เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 11 : 9 : คนที่บ่นว่าเหนื่อย แต่ก็เต็มใจช่วยเสมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 77 ครั้ง
    9 พ.ย. 62




9

คนที่บ่นว่าเหนื่อย แต่ก็เต็มใจช่วยเสมอ

 

 

 

 

 

เมื่อคืนไม่มีใครห้ามผมเลย ไม่มีเลย...ไม่มีเลยจริงๆ

 

จะโทษใครได้ถ้าไม่ใช่ความดื้อของตัวเองเมื่อคืน ที่พี่เคเตือนผมแล้ว พี่หยางห้ามผมแล้วว่าถ้าลำคอไม่แข็งแรงพอ การกินเบียร์แล้วกระดกเหล้าขาวตามเป็นแก้วๆ ไม่ใช่สิ่งที่คนอ่อนแอลกอฮอล์จะทำตามได้ แล้วพอผมจะกินจริงๆ พี่เคดันพูดขึ้นมาว่า ถ้าอ้วกกูไม่เสียเวลามาลูบหลังมือแน่ๆ

 

แล้วพี่เคก็ปากอย่างใจอย่าง

 

“อุแหวะ...”

 

“ห้ามแล้วฟังไหม เขาเตือนกันทั้งโต๊ะมึงได้ยินเขาบ้างหรือเปล่า หรือเมาจนเข้าหูซ้ายทะลุทุกรูทวารในร่างกายมึงแล้วฮะ” เสียงบ่นดังไม่ขาดสายตอนที่ผมโก่งคออยู่หน้าชักโครก ขย้อนของที่กินไปเมื่อคืนออกมาด้วยความกล้ำกลืนฝืนทนกับความรู้สึกที่กำลังมีคนลูบหลังป้อยๆ

 

ฮือ...น้ำหูน้ำตาไหลหมดแล้ว

 

“อือ...”

 

“ไม่ต้องมาเถียง เป็นหนี้กูทั้งชีวิตมึงก็ใช้ไม่หมด ดีแค่ไหนที่กูให้มึงมานอนด้วยเนี่ย”

 

ใช่ครับ เมื่อคืนผมนอนกับพี่เค นอนข้างล่าง...หมายถึงผมเนี่ยนอนข้างล่าง เพราะพี่เครำคาญที่จะให้ผมนอนเตียงเดียวกับเขาซึ่งผมนี่แหละที่ลุกขึ้นมาอ้วกทั้งคืน

 

“อย่าดุสิ”

 

“เงียบไปเลย บ้วนปากด้วย” ผมรับแก้วน้ำจากคนข้างๆ ที่ยังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าเมื่อคืน แต่ผมไม่เป็นทรงและใต้ตาที่เริ่มมีสี “มองอะไร เมื่อคืนกูไม่ได้นอนเพราะใครล่ะ โอ้กอ้ากทั้งคืน”

 

“ขอโทษครับ” ผมเสียงอ่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แง เหนื่อยท้องหมดแล้ว

 

เป๊าะ

 

“โอ๊ย...” ดีดหน้าผากผมทำไมอะ ร้องเสียงอ่อนหมดแล้วไม่สงสารกันบ้างเหรอวะ

 

“คราวหน้ามึงไม่ต้องกินอีกนะ ถ้าอ้วกอีกกูจะบังคับให้มึงกลืนกลับเข้าไป”

 

“ไม่เอาแล้ว ใครจะรู้ว่าจะไปตีกันอะ”

 

“ไม่อยากจะพูดซ้ำรอบที่ล้านแปดว่าทุกคนเขาเตือนมึงแล้ว” หน้ายักษ์หนักกว่าเดิมสำหรับคนที่เมื่อคืนไม่มีทีท่าเมาหรือกระทั่งมึนหรือพูดเสียงยานเลย แอลกอฮอล์มันอยู่ในกระแสเลือดไปแล้วเหรอ “หมดแรงดิ?”

