เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 16 : 14 : คนที่รู้ใจตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    26 พ.ย. 62



14

คนที่รู้ใจตัวเอง

 

 

 

Midterm crisis

 

 

 

ยังไม่ทันไฟนอลเลย ใกล้เดี้ยงแล้วผม...

 

หัวหมุนมาก อาทิตย์นี้ตารางแน่นด้วยการสอบมิดเทอมทั้งสัปดาห์ หนักสุดคือการแข่งขันดนตรีรอบที่สอง ดันเป็นวันเสาร์นี้อีก แล้วไหนจะสอบวันสุดท้ายวันศุกร์ บันเทิงแล้วทีนี้...

 

ตารางแต่ละคนยังตลกไม่พอ พี่เคครับ สอบวันสุดท้ายคือวันจันทร์หน้า นั่นหมายความว่ายังไม่ทันสอบเสร็จเขาก็ต้องแวบไปร้องทำนองเสนาะให้ผมในเวทีรอบที่สอง อยากจะคลานเข่าเข้าไปกราบตักฉิบหาย ต่อให้ปากจะด่ายังไงพี่แกก็ยังช่วยผมอยู่ดี

 

แต่พอนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่ผมกลับไปบอกมายด์ให้จัดการกับแฟนของเธอที่ยังโมโหร้ายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอาจารย์ไม่ก็ตำรวจ ตอนนี้ก็ดูเรื่องจะเงียบไปแถมไม่ได้ทักหรืออะไรผมมาแล้วด้วย ทีแรกก็เป็นห่วงกลัวว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา แต่ก่อนหน้านี้ผมเจอเพื่อนมายด์ เราก็ยังทักทายกันได้ตามปกติ

 

บอกตามตรงก็ยังเป็นห่วงมายด์อยู่เหมือนเดิม แค่เข้าไปยุ่มย่ามมากไม่ได้แล้ว

 

แล้วถ้าวันนั้นพี่เคไม่ดึงสติผมไว้ ป่านนี้ก็คงโดนผู้ชายคนนั้นกระทืบกลับมาแล้วล่ะ

 

แต่พูดถึงพี่เค เป็นไงบ้างก็ไม่รู้เนี่ย อ่านหนังสือจนไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ

 

จะหาว่าผมบ่นคิดถึงเขาก็พูดมาเถอะ เพราะผมเองก็เหนื่อยที่จะโกหกใจตัวเองว่าตอนนี้รู้สึกยังไงกับพี่เขาเหมือนกัน มันอาจจะไม่ชัดเจนถึงขนาดนิยามความรู้สึกนี้ได้ แต่มันก็ไม่เหมือนกับการที่ได้อยู่กับเพื่อนหรือรุ่นพี่ปกติอยู่ดี

 

ผมไม่โกหกตัวเอง...แต่ผมก็ไม่อยากเปิดเผยมันออกไป

 

โอ๊ยยยย กูเครียดเรื่องสอบสองวิชาสุดท้ายแล้วยังต้องมาเครียดเรื่องอีพี่นี่ด้วยอีกเหรอ

 

ผัวะ

 

“โอ๊ย!

 

“อีเวอร์ กระดาษแผ่นนิดเดียว”

 

ก็รู้แล้วว่ากระดาษม้วนแผ่นนิดเดียว แต่ไอ้ข้าวจะเอามันมาฟาดหัวผมสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ไม่ได้เหมือนกันเว้ย

 

“กูไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียว แอบอู้นะ”

 

“พักสมองไงมึง อ่านมากๆ จะเป็นบ้ารู้ไหม”

 

“ไม่อ่านก็บ้าหรอกมึงน่ะ”

 

เนี่ย ไอ้เพื่อนผู้ไม่เคยรักผมเลย “มึง กูไม่เข้าใจ อยากจะไปหานมเย็นกิน” เพราะนั่งอยู่ใต้ตึกสิบสองชั้นที่วิศวะคณะตัวเอง สายตาผมมันเห็นร้านกาแฟอยู่ตรงนั้นแค่เอื้อมแต่ลุกออกไปไม่ได้เพราะข้าวล็อกตัวไว้

 

“ไม่ต้องเลย มึงกินไปแล้วเมื่อเช้า”

 

“ก็กลางวันยังไม่ได้กินอ่า”

 

“อ่านให้จบก่อนนนน”

 

