เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 13 : 11 : คนที่ดีไม่มีใครเอา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    15 พ.ย. 62



11

คนที่ดีไม่มีใครเอา

 

 

 

 

“มายด์มีอะไรเหรอ”

 

เมื่อผมกับมายด์ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยทั้งหน้าตา รูปร่าง และน้ำเสียง หลบมุมมาคุยกันที่สะพานหลังซอยสี่หน้าวัดใกล้กับมหาลัย ผมก็รีบเข้าเรื่องเพราะกลัวว่าพวกที่เหลือจะนั่งรอนานเกินไป

 

“คือ...เราอยากให้ทันช่วยอะไรเราอย่าง แต่ทันรับปากเราก่อนได้ไหมว่าจะช่วยเราจริงๆ”

 

ไม่รู้ว่าความใจดีของผมมันหายไปไหนหมด พอโดนบังคับให้รับปากแล้ว ผมอยากจะเดินออกจากที่ตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

 

ผมเกลียดการกดดัน ก็รู้อยู่ว่าถ้าสถานการณ์บีบบังคับจนไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ สิ่งที่ตามมา ผมก็คงกลายเป็นเด็กขี้แย สุดท้ายก็ต้องหาที่เงียบๆ ไปนั่งร้องไห้คนเดียว

 

แล้วผมเลือกอะไรได้บ้าง ในเมื่อเดินมาคุยกันสองคนถึงขนาดนี้แล้วผมปฏิเสธเธอได้ด้วยเหรอ

 

ทำได้เพียงพยักหน้าให้อีกครั้ง

 

“คือ...เราอยากเลิกกับแฟน”

 

“........”

 

“เขาเป็นคนโมโหร้ายน่ะ ตอนดีก็ดีแต่ตอนที่อารมณ์ไม่ดีเขาเคยเกือบจะลงมือกับเรา ตอนนี้เราไม่อยากคบกับเขาแล้ว”

 

แล้วจะให้ผมทำยังไงในเมื่อตอนรักกันก็รักกันแค่สองคน แล้วพออยากจะเลิกกันจะมาขอให้ผมที่เป็นคนนอกแหวกกลางวงเข้าไปช่วยหน่ะเหรอ

 

“ทันช่วยเราให้เลิกกับเขาหน่อยได้ไหม”

 

“แล้วถ้าเราบอกว่าไม่ได้...”

 

“ไหนทันรับปากว่าจะช่วยเราไง”

 

“แต่เราทำไม่ได้ ถ้ามายด์อยากเลิกมายด์ก็ต้องเป็นคนบอกเลิกเขาเอง ไม่ใช่ให้ใครก็ได้อย่างเราไปทำให้มายด์กับเขาเลิกกัน”

 

“แต่ถ้าเราทำได้เราก็ไม่ต้องมาขอให้ทันช่วยแบบนี้หรอกนะ”

 

“แล้วเราจะเป็นยังไงต่อจากนั้นล่ะ เราจะกลายเป็นคนที่โดนหาว่าไปทำให้คนเขาเลิกกันน่ะนะ”

 

รู้สึกจุกที่คออย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่คำขอที่ให้ผมไปช่วยให้เขาเลิกกัน ขืนทำลงไปก็ไม่ได้แตกต่างจากการที่ไปทำให้ชีวิตคู่เขาแตกแยก อีกอย่างมายด์เองก็ไม่คิดจะใยดีผมหรือทำเป็นไม่รู้จักกันตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วด้วย ทีนี้จะมาขอให้ผมทำเรื่องแบบนี้อีกน่ะเหรอ

 

ผมยอมเธอเยอะเกินไปแล้ว

 

“ขอโทษนะ เราเข้าใจว่ามายด์รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาที่เขาโมโหใส่ แต่มายด์ต้องแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตัวเองนะ”

 

“ทัน...”

