เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 15 : 13 : คนที่เป็นห่วงแบบไม่ปิดบัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    25 พ.ย. 62




13

คนที่เป็นห่วงแบบไม่ปิดบัง

 

 

 

ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกนุ่มหยุ่น เหมือนไม่ได้นอนอยู่บนเตียงฟูนุ่ม แต่เหมือน...

 

ผมกำลังกอดใครสักคนอยู่

 

เชี่ย!

 

จะกอดใครล่ะถ้าไม่ใช่พี่เค!

 

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อตื่นมาแล้วเห็นแผ่นหน้าอกของอีกคนขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ แต่พอใช้สองมือยันร่างกายให้ลุกขึ้นได้ คนที่นอนหงายอยู่กลับมองผมเหมือนไปแย่งของรักของหวงเขา

 

ฮือ...คนบ้าอะไรตื่นแล้วทำหน้าตาน่ากลัวเลยวะ ถ้าไม่ได้ตื่นก่อนหน้านี้นานแล้ว

 

“รอมึงตื่นเนี่ย ฉี่จะราดอยู่แล้ว” ไม่สบอารมณ์เลย สงสัยปวดจัด

 

“แล้วทำไมพี่ไม่ปลุกผมล่ะ”

 

“นอนสบายขนาดนั้นใครจะไปอยากปลุก กูก็คนนึงที่ไม่อยากให้ใครมาปลุกตอนหลับเหมือนกัน”

 

ฮือ ต่อให้พี่เคทำหน้ายักษ์รับเช้าอันสดใส แต่สุดท้ายคำพูดของพี่เขาก็เรียกรอยยิ้มให้ผมได้อยู่ดี เห็นไหมว่าตัวตนที่แท้จริงของเขามันน่าจะซ่อนอยู่ในตัวตนของเขาอีกทีนั่นแหละ ถึงมีคนไม่ชอบเขาน่ะ

 

ยิ่งนึกได้ถึงความอบอุ่นเมื่อคืนก่อนที่ผมจะหลับไป ยิ่งรู้สึกอุ่นวาบในอกให้ต้องพรูลมหายใจออกมาช้าๆ

 

เต้นให้มันช้าๆ หน่อยเถอะหัวใจ ตายไปตรงนี้ลำบากพี่เคมาเก็บศพผมอีก

 

 

 

 

 

เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องกลับบ้าน คนมาส่งผมขึ้นรถโดยสารจะเป็นใครถ้าไม่ใช่พี่เค นี่ก็เก่งเหลือเกิน เดินจากหอมาส่งผมขึ้นรถที่หน้าหอสมุดได้ เดินไปคุยไปอากาศก็ใช่ว่าจะเย็น แต่ถามว่าเพลินดีไหม ก็ตอบได้ว่าดีมากเลยล่ะ

 

คุยกับผู้ชายด้วยกันที่เข้าใจหัวอกกันเอง ผู้ชายที่ก่อนหน้านี้ในหัวมีแต่คำว่าอิหยังวะเต็มไปหมด แต่ตอนนี้ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเขามันกลับเปลี่ยนความคิดในหัวผมไปหมดจนเหลือแต่คำว่าผู้ชายอบอุ่น...

 

อบอุ่นจนโซฮอตไปหมดเลยนะ เดินผ่านผู้หญิง ผู้หญิงก็มอง เดินผ่านสาวสอง สาวสองก็ใช้สายตาแทะโลมแบบสนุกสนาน

 

ครับๆ เข้าใจแล้วล่ะว่าการที่ถูกชอบถูกรักเพราะสิ่งที่เขาเห็นมันเป็นยังไง แต่ความจริงถ้าได้มาเห็นตัวจริงของพี่เคอีกที อาจจะโงหัวไม่ขึ้นเลยก็ได้

 

“รถมาแล้ว ขึ้นคันนี้ใช่ไหม” เมื่อรถโดยสารคันสีแดง ตัวอักษรสีขาวแสดงจุดหมายปลายทางและจุดหมายระหว่างทางเด่นมาแต่ไกล ผมก็ได้แต่พยักหน้ายิ้มให้รุ่นพี่ต่างคณะที่สูงกว่าผมไป

 

“พรุ่งนี้ซ้อมรอบใหม่นะพี่เค ถ้าว่างก็มานะ”

 

“น่าจะได้แหละ”

 