อยากจะร้องไห้ ของหวานก็กินไม่ได้ หนังสือคอนสทรัคเจอร์ภาคตัวเองก็จะล้มทับตาย ทำไมผมไม่ฉลาดพอที่จะอ่านเอาเองได้บ้างวะ ต้องมาลำบากทั้งข้าวทั้งต้อมมาช่วยติวให้เนี่ย

 

“เดี๋ยวมึงก็ต้องไปซ้อมอีก พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้วค่อยไปจดจ่อกับเรื่องซ้อม” ต้อมบ่นผมอีกคน ทำให้ผมเอนตัวนอนกับโต๊ะก่อนจะเอาหนังสือขึ้นมาปิดหู “ต้องให้ใครบ่นเนี่ยถึงจะยอมอ่าน พี่เคไหม”

 

“บ่นไปก็เท่านั้นอะคนนั้น”

 

“เอาจริงๆ ปะต้อม พี่เคบ่นมันก็ไม่ฟัง” ข้าว กูนั่งหัวโด่อยู่นี่ นินทาอะไรเกรงใจหน่อย “กูเห็นเถียงกันแง้วๆ เพื่อนอย่างเราก็อย่าหวังเลยว่ามันจะฟัง”

 

“น้อยหน่อยข้าว เขาไม่ได้บ่นอย่างเดียว เขาด่ากูด้วย”

 

“สงสัยต้องด่าให้มากกว่าพี่เคคูณสอง”

 

“พอเถอะต้อม” ปวดประสาท แค่นี้เนื้อหาที่จะสอบก็ไม่ค่อยจะเข้าหูแล้ว อย่ายัดอะไรที่มันไม่น่าฟังให้เพิ่มเลย

 

“งั้นก็เลิกบ่น วันนี้มึงไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องกลับบ้าน”

 

“แง”

 

“แงพ่อง เงียบแล้วอ่านไป”

 

ต้มแดกเลยได้ไหมกองชีทกองหนังสือพวกนี้ เอาให้ทุกตัวอักษรซึมเข้าเส้นเลือดไปเลยได้ไหมเนี่ย

 

 

 

 

 

 

 

แล้วผมก็อดชมตัวเองไม่ได้เมื่อกองชีทและหนังสือที่เกือบจะทับถมให้ผมกลายเป็นซากพืชซากสัตว์ก็หมดลงเพราะเพื่อนสองคนนี้ช่วยกันติวให้ อยากจะลงไปกราบแนบอกไอ้สองคนนี้เหลือเกิน แต่ก็นั่นแหละ แลกมาด้วยบรรยากาศรอบข้างที่มืดสนิท แต่นักศึกษาที่เข้ามาอ่านหนังสือใต้ตึกก็มีมากขึ้น

 

“เข้าใจจริงๆ แล้วนะมึง” ขนาดเก็บหนังสือเข้ากระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านเพราะเวลาที่มันเกินสามทุ่มเข้าไป ต้อมก็ยังไม่เลิกเป็นห่วงผมเสียที

 

“บรรลุแล้ว มากกว่านี้ก็คนเขียนหนังสือแล้วเนี่ย”

 

“อย่าไปทำตกไว้แถวรถโดยสารล่ะ”

 

“เออน่า ขอบใจมากมึง เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน”

 

ผมยิ้มตาหยี ก่อนจะแบกกองหนังสือที่เก็บใส่กระเป๋าเป้สะพายขึ้นหลัง โบกมือลาเจ้าเพื่อนผู้มีพระคุณของผมทั้งสองคนก่อนจะเดินจากตึกที่อยู่ลึกสุดของคณะ ออกมาตามทางเพื่อขึ้นรถสองแถวกลับบ้านอย่างเช่นทุกวัน

 

ช่วงนี้คณะผมต่อให้มืดแค่ไหน ก็ยังมีคนเดินอยู่ตามฟุตปาธเพราะช่วงสอบแบบนี้ สถานที่ให้อ่านหนังสือนอกจากหอสมุดที่คราคร่ำไปด้วยนักศึกษาแล้ว ก็มีคณะผมนี่แหละที่แทบจะรวมนักศึกษาทุกคณะไว้ที่นี่ ก็แน่ล่ะ คณะผมที่มันเยอะ ลูกเมียหลวงก็งี้แหละครับ อิอิ

 

แต่ถึงคณะผมจะสว่างไสวในช่วงสอบยังไง พอมองไปด้านขวาที่เป็นคณะสถาปัตย์ที่อยู่ติดกันก็เห็นแค่ความมืดที่มองผ่านเข้าไปในคณะนั้นไม่ได้เลย พูดง่ายๆ ว่ามองอะไรเกือบไม่เห็นนั่นแหละ

 

แต่พอเห็นคณะสถาปัตย์ ใบหน้าไอ้ผู้ชายที่เคยลงไม้ลงมือกับมายด์ก็ลอยเด่นเข้ามาในโสตประสาท เรียกความเจ็บใจให้ผมได้มากโขอยู่ อย่าว่าแต่คนเคยชอบเลย ต่อให้มันทำเพื่อนผมหรือคนของผมไม่ว่าใคร ไม่โกรธก็โคตรแปลก

 

มีสิทธิ์อะไรมาทำเพื่อนผมเจ็บตัววะ

 

Rrrrrr

 

แต่ในขณะที่ผมเดินอยู่บนทางเท้าฝั่งสถาปัตย์ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นจนต้องหยุดเดินเพื่อรับมัน

 

“ว่าไงน้องพาย”

 

[พี่ทัน หนูไปซ้อมด้วยไม่ได้นะคะวันศุกร์อะ พี่ชายเข้าโรงบาล ไม่มีใครเฝ้า]

 

“อ้าวเหรอ” ตาเถร วันเสาร์แข่งแล้วด้วย แต่ไม่เป็นไร น้องพายซะอย่าง เล่นสดได้อยู่แล้ว “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันเสาร์ก่อนแข่งเรามาทวนกันอีกรอบก็ได้ พายจำคิวตัวเองได้อยู่แล้วนี่”

 

[ฮือ...ขอโทษนะคะ]

 

เสียงโอดครวญดังตามสัญญาณมาทำให้ผมอดยิ้มตามไม่ได้ ก่อนที่จะเลี้ยวเดินเข้าฝั่งสถาปัตย์เพื่อไม่เป็นการขวางทางคนที่ใช้ทางเท้าตรงนี้ “ไม่เอาน่า น้องพายเก่งอยู่แล้ว เราซ้อมตั้งหลายรอบ แม่นกว่าไอ้พวกที่เหลือแล้ว”

 

[ยังไงหนูฝากบอกพี่ๆ ที่เหลือด้วยนะ]

 

“ได้ครั..เอ้ย!

 

พลั่ก!

 

แต่ในขณะเดียวกันนั้น ผมยังไม่ทันได้คุยกับปลายสายให้ครบใจความ ไหล่กลับถูกแรงแรงหนึ่งกระชากให้หันหลังก่อนที่ความรู้สึกเจ็บชาบนใบหน้าจะเกิดขึ้นจนผมเซออกด้านข้าง

 

“เชี่ยไรวะ” เพิ่งเข้าใจว่าตัวเองโดนต่อยก็ตอนที่โทรศัพท์ปลิวหลุดมือไปแล้ว

 

หมัดที่สองตามมาพร้อมความมืดที่ผมเริ่มปรับสายตาได้แล้ว แต่ผมเร็วพอที่จะกันแรงนั้นด้วยแขนข้างขวาไม่ให้มันทำร้ายเป็นครั้งที่สอง

 

แต่ความเบาใจกลายเป็นความเจ็บปวดเมื่ออยู่ดีๆ ผมโดนแรงจากด้านหลังผลักให้ล้มลงทีเดียวก่อนจะมีทั้งเท้าทั้งมือรุมทำร้ายผมจนมองไม่ออกว่าใครนักหนาที่มันเล่นหมาหมู่

 

ความเจ็บแล่นเข้าสมองเมื่อเท้าหนักๆ เตรียมเตะเข้าที่ชายโครงผมเต็มที่แต่โชคดีที่เอาแขนกันไว้ก่อน ความเจ็บเหมือนแขนจะหักทำให้ผมนิ่วหน้าไม่เหลือสติและแรงพอที่จะกันร่างกายตัวเองไม่ให้รับแรงกระแทกจากส่วนที่เหลือ

 

“เฮ้ย! หยุดนะ!

 

เจ็บเหมือนร่างจะแตกให้ผมนอนกุมแขนข้างซ้ายอย่างเจ็บปวด ก่อนที่ไอ้สองสามคนที่ผมมองไม่ออกแม้กระทั่งใบหน้าหรือรูปลักษณ์ส่วนสูงวิ่งออกไป เหลือแค่เสียงผู้ชายแก่ๆ หนึ่งคนที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาผม

 

“หนุ่ม! เป็นไรมากไหม!?