 

“ถ้าเรื่องอื่นเราช่วยมายด์ได้เสมอแหละ” ผมยกยิ้มอย่างยากลำบาก จินตนาการถึงวันข้างหน้าหลังจากที่ผมตอบรับคำขอร้องนี้ไปว่าผมก็คงไม่ต่างอะไรจากคนโง่ “แต่เรื่องความรู้สึก เราทำให้ไม่ได้จริงๆ”

 

“ยังเป็นคนดีอยู่เสมอเลยนะ”

 

“ขอบคุณ” ผมจะถือว่ามันเป็นคำชม ถึงใบหน้าในยามที่มายด์เปล่งคำประโยคนั้นออกมามันจะดูไร้อารมณ์จนฟังเหมือนคำประชดประชันไปแล้วก็ตาม “แต่เราก็เป็นคนดีที่มายด์ไม่เอาไม่ใช่เหรอ”

 

“...........”

 

“ทำเหมือนไม่รู้จักกันต่อไปน่ะดีแล้ว มายด์ไม่ต้องมาทักเราเหมือนที่ผ่านๆ มาก็ดีอยู่แล้วนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นผมก็เหม่อลอย ไม่มีสมาธิแม้กระทั่งจะกลับโต๊ะกินขนมกับเพื่อนต่อ แค่เดินข้ามสะพานเพื่อกลับมายังซอยสี่ยังเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างเลย

 

ตลกว่ะ เมื่อครั้งนั้นเธอปฏิเสธผม มาวันนี้ ผมกลับปฏิเสธเธอได้อย่างหน้าตาเฉย มันอาจจะแตกต่างกันก็ตรงที่ความรู้สึกในการปฏิเสธว่าต่อให้ผมยังรู้สึกดีกับเธอมากแค่ไหน ก็ต้องยอมจำใจไม่ทำตามใจเธอถึงแม้จะสงสารเธอมากแค่ไหนก็ตามที่รู้ว่ามายด์เผลอใจไปรักผู้ชายแบบนั้น

 

“เฮ้ย”

 

“อะ ขอโทษครับ” จากที่เดินก้มหน้ามองแต่พื้น ทำให้ผมเผลอเดินสวนกับใครบางคนจนชนเข้าที่ไหล่ตรงตีนสะพาน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นไปสบตาและขอโทษเขาอยู่นั้น “อ้าว พี่เค”

 

“มาเดินทำอะไรตรงนี้”

 

“ผมกำลังจะกลับโต๊ะ” มืดขนาดนี้จะเดินไปไหนอีกเนี่ย “พี่บอส พี่อี้หวัดดีครับ” เพิ่งเห็นว่าข้างๆ มีเพื่อนพี่เคเดินอยู่ข้างๆ ด้วยเลยต้องยกมือไหว้ไปตามระเบียบ

 

“แล้วมึงเดินไปไหนมา”

 

“อ๋อ...” ผมมองไปข้างหลังที่เดินออกมาเมื่อกี้ “คุยธุระกับเพื่อนนิดหน่อยอะพี่”

 

แต่สายตานิ่งสงบจนเกือบจะดุดันมองเลยหลังผมไป ตอนนั้นแอบคิดว่ามายด์เดินจากผมไปก่อนหน้าพักใหญ่แล้ว พี่เคยังจะมองอะไรอีก “พวกมึง เดี๋ยวกูตามไปนะ ไปกันก่อนเลย”

 

“อ้าวพี่...” เริ่มไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ยิ่งพอมองพี่อี้กับพี่บอสที่พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจที่พี่เคบอก ผมยิ่งไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก “ไม่ไปกับเพื่อนล่ะ”

 

“เดี๋ยวค่อยนั่งวินตามมันไป”

 

“แล้วจะอยู่กับผมทำไม”

 

พี่เคขมวดคิ้วแน่นจ้องหน้าผมเขม็ง อีกนิดลูกตาน่าจะกระเด็นหลุดติดหน้าผากผมแล้ว “มึงจะกลับโต๊ะสภาพเหมือนจะร้องไห้แบบนี้น่ะเหรอ”

 

“..............”