 

“อือ...ไม่ได้นอนเลยด้วย”

 

“กูก็ไม่ได้นอนครับ” ไม่ดีใจเลยที่พี่เคมีหางเสียงเนี่ย “จะนอนนี่ก่อนแล้วค่อยกลับบ้านก็ได้ เดี๋ยวกูลงไปซื้อข้าวก่อน”

 

“กลัวกินไม่ได้อะ”

 

“ไม่ต้องกินไง กินอาหารอ่อนไปก่อน ถ้ามึงอ้วกอีกหน่อยจะเสียบจมูกกรอกทางสายยางแล้ว”

 

“ฮือ...” อย่าใจร้ายกับผมนักสิ “งั้นผมนอนรออยู่ข้างบนนะ”

 

“เออ ไปก็ภาระ”

 

กำลังจะน้อยใจที่ตั้งแต่ผมขึ้นมาขอหอพักห้องเขาผมก็ได้ยินแค่คำบ่นของพี่เคไม่ขาดสาย คำก็ภาระสองคำก็เมา ถึงความจริงผมจะรู้สึกผิดก็เถอะที่มาเป็นภาระให้เขาไม่ได้นอนจริงๆ แต่ความดีใจก็ดีดขึ้นมาในมุมหนึ่งของจิตใจที่เห็นสายตาที่ไม่เหลือความแข็งกร้าวหรือท่าทีรำคาญออกมาแล้ว

 

“เดี๋ยวซื้อโจ๊กมาให้ รออยู่นี่แหละ”

 

ต่อให้โดนพูดว่าเป็นภาระ แต่ก็เป็นภาระที่พี่เคไม่เคยทิ้งผมเลยสิน่า

 

 

 

 

 

เมื่อคืนจำได้ทุกอย่างเลยทั้งตอนที่เพื่อนเริ่มเมากันหมด ตอนที่เพื่อนเริ่มทยอยกลับกันหลังจากนาฬิกาบอกเวลาตีสาม สติผมถึงจะเบาบางขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จำได้ทุกอย่างและรู้สึกได้ว่าคนที่คอยจับแขนผมลากเดินให้ตรงทางมีแค่พี่เคคนเดียว

 

อ้อ ไม่ได้ลากเฉยๆ บ่นก่นด่าผมตลอดทางด้วย

 

เคยขึ้นมาห้องพี่เคแล้วครั้งนึงก็เลยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร จะมีก็แต่ตอนนี้ที่สติเริ่มครบถ้วน มองนั่นมองนี่ที่อยู่บนชั้นหนังสือ บนโต๊ะทำงานที่ไม่มีของแต่งอะไรเลยนอกจากหนังสือเรียนคณะของเขาและหนังสือนิยายแปลแฟนตาซี พวกเดอะฮังเกอร์เกมส์ เพอร์ซี่ อะไรพวกนี้

 

เรียนครุเกษตร ไม่ยักมีพวกต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยงเล็กๆ อยู่ในห้องเลยแฮะ หรือเขาไม่มีเวลาพอที่จะดูแลอะไรแบบนี้ได้

 

จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูของเจ้าของห้องที่เดินเข้ามาพร้อมโจ๊กสองสามถุงและอะไรอีกหลายอย่าง

 

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลย”

 

“น้ำขิง กินเป็นไหม”

 

“หึ...ไม่ชอบ”

 

“บังคับให้กิน” แล้วจะถามทำไมแต่แรกเล่า “มีกาแฟดำด้วย ถ้าน้ำขิงไม่กินก็ต้องกินอันนี้ หรือจะกินสองอย่างเลยก็ได้จะได้ตื่นๆ”

 

“นี่คือสูตรเหรอ”

 

“อืม แก้แฮงค์” โห เพิ่งรู้นะเนี่ย เพราะปกติกินไม่กี่แก้วแล้วก็กลับไง เอาสนุกๆ แต่เมื่อคืนคือแอลกอฮอล์เป็นพิษจริงๆ “กาแฟก่อนแล้วกัน...หรือมึงกินกาแฟดำไม่เป็นอีก”