 

ภายในไม่รู้เป็นอะไรมากหรือเปล่า แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้ เจ็บแขนกับหัวจนแทบจะลุกจากพื้นเย็นเฉียบนี้ไม่ไหวแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เชี่ยทัน...มึงคลาดกับกูไม่ถึงสิบนาที โดนขนาดนี้เลยเหรอ” ตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ก็มารับผมที่โรงพยาบาลใกล้ๆ มหาลัย ไหนจะต้อมและข้าวที่น้องพายติดต่อไอ้ก้องและไอ้ก้องติดต่อสองคนนี้อีกที

 

ไม่ต่างจากมาดูใจก่อนตายเลยแม่ง

 

“มึงจำหน้าคนทำได้ไหม” ก้องถามเสียงแข็ง

 

“มันมืดว่ะ มองไม่เห็นเลย”

 

“แล้วมึงไปทำอะไรที่สถาปัตย์”

 

“คุยโทรศัพท์กับน้องพายไง”

 

ขยับปากทีก็เจ็บซี้ดไปหมด ยิ่งแขนเหรอ ตอนนี้ใส่สลิงคล้องแขนเรียบร้อย ส่วนคิ้วมีแตกบ้าง พรุ่งนี้ผมไปสอบไม่ไหวไอ้สองสามตัวนั่นต้องมีเจ็บกันไปข้างแหละวะ

 

“แล้วพรุ่งนี้มึงจะไปสอบไหวใช่ไหม ให้กูบอกอาจารย์ให้เปล่า” ต้อมว่าเสียงจริงจัง ตอนนี้รอบข้างผมมีแต่คนจริงจังจนรู้สึกได้ว่าพวกเขาคงเป็นห่วงผมจริงๆ

 

“เฮ้ยได้ กูขี้เกียจมาตามสอบทีหลัง แล้วเดี๋ยววันเสาร์ก็ต้องขึ้นเล่นอีก”

 

“มึง ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนนะเว้ย”

 

“ไม่น่าตายอะ เท่ดีออก ร้องเพลงทั้งไอ้สายเนี่ย” ผมยกแขนข้างซ้ายที่มีสลิงคล้องอยู่ขึ้นมาเล็กน้อยให้ก้องดู “ตายในหน้าที่ไงมึง”

 

ดื้อกับพวกเพื่อนมันก็เข้าใจผมอยู่หรอก เพราะพวกนี้น่าจะรู้นิสัยผมดีแล้วว่าผมเป็นคนยังไง ดื้อยังไงก็ต้องทำให้ได้อย่างที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรก

 

แต่ไม่อยากจะคิดว่าถ้าพรุ่งนี้ ตอนซ้อมหลังสอบตัวสุดท้ายเสร็จ...

 

อีกคนที่เข้ามาในวงฐานะนักร้องฟีเจอร์ริงจะว่ายังไงบ้างนี่สิ

 

 

 

 

 

 

“กรี๊ดดดด สอบเสร็จแล้ววว!” เมื่อออกจากห้องสอบ ข้าวก็กระโดดกอดต้อมทันทีด้วยชุดนักศึกษากระโปรงพลีทที่นานๆ ทีจะหยิบเอามาใส่ของมัน

 

“แต่กูยังไม่เสร็จไง” ส่วนผมที่อยู่ในสภาพกึ่งคนกึ่งศพ นอนปวดแขนทั้งคืนเกือบจะหลับตาลงไม่ได้แต่แทบจะหลับคาข้อสอบเมื่อกี้ก็บ่นโอดโอย นี่ต้องไปซ้อมจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

 

“กูไปส่งไหม”

 

“ไม่เป็นไรมึง เดินได้ ยังไม่เป็นลม”

 

“อีเหี้ย อย่าพูดแบบนี้ดิ ใจคอไม่ดีเลย”

 

“เออ ไปได้ ไม่ตายหรอก”

 

แล้วก่อนที่ผมจะแยกตัวจากเพื่อนจากอาคารสิบสองชั้นหรือตึกโหลที่เราชอบเรียกกัน โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นจนต้องหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอว่าใครโทรมา

 

ซึ่งแน่นอน พอเห็นชื่อแสดงเจ้าของเบอร์ หัวใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาดื้อๆ

 

ไม่ใช่ผิดจังหวะเพราะความรู้สึกตัวเองที่รู้ดีแก่ใจ แต่เพราะรู้ดีว่าถ้าพี่เคมาเห็นสภาพผมตอนนี้ แน่นอนว่าผมต้องโดนสอบปากคำชุดใหญ่ อาจจะโดนด่าโดนว่าชุดใหญ่แบบที่ไม่เคยโดนมาก่อน หรือแม้กระทั่งโดนอารมณ์เสียใส่เหตุเพราะไม่ทันได้ระวังตัว

 

“ครับ...”