 

“ไปคุยอะไรกับใครมา”

 

“ไม่มีอะไรครับ”

 

“คนไม่มีอะไรจริงๆ มันปฏิเสธเสียงเรียบแบบนี้เหรอ”

 

“จริงๆ พี่”

 

“อย่าให้ต้องดุอีกนะ กูยิ่งโมโหหิวอยู่”

 

“ก็ไม่มีอะไรจริงๆ ไง ถ้าพี่หิวก็ตามเพื่อนพี่ไปสิ จะมาเดินตามผมทำไม”

 

“มึงนี่นะ...” พี่เคถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยิ่งท่าทีที่เหมือนกับการข่มกลั้นอารมณ์ของเขาถูกส่งออกมามากเท่าไหร่ ผมก็ทำได้แค่ก้มหน้างุดๆ ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ปล่อยให้ไอ้สิ่งที่จุกอยู่ที่คอค่อยๆ หายไปเอง “แล้วกินอะไรหรือยัง”

 

“กำลังจะไปครับ”

 

“ถ้าไม่มีอะไรก็อย่าทำหน้าแบบนี้...”

 

“โอ๊ยยยย เอบบบบ”

 

บ้าฉิบเป๋ง มาดึงแก้มผมทำไมเนี่ย คิดว่าแก้มผมเป็นขอบยางยืดกางเกงเหรอ ดึงซะน้ำตาเล็ดเลย “ร้องไห้เลย”

 

“มันเจ็บต่างหาก” โอ้โห รู้สึกถึงปากที่แหกออกเลยปัดโธ่ “ตามเพื่อนพี่ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

“ไล่เหรอ นี่หวังดียังกล้ามาไล่กันอีกเหรอ” อะไรนะ หวังดีอะไร “ทำหน้าเหมือนโดนกดดันเหมือนวันนั้นไม่มีผิด แล้วยังมาบอกว่าไม่มีอะไร พอเราถามก็ดันมาทำเงียบใส่ คิดจะกลับไปนั่งร้องไห้คนเดียวถึงเมื่อไหร่กัน”

 

“ไม่ร้องแล้ว”

 

“แอบร้องไม่มีใครเห็นก็พูดได้ดิ”

 

เบื่อคนรู้ทันอะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็มีแต่จะต้องบอกแล้วปะ “ก็แค่คนใจร้าย  อย่าใส่ใจเลยพี่ ผมเองก็ไม่อยากเอาเก็บมาคิดแล้ว”

 

“............”

 

“อย่าทำหน้านิ่งเหมือนไม่เชื่อสิ จริงๆ นะ ก็แค่เคยโดนคนใจร้ายใจร้ายใส่ซ้ำๆ แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”

 

“อืม” นั่น นิ่งใส่อีก แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากพูดอะไรต่อจากนั้น มือใหญ่ของพี่เคก็ยกขึ้นมาก่อนจะวางลงบนหัวผมเบาๆ “จะร้องไห้ก็อย่าลืมล้างหน้าดีๆ ด้วยละกัน เดี๋ยวตื่นมาแล้วจะโทรม”

 

อะไรกัน...ก็แค่ร้องไห้ทำไมต้องมากังวลหน้าคนอื่นแทนกันด้วยเล่า

 

แล้วไอ้มือที่วางอยู่บนหัวน่ะอย่าลูบไปมาแบบนั้นได้ไหม...

 

สัมผัสมันอ่อนโยนจนผมอยากจะหดตัวเหลือตัวนิดเดียวแล้วนะ ฮือ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

 

“โอ๊ย ยุงกัดว่ะ”

 

“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ขายาวมา”

 

“เพิ่งมาจากฟิตเนสเนี่ย”

 

แล้ววันเสาร์ วันที่ผมบอกกับพี่เคไว้ว่าจะมาดูเขาในวันงานชอล์กเกมหรือกีฬาของครุ ทีแรกผมก็สงสัยว่างานอะไรวะ ทำไมถึงชื่อแบบนั้น เพิ่งจะมาอ๋อเมื่อไม่กี่วันเพราะพี่เคเพิ่งอธิบายว่าคนเป็นครูเขาต้องใช้ชอล์กเขียนกระดาน ผมก็เลยเออ...ถ้ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปไม่ต้องใช้ชื่อว่าไวท์บอร์ดเกมเหรอวะ สมาร์ทบอร์ดเกมอะไรงี้

 

แล้วนี่ผมก็เลยชวนข้าวมาด้วยกัน ทีแรกจะชวนไอ้ก้องมาด้วย แต่เหมือนจะไปนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนเลยมาไม่ได้

 

มึงกินตั้งแต่ทุ่มนึงน่ะนะ แหม..พร้อมเมาไวเหลือเกิน

 

“มึง ไปนั่งที่สูงๆ กันไม่ได้เหรอ” ข้าวโอดครวญ เพราะกางเกงขาสั้นของมันทำให้ขาขาวๆ มันเป็นตุ่มแดงเพราะยุงกัด

 

“สูงกว่านี้ก็หลังคาสแตนด์แล้วเพื่อน ถ้าไม่ไหวมึงก็ถอดเสื้อมึงมาคลุมขาตัวเองไป”

 

“โอ๊ย ทำได้ก็ดีสิอีเหี้ย”

 

เมื่อเลิกทะเลาะกันเองได้ ผมก็ต้องหันมาสนใจกับงานกีฬาด้านล่างสนามกีฬาที่มีคนจำนวนมากเริ่มทยอยเข้าที่กันอย่างเป็นระเบียบหลังจากที่กระจัดกระจายกันมาพักนึง ส่วนพี่เคที่ผมตั้งใจจะมาดูเขาทำหน้าที่คนขับเสภาก็อันตรธานหายไปยังไม่เจอหน้าเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสแตนด์ชั้นล่างๆ ที่มีน้องๆ นั่งกันอยู่นี้มีภาคอะไรบ้าง

 

“ข้าว” ผมหันไปหาเพื่อนสาวที่กำลังถ่ายรูปสตอรี่ไอจีอยู่ “มึงเคยมาดูไหม งานครุเขาน่ะ”

 

“ไม่อะ พร้อมมึงนี่แหละ”

 

ไม่รู้ว่าจะเหมือนของคณะผมหรือเปล่า เพราะตอนนี้ตะวันตกดินไม่พอผมยังไม่เห็นขบวนพาเหรดหรือผู้นำเชียร์หรืออะไรที่เป็นของสวยๆ งามๆ สมงานกีฬาคณะเลย

 

ประเด็นคือพี่เคน่ะหายไปไหน                              

 

“อะแฮ่ม..” แต่หลังจากที่สงสัยว่าคุณพี่หน้าดุที่เกือบจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกวงผมเขาอยู่ไหน ที่ลำโพงตัวใหญ่หน้าสแตนด์ก็ส่งเสียงดังขึ้นมาก่อนจะตามมาด้วยเสียงไมค์หอนเล็กน้อย “ครบทุกสาขาวิชากันแล้วไหมครับ เดี๋ยวจะถึงเวลาประกวดสแตนด์เชียร์แล้วนะ”

 

ผมตั้งใจฟังกำหนดการที่พิธีกรด้านล่างที่ใส่เสื้อคอปกสกรีนคณะพูดใส่ไมค์

 

“เดี๋ยวสาขาแรกจะเป็นครุสถาปัตย์ ตามด้วยสภาพแวดล้อมภายใน ออกแบบ วิศวะ และเกษตรเป็นสาขาสุดท้ายนะครับ”

 