 

“เป็นครับ” ผมเอื้อมมือไปรับแก้วกาแฟอุ่นจากมือพี่เค กลิ่นหอมๆ ของมันก็ช่วยให้ตื่นขึ้นเยอะจริงๆ

 

“เสร็จแล้วพักสักแป๊บค่อยกินโจ๊กนะ”

 

“พี่เคจะกินเลยไหม”

 

“กินดิ หิว”

 

“ไม่รอผมหน่อยเหรอ”

 

“ทำไมต้องรอ กูไม่ได้อ้วกกับมึงนี่” พูดอย่างใจเย็นไม่พอยังฮัมเพลงแกะถุงโจ๊กสบายใจเฉิบอีก โอ้ย ไข่ลวกสีสวยๆ กับโจ๊กสีขาวๆ ฮือ อยากกินบ้าง “พรุ่งนี้ซ้อมหรือเปล่า”

 

“น่าจะซ้อมแหละพี่ ใกล้แล้ว”

 

“รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ ล่ะ โดยเฉพาะเสียงมึงน่ะ”

 

“เสียงผมแหบเหรอ”

 

“เห็นมาหลายคนแล้ว พอใกล้แข่งก็ซ้อมเอาเป็นเอาตาย ถึงวันแข่งจริงไม่มีเสียง”

 

“ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกครับ ช่วงนี้ผมกินแต่น้ำอุ่น นอนให้พอทุกวันแหละ ยกเว้นเมื่อคืน” น้ำแข็งเป็นถังเลย ไม่ได้นอนอีก

 

“อืม ก็ระวังๆ ไว้ด้วย”

 

“พี่เคก็เหมือนกันแหละน่า เห็นบอกว่ารับงานเยอะระวังจะไม่มีเสียงเอานะ”

 

“กลัวร้องให้งานมึงไม่ได้ใช่ไหม”

 

“ก็แน่ล่ะสิ ผมเปลืองตัวขอร้องให้พี่มาร่วมงานด้วยนี่ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ” ผมเล่นคิ้วหลิ่วตาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะญี่ปุ่นที่ตอนนี้ไม่คิดจะมองหน้าผม เอาแต่คนโจ๊กในชามอย่างเดียว “สมบัติของมหาลัย ผมก็ต้องทะนุถนอมเขาหน่อยสิ”

 

“หึ...จะทะนุถนอมเขาแต่มึงให้เขามาดูแลมึงอยู่ตอนนี้เนี่ยนะ”

 

“.........”

 

ปากไวๆ ของผมเกือบจะเถียงเข้าทันควัน แต่คำว่าดูแลที่พี่เคพูดออกมากลับทำให้ผมต้องกลืนมันลงคอพร้อมกาแฟที่แกล้งทำเป็นยกขึ้นจิบแก้เก้อ

 

อืม...ปกติไม่เคยมีคนมาดูแล แต่พอรู้สึกตัวและมองย้อนกลับไปได้ว่าตอนนี้พี่เคแทบจะไม่เคยทิ้งผม

 

ก็รู้สึกหนักที่หน้าอกขึ้นมาดื้อๆ เลยแฮะ

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

 

และวันที่รอคอยของพวกผมหกคนสมาชิกฟินอมมินอลรวมทั้งพี่เค ก็มาอยู่ในการแข่งขันรอบแรกของการประกวดวงดนตรีระดับมหาวิทยาลัย

 

มองไปทางไหนก็มีแต่มหาลัยดังๆ ทั้งนั้นเลย เดี๋ยวมอนั้นเอาเครื่องดนตรีชนิดนี้มาผสม เดี๋ยววงโน้นมีเสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มคิดว่ามาประกวดหน้ากากนักร้อง มีแต่วงผมวงเดียวหรือเปล่าที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ดีสุดคือพี่เคที่มาในเชิ้ตดำดูทางการและขรึมขึ้นไปอีกเท่าตัว