 

[มากี่โมง]

 

“อะ...กำลังจะไปครับ พี่เคถึงแล้วเหรอ” ทำไมรอบนี้ถึงก่อนล่ะ ฝนจะตกปะเนี่ย

 

[อืม วันนี้ไม่มีสอบ]

 

“ครับๆ เดี๋ยวผมรีบไป”

 

[ไม่ต้องรีบก็ได้ เพื่อนมึงเพิ่งมากันด้วย]

 

“เคครับ รอแป๊บนึงนะ”

 

จากน้ำเสียงที่ได้ยิน ถ้าเดาไม่ผิดพี่เคน่าจะยังไม่รู้เรื่องที่ผมโดนดักทำร้าย จนถึงวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครทำแต่ก็ไม่คิดที่จะตามหาตัวเพื่อแจ้งตำรวจหรือทำอะไรมากไปกว่านี้ เพียงแค่ช่วงเย็นๆ อาจารย์ที่สถาปัตย์กับวิศวะติดต่อผมมาให้ไปตอบคำถามเรื่องที่โดนทำร้าย

 

แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน เรื่องที่ร้ายแรงกว่าการที่ผมโดนทำร้ายวันนั้น อาจจะเป็นคนที่เพิ่งรู้เรื่องอย่างพี่เควันนี้ก็ได้นะ

 

ยิ่งเดินขึ้นมาถึงหน้าห้องซ้อม ใจผมยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะพาลทำให้เหงื่อออกมือจนเปียกไปหมด แต่สุดท้ายก็กำลูกบิดประตูก่อนจะหมุนเปิดมันเข้าไป

 

แอ๊ด...

 

เสียงเปิดประตูทำให้คนในห้องทุกคนที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาหันมามองผมเป็นตาเดียว ก้อง ปาล์ม และเจ๋งดูไม่ได้ตกใจที่เห็นผมอยู่ในสภาพนี้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้เรื่องอย่างพี่เค...

 

คนหน้าคมมองหน้าผมนิ่ง...นิ่งเสียจนบรรยากาศกดดันจนเริ่มหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ

 

“มึงไปโดนอะไรมา” ยังไม่ทันที่จะได้ปิดประตูห้องสนิท เสียงนุ่มก็เอ่ยขึ้น

 

“เอ่อ...”

 

“กูถามว่าไปโดนอะไรมา”

 

เสียงนุ่มแข็งขึ้นทันทีเมื่อผมไม่กล้าตอบอะไรกลับไป ได้แต่เลิ่กลั่กหาตัวช่วยคืออีกสามคนที่เหลือ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะนอกจากสมาชิกที่เหลือจะไม่พูดอะไร มันยังลุกจากที่นั่งทีละคนสองคน ก่อนที่จะ... “กูออกไปรอข้างนอกนะ”

 

มึงรักกูมากเลยนะไอ้พวกนี้

 

สุดท้ายทั้งห้องก็เหลือผมกับพี่เคสองคนให้ยืนจ้องตากันเหมือนจะกินกันไปข้าง แต่แน่นอน บรรยากาศอึดอัดแบบนี้เป็นอะไรที่ผมเกลียดที่สุด พี่เคเลยผ่อนดวงตาที่แข็งกร้าวเต็มไปด้วยความสงสัยค่อยๆ มองสภาพที่ไม่ปกติบนร่างกายผมช้าๆ

 

“อุบัติเหตุ?”

 

“เอ่อ..” จะเออออแบบนั้นได้ไหมนะ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองคนหน้านิ่ง กลับกลัวเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะโกหก “ผมโดนรุมแถวๆ สถาปัตย์เมื่อวาน ไม่ใช่สิ...เมื่อคืนก่อนกลับบ้าน”

 

“.........”