“โหไรอะ นี่ต้องรอภาคพี่เคภาคสุดท้ายเลยเหรอ” ข้าวบ่นอุบ ซึ่งความจริงผมก็อยากจะบ่นเหมือนมันไม่ต่างกัน

 

“หลับรอได้มะ หรือความจริงพี่แกเขาทำให้ทั้งคณะเลย”

 

“ไม่มั้งมึง พี่เคของมึงใจดีก็จริงแต่ไม่น่าจะพลีชีพขนาดนั้นอะกูว่า”

 

“ของกูอะไร พูดดีๆ”

 

“อ้าวเหรอ เห็นเขาคุยกันว่าตัวติดกันจนจะเหมือนแฟนกันอยู่แล้ว” ใครคุยอีก นี่มึงจะปั้นข่าวให้ผมกับพี่เคเสียหายแบบนี้ไม่ได้นะว้อย! “รอดูก็ได้ ถ้าได้หมอนสักใบรอภาคพี่เคก็ดีเลยเนี่ย”

 

เปลี่ยนเรื่องเก่ง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เก่ง แล้วจะให้ผมทำยังไงต่อนอกเสียจากส่ายหน้าเหนื่อยใจที่ใครๆ ก็คิดแบบนั้น นี่นอกจากเพื่อนในวงที่เป็นห่วงเรื่องผมกับพี่เคที่สุ่มเสี่ยงโดนมองไม่ดีจากคนภายนอก แล้วยังมีไอ้ข้าวเพื่อนผมที่กำลังจะคิดไปไกลกับเขาอีกคนนึงอีกน่ะนะ

 

ถึงผมจะชมเขาเสมอว่าพี่เคเก่งแบบนั้น ใจดีแบบนี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะง่ายขนาดนั้นหรือเปล่า

 

ถึงความใจดีของเขาบางทีมันจะทำลายอะไรบางอย่างในตัวผมก็เถอะนะ

 

 

 

 

 

กว่าจะถึงครุศาสตร์เกษตร ไอ้ที่บอกไปตอนต้นว่าจะหลับรอภาคพี่เคมาถึงนี่ไม่จริงเลย เพราะตั้งแต่ภาควิชาแรกยันภาควิชาสุดท้าย ผมกับไอ้ข้าวก็ตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงของครุจนหลับไม่ลงจริงๆ ยุงกัดก็ยังไม่รู้สึกมัวแต่จดจ้องอยู่กับน้องๆ สแตนด์เชียร์ด้านล่างและกลุ่มผู้นำเชียร์ที่อยู่ในสนามอีกที

 

แต่ละภาคคือโหดจริง ไม่รู้ปีนี้เป็นธีมแบบไหนแต่ส่วนใหญ่ที่มาปล่อยของกันนี่ก็จะออกแนวธีมมืดมน เกี่ยวกับการเล่นของบ้าง ความเชื่อของไทยบ้าง หรือแม้กระทั่งธีมนรกก็มาหมด บรรยากาศก็เป็นใจยิ่งแสดงตอนมืดๆ แบบนี้ยิ่งบิวท์อารมณ์คนดูได้เป็นอย่างดี

 

“ภาควิชาสุดท้าย พบกับเสน่ห์เครื่องคาวหวานจากครุศาสตร์เกษตรครับบบ”

 

เสียงที่เปล่งดังฟังชัดเรียกความตื่นตัวในตัวผมกับข้าว ยิ่งเสียงโห่ร้องของคนดูด้านล่างพร้อมกับน้องสแตนด์เชียร์ด้านบนก็ยิ่งทำให้คนที่รอดูโชว์สุดท้ายอย่างพวกผมลุ้นไปด้วยว่าภาควิชานี้จะทำโชว์ออกมาเป็นแบบไหน

 

และผมเองก็อยากรู้ด้วยว่าพี่เคจะร้องทำนองเสนาะบทไหนอีก

 

 

“แกงไก่มัสมั่นเนื้อ  นพคุณ พี่เอย

หอมยี่หร่ารสฉุน    เฉียบร้อน

ชายใดบริโภคภุญช์            พิศวาส หวังนา

แรงอยากยอหัตถ์ช้อน อกให้หวนแสวงฯ*

 

*กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ในรัชกาลที่ 2

 

 

 

เมื่อทำนองบทโคลงถูกขับร้องออกมาผ่านเครื่องขยายเสียง ความรู้สึกวูบในหน้าอกก็เกิดขึ้นกับผมแทบจะทันที ถึงจะคาดหวังอยากได้ยินเสียงของพี่เคมากแค่ไหน แต่พอระยะหลังผมได้ฟังบททำนองเสนาะจากพี่เขามากขึ้น กลับกลายเป็นว่าผมจำได้ว่าเสียงร้องเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงที่ผมรู้จัก

 

บทโคลงนำการแสดงขึ้นมาก่อนจะตามมาด้วยท่าทางที่อ่อนช้อยของผู้นำเชียร์ทั้งสิบเอ็ดคน แต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือสไบเฉียงเปิดไหล่และยกผมขึ้นเป็นผมสั้นเหมือนทรงผมผู้ชาย แต่ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางให้ดูคมจนดุดันหากแต่ใบหน้าของผู้นำเชียร์ที่ยิ้มตลอดการแสดงทำให้ทุกอย่างกลับดูอ่อนหวาน

 

ทั้งสิบเอ็ดคนถือถาดอาหารที่สานจากไม้ไผ่ซีลด้วยพลาสติกใสภายในมีจานใส่อาหารวางเรียงสองถึงสามอย่างเดินออกมาตั้งเรียงกันสวยงาม ก่อนจะมีเสียงเซ็งแซ่จากทีมสแตนด์เชียร์ที่ตะโกนออกมาเป็นบทกาพย์ที่เรามักเคยได้ยินกันสมัยมัธยม

 

 

“มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง

ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา

รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ

ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย

โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”

 

 

จ๊อกกกก...

 

โห...ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ว่าจะมาดูพี่เคแต่มาท้องร้องดังแข่งกับเสียงสแตนด์เลย จะโชว์อะไรให้เกียรติคนกำลังหิวด้วยฮะ ที่ร้องๆ กันมานี่อยากกินทุกอย่างเลยรู้หรือเปล่า

 

 

“หมูแนมแหนมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง

พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย

ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย

รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤาจะเปรียบเทียบทันขวัญ

เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน

น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์”

 

 

แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องเงี่ยหูฟังถึงแม้ว่าเสียงนั้นจะถูกส่งผ่านเครื่องขยายเสียงยังไงก็ตาม เพราะการเอื้อนและน้ำเสียงที่ถึงแม้จะมีการดัดเล็กน้อยแต่ผมก็มั่นใจอยู่ดีว่าเจ้าของน้ำเสียงนี้เขาคือใคร

 

ก็คนที่ยืนอยู่ฝั่งสนามด้านในที่กำลังถือไมค์ก้มหน้าเล็กน้อยที่มองโพยในมืออยู่ตรงนั้นไง

 

พี่เคไม่ได้ใส่ชุดนักศึกษาหรือเสื้อช็อปสีเทาของคณะเขาแล้ว แต่ใส่แค่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ธรรมดาที่มักจะไม่ค่อยได้เห็นเขาในชุดแบบนี้เท่าไหร่

 

แต่เพราะหันข้างอยู่แบบนั้นผมเลยเห็นกล้ามเนื้อที่แขนเขาชัดเจนแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ออกแรงอะไรเลยก็ตาม

 

ขนาดหันข้างยังดูดีเลย ไม่แปลกใจทำไมถึงได้เป็นของแรร์

 

“มึง กูกลับก่อนนะ” ข้าวพูดทำลายสมาธิบางอย่างจนผมต้องหันไปเลิกคิ้วใส่มันที่กำลังชูโทรศัพท์โชว์หน้าจอการแชทให้ดู “ก้องเรียกว่ะ”