 

จับฉลากได้วงสุดท้าย ไอ้ก้องนี่มันมือดีจริงๆ ไม่เปิดก็ปิดเวทีตลอดนะมันน่ะ

 

“มึงรู้ตัวไหมทัน...” เจ๋งเดินเข้ามาหาผมในขณะที่เราอยู่ห้องหลังเวทีที่มีจอมอนิเตอร์เพื่อดูโชว์ของวงเพื่อนๆ “หน้ามึงเครียดมากแล้วเนี่ย”

 

“เออ มึงดูแต่ละวงดิ”

 

“คิดไรมาก ก่อนหน้านี้ที่เราเคยประกวดก็มีแต่ระดับประเทศทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ”

 

“ก็ใช่” แต่ผมว่าครั้งนี้มันกดดัน รอบข้างมีแต่กลุ่มคนที่เคลือบด้วยฝีมือเต็มไปหมด “แต่ก็รู้สึกว่าถ้ารอบแรกไม่เข้ารอบ กูเกรงใจพี่เคเขาด้วย”

 

“.....”

 

“เขาอุตส่าห์มาซ้อมกับเราตลอดเลย”

 

“มึงคิดมากอีกแล้ว คิดซะว่าถ้าเขาเต็มใจมาช่วยมึงตั้งแต่แรก เขาก็คงเต็มใจมาเหนื่อยกับมึงอยู่แล้วล่ะ” ความจริงผมก็คิดอย่างนั้น แต่พอเห็นพี่เคไม่เคยว่างจากบทเสภาหรือทำนองเสนาะเลย ผมก็อดเหนื่อยแทนเขาไม่ได้จริงๆ “อีกอย่างนะเว้ย ถ้าเราตกรอบแรก พี่เขาก็เหนื่อยกับเราแค่นี้ จบๆ กันไป”

 

“เฮ้อ...”

 

“อย่าลืมหาอะไรขอบคุณเขาด้วยล่ะ”

 

“กูติดเขาอยู่เนี่ย แต่เขายังไม่บอกเลยว่าอยากได้อะไร”

 

“ก็คิดเผื่อไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องซีเรียส”

 

ผมพยักหน้าให้เจ๋งที่กำลังลุกเดินไปรวมกับวงที่นั่งรวมกันอยู่หน้ามอนิเตอร์ ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะไปดูใครแข่งอีกแล้ว ดูไปก็มีแต่ข้อเปรียบเทียบ เอาเวลามานั่งทำสมาธิตรงนี้ดีกว่า

 

“โอ๊ะ...”

 

แต่พอผมนั่งคิดอะไรไปพลางเล่นมือตัวเองไป สัมผัสเย็นเฉียบก็แตะเข้าที่ข้างแก้ม “จะแข่งอยู่ทนโท่ ทำไมยังทำหน้าเหมือนตูด” อีกคนยื่นกระป๋องน้ำผลไม้ให้ผม

 

“โหพี่...” พูดจาแบบนี้มีนักร้องฟีเจอร์ริงผมคนเดียวแหละ “ขอบคุณครับ”

 

“ไม่สบายใจอะไร”

 

“หลายอย่าง”

 

“เช่น”

 

“ไม่พูดได้ไหม”

 

“ทำไม เกี่ยวกับกู?” เกลียดคนรู้ทัน “จะเกี่ยวกับใครมึงก็ไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้นไหม เอาวินาทีที่มันกำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ค่อยไปคิดถึงผลลัพธ์ที่มันจะออกมา”

 

“พี่ไม่เหนื่อยเหรอ”

 

“เหนื่อย กูเหนื่อยทุกวัน ทุกเรื่องด้วย”

 

พอได้ยินแบบนั้นผมก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาแรงๆ ชวนให้พี่เคยกมือขึ้นดันหัวผมเบาๆ “ผมเริ่มคิดแล้วเนี่ยว่าตัวเองคิดผิดเปล่าที่ชวนพี่มาฟีทด้วย เริ่มรู้สึกว่าสองอย่างนี้มันไปด้วยกันได้ยากแล้วอะ”

 

“ตั้งใจทำหรือเปล่า”

 

“ตั้งใจดิ”

 

“แล้วเอาอะไรมาตัดสินว่ามันไปด้วยกันไม่ได้”

 

“ความรู้สึกไง”

 

“แล้วความรู้สึกของมึงให้เกียรติกูอยู่ไหมตอนนี้” จากสายตาที่เอาแต่จ้องกระป๋องน้ำเย็น ค่อยๆ เบนขึ้นไปมองหน้าคนที่จ้องหน้าผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ชวนกูมาเอง เป่าหูให้กูมาร่วมงานกับมึง พูดทุกอย่างให้กูดีใจว่าถ้าชวนกูได้จะตอบแทนกู..”

 

น้ำลายเหนียวกลืนไม่ลงเลย

 

“ซ้อมมาเท่าไหร่แล้ว อยู่ดีๆ จะมาพูดว่ามันไปกันไม่ได้เพราะความรู้สึกที่คิดว่าของคนอื่นดีกว่าน่ะเหรอ”

 

“.........”

 

“กูเสียใจนะเว้ย”

 

เหมือนใจถูกบางสิ่งกระชากไปให้ความรู้สึกเบาโหวง มันโล่งไปหมดเมื่อต้องจ้องหน้าพี่เคด้วยสภาพจิตใจแบบนี้ พี่เคที่ผมไม่เคยเห็นเขาทำหน้าไร้อารมณ์แต่แววตาฉายความเหนื่อยล้าอยู่ข้างใน

 

ผมกลัวเขาเหนื่อย...

 

แต่กลับเป็นผมเองที่พูดอะไรออกมาแล้วทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเสียเอง

 

“ขอโทษครับ”

 

“ทุกงานที่กูรับ กูตั้งใจทำทุกงาน...” ยิ่งพี่เคส่งเสียงเรียบมาเรื่อยๆ ผมยิ่งรู้สึกจุกที่คอเหมือนบางอย่างรอปะทุออกมา “ไม่ใช่แค่กูหรือมึงที่ตั้งใจ แต่เพื่อนมึงที่เหลืออีกสี่คนน่ะ เขาตั้งใจไม่แพ้มึงหรอก”

 

“........”

 

“เดินมาด้วยกัน ก็ต้องกลับด้วยกันสิ”

 

ความเครียดและความกังวลที่เพิ่งจะมีเอาวันนี้ มันกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่ร่วงเผาะอยู่ที่หน้าขาให้ต้องใช้หลังมือเช็ดลวกๆ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้พี่เคทำหน้าแบบไหนเพราะไม่กล้าหันไปมอง พยายามอยู่ที่จะทำให้พวกที่เหลือไม่สังเกตเห็นท่าทีของผมตอนนี้

 

“เพิ่งรู้ว่าเครียดง่าย”

 

ผมพยักหน้ารีดน้ำตาให้มันออกมาให้หมด ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดทั้งน้ำตาและน้ำมูกจนไม่กล้าพูดอะไรออกไป

 

“มันกดดัน...”

 

“อืม” แวบนึงที่หันไปมอง พี่เคยกยิ้มจางขึ้นมาก่อนจะเอื้อมมือสองข้างมาเช็ดน้ำตาให้ผมเบาๆ “แต่มึงไม่ได้สู้คนเดียวปะวะ มึงยังมีเพื่อนตั้งหลายคนนะ”

 

พูดอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้า กลัวว่าจะสะอื้นไปพูดไปจนเพี้ยนไปหมด “ไม่อยากให้เพื่อนเห็นไง ผมร้องไห้ง่าย”

 

