เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 14 : 12 : คนที่อยากถูกรักในเวอร์ชันที่เขาเป็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    19 พ.ย. 62



12

คนที่อยากถูกรักในเวอร์ชันที่เขาเป็น

 

 

 

 

 

ถามว่ามื้อเย็นวันนี้เรามากินข้าวกันที่ไหน ทีแรกผมกะไปตลาดนัดหาอะไรเดินกินไปเรื่อย แต่เพราะกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่พี่เคแกร้องให้คณะตัวเองไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงนี่ทำผมอยากกินทุกอย่างที่อยู่ในกาพย์ เลยต้องหาซื้อกับข้าวอะไรก็ได้ที่คล้ายกับในกาพย์มานั่งกินกันที่ห้องพี่เค...

 

ใช่ครับ กินข้าวห้องพี่เคอีกแล้ว

 

“ถ้ากินไม่หมดกูจะจับทุกอย่างใส่เครื่องปั่นแล้วกรอกปากมึง” มาถึงห้องพี่เคก็ยังไม่เลิกบ่น บ่นเป็นแม่เลย แม่ผมยังไม่บ่นขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ

 

“ก็มันหิวอะ นี่ผมตามรอยกาพย์เขาเลยนะ”

 

บนโต๊ะญี่ปุ่นตอนนี้มีขนมจีน พล่าเนื้อที่เดินทั่วตลาดแล้วหากินยาก ยำรวมมิตร และแกงมัสมั่น ความจริงผมอยากเห็นหน้าตาล่าเตียงด้วยว่ามันเป็นยังไง แต่พี่เคบอกว่าหาตามตลาดให้ตายก็ไม่มีให้กิน นอกจากจะเป็นอาหารชาววังแล้วยังไม่มีใครทำให้เห็นง่ายๆ ด้วย

 

“แล้วพี่ไม่กินเหรอ เหลือก็ใส่ตู้เย็นไว้อุ่นกินก็ได้นะ” ผมแทขนมจีนกับน้ำยากะทิลงจาน ดูสีส้มของมันสิ น้ำลายจะแตกออกมาจากกราม

 

“มีแต่ของเผ็ดๆ”

 

“พี่กินเผ็ดไม่ได้เหรอ”

 

“กินได้แต่ไม่อยากกิน”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ทำไมต้องถามล่ะ” ทำเสียงล้อเลียนผมแต่หน้างี้นิ่งเชียวนะ “ท้องไม่ค่อยดี”

 

“อ้าว เป็นไรอะครับ โรคกระเพาะเหรอ”

 

“เกือบเป็น เลยไม่ค่อยอยากกินของที่มันกัดกระเพาะเท่าไหร่”

 

ผมนึกตามก่อนจะกลอกตามองบนเพื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น “ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคนี้กินแอลกอฮอล์ไม่ได้ไม่ใช่เหรอพี่ ทำไมพี่ซัดวอดก้าเปล่าๆ ได้” นิ่งเลย เห็นหน้านิ่งๆ ที่ดูไม่อยากตอบอะไรแล้วผมนี่ยกยิ้มมุมปากเลยครับ “โหย...นิสัยไม่ดีอะ ติดเหล้านี่หว่า”

 

“ติดบ้านมึงเหรอ แล้ววันนั้นใครอยากกินเหล้ากับกู”

 

“ไม่ได้อยากเลย เพื่อนมันท้าต่างหาก”

 

“นานๆ ที” ฮั่นแน่ เถียงไม่ออกเลยไม่อยากเถียงแล้วล่ะสิถึงตัดบทกันแบบนี้น่ะ “ซื้อมาก็กินๆ ไป แต่เหลือมัสมั่นไว้ให้กูด้วย”

 

“ครับผม” ผมคนขนมจีนกับน้ำยาให้เข้ากัน ทำท่าจะตักมันเข้าปากแต่นึกอะไรขึ้นได้ “แล้วพี่ปวดท้องไหม”

 

พี่เคเงยหน้ามามองผมก่อนจะหลุบตาลงต่ำเพื่อตักข้าวในจานกิน “อือ”