 

“อี๋ มีผู้ชายแล้วทิ้งกูเลยนะ”

 

“เอ้า ก็ยังไงมึงก็ต้องลงไปหาพี่เคมึงอยู่ดีปะ กูไปกับก้องน่ะถูกแล้ว”

 

“ไม่ถูก!” มันจะไปถูกได้ยังไงก็ในเมื่อไอ้ก้องมันไปกินเหล้า “อยู่กับมันนี่หาความปลอดภัยไม่ได้หรอกนะ”

 

“มึงไม่เคยได้ยินเหรอ ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”

 

“เรอะ” แต่ที่ไหนที่มีผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันสองคน ผมว่ามันไม่ปลอดภัยสักที่หรอก “อยากไปก็ไป แล้วจะไปยังไง เรียกไอ้ก้องมารับดิ”

 

“บอกแล้ว ก้องบอกจะมารับ”

 

“ไวฉิบหาย มึงกล้าทิ้งอปป้ามึงมาเอาเพื่อนกูได้ไงเนี่ย”

 

“อปป้ากูเอาไว้ในฝัน ชีวิตจริงขอเป็นผู้ชายติสท์ๆ อย่างก้องแล้วกันเนอะ”

 

จะไปไหนก็ไปปะ ถ้าไอ้ก้องมันดีกว่าเพื่อนอย่างผมก็ให้มันขี่มอไซซ้อนท้ายกันไปก็แล้วกัน จะทิ้งผมให้อยู่คนเดียวไม่ว่าหรอกแต่ไอ้ข้าวต้องมีคนมารับมันด้วย ให้ไปคนเดียวผมด่าไอ้ก้องตาย

 

 

 

 

และเมื่อการแสดงในส่วนของกีฬาคณะครุศาสตร์จบลง พี่เคแกก็อันตรธานหายไปจนผมอดไม่ได้ที่จะต้องเดินลงจากสแตนด์มองซ้ายขวาหาผู้ชายเสื้อขาวคนนั้น แต่มองไปทางไหนก็มีแต่เหล่าผู้นำเชียร์แต่ละภาคเดินกันให้ว่อนพร้อมเสื้อผ้าชุดสวยดูแปลกตาให้เวียนหัวไปหมด

 

หรือจะแยกไปกับเพื่อนแล้วนะ

 

“มาด้วยเหรอ”

 

“เอ้ย!

 

เอาอีกแล้วนะ เป็นผีเหรอวะผลุบๆ โผล่ๆ ชอบมายืนอยู่ข้างหลังทำเสียงเย็นๆ ใส่เนี่ย ถ้าไม่ติดที่หน้าตาดีป่านนี้โดนหาว่าเป็นโรคจิตไปแล้ว ความจริงโรคจิตหน้าตาดีก็มีถมไปด้วย

 

“มึงมากับใคร”

 

“มากับข้าวแต่ข้าวมันกลับไปแล้ว” อื้อหือ ผู้ชายที่ใส่เสื้อขาวล้วนไม่ก็ดำล้วนนี่มันดูดีทุกคนเลยเหรอ หรือเป็นเพราะเบ้าหน้าด้วย “อยู่คนเดียวแล้วเนี่ย เหงาเลย”

 

แน่ะ มาเลิกคิ้วใส่อีก “บอกทำไม มึงมาหากูแล้วหายเหงาหรือไง ทำไมไม่กลับไปกับเพื่อนซะเลยล่ะ”

 

“ก็มาดูพี่ไงเล่า...” พูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไงวะ จะยั่วโมโหกันอีกแล้วใช่ไหม “เสร็จแล้วปะ”

 

“ยัง รอเขาประกาศผลก่อน”

 

“อ้าวเหรอ”

 

“ทำไม”

 

“หิวอะ พี่ยังไม่หิวเหรอ” จะสามทุ่มกว่าแล้ว ปกติจะเห็นพี่เคหาอะไรกินตั้งแต่เย็นๆ แล้วเนี่ย

 

“กูหาอะไรกินไปเมื่อตอนเย็นแล้ว”

 

“ว้า...”