ประโยคสนทนาดีๆ ที่นานๆ จะมีให้เห็นสักทีก็ทำให้ผมยิ้มจนตาหยีให้คนที่กำลังพยักหน้าให้ก่อนที่ผมจะก้าวขาขึ้นรถโดยสารโดยปล่อยให้อีกคนยืนอยู่ที่ป้ายรอรถ จนกระทั่งร่างกายของพี่เคลับตาผมเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไป

 

อืม...เหมือนสาวน้อยที่มีแฟนหนุ่มมารอส่งยังไงไม่รู้เลยว่ะ

 

 

 

 

 

 

วันจันทร์

 

 

“ก็กูอยากเป็นพี่ตูนอะ” ผมงอแง เมื่อเลือกเพลงใหม่ที่จะเล่นในรอบที่สองได้แต่โดนไอ้เจ๋งมือกลองหน้าหล่อหัวเราะคิกคักใส่

 

“สุดยอดมากครับ เล่นเพลงเก่าอีกต่างหาก”

 

“ไม่มีอะไรเข้ากับมึงมากไปกว่าเพลงนี้อีกแล้ว” เนี่ยไอ้ปาล์มก็ผสมโรงเข้าไปอีก

 

“คนที่ถูกรัก...เหรอ เออมันก็ดีนะ เพลงต้นฉบับเขาสนุกอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้เศร้าไม่ได้หนักอะไรด้วย น่าจะกระโดดสนุกๆ ได้อยู่” จะมีใครเข้าใจผมเท่าไอ้ก้องพ่อยอดยาหยีได้อีกเล่า

 

“แล้วพี่ทันจะแต่งบททำนองเสนาะยังไงเหรอคะ หรือจะให้พี่เคแต่ง”

 

น้องพายมือคีย์บอร์ดหันหน้าไปหาผู้โชคร้ายอย่างพี่เค ที่ยังคงไม่พูดไม่จาอะไรเมื่อก้าวเข้ามาในห้องซ้อม ยิ่งนิ่งหนักเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าผมเลือกเพลงนี้มาใช้ประกวดในรอบที่สองด้วย

 

ก็ประเด็นคนที่ถูกรักที่เรานอนคุยกันในคืนวันเสาร์มันยังชัดเจนอยู่ในหัวผมอยู่เลยน่ะสิ เลยเลือกเพลงนี้มาเล่นน่ะ

 

“พี่แต่งไม่ได้ครับ” พี่เคพูดนิ่งๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู

 

“โหย...ขับเสภาก็ได้ ทำนองเสนาะ กาพย์กลอนอะไรก็เอื้อนได้หมด มันต้องแต่งได้ไม่ใช่เหรอพี่”

 

“จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่างเลยเหรอคนเราน่ะ”

 

“เอ้า ก็นักร้องเก่งๆ เขายังแต่งเพลงร้องเองได้ตั้งเยอะเลย”

 

“แล้วมึงไม่รู้จักอาชีพนักแต่งเพลงเหรอ ถ้านักร้องแต่งเองร้องเองกันได้หมด อาชีพนี้มันจะอยู่ได้ได้ยังไง” 

 

“ถ้าไม่งั้นลองหาบทกลอนอะไรที่มันเกี่ยวกับเนื้อหาเพลงไหม เราจะได้ไม่ต้องแต่งเองไง” น้องพายเสนอ ซึ่งความจริงผมอยากได้แบบนั้นแหละ

 

อย่างรอบแรกที่แต่งเองก็กินพลังงานชีวิตไปไม่น้อยเลยนะกับคนที่แต่งกลอนเกือบไม่เป็นอย่างผมน่ะ

 

“เดี๋ยวกูลองหาให้ดูก็ได้ อย่างของสุนทรภู่งี้อะ คิดว่าน่าจะมี” ปาล์มเสนอความคิดเห็น ซึ่งมันก็เหมือนแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ดีๆ นี่เอง

 

“หาตามบทพระราชนิพนธ์ก็ได้ พี่ว่ามันน่าจะมีอยู่”

 

เนื้อหาในประโยคของพี่เคผมนี่แทบจะไม่ได้ฟัง เข้าหูอยู่อย่างเดียวก็คือวิธีการพูดของเขาที่นอกจากผมแล้วเขาก็ไม่ได้พูดมึงกูใส่ใครเลย มันน่าน้อยใจไหมล่ะ มีแค่ผมคนเดียวเนี่ยที่เขาไม่อ่อนโยนให้เลย

 