“งี้ตอนโดนกูด่าไม่ร้องไห้หมดเหรอ” อย่างนี้ต้องส่ายหัว เพราะพี่เคด่าทีไรผมไม่เคยน้ำหูน้ำตาแตกแบบนี้มาก่อนเลย “ไป ไปสูดอากาศข้างนอกให้สดชื่น เหลืออีกไม่กี่วงต้องขึ้นแล้ว ไหนว่าผ่านมาหลายเวทีไม่ใช่เหรอ”

 

“อืม”

 

“มือกูเปียกหมดแล้ว...ไปเตรียมตัวได้แล้วไป”

 

“ขอบคุณนะครับ”

 

พี่เคพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่ผมจะเดินออกไปเข้าห้องน้ำ โดยที่ไม่ลืมหันมามองคนที่นั่งอยู่ตรงที่เดิมที่กำลังมองตามผมอยู่ตอนนี้

 

โอ๊ย...บ้าบอว่ะ ดันร้องไห้ให้เขาเห็นเฉย

 

 

 

 

 

 

เมื่อทุกอย่างถึงเวลาของมัน ฟินอมมินอลถึงเวลาที่ต้องขึ้นเวที แสงไฟถูกเซ็ตให้มืดสลัวมีเพียงแสงจากเวทีด้านข้างคอยบิวท์อารมณ์ตามจังหวะดนตรีที่ไม่เร่งรีบ ผมเปล่งเสียงออกไปผ่านเนื้อร้องที่ทำดนตรีขึ้นมาใหม่จนแสงไฟถูกเปิดพรึ่บเห็นทุกอย่างบนเวทีชัดเจน

 

กรรมการด้านหน้ามีแต่ศิลปินชั้นนำและโปรดิวเซอร์ระดับประเทศ สิ่งที่ผมต้องสื่อออกไปไม่ใช่ความกลัวและกังวลในก่อนหน้านี้ แต่คืออินเนอร์ที่ตรงตามเนื้อหาเพลง และโชว์จากพวกเราทั้งหกคน

 

สิ่งที่ทำให้เราทั้งห้าหกคนยิ้มได้หรือใจกำลังได้รับการหล่อเลี้ยง ไม่ใช่ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มพอใจของเหล่าผู้ใหญ่กรรมการ หากแต่เป็นเสียงเชียร์กึกก้องจากคนดูมหาลัยเดียวกันหรือแม้กระทั่งคนจากที่อื่นที่วงของเราอาจจะโปรยเสน่ห์ให้พวกเขาอย่างไม่รู้ตัว

 

ยิ่งไฟถูกดับมืดก่อนจะตามมาด้วยเสียงเอื้อนนุ่มมีเสน่ห์ของพี่เค เสียงเชียร์ด้วยความตื่นเต้นก็ดังขึ้นพอๆ กับเสียงหัวใจผมที่ยังดังโครมครามไม่จางหาย

 

ยิ่งท่อนฮุคของเพลงท่อนสุดท้ายถูกบรรเลงออกมาด้วยดนตรีและเสียงร้องที่บ้าคลั่งในจังหวะเพลงร็อค ผมแอบเห็นโปรดิวเซอร์ดังคนนึงกำลังโยกหัวเบาๆ ไปพร้อมกับพวกผมบนเวที แต่สิ่งที่ทำให้ผมเกือบหลุดจากสมาธิหรือแม้กระทั่งหลุดจากคิวที่ทุกคนวางไว้คือเนื้อเพลงที่ผมร้องมีเสียงของพี่เคเป็นคอรัสคู่ไปด้วย

 

อย่าว่าแต่ผมที่ตกใจเลยว่าผิดคิวหรือเปล่า ทั้งวงก็ดูแปลกใจที่พี่เคเสริมเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยขนาดนี้ แต่ถ้าถามว่าปฏิเสธได้ไหม...

 

ไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าปฏิเสธไม่ทันหรือว่าอะไร เพียงแต่ทุกอย่างมันลงล็อกและลงทำนองของมันจนอดดีใจไม่ได้ที่พี่เคทำหน้าที่ของเขามากกว่าที่คุยกันไว้ตั้งแต่แรก

 

 

 

 

พอโชว์จบน้ำตาก็จะไหลขึ้นมาดื้อๆ เลยแฮะ

 

“เอาล่ะครับ ผมจะประกาศผลวงที่จะได้ผ่านเข้ารอบสอง สิบหกวงสุดท้ายแล้วนะครับ”

 

เมื่อบนเวทีมีทั้งนักร้องนักดนตรีนักโคฟเวอร์เพลงยืนเรียงกัน ทุกอย่างดูตื่นเต้นไปหมด จากที่เครียดอยู่แล้วผมก็ต้องบีบมือก้องกับเจ๋งที่ยืนอยู่สองข้างแน่น พี่เคที่ยืนอยู่ด้านหลังผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เขาทำหน้ายังไง แต่ขณะที่ในใจผมมันร้อนรุ่มด้วยความเครียด เสียงเย็นจากข้างหลังเขาก็ชโลมใจผมให้ผ่อนคลายขึ้นมาก

 

“ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรหรอก”

 

ผมพยักหน้ารัวเมื่อได้ยินเสียงนุ่มอยู่ที่ข้างหู ต่อให้รอบข้างเสียงรบกวนดังแค่ไหน เสียงผู้ชายที่อยู่ข้างหลังผมก็กลบทุกอย่างได้อย่างน่าแปลกใจจริงๆ

 

“และวงที่จะได้เข้าสู่รอบที่สองวงสุดท้ายคือ!

 

วินาทีสุดท้ายก็ยังเหลือความหวัง หัวใจบีบแรงพอๆ กับมือผมและเพื่อนที่บีบแรงขึ้นเป็นเท่าตัว

 

“ฟินอมมินอลครับ!

 

แสงสลัวกลายเป็นแสงสว่างขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อวงตัวเองที่ได้ผ่านเข้ารอบเข้าสู่รอบต่อไป ผมไม่รู้ว่าวงเราได้คะแนนมากน้อยแค่ไหน แต่ต่อให้ได้ที่โหล่หรือเป็นที่น่าพอใจสำหรับกรรมการน้อยที่สุด แต่อย่างน้อยฟินอมมินอลก็ได้ก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งก้าว

 

ผมเข้ากอดสมาชิกที่เหลือที่ตอนนี้เป็นใครเริ่มมองไม่ค่อยชัดเพราะม่านน้ำตาที่กำลังบดบัง นี่ขนาดรอบแรกยังเป็นขนาดนี้ รอบต่อไปผมไม่ขี้แยเหมือนเด็กเลยเหรอ

 

“เออ...ผ่านแล้วนี่ไง”

 

เพราะไม่รู้ว่าเข้ากอดใคร แต่พอได้ยินเสียงนุ่มทุ้ม เลยต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าเจ้าของกอดคือผู้ชายหน้าคมตาดุและมักจะมาพร้อมคำบ่นก่นด่าผมเสมอ

 

แต่ครั้งนี้นอกจากจะไม่ได้ฟังคำบ่นของเขาแล้ว ยังได้เห็นรอยยิ้มที่โคตรอบอุ่นของเขาอีก

 

ฮือ...ปากจัดแบบนี้ ให้กำลังใจด้วยการกอดผมพร้อมรอยยิ้มชวนอุ่นวาบในใจแบบนี้ได้ด้วยเหรอ

 

โอ๊ย จะงอแงอีกแล้วเนี่ย

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น.

....................................................................

ค่อยๆ โผล่ออกมาแล้วนะคะ นิสัยที่น่ารักของพี่เคเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 77 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #60 lluv KAITO vull (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 14:07
    น้องใจสั่นหมดแล้วพี่เอ้ยยยยย 55+
    #60
    0
  2. #27 kkkkkk0 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 11:29
    พี่เคน่ารักกก
    #27
    0