 

เงียบจนน่ากลัว กลัวว่าอะไรบางอย่างในตัวพี่เคจะระเบิดออกมาไม่รู้ตัว

 

“เมื่อวานออกมาอ่านหนังสือกับพวกต้อมกับข้าว พอจะกลับบ้านก็คุยโทรศัพท์กับน้องพายว่าวันนี้น้องมาไม่ได้...” เขาได้ยินผมไหมนะ ตอนนี้รู้ตัวดีเลยล่ะว่าตัวเองเสียงเบาขนาดไหน “แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนมากระชากแล้วก็ทำร้าย...”

 

“..........”

 

พูดอะไรหน่อยสิ ถ้าไม่พูดผมเล่าต่อนะ “เย็นนี้อาจารย์คณะผมกับสถาปัตย์จะเรียกผมไปคุย เขาลองเปิดกล้องวงจรดูกันแล้ว”

 

ฮือ...อย่านิ่งแบบนี้ ผมใจไม่ดีไปหมดแล้วนะ อย่ามองหน้ากันด้วยสายตาที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยแบบนี้ได้ไหม รู้สึกเหมือนจุกอกอยากจะร้องไห้อยู่แล้ว

 

“ไปหาหมอมาแล้วใช่ไหม”

 

“ค...ครับ”

 

“ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าที่เห็นใช่ไหม”

 

“ครับ...เอ็กซเรย์แล้ว ข้างในไม่ได้เป็นอะไร”

 

“แล้วกูคือคนสุดท้ายใช่ไหมที่รู้” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ดีๆ พี่เคก็พูดประโยคนี้ช้าลงและแผ่วเบากว่าประโยคอื่น “ทำไมไม่โทรบอก”

 

“ผม...”

 

“เพื่อนมึงก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย”

 

“ขอโทษ...”

 

“เฮ้อ...” อย่าถอนหายใจแบบนี้สิ

 

ถ้าเป็นผมตอนปกติคงวิ่งเข้าไปซบไหล่เขาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่เพราะตอนนี้ร่างกายผมไม่อำนวยตรงที่แขนข้างซ้ายใช้การไม่ได้ กลัวว่าถ้าทำไปจะเจ็บตัวกว่าเดิม แต่ผมไม่ชอบการที่พี่เคเสยผมลวกๆ ก่อนจะหันหลังให้ผมแบบนี้เลย

 

“พี่เค...”

 

“ครั้งที่แล้วก็ทำกูตกใจ ครั้งนี้ก็ทำกูเป็นห่วง มีครั้งไหนบ้างที่มึงจะไม่เซอร์ไพรส์กูด้วยวิธีนี้”

 

แค่ได้ยินคำว่าเป็นห่วงที่อีกคนพูดมาตรงๆ เสี้ยวนึงของหัวใจก็เกิดความอุ่นขึ้นมาจนไม่อยากจะเก็บรอยยิ้มไว้ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปหาอีกคนที่หันกลับมามองผมดีๆ กลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกผิดเข้าที่เต็มอกจนอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ

 

“แต่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้ก็ดีแล้ว”

 

“พี่เค...” ได้ยินไหม ดูออกหรือเปล่าว่าเสียงผมสั่นแค่ไหน “อยากกอด”

 

“..........”

 

“แต่กอดไม่ได้”

 

ที่ผมอยากกอด ไม่ได้หมายความว่าอยากอ้อนเขาหรือกระทั่งอยากให้เขาหายโกรธหรืออารมณ์เย็นลง หากแต่ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำยังไงกับความรู้สึกตอนนี้ จะให้ยืนร้องไห้เฉยๆ ก็ดูจะเด็กไป อย่างน้อยมีอะไรมาช่วยซับไม่ก็ให้ผมได้พักพิงตอนตัวเองร้องไห้สักนิดก็ยังดี

 

แต่ไม่ทันที่จะเดินไปหา คนตัวสูงข้างหน้าก็ก้าวขึ้นมาพร้อมโอบผมไว้หลวมๆ แค่นั้นสิ่งที่จุกอยู่ที่คอก็ทะลักออกมาเป็นน้ำตาร่วงเผาะลงที่ข้างแก้มจนหยุดไม่ได้

 

ทั้งสัมผัสที่ลูบเบาๆ ตั้งแต่กลางศีรษะถึงท้ายทอย ทั้งฝ่ามือที่ลูบหลังผมเบาๆ ไม่ยากเลยที่สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผมงอแงได้มากขนาดนี้

 

“พี่ไม่โกรธผมนะ...”