หรือยังไง...หรือว่าอ่อนโยนในลักษณะอื่นให้หมดแล้ว คำพูดคำจาจะบ่นจะด่ายังไงก็ได้

 

ฮือ...ไม่รู้แล้วโว้ย

 

 

 

 

 

 

เมื่อซ้อมในส่วนของการทบทวนต้นฉบับเพลงเสร็จ ก็มาคุยกันเรื่องดนตรีแบบใหม่ที่เราจะนำมาเรียบเรียงให้เข้ากับโชว์ที่ให้พี่เคมาฟีท เรื่องการทำดนตรีพี่เคบอกว่าจะไม่ยุ่ง เพราะเขาไม่มีความรู้ในด้านนี้ แต่ดึกดื่นค่ำมืดก็ยังไม่กลับไปไหน ยังเห็นนั่งอยู่กับพวกผมห้าคนที่นั่งแช่หาดนตรีใหม่ๆ อยู่ด้วยกันอยู่เลย

 

ที่พีคสุดก็น่าจะเป็นตอนที่เขาเดินหายไปแล้วกลับมาพร้อมกับขนมและอาหารเวฟในมือนี่แหละ

 

“คิดว่ากลับไปแล้วนะเนี่ย” ผมลุกขึ้นไปรับถุงพลาสติกที่พี่เคส่งมาให้

 

“กลับอะไรล่ะ ก็เห็นยังไม่ได้กินอะไรกัน”

 

“ขอบคุณคร้าบ...” ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ พอเห็นเสบียงแน่นถุงก็รีบผละออกจากเครื่องดนตรีของตัวเองเข้ามาหาถุงขนมที่วางอยู่กลางวง

 

“เท่าไหร่น่ะพี่”

 

“หึ...” ส่ายหน้าอย่างนี้ได้ไง หมดนี่ก็หลายร้อยอยู่นะ

 

“ไม่เอา ให้ผมออกครึ่งนึงก็ยังดี หารกันก็ได้ห้าหกคน”

 

“เอาไปเถอะ ไว้มึงชดใช้ให้กูทีเดียว”

 

“โอ๊ย...” ชดใช้ทีเดียวอีกแล้ว ฉิบหาย กดซัมออกมาหนี้ผมที่ติดเขาอยู่ตอนนี้ท่วมหัวแล้วมั้ง คิดไม่ออกเลยเนี่ยว่าจะต้องชดใช้ด้วยวิธีไหน

 

หรือว่าจะต้องทั้งชีวิตอย่างที่เขาเคยพูด...น่ากลัวว่ะ

 

“แล้วพี่กินไรยัง เดี๋ยวปวดท้องนะ”

 

“ลงไปซื้อเพราะหิวนี่แหละ”

 

“มากินก่อนเร็ว” มีทั้งขนมปังอบร้อน ซาลาเปาแบบเวฟ น้ำ นม ขนม เยอะแยะไปหมด ถึงจะบอกว่าแก้หิวให้ห้าหกชีวิตยังไงมันก็เยอะไปอยู่ดี “หรือพี่จะกลับเลย จะมีสอบไหมเนี่ย”

 

“อยู่ได้ กูไม่ได้มาได้ทุกวันอยู่แล้ว”

 

“เกรงใจว่ะ”

 

“มึงควรเกรงใจกูตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ามาหากูละ ช้าไปแล้วมาพูดตอนนี้” ฮือ โดนอีกแล้วไหมล่ะ “เอ้า ชักช้า หายร้อนเดี๋ยวก็ไม่อร่อย”

 

“อื้อ!” ผมเอนตัวไปข้างหลังไม่เร็วพอที่พี่เคหยิบซาลาเปามาแตะปากผม ความจริงอย่าเรียกว่าแตะ ให้เรียกว่าถู “อะไรเนี่ย ยังไม่อยากกินเลย”

 

“ไม่กินแล้วจะมีอะไรไปเลี้ยงสมอง”

 

“ของเก่ามันยังอยู่”

 

“กว่าของใหม่จะขึ้นไป ของเก่ามันก็หมดแล้ว กินๆ เข้าไป อย่าพูดมาก” ก็จ่อปากผมขนาดนี้ไม่ให้รับมากินก็ดูจะขัดใจเขาเกินไป เลยต้องรับซาลาเปาชิ้นโตที่เขาถืออยู่มากัดมันเข้าไปคำโตๆ

 

“อ้ะ พี่ก็ยังไม่ได้กินไม่ใช่เหรอ อ้าปากสิ” ผมหยิบแซนด์วิชอบร้อนที่อยู่ในห่อกระดาษขึ้นมาจ่อปากเขา