 

“ไม่ไปหาหมอเหรอ”

 

“ไปมาแล้ว เขาบอกมันเป็นผื่น ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคอะไร”

 

“แล้วมันจะมีโอกาสลามไปเป็นโรคกระเพาะเลยไหมครับ”

 

“มี ถ้าไม่ดูแลตัวเองดีๆ” พี่เควางช้อนลงข้างๆ จานก่อนจะยกน้ำขึ้นจิบ “กินข้าวให้ตรงเวลา ไม่กินอาหารรสจัด ไม่กินอิ่มเกินไป ออกกำลังกาย ไม่ดื่มแอลกอฮอล์”

 

“แต่อย่างสุดท้ายผมว่าพี่ทำไม่ได้”

 

“กวนตีนละ ถ้าให้ทำก็ทำได้เถอะ” ผมหัวเราะร่าเมื่อทำให้พี่เคหลุดหัวเราะออกมาถึงเขาจะเอ่ยคำด่าผมออกมาด้วยก็เถอะ “แล้วนี่มึงจะกลับยังไง จะสี่ทุ่มอยู่แล้วกว่าจะได้หลับก็เที่ยงคืนไปนู่นแหละ”

 

“กินเสร็จผมคงกลับเลยล่ะครับ หรือยังไงล่ะ จะให้ผมนอนกับพี่เหรอ” อันนี้ผมกวนตีนเผื่อไว้ ไม่ได้โดนด่าแล้วเหมือนจะนอนไม่หลับ

 

แต่พี่เคกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดผม นั่นคือนอกจากเขาจะไม่สวนผมทันควัน แต่เงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาเรือนเล็กที่ตั้งอยู่ที่หัวเตียง

 

และการที่พี่เคเงียบอยู่แบบนี้ ก็ทำเอาหัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกกลัวที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองเขาดีๆ เสียอย่างนั้น

 

“อืม ดึกแล้ว ยังไงพรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ นอนนี่ซะเลยก็ได้”

 

“เฮ้ยพี่ไม่เป็นไร แท็กซี่น่าจะยังมีอยู่”

 

“สองชั่วโมงมาสักคันนึงเงี้ยเหรอ” ทำเสียงดุอีกแล้ว “โดนจับไปรุมกระทืบจะทำยังไง มึงเป็นคนที่มีคนรู้จักเยอะ ในบรรดาไอ้พวกที่ชอบๆ อาจจะมีคนเกลียดมึงก็ได้ โดนดักไปรุมกระทืบกูไปปฏิสนธิลูกให้พ่อแม่มึงไม่ได้นะ”

 

โอ้โห พูดซะเครียดเลย

 

“เสื้อผ้ากูน่ะใส่ไปก่อนก็ได้ ใส่ไม่ได้ก็แก้ผ้านอน”

 

“หึ้ย!

 

“ไม่ต้องมาทำเป็นสะดีดสะดิ้ง ตอบตกลงก่อนจะได้ให้นอน” ไอ้เหี้ย บังคับขู่เข็ญกันสุดฤทธิ์

 

แต่สุดท้าย..

 

“อ่าๆ ขอนอนด้วยแล้วกันนะครับคืนนี้”

 

ดูๆ ตอบแล้วจะยิ้มทำไม เป็นเด็กขี้เหงาเหรอทำหน้าพอใจเวลามีคนมานอนด้วยเนี่ย

 

 

 

 

 

 

แล้วกว่าจะอาบน้ำเสร็จ ผมก็ให้เจ้าบ้านเขาได้อาบน้ำก่อนตามมารยาทที่ดีของผู้มาขออาศัย แต่กว่าพี่เคจะอาบเสร็จ ขัดศรีฉวีวรรณถึงซอกไหนก็ไม่ทราบ ถึงได้นานจนผมรอจนนั่งหลับไปแล้วรอบนึง

 

“ผมนอนล่างก็ได้พี่ แต่ขอผ้ารองสักผืนก็ดีนะ พื้นมันแข็งอะ”

 

“จะไปนอนข้างล่างทำไม มานอนข้างบนนี่”

 

“แล้วพี่จะนอนไหนล่ะ”

 

“มึงคิดว่ากูจะไปนอนข้างล่างเหรอ” ปกติมันต้องเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ ตามหลักแล้วน่ะ “ตัวใหญ่มากเหรอถึงนอนด้วยกันไม่ได้น่ะ ขามึงยืดออกได้เวลาล้มตัวเหรอ”

 

“ไม่ใช่พี่ แต่พี่ไม่อึดอัดเหรอ”

 

“มึงอึดอัด?”