 

“หิวก็ไปกิน บอกกูแล้วจะอิ่มทิพย์ไหม เสือกโง่ไม่ตามเพื่อนกลับไปเอง”

 

“ก็บอกว่าจะมาดูพี่ก็มาดูไง”

 

“ดูแล้วเห็นกูไหม ถ้าไม่เห็นทีหลังไม่ต้องมา”

 

“เห็นสิ” ผมยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นสีหน้าที่ดูผิดคาดของพี่เค “นั่งอยู่ข้างบนนู่นแต่เห็นพี่ด้วยนะ ถือไมค์ถือโพยก้มหน้าก้มตาอ่านใหญ่เลย”

 

“หึ...” แน่ะๆ ยิ้มใหญ่เลย “จะไปกินอะไร” เห็นไหม อ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้ว

 

“อยากกินของที่อยู่ในกาพย์อะ ฟังแล้วหิวเลย”

 

“มึงกระเพาะครากเหรอ จะกินอะไรเยอะแยะขนาดนั้น”

 

“ก็มันน่ากินทั้งนั้นอะ แถวนี้จะมีขายไหม อาหารตามสั่งก็ได้”

 

“โอ้ย ไปๆ อยากกินอะไรก็ไป”

 

ตาลุกวาวสิผมน่ะ “แล้วพี่ไม่รออยู่ประกาศผลเหรอ”

 

“ก็มึงหิวไม่ใช่ไง?”

 

“ไม่ต้องตามใจขนาดนั้นก็ได้น่า เดี๋ยวผมเคยตัว”

 

“ไม่ต้องอะ มึงหิวแล้ววิ่งไปแทะเสลี่ยงเขาขึ้นมาทำไง กูไม่มีปัญญาชดใช้เขาหรอกนะ” โอ้โห คนนะไม่ใช่ปลวกใช่มอด “อยากกินอะไรก็ไป จะได้รีบกลับ”

 

“งั้นไปตลาดสุวรรณภูมิกัน”

 

“ไปไกลเชียวนะ แถวนี้มีตั้งเยอะไม่ไปกิน”

 

“เดี๋ยวผมมาส่งพี่กลับหอน่า”

 

“ส่งตัวเองให้รอดก่อนเถอะไป”

 

ไม่อยากจะพูดเลยว่าตอนนี้ผมนี่ยิ้มปากฉีกถึงหูหมดแล้ว ไม่ใช่ที่ได้ไปกินข้าวกับพี่เคคนปากแข็งไม่อ่อนนุ่มเอาเสียเลยเหมือนตอนนี้ แต่ผมกำลังเห็นเขาคลี่ยิ้มออกมา...

 

เหมือนสิ่งที่เคยหนักอกเขากำลังหายไปแปรเปลี่ยนเป็นความสบายใจจนคนที่อยู่ข้างๆ ผมตอนนี้พลอยสบายใจเข้าไปด้วย

 

อยู่กับเขามันไม่ได้แย่เลยจริงๆ นะ 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30

......................................................................

หิวอะ เราว่าเด็กไทยเกือบทุกคนต้องเคยเรียนบทนี้นะคะ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน โดยเฉพาะท่อน มัสมั่นแกงแก้วตาเนี่ย มันติดหูมากกก

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #62 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 14:54
    อะหืมมม นึกถึงสมัยเรียนที่จารย์ให้ท่องสอบเก็บคะแนนเลยเถอะ ทุกวันนี้ยังจำได้ แม้จะไม่เป๊ะก็เถอะนะ 55+
    #62
    0
  2. #45 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 16:49
    อยากกินมัสมั่นนะคะ แต่เราแพ้อ่ะ
    #45
    0