 

แต่ในขณะที่พี่เคกำลังรับมันไปจากมือผม ผมก็ดึงมันกลับเข้าหาตัว “อย่ากวนตีน”

 

“หึย...” พอโดนดุเข้าหน่อยผมก็ไม่อยากเล่นแล้ว ได้แต่ส่งมันให้เขาไปถือดีๆ “ปวดท้องไหมเนี่ย”

 

“ไม่ปวดหรอก ก็บอกแล้วว่าไม่ได้เป็น”

 

“แต่มันก็มีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคกระเพาะไม่ใช่เหรอ ไม่กันไว้มันจะลุกลามนะ”

 

“ห่วงตัวเองเถอะ ข้าวปลากินไม่เป็นเวลาแบบนี้มีโอกาสก้าวกระโดดมากกว่ากูอีกนะ”

 

“ผมแข็งแรงน่า” ถึงความจริงมันจะตรงตามที่เขาบอกก็เถอะว่าผมกินข้าวไม่เป็นเวลาน่ะ แต่ถึงตอนนี้มันก็ไม่เคยมีอาการอะไรเลยนะ

 

“อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยมารู้ตัวเลย ผลที่ได้มันไม่คุ้มกันหรอก”

 

พอได้ยินเสียงนุ่มที่เอ่ยออกมาในขณะที่เขาก้มหน้าเช็ดเศษขนมปังที่หกอยู่ที่ตักออก ก็เริ่มรู้สึกได้ว่าเริ่มจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ถึงจะบอกว่าก่อนหน้านี้ก็โดนแอทแทคความอ่อนโยนของพี่เคอยู่บ่อยๆ น่าจะพอรับมือได้บ้างแล้วก็เถอะ แต่พอโดนบ่อยเข้า บ่อยเข้า ก็รู้สึกว่าอยากจะยอมแพ้แล้วให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งที่เขามอบให้ไปเรื่อยๆ

 

“ทำร้ายร่างกายตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ อายุมากเข้ามันจะไม่ไหวเอานะ”

 

“ครับ...”

 

หรือเพราะเขาเรียนครู คำพูดคำจาเลยเหมือนครูสอนนักเรียนตลอดเลย

 

แต่ปกติครูเขาไม่ได้ใช้คำพูดแบบนี้กับนักเรียนไม่ใช่เหรอวะ ไอ้คำพูดและน้ำเสียงที่โคตรอบอุ่นแบบนี้น่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

เมื่อการซ้อมวันนี้จบลง พี่เคก็ยังคงทำเหมือนเดิมกับเมื่อวานคือการเดินไปส่งผมขึ้นรถโดยสาร แต่วันนี้มันผิดกับครั้งก่อนๆ ที่เขาไม่ยอมบอกว่าจะไปส่งกันตรงๆ ได้แต่เดินไปด้วยกันเรื่อยๆ พอผมถามก็ใช้วิธีการบ่นกลบเกลื่อนเอา แต่รอบนี้...

 

“ไปส่งไป”

 

บางทีการพูดตรงๆ ก็ดาเมจรุนแรงไม่แพ้การกระทำจริงๆ

 

แต่ระหว่างที่เดินตัดคณะวิศวะออกมาที่ถนนใหญ่เพื่อรอรถโดยสารเวลาสามทุ่ม ในความมืดของคณะที่มีไฟข้างทางติดอยู่ประปราย ในความสลัวนี้ผมเลยมองเห็นคนที่เดินอยู่ข้างๆ ในเสื้อช็อปสีเทาประจำคณะครุศาสตร์ได้ชัดเจน

 

ปกติเวลาเดินตามหลังหรือเดินอยู่ข้างๆ กันจะรู้สึกอึดอัด ด้วยความที่เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แต่พอเวลาเริ่มผ่านไป ความอึดอัดก็เริ่มหายไปทำให้ผมกล้าเล่นหรืออาจจะกล้ากวนประสาทเขามากขึ้น แต่พอมาวันนี้ วันที่ผมได้เห็นหลายๆ อย่างที่แปลกไปในตัวพี่เค ความอึดอัดมันกลับเข้ามาแทนที่จนรู้สึกลำบากใจที่จะเดินด้วยกัน

 

ยิ่งเงียบก็ยิ่งอึดอัด ยิ่งอยู่ด้วยกันสองคนก็ยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง

 

ซึ่งผมรู้ดีว่าความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไร

 

เพียงแต่พยายามไม่คิดอะไรกับมัน พยายามไม่ยึดติดและคิดแค่ว่าตัวตนที่แท้จริงของพี่เคก็คือผู้ชายคนหนึ่งที่ดึงดูด...แต่เขาจะดึงดูดผมเหมือนกับที่ดึงดูดผู้หญิงไม่ได้

 

“เงียบเป็นเป่าสากเลยนะ”

 

ผมสะดุ้งออกจากห้วงความคิด ใบหน้าเขาหันมามองหน้าผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองทางต่อ

 

“ก็...มันเงียบนี่” แล้วมันก็ไม่รู้จะพูดอะไรด้วย เสียงหัวใจเต้นทีก็ดูกลบสิ่งที่อยากจะพูดไปหมดแล้ว “พี่เคไม่กลับหอไปล่ะ เดินมาส่งทำไมบ่อยๆ”

 

“เรื่องของกูปะ”

 

“น่ะ พูดไม่ดีใส่อีกละ พอคนอื่นในวงละพูดพี่พูดครับ หึ้ย”

 

“ปากเหรอนั่นน่ะ...” ผมถอยหลังทันเมื่อพี่เคทำท่าจะมาบิดปากผม

 

“ทำไมไม่แทนตัวเองว่าพี่กับผมบ้างล่ะ”

 

“ไม่จำเป็นนี่”

 

“หน้าผมไม่ได้เถื่อนนะจะมาเถื่อนใส่กันตั้งแต่วันแรกน่ะ”

 

“อ๋อ...นี่แค้นใจตั้งแต่วันนั้นแล้วใช่ไหม ฮะ”

 

“ก็ไม่ได้ขนาดนั้น” ความจริงก็อยากได้ยินเขาพูดเพราะๆ กับผมบ้างก็เท่านั้นแหละ แต่เอาจริงๆ ก็คงไม่ชินอยู่ดีเพราะผมถนัดที่จะฟังแบบนี้ไปแล้ว

 

แต่ระหว่างที่เราสองคนเดินมาถึงตึกภาคโทรคมนาคมของวิศวะแล้ว ด้านขวาคือโรงเอที่เรามักจะมากินกันบ่อยๆ ซึ่งบนฟุตปาธที่เวลานี้ไม่ควรจะมีใครเดินอยู่แล้ว กลับมีผู้หญิงเดินช้าๆ เหมือนอ้อยอิ่งยามวิกาลอยู่อีก

 

หากไม่ทันสังเกตผมก็คงไม่ได้สนใจเธอเพราะการที่จะมีนักศึกษาจะหลงเหลืออยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่พอมองดีๆ เธอกำลังก้มหน้าเดินร้องไห้ มันทำให้ผู้ชายอย่างผมที่เห็นเหตุการณ์แบบนี้สงสารเธอจับใจ แต่พอมองได้ไม่ทันไร...ก็รู้สึกว่าทั้งรูปร่างและการแต่งตัวมันคุ้นเสียจน...

 

“มายด์..”

 

แค่เพียงเอ่ยชื่อเรียกเบาๆ ในความเงียบของคณะ ผู้หญิงที่อยู่อีกฝั่งก็เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตาที่นองแก้ม

 

“ทัน”

 

ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมผู้หญิงที่ผมเคยจีบ และเคยถูกปฏิเสธต้องมาเดินร้องไห้อยู่ในคณะแบบนี้ ทั้งๆ ที่เธอเองก็ไม่ได้อยู่คณะนี้ด้วยซ้ำ

 

ยิ่งเธอเห็นผม เธอยิ่งทำหน้าเหยเกและร้องไห้หนักกว่าเดิมก่อนจะเดินตรงมาหาผม

 

“มายด์เป็นอะไร” มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก ถ้าให้พูดกันตรงๆ ความโกรธและรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกเมื่อหลายวันก่อนสลายไปเมื่อเจอคนตรงหน้าน้ำตาอาบแก้มอยู่ตรงนี้ “ร้องไห้ทำไม...ใครทำอะไรมายด์”

 

“เขา...ทำร้ายเราอีกแล้ว”

 

เชี่ย...

 

สรุปที่เธอมาขอร้องผมวันนั้น มันรุนแรงขนาดนี้แล้วใช่ไหม

 

ผมมองไปที่ร่างกายของเธอที่มีรอยแดงเป็นจ้ำตามแขนและข้อมือ ไหนจะริมฝีปากที่บวมกว่าปกติ มันทำให้ร่างกายผมสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่

 

“ทันช่วยเราด้วย...” ยิ่งพูดน้ำตายิ่งไหล จนตอนนี้ผมต้องเอื้อมมือไปจับแขนของมายด์อย่างแผ่วเบาเพราะกลัวเธอจะเจ็บ “เราไม่ไหวแล้ว”

 

แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว

 

“ทำไมเขาทำกับมายด์แบบนี้ล่ะ...ไหนมายด์บอกไงว่าเขาดีกว่าเรา”

 

ผู้หญิงตัวเล็กไม่ว่าอะไร เธอได้แต่ส่ายหน้าปล่อยน้ำตาให้ไหลลงข้างแก้ม ยิ่งเป็นแบบนี้ใจผมยิ่งเหมือนกำลังถูกบีบให้แตกสลาย ต่อให้ไม่รู้สึกอะไรกันแล้วแต่จะให้มาทนเห็นผู้หญิงที่ตัวเองเคยอยากสานสัมพันธ์ด้วยมาโดนทำร้ายแบบนี้ ความหนาวเหน็บจนเจ็บปวดก็กัดกินหัวใจผมแทบทั้งใจ

 

“เดี๋ยวเราไปส่งที่หอนะ”

 

ผมหันไปหาอีกคนที่ยังคงยืนเงียบ แต่สุดท้ายพี่เคก็ทำได้แค่พยักหน้าให้ผมเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับเดินไปยังหอพักแถวหลังวิศวะอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

“มึงแน่ใจนะที่บอกเขาไปแบบนั้นน่ะ”

 

หลังจากที่ผมกับพี่เคกลับมาจากส่งมายด์ขึ้นหอแล้ว พี่เคก็ใช้ไม้แข็งบังคับผมให้ขึ้นห้องเขาโดยการทำเสียงดุหน้านิ่ง ทุกอย่างดูจริงจังไปหมดจนกระทั่งเดินขึ้นมาถึงห้องเขา พี่เคก็ยิงคำถามขึ้นทันทีหลังจากประตูห้องถูกปิดลง

 

“ผมเป็นห่วงมายด์”

 

“กูรู้” พี่เคพรูลมหายใจออกอย่างใจเย็น “แต่มึงไม่คิดหน่อยเหรอว่ามึงจะโดนเหมือนอย่างที่เพื่อนมึงโดนน่ะ”

 

“มันไม่สำคัญแล้วพี่เค ตอนนี้มายด์โดนหนักมาก ถ้าผมไม่ช่วยแล้วหนักเข้าหนักเข้ามายด์โดนทำร้ายมากกว่าเดิมจะทำยังไง”

 

เพราะความเป็นห่วงที่ล้นอก บวกกับเหตุการณ์มันเพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ทำให้ความรู้สึกยังคงสดใหม่จนน้ำเสียงและอารมณ์ถูกส่งไปที่พี่เคมากกว่าปกติอีกระดับ

 

ถึงมายด์จะเคยเป็นคนที่เมินผม หรือแม้กระทั่งคนที่ผมเคยบอกว่าเขาใจร้ายยังไง แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรงที่ผู้หญิงที่ผมเคยรู้สึกดีด้วยโดนกับตัวแบบนี้ ผมคนนึงที่อยู่เฉยกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้

 

“แล้วมึงจะช่วยเขายังไง”

 

“อะไรที่ทำได้ผมทำให้ได้หมด”

 

“เดินเข้าไปบอกผู้ชายคนนั้นว่าให้เลิกกับเพื่อนมึงน่ะเหรอ”

 

“.........”

 

“ไม่ช้าก็เร็วคงโดนกระทืบกลับมา ขนาดผู้หญิงมันยังทำได้ คิดว่าตัวมึงจะรอดไหม” น้ำเสียงพี่เคเบาลงก่อนจะถอนหายใจหันหลังให้ผมและถอดช็อปตัวนอกออก “มึงห่วงเขาจนไม่ห่วงตัวเองแล้วนะตอนนี้”

 

“แล้วมันจะมีวิธีไหนอีกล่ะพี่เคที่ผมจะช่วยมายด์ได้”

 

“ห่วงเขาขนาดที่ตัวเองจะโดนต่อยแทนแล้วยังยอมได้” อีกคนที่เหลือแค่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์แค่นหัวเราะเหมือนสิ่งที่ผมทำคือเรื่องโง่เขลา “มึงห่วงจนมองข้ามวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้ไปหมดแล้วนะ”

 

“วิธีไหนอีกครับ”

 

“อาจารย์ที่ปรึกษาล่ะ คณบดีล่ะ ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ตำรวจไปสิ มึงจะเสียเวลาไปเสี่ยงเจ็บตัวอีกทำไม”

 

ผมนิ่งไปกับไอเดียที่พี่เคหยิบยื่นให้ ถ้าใครคนหนึ่งทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องหวังพึ่งไม้สุดท้ายคือแจ้งความอย่างที่พี่เคบอก

 

“โง่ฉิบหาย เอะอะจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอย่างเดียว” นับไม่ถ้วนแล้วจำนวนที่พี่เคถอนหายใจออกมา แต่ผมก็หวังว่าเขาจะเข้าใจถึงความเป็นห่วงของผมบ้าง “แต่เมื่อกี้มึงบอกเขาไปแล้วใช่ไหมว่าจะทำตามแผนที่เพื่อนมึงตั้งใจจะให้มึงทำน่ะ”

 

“อืม...”

 

แผนที่ว่าของมายด์ คือการที่มายด์บอกเลิกกับผู้ชายคนนั้นที่อยู่สถาปัตย์ แล้วให้ผมทำทีเป็นแฟนใหม่ของมายด์

 

“กูบอกเลยว่าวิธีนี้มึงอันตรายกว่าเพื่อนมึงแน่ นอกจากมึงจะเป็นไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ ยังเสร่อไปแย่งแฟนเขาอีก”

 

โอ้โห เสียวสันหลังวาบเลยว่ะ “แต่บอกมายด์ไปแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นว่างๆ คงให้มายด์เอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน”

 

“เออ มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว” แอบชำเลืองขึ้นมองพี่เคที่เสยผมไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ บอกก็รู้ว่าคงอารมณ์เสียที่ผมทำอะไรโง่ๆ ลงไปให้ขัดใจเขาเล่น “ดีนะที่มีกูติดห้อยมึงไปด้วย ไม่งั้นก็คิดเองเออเอง ทำเองแบบไม่กลัวเจ็บตัวไปแล้ว”

 

“...........”

 

“ทำอะไรคิดเยอะๆ กูตกใจนะที่มึงตอบรับเขาไปง่ายๆ แบบนั้น”

 

ในขณะที่ผมแทบจะหดตัวให้ขนาดเท่าฝุ่นผงลอยอยู่ในห้องพี่เคเพราะโดนเขาดุ แต่มันมีบางอย่างที่ทำให้หัวใจผมพองตัวออกมาจนเผลอกะพริบตาปริบกล้าที่จะมองหน้าเขาอีกครั้ง

 

กูตกใจนะ...

 

ตกใจ...เหรอ ตกใจทำไม

 

“เฮ้อ...”

 

แต่สุดท้าย ทั้งใจทั้งตัวก็หดเหลือตัวเท่าเข่าพี่เคเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจเหมือนหัวเสียอะไรบางอย่าง ก็แน่ล่ะ ผมดันไปแสดงความโง่ให้เขาเห็น แถมเป็นการบังคับเขากลายๆ ให้เขายอมรับออกมาว่าตกใจอีก ไม่รู้เสียฟอร์มหรือเปล่าแต่ที่รู้ๆ ตอนนี้หัวพี่เคยุ่งหมดแล้ว

 

ท่าทีเหมือนโกรธที่เขากำลังหันหลังให้ผม มันทำให้ความกล้ากลับมาอีกครั้งในตอนที่ผมกำลังเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ

 

เพราะพี่เคบอกว่าตกใจ แต่จะเดินเข้าไปปลอบขวัญเอ๊ยขวัญมาก็ใช่เรื่องอยู่ สิ่งที่ผมทำได้เพื่อขอโทษเรื่องโง่ๆ ที่ทำลงไปก็คงมีแค่...

 

กึก...

 

ผมก้มหัวลงแนบหน้าผากลงกับลาดไหล่ ในใจก็กลัวว่าพี่เขาคงไม่อยากให้มาแตะต้องตัวเขาตอนนี้ แต่ก็ทำได้แค่ใจดีสู้เสือที่ทรงผมเริ่มชี้โด่เด่เพราะการเสยไม่หยุดเมื่อครู่

 

ผมค้างมันอยู่พักนึงก่อนจะรู้สึกถึงแรงบีบที่คอเบาๆ ทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง

 

“กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวดึก”

 

“พี่อารมณ์ไม่ดี”

 

“อืม...” ไม่ปฏิเสธเลยอะ “ไปเหอะ นั่งวินออกไปนะ ไม่ต้องเดิน”

 

“ครับ”

 

สุดท้ายความเงียบก็เข้ามาแทนที่ อาจจะเป็นเพราะพี่เคเริ่มอารมณ์เสีย และผมเองก็เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อกี้คงเป็นห่วงมายด์จนใช้อารมณ์กับพี่เคมากเกินไป ระยะทางการเดินลงจากหอพี่เคมันเลยดูไกลกว่าปกติ

 

“จะร้องไห้อีกแล้วหรือไง” เมื่อมาถึงประตูรั้วหน้าหอ อีกคนก็เอ่ยเสียงดุ

 

“เปล่า”

 

“โดนดุมาตั้งหลายที แต่ทีนี้เพิ่งมางอน”

 

“ไม่ได้งอนครับ”

 

“ทำผิดจริงๆ นะคราวนี้” ก็สำนึกได้อยู่ว่าครั้งนี้ไม่ได้ใช้สมองเลยจริงๆ แถม...ใจมันรู้สึกได้ว่าอีกคนก็คงเป็นห่วงอย่างไม่ต้องคิดไปเองเลย “กูไม่เดินไปส่งนะ”

 

“แสดงว่ายังไม่หายอารมณ์เสีย”

 

“เออ” ฮือ ทำไมผู้ชายคนนี้ไม่โกหกรักษาน้ำใจเลย แต่สุดท้ายผมก็ต้องไหล่ห่อเมื่อมือหนาจากอีกคนเอื้อมมาเขย่าหัวผมเบาๆ “กลับดีๆ แล้วพรุ่งนี้ก็ไปรับผิดชอบที่มึงบอกเพื่อนมึงด้วยว่ามึงจะไม่ช่วยเขาโดยตรงแล้ว แต่จะแนะนำให้เขาไปหาอาจารย์ไม่ก็ตำรวจไปเลยถ้าไม่ได้ผล”

 

“พี่ไปไหม”

 

“ไม่ไป”

 

“อ้าวเหรอ...”

 

“ชีวิตมึง เพื่อนมึง จัดการเอง ช่วยเท่านี้ก็บุญแล้ว” ก็นั่นน่ะสิ ถ้าพี่เคไม่ห้ามไว้ ผมมีสิทธิ์ปากแหกเพราะโดนต่อยแน่ๆ “ไป กูจะขึ้นไปอาบน้ำแล้ว...กลับดีๆ อย่าให้ใครมาดักรุมกระทืบล่ะ”

 

“ครับ...หายโมโหเร็วๆ นะ”

 

“เออ”

 

ไม่รู้ว่าพี่เคจะยิ้มได้อีกทีเมื่อไหร่ แต่ในใจผมตอนนี้ก็รู้สึกชุ่มชื้นเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะรับรู้ถึงความเป็นห่วงที่ส่งผ่านทุกคำพูดและทุกการกระทำของเขาเข้าไป รอยยิ้มมันเลยผุดแค่ในใจไม่เผยออกมาผ่านใบหน้า...

 

ผมบอกแล้วว่าผมรู้ดีว่าความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไร

 

แต่เพราะเคยเสียใจมามาก ผมเลยไม่กล้า...

 

ที่จะแสดงความรู้สึกหรือพูดอะไรออกไปตรงๆ ได้อีกแล้ว

 

 

 



ใครเอ่ยๆ ใครกันน้า ไมโครเวฟส่วนตัวของไอ้เจ้าทัน


แล้วนี่ก็ใครน้า ไอ้ดื้อและไอ้เจ้าน้ำตาตื้นของพี่เคเขา 




 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

 

........................................................................

ความจริงพี่เคไม่ได้ขี้บ่นแบบพร่ำเพื่อนะ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #64 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 20:06
    พี่เค้าบ่นเพราะเป็นห่วงไง~~~ เจ้าทันนี่น่าตีจริงๆ
    #64
    0
  2. #50 LalitaSiripadae (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 21:42
    อบอุ่น >.< รูปสวยมากเลยคะ
    #50
    0
  3. #5 Fullmoon9 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 21:00
    ชอบความคิดพี่เคมาก
    #5
    0