 

“ไม่ๆ ผมไม่ได้อึดอัดอะไร”

 

“เออ แล้วจะพูดทำไม” น่ะ ทำหน้าบูดอีกแล้ว “ขึ้นไปนอนสิ กูจะเช็ดผมแป๊บนึง”

 

“พี่ไม่มีไดร์เป่าผมเหรอ นั่งเช็ดแบบนี้เมื่อไหร่จะแห้ง”

 

“มีทำไม เปลืองไฟ” แล้วเปิดแอร์ยี่สิบองศานี่ประหยัดไฟมากสินะ “ผมก็ไม่ได้มากอะไร ปล่อยไว้แป๊บเดียวก็แห้งแล้ว”

 

“เปิดแอร์เย็นขนาดนี้แล้วสระผมอีก เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกพี่”

 

“เออน่า”

 

คนอะไรหล่อซะเปล่า ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย หรือว่าที่เขาบอกๆ กันว่าคนที่ไม่ค่อยใช้ครีมอะไรหรือไม่ได้ดูแลภาพลักษณ์ตัวเองมากมายมักจะไม่มีปัญหาผิวหน้าหรือหนังหน้าไม่ดีตามมา ซึ่งต่างจากคนที่ดูแลอย่างผม ครีมเอย เซรั่มเอยอย่างละเป็นพัน ขุดได้แค่เนี้ย

 

เห็นแล้วมันเขี้ยวว่ะ

 

“โทษนะพี่”

 

เพราะพี่เคนั่งอยู่มุมเตียงหันหลังเอาผ้าขนหนูวางแหมะไว้ที่หัวพลางกดโทรศัพท์ไม่สนใจหยดน้ำที่หยดเปียกที่นอน ผมเลยลุกจากที่นั่งพิงหัวเตียงหยิบผ้าขนหนูผืนนั้นมาถือไว้

 

และค่อยๆ เช็ดผมเขาอย่างเบามือ

 

“ไปนอนเถอะไป เดี๋ยวกูเช็ดเอง”

 

“นั่งเล่นไปเหอะ ผมนอนพี่ก็เช็ดลวกๆ อยู่ดี”

 

“แค่นี้เชื้อราไม่ถามหาหรอก”

 

“เหอะ...”

 

ความจริงมันก็ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าจิตใต้สำนึกที่มันพร่ำบอกอยู่เสมอว่าพี่เคคือคนนึงที่ช่วยผมมาตลอด ต่อให้ปากร้ายแค่ไหนแต่จิตใจก็ยังหล่อสมหน้าตา ไอ้ที่อยู่ลึกๆ ในใจผมตอนนี้ก็สั่งให้ทำในสิ่งที่ต้องทำเหมือนเซอร์วิสเขาเพื่อตอบแทนอะไรหลายๆ อย่างที่เขาทำให้ผม

 

“ทัน...”

 

“ครับ” เป็นไม่กี่ครั้งจริงๆ ที่เขาเรียกชื่อผม ปกติไม่มึงก็เฮ้ยมีอยู่สองอย่าง

 

“มือเบา”

 

“เอ้า อยากให้หนักๆ เหรอ”

 

“ไม่ต้อง แต่จะหลับแล้ว” สรุปคือจะเอายังไง ถ้าหนักกว่านี้หนังหัวพี่เคออาจจะหลุด “แล้วจะเริ่มซ้อมวันไหน จะเอาเพลงอะไรรู้ยัง”

 

“อ๋อ..วันจันทร์นี้แล้วแหละ พี่ว่างใช่ไหมล่ะ”

 

“มั้ง เดี๋ยวดูก่อนมีอะไรไหม” พี่เคพูดพลางเปิดปฏิทินในโทรศัพท์ ซึ่งผมเองก็เห็นว่าวันจันทร์อังคารเขาว่างแต่วันอื่นๆ นี่ตัวอักษรอะไรเต็มช่องเลย “อืม ได้”

 

“ไม่เหนื่อยเหรอพี่”

 

“สุดๆ”

 

“เห็นแล้วเหนื่อยแทน”

 

“เหนื่อยของมึงไปอย่างเดียวน่ะดีแล้ว”

 

“ก็ใช่ แต่เริ่มสงสารพี่แล้วอะ บอกจะมาช่วยผมแต่สังขารดูไม่ให้แล้ว”

 

ขวับ

 

แง ไม่เห็นต้องดึงหัวออกจากผ้าแล้วหันมามองตาขวางกันเลย เค้าพูดเล่นเฉยๆ “ก็พี่ทำเยอะแล้วไง ผมไม่น่าหาเรื่องอยากได้พี่มาร้องให้ตั้งแต่แรกหรอก”

 

“แล้วผลลัพธ์มันออกมายังไงล่ะ เพราะมีกูถึงผ่านเข้ารอบไหม” หูย...เป็นคำพูดที่ถ้าเป็นคนอื่นคงได้โดนกินตีนไปบ้างแล้ว แต่เพราะเป็นพี่เคไง หน้าตาดีไม่พอแต่น้ำเสียงที่เรียบนิ่งไม่มีความอวดเก่งมันเลยฟังแล้วรู้สึกเขาตอกย้ำการเป็นหนี้บุญคุณเขาเพิ่มอีก

 

“ก็ดีไง เนี่ย ผมชดใช้ให้อยู่”

 

“นั่งเช็ดผมให้เนี่ยนะ” นี่ไม่เคยทำให้ใครเลยนะ ผู้ชายด้วยกันนี่อย่าหวัง “แล้วเมาให้กูหิ้วปีกกับลูบหลัง ให้อาศัยตอนเมา ไปซื้อข้าวให้ เช็ดน้ำตาให้ตอนขี้แยนี่จะชดใช้ยังไง”

 

“ฮือออ”

 

พี่เคหันหน้ามาหาผมใบหน้าเราอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ “ทั้งชีวิตเลยดีไหม”

 

ใบหน้าที่อยู่ใกล้กันระดับที่เห็นทุกสิ่งอย่างบนหน้าเขา ผมเคยเห็นจนชินแล้วเวลาที่เขาชอบเข้ามาแกล้งตอนเผลอ แต่นี่อาจจะเป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่พอพี่เคหันมา ผมกลับมองเห็นข้างในแววตาของเขาที่เปลี่ยนไป

 

ไม่ได้มีความไม่พอใจ ไม่ได้มีความโกรธซ่อนอยู่ แต่กลับมีความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ในความนิ่งสงบในดวงตาคู่นี้ที่แผ่ออกมาทำให้ผมเผลอหยุดมือที่กำลังเช็ดผมของเขาจ้องมองไปยังดวงตาคู่นี้เหมือนถูกสะกด

 

“อย่าคิดว่าต้องทำดีเพื่อชดใช้กู...”

 

“.........”

 

“อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้ามึงทำเพื่อกูจริงๆ ก็จะถือว่ามันเป็นกำไร”

 

ไม่รู้แล้วอะ ความจริงที่ทำให้พี่เคผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตั้งใจจะเซอร์วิสเขาหรือตั้งใจทำให้เขาจริงๆ กันแน่ แต่ตอนนี้รู้แค่ว่า

...

 

ทำไมทั้งใบหน้าและหน้าอกผมถึงได้รู้สึกร้อนแปลกๆ ตอนที่พี่เคจับมือผมให้ปล่อยผ้าขนหนูนั้นออกด้วยวะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาผ่านไปถ้าให้เดา ตอนนี้ก็น่าจะประมาณตีหนึ่ง ซึ่งผมยังนอนไม่หลับเสียที

 

จะไปนอนหลับได้ยังไง โดนบังคับให้มานอนข้างบนด้วยกัน ถึงเตียงจะขนาดคิงไซซ์ผู้ชายสองสามคนนอนได้สบายๆ แต่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือไงถ้าจะมานอนด้วยกันในสภาพที่สติสัมปชัญญะครบขนาดนี้

 

แล้วผมก็ไม่ได้เมาแอ๋เหมือนคืนนั้นด้วย

 

แต่พี่เคที่นอนข้างๆ ผมตอนนี้ นอนนิ่งเหมือนหลับไปแล้วจนไม่กล้าพลิกตัวไปมาเลย

 

ลองเรียกดูดีไหมนะ นอนไม่หลับแล้วเหงายังไงไม่รู้

 

“พี่เค...” ผมเปล่งเสียงให้ได้ยินชัดเจนแต่ก็ไม่ดังเกินไปเผื่อเขาหลับไปแล้วจริงๆ

 

“..........”

 

“หลับแล้วเหรอ”

 

“..........”

 

“ผมนอนไม่หลับ”

 

“เงียบๆ แล้วนอนได้แล้ว” ยังไม่หลับล่ะสิ เสียงใสขนาดนี้

 

“นอนไม่หลับอะ”

 

ผมพลิกตัวหันหน้ามาหาพี่เคที่นอนอยู่ฝั่งด้านนอก เห็นพี่แกหลับตานอนหงายแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากแกล้งขึ้นมา แต่ด้วยความที่ใบหน้าต้องกับแสงสลัวจากด้านนอกหากแต่ชัดเจนในความรู้สึก ผมกลับทำได้แค่หลุบตามองไปที่หัวไหล่เขาเท่านั้น

 

พยายามข่มตาหลับก็มีแต่จะฟุ้งซ่าน ไอ้ความรู้สึกที่เขาบอกให้ผมชดใช้ทั้งชีวิตนั่นน่ะ...ทำไมมันฟังแล้วดูแปลกๆ ชอบกล

 

แต่มีบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าทำยังไงก็คงข่มตาหลับไม่ได้ถ้าคำถามนี้ยังคาอยู่ในใจผม

 

สงสัยเหมือนกันไหมว่าทำไมพี่เคไม่ได้คบใครเสียที แม้แต่หน่วยข่าวกรองระดับชาติอย่างข้าว แฟนคลับบ้านเบสอะไรของมันยังไม่เห็นพูดเลยว่าพี่เคมีใครเป็นตัวเป็นตนแล้ว

 

“อย่าเพิ่งหลับ คุยกันก่อน”

 

โอ๊ย อย่ามาทำเป็นใจร้ายโดยการนอนพลิกตัวหันหลังให้แบบนี้นะถ้าพื้นฐานตัวเองเป็นคนใจดีน่ะ

 

“พี่ไม่ได้คบใครอยู่เหรอ” ผมไม่สน นอนได้ก็นอนไป

 

“อยากรู้ทำไม” ฮี่ๆ ยอมตอบกันแล้วสินะ

 

“ก็ไม่เห็นพี่ควงใครเลย”

 

“มีแฟนแล้วต้องควงโชว์ชาวบ้านเขาด้วยเหรอ คบกันเงียบๆ ไม่เป็นหรือไง”

 

“ก็พี่มีผู้หญิงชอบเยอะแยะนี่ ถ้าคนที่ชอบพี่เขาไม่เห็นว่าพี่มีใครสักทีเขาอาจจะมีความหวังมาชอบพี่แบบนั้นก็ได้นะ”

 

แล้วไม่นานความเงียบก็เข้าปกคลุม จนกระทั่งพี่เคพลิกตัวกลับมาลืมตามองหน้าผมในความสลัวแต่ยังคงเห็นแววตาเขาชัดเจน

 

“ไม่มี”

 

“อะ...อะไรไม่มีครับ”

 

“แล้วมึงถามอะไรกูอยู่ล่ะ”

 

“จริงเหรอ อย่างพี่เนี่ยนะ” อมพระทั้งโบสถ์มาก็จะเชื่อได้ไหมก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ดวงตาผมเบิกกว้างขึ้นมาแล้วนะ

 

“เออ อย่างกูเนี่ยแหละ”

 

“ไม่มีใครชอบพี่เลยเหรอ บ้าน่ะ” ผมเผลอเสียงดังขึ้นอีกระดับให้พี่เคมองหน้าผมดีๆ

 

แต่เป็นผมเองนี่แหละที่กำลังหลบตาเขา “มี แต่มึงเคยได้ยินไหม ชอบเขา เขาก็ไม่ชอบ แต่พอเขามาชอบมึงกลับไม่อยากเปิดใจรับเขา”

 

เดี๋ยว...นี่มันชีวิตผมไหม มันจะเป็นชีวิตของผู้ชายที่เพียบพร้อมไปทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถแบบพี่เคได้ไงวะ

 

“พี่เคยมีคนที่เขาไม่ชอบพี่ตอบด้วยเหรอ”

 

“อืม...” คนที่นอนตะแคงมองผมอยู่พรูลมหายใจออกมา ต่อมอยากรู้ของผมเริ่มทำงาน ไม่ต้องหลับต้องนอนมันแล้วคืนนี้ “มันยังมีคนอีกเยอะที่พอได้รู้จักตัวตนเราจริงๆ แล้วเขาไม่โอเค”

 

“ตัวตนพี่?”

 

“เออ ก็แบบที่มึงเจออยู่นี่แหละ” ไอ้แบบที่โดนบ่นเป็นว่าเล่น แถมก่นด่าไม่เว้นชั่วโมงนี่น่ะนะ “พอรู้จักกันมากๆ ก็ทนไม่ไหว แล้วก็มาทิ้งกันไปง่ายๆ”

 

“เชี่ยยย แบบพี่ก็มีโดนเทด้วยว่ะ”

 

“หึ...” จากที่มองตาผม เขากลับหลุบสายตาลงต่ำพร้อมยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ราวกับกำลังปลงอะไรบางอย่าง “คนบางคนรักเราในเวอร์ชั่นที่เขาเห็น แต่เขาไม่ได้รักเราในเวอร์ชั่นที่เราเป็น...ก็แค่นั้น”

 

“ไม่คิดว่าพี่จะเหมือนผมเลยแฮะ คิดว่าคนอย่างพี่น่าจะมีผู้หญิงมาชอบจนเลือกไม่ไหว”

 

“ทำไมล่ะ จะบอกว่าคนอย่างมึงไม่มีใครมาชอบเลยงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้”

 

“เปล่าหรอก ก็มีแหละครับแต่ส่วนใหญ่เขาชอบแบบคล้ายๆ แฟนคลับอะไรแบบนี้ แต่เข้ามาทำความรู้จักจริงจังไม่มีหรอก มีแต่ผมที่เข้าหาเขาก่อน”

 

“แล้วไม่มีหรือไง ไอ้แบบเป็นตัวเป็นตนน่ะ”

 

“นกน่ะพี่”

 

ผมยิ้มแหย นับไม่ถ้วนกับเหตุการณ์ที่ตัวเองเป็นฝ่ายโดนปฏิเสธแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเหตุผลที่ว่าผมไม่มีเวลาให้ เพราะแค่เรียนกับแบ่งเวลามาซ้อมก็หมดวันแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปให้ผู้หญิง โดยเฉพาะเวลาแชทนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย

 

ยิ่งกับกรณีของมายด์ เคสแรกเลยล่ะที่ผมโดนปฏิเสธพร้อมโดนเหวี่ยงกลับสู่วงจรคนไม่รู้จักกันอีกครั้ง

 

“รักเขาแต่เขาไม่รักตอบนี่มันแย่เนอะ แต่พอมีคนเข้ามาจะรักเรา เราก็ไปปฏิเสธความหวังดีเขาอีก”

 

“ก็มันไม่ใช่จะให้ทำยังไง อยู่แบบนี้ก็ไม่ตายหรือเปล่า”

 

“ก็ใช่...” ใบหน้าของมายด์เข้ามาแทนที่จนซ้อนทับหน้าพี่เคหมดแล้ว “แต่ก็อยากเป็นคนที่ถูกรักบ้างนี่”

 

ผมเม้มปาก กลอกตาไปมาเมื่อรู้สึกว่ากำลังสบตากับพี่เคอีกครั้ง ความอุ่นวาบในใจก็พรั่งพรูมาจากไหนนักหนาจนเผลอกำผ้าห่มที่คลุมร่างกายอยู่จนแน่น

 

“เดี๋ยววันนึงมึงจะรู้สึกเองว่าอาการของการได้เป็นคนที่ถูกรักมันเป็นยังไง”

 

ร่างกายพลันเบาหวิวเหมือนลอยขึ้นมาจากที่นอนเมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มและอ่อนโยนจากอีกคนที่ถูกส่งมา ทั้งดวงตาที่จับจ้องมายังดวงตาของผมมันยากที่จะหลบสายตาไปที่อื่นได้

 

คนอะไรยิ่งมืดยิ่งดูดี...

 

ยิ่งมองใกล้ๆ ยิ่งรู้ว่าเพราะอะไรทำไมถึงมีคนชอบ และยิ่งสงสัยว่าทำไมถึงมีคนไม่เข้าใจถึงตัวตนของพี่เค ทั้งๆ ที่ตัวตนแบบนี้มันดึงดูดไม่แพ้ภายนอกที่เขาแสดงออกมาเลยสักนิด

 

ยิ่งมือข้างหนึ่งสัมผัสลงที่ศีรษะอย่างแผ่วเบาชวนเคลิบเคลิ้ม ยิ่งอยากขยับเข้าหาความอ่อนโยนและนุ่มนวลในสัมผัสนั้น ความอบอุ่นของฝ่ามือแผ่ซ่านมาถึงข้างแก้มของผมเมื่อใด ดวงตาก็หลับพริ้มให้สัมผัสถึงไออุ่นจากคนคนนี้ได้ชัดเจนขึ้น

 

“มันมีอยู่แล้วล่ะคนที่เขารักมึงจริงๆ น่ะ แค่บางทีมึงไม่รู้เท่านั้นเองว่านั่นคือความรักที่เขามีให้”

 

ดีจัง...นุ่มจนผมเผลอขยับตัวเข้าไปใกล้ อ่อนโยนและแผ่วเบาจนไม่อยากให้เขาหยุดลูบที่ข้างแก้มเสียที รู้สึกได้ด้วยซ้ำว่าพี่เคกำลังขยับเข้าหาไม่ต่างกัน

 

ใจร้ายจังคนที่รับไม่ได้ในสิ่งที่พี่เคเป็น...

 

ดีขนาดนี้รับไม่ได้ได้ยังไง

 

แต่ก่อนจะกลายเป็นคนที่ถูกรัก ผมต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าความรักที่ผมต้องการมาตลอดคืออะไร

 

คือการดูแลการเอาใจใส่หรือแม้กระทั่งความอ่อนโยนที่ใครสักคนมอบให้...

 

ความรักแบบไหนกันนะที่ผมต้องการจากใครสักคน

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์

........................................................................

คนไม่เคยได้รับความรัก แน่นอนแหละว่าย่อมอยากเป็นคนที่ถูกรักจากใครบางคนบ้าง

และบางที เขาก็ไม่รู้สึกเหมือนกันว่านั่นแหละ ความรักที่เขากำลังได้รับอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #63 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 16:42
    ทั้งชีวิตๆๆๆๆๆ อร๊ายยยยยยย เขินเว้ยยยยยย
    #63
    0
  2. #8 Pommaree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 19:51

    รออ่านไปจนจบอัปเดต
    #8
    0
  3. #2 Highbuff (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 23:03

    ฮั่นแหน่พี่เคคค
    #2
    0