เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก (Pre-order!)

ตอนที่ 10 : 8 : คนที่เซียนแอลกอฮอล์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    5 พ.ย. 62



8

คนที่เซียนแอลกอฮอล์

 

 

 

งานเฟรชชี่ที่มีแต่น้องๆ การขึ้นเวทีครั้งนี้ของฟินอมมินอลก็ต้องหลุดคอนเซ็ปต์เล่นเพลงใหม่ๆ ให้เด็กๆ สดชื่นแทนที่จะฟังเพลงรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่รุ่นน้องหรือกระทั่งผมเกิดไม่ทัน

 

แต่วันนี้นอกจากจะได้ขึ้นเล่นบนเวทีของหอประชุมวิศวะในงานประกวดดาวเดือน หลังจากโชว์ผมกับเพื่อนในวงดันมีนัดกับพี่เคคนดังของมออีก

 

นัดอะไร ถามได้ก็นัดกินเหล้าไงจ๊ะ ผมนี่ขนลุกซู่ตอนได้ฟังพี่เคใช้คำพูดผิดแปลกไปจากทุกครั้งที่พูดกับผมเมื่อวