากมืออาชีพทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องมีในเรื่องของการอัดเสียง การตัดต่อ หลายๆ อย่างซึ่งเราไม่มีเวลาพอที่จะทำตรงนั้น...

 

แต่การที่เอาเวลามาทุ่มกับการซ้อมเพื่อประกวดแบบนี้ ผมว่ามันก็ได้ผลลัพธ์ที่เกินคาดมากพอแล้ว

 

ขอแค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผมว่ามันก็สมบูรณ์พอแล้วนะ

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อกลับมาถึงมหาลัย สิ่งที่เรามักจะทำหลังจากที่แข่งเสร็จ ส่วนมากจะไปฉลองกันที่ร้านเหล้า แต่เพราะพี่เคเหลือสอบวันสุดท้ายวันจันทร์เลยทำให้ไปนั่งด้วยกันไม่ได้...

 

ก็เลยไม่ได้ไปกันทั้งวง มากสุดก็แค่กินข้าวด้วยกันทั้งวงและแยกย้ายกลับ...

 

ที่ไหนล่ะ พี่เคบังคับผมให้นอนด้วยกันอีกแล้ว ด้วยเวลาที่เลิกกินข้าว กินขนมก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม นั่งกินโรตีชดเชยไม่ไปร้านเหล้าเนี่ยนะ

 

“มึงไปซื้อชั้นในที่เซเว่นมาตุนไว้ห้องกูไป จะได้ไม่ต้องซัก”

 

“โอ้ย ทำเหมือนจะให้ผมนอนด้วยบ่อยๆ”

 

“เผื่อฉุกละหุก”

 

“ผมนอนหอเพื่อนก็ได้ ไอ้ก้องไอ้ปาล์ม เยอะแยะไป”

 

“ทำไม นอนกับกูมันมีปัญหา?” ชวนหาเรื่องอีกแล้วนะ

 

“ไม่มี” อยู่ในคราบพี่เคผู้ใจดีได้ไม่ถึงวันหรอก ผีขี้บ่นเข้าสิงอีกแล้วไหมล่ะ “แล้วทำไมพี่อยากให้ผมนอนด้วยอะ เพื่อนพี่ไปไหนหมด ไม่ไปติวหนังสือกันเหรอ”

 

“ติวทำไม เพื่อนกูฉลาดทุกคน”

 

หูย เหมือนกูโดนด่าแล้วอีกเป็นพันเป็นหมื่นคนโดนด่าไปด้วยเลย “ครับ พ่อคนฉลาด”

 

“งั้นอย่าพูดมาก ขึ้นหอไปได้แล้วไป” บังคับกันแบบนี้จะให้ทำยังไงได้ แถมพูดเหมือนผมเป็นเจ้าของหอพักขึ้นมาอีก

 

เนี่ย ถ้าให้คิดไปเองหรือมโนเอาคนเดียวก็คงไม่มีคำไหนเหมาะเท่าคำนี้อีกแล้ว...

 

เป็นผัวเหรอ ถึงมาสั่งกันได้หน้าตาเฉย

 

“ไปอาบน้ำ” ขนาดขึ้นห้องมาแล้ว นั่งพักได้ไม่ถึงสิบนาทีพี่แกยังจะมาไล่กันหน้าตาเฉยอีก

 

“อย่าเพิ่งสิครับ นั่งพักก่อนสิ”

 

“พักอะไร แก่แล้วหรือไงเดินขึ้นบันไดแค่ห้าชั้นก็ไม่ไหว”

 

“ผมไม่ได้แข็งแรงแบบพี่นี่”

 

“มิน่า โดนกระทืบง่ายเหลือเกิน” อย่าเอาเรื่องนี้มาพูด มันปวดใจที่สู้เขาไม่ทันเนี่ย แต่อย่างว่าแหละ อย่าให้ผมไปรุมมันบ้างนะ ก็กระทืบมันง่ายเหมือนกันนั่นแหละ “แล้วเอายามาปะเนี่ย”

 

“เหอะ”

 

“อะไรนะ”

 

“อย่าดุสิ ก็พี่ไม่บอกก่อนว่าจะให้ผมมาค้างที่ห้องอะ หยิบออกมาแค่ส่วนของตอนเช้ากับกลางวันแค่นั้น”

 

“เออ ความผิดกู” พี่เคว่าหน้านิ่งก่อนจะเปิดระเบียงประตูมุ้งลวดออกและหยิบผ้าเช็ดตัวที่ตากอยู่ระเบียงมาโยนไว้บนตักผม “ไปอาบก่อนไป กูอาบนาน”

 

“ใช่ มัวแต่ขัดศรีฉวีวรรณอยู่”

 

“อืม ผิวถึงดีไง”

 

ถ้าไม่ใช่พี่เคบอกเลยว่ามีหมั่นไส้ไปนานแล้ว แต่เผอิญว่าผิวเขาดีอย่างที่เคลมจริงๆ

 

“ทัน”

 

“ค...ครับ?” ไม่ชิน ไม่ชินจริงๆ เวลาที่พี่เคเรียกชื่อผม

 

“ยังไม่ลืมใช่ไหมที่บอกไปน่ะ”

 

“ฮะ?” อิหยังวะ “บอกอะไรเหรอ”

 

“ความจำปลาทองฉิบหาย” พอพี่เคเกริ่นแบบนั้นผมก็เริ่มรู้สึกว่าเริ่มหายใจได้ไม่ทั่วท้องเพราะความตื่นเต้นอีกแล้วเนี่ย “กูพูดไว้ใช่ไหมว่ามึงลงจากเวทีเมื่อไหร่กูจะขอชำระหนี้ส่วนนึง”

 

อ่า...ครับ จำได้แล้ว

 

เหตุการณ์มันก็เพิ่งผ่านมาเมื่อวานผมจำได้ แถมพอนึกเหตุการณ์ขึ้นมาปุ๊บ ไอร้อนจากร่างกายก็ขึ้นหน้าปั๊บ ถ้าเมื่อวานพี่เคไม่พูดในลักษณะที่เขากอดคนขี้แยอย่างผมเอาไว้จมอก

 

ตอนนี้เลยได้แค่พยักหน้าช้าๆ ให้เขาไปก่อน

 

“รู้ไหมว่ากูอยากได้อะไร”

 

“มะ...ไม่รู้”

 

ช่องท้องและหน้าอกวูบโหวงพร้อมกันเมื่อไออุ่นจากฝ่ามือของพี่เคเอื้อมมาวางบนศีรษะและลามลงมาที่ข้างแก้มผม

 

ปกติต้องขยับเข้าหาสัมผัสนุ่มนวลแบบนี้ ปกติผมจะชอบสัมผัสจากเขา...แต่ครั้งนี้ยอมรับว่านอกจากจะเดาใจไม่ได้แล้ว ผมยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบสนองสัมผัสนี้นอกจากการยืนนิ่งให้เขาลูบข้างแก้มได้ตามใจชอบ

 

และรอยยิ้มที่ยกขึ้นจางๆ แบบที่เขามักจะทำให้ผมตายใจ ไม่ต่างจากการหลอกล่อให้ผมยอมรับทุกอย่างเมื่อเขาเอ่ยปากขอ ไม่ว่าอะไรก็ตาม

 

“แล้วให้ได้ทุกอย่างตามที่เคยพูดใช่ไหม”

 

ผมไม่กล้าเอ่ยปากหรือออกเสียงใดๆ ทั้งนั้นในเมื่อนิ้วโป้งของพี่เคลูบวนอยู่ที่ริมฝีปากล่างของผมอยู่แบบนั้น

 

แต่ทำได้เพียงพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ เป็นการยอมรับทั้งใจตัวเอง และยอมรับที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขาในการตกลงค่าจ้างที่ให้พี่เคมาเสียเวลากับผมแล้วสองเดือนกว่า

 

เพียงพยักหน้าไม่กี่ครั้ง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือใบหน้าของพี่เคที่เปื้อนยิ้มบางก่อนที่ดวงตาผมจะหลับลง และสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นที่ปลายริมฝีปากก่อนที่สัมผัสนุ่มนั้นจะลุกล้ำรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้นเมื่อกลีบปากของผมถูกผู้ชายคนนี้ครอบครองไปแล้ว

 

ใจหนึ่งควรขัดขืนหากเราไม่รู้สึกถึงความชัดเจนของความสัมพันธ์ที่จะทำแบบนี้

 

แต่อีกใจหนึ่งกลับบอกให้เราดื่มด่ำและดำดิ่งลงไปในความรู้สึกที่ตัวเรารู้สึกไปเองคนเดียว อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างที่ผมคิดไปเองว่าตัวเองมีความสุขเสมอเวลาที่ได้อยู่กับพี่เคทั้งๆ ที่ไม่เคยสนใจเลยว่าพี่เครู้สึกยังไง จะรู้สึกเหมือนกันกับผมไหม...

 

แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้สัญชาตญาณมันบอกให้ยืนอยู่นิ่งๆ เพื่อรับความอุ่นและสัมผัสที่นุ่มนวลและแผ่วเบาจากพี่เคเสียให้พอ และต่อให้ผม...คนที่ไม่เคยถูกรักจากใคร สัญชาตญาณดิบก็พอจะทำให้ผมรู้ว่า...

 

การขยับปากเพื่อจูบเขากลับนั้นทำยังไง...

 

อืม...

 

ยอมรับกันตรงๆ ตอนนี้เลยนะครับ ว่าผมชอบทุกอย่างที่เป็นพี่เคไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

............................................................

จูบแล้วอะ ฮือออออออออ จูบแล้ววววว

อีพี่มันกะฟาดน้องมานานแล้วดูท่า มันก็อดทนมานานเหมือนกันนะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #73 nantaya-an (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 / 20:58
    อีพี่เคคคคคค
    #73
    0
  2. #66 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 20:51
    แหมๆๆๆ อิพี่มันร้ายยยย นี่ถ้าน้องแขนไม่เจ็บมันจะไปถึงไหนกันน้าาาา 5555+
    #66
    0
  3. #28 kkkkkk0 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 12:38
    พี่เคร้ายนักนะ เขิลลลลล
    #28
    0
  4. #10 ftkk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 13:06
    แงงงงง เขิงงง
    #10
    0
  5. #9 Pommaree (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 08:53
    ร้ายไม่เบาคนพี่อะ
    #9
    0
  6. #3 AomCholthida (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 20:01
    อิพี่มันร้ายยยย กะจะกินน้องมาตั้งนานแล้วสินะ หึ้ยยย
    #3
    0