 

“อืม โดนขนาดนี้จะโกรธยังไงไหวอีก” แล้วท่าทางเมื่อกี้คืออะไรเล่า นิ่งจนไม่รู้สึกถึงความใจดีที่ผ่านมาแล้วนะ “แค่เป็นห่วง”

 

เป็นห่วงเหรอ...

 

“กลัวจะเป็นอะไรมากกว่านี้ เท่านี้ก็หนักพอแล้ว” แขนขวาที่ยังพอใช้ได้ทำหน้าที่เกี่ยวเอวเขาหลวมๆ แต่ใบหน้านี่สิ ซุกแล้วซุกอีกที่ลาดไหล่กว้าง

 

“พี่เค” ผมเงยหน้ามองเขาที่ระยะใบหน้าเราห่างกันไม่ถึงคืบ

 

“จะเรียกทำไมนักหนา” แม้คำพูดเขาจะฟังดูรำคาญ แต่สองมือก็เช็ดน้ำตาให้ผมแบบไม่ขาดสาย

 

“พี่เค...”

 

“เออ”

 

“เป็นห่วงผมจริงๆ เหรอ”

 

“..........”

 

อย่ามาพูดให้ดีใจเล่นแล้วพอถามก็ไม่ตอบให้ชื่นใจแบบนี้นะ “ทำไมเงียบ”

 

“เป็นอะไรไปกูจะด่าใครล่ะ”

 

ฮือออ ผมเป็นได้แค่นั้นเหรอวะ

 

“เพราะงั้นต้องอยู่ใกล้ๆ กู อย่าทำให้เป็นห่วงอีกเข้าใจไหม” อยู่ใกล้ได้ แต่จะไม่ทำให้เป็นห่วงแล้ว “ถ้าไม่มีมึงแล้วกูก็อดได้ไอ้ที่มึงบอกว่าจะให้ได้ทุกอย่างน่ะสิ”

 

“ฮือ...ห่วงแค่นั้นเหรอ”

 

“ไม่” พี่เคส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเกลี่ยปรอยผมที่หน้าผากให้ “ห่วงทุกอย่างที่เป็นมึง”

 

“.........”

 

“พวกคำพูดมึงที่ไม่เคยคิดก่อนพูดน่ะ มันจะกลับมาทำร้ายมึงไหม”

 

“........”

 

“แล้วยังมาอยู่ในสภาพนี้อีก จะทำอะไรสะดวกได้ยังไง”

 

บ้าเอ๊ย...หน้าร้อนอีกแล้ว พาลทำให้ดวงตาผมร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้เลยจริงๆ จากที่กลัวว่าอีกคนจะโกรธ กลัวว่าเขาจะไม่พอใจ แต่ที่ไหนได้...

 

พอมาเป็นแบบนี้แล้วรู้เลยว่าที่ผ่านมาใครเป็นห่วงผมมาตลอด

 

เพราะงั้นผมต้องดูแลรักษาตัวเองดีๆ เพื่อที่จะได้อยู่ข้างๆ พี่เค รอวันให้เขาขอในสิ่งที่ต้องการและผมก็สามารถให้เขาในทุกอย่างเหมือนๆ กับที่เขาเป็นห่วงผมโดยที่ผมไม่ได้เอ่ยปากขอร้องบ้าง

 

“เพราะงั้นวันแข่งกูจะทำโทษมึงโทษฐานมาทำให้กูเป็นห่วง”

 

“อะไรอะ”

 

“ไม่รู้ ลงจากเวทีมากูขออะไรก็ต้องให้ด้วย”

 

ฮือ...ทำไมเซอร์ไพรส์กันแบบนี้อะ บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอ แค่นี้ก็เจอเรื่องลุ้นๆ เยอะพอแล้วเน้อ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

...................................................................

นี่แหละค่ะ ตัวตนของคนชื่อเค

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #72 nantaya-an (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 / 20:43
    พี่เค จัดการเอาคืนให้น้องเลย
    #72
    0
  2. #65 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 20:26
    เดี๋ยวลับหลังพี่เคไปเอาเรื่องคืนให้มั้ยน้าาาา
    #65
    0
  3. #4 Nanahpus.s (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 21:29

    พี่เค อย่าทำให้น้องอยากได้ได้ไหม จะหาแบบพี่เคอีกที่หนายยย~
    #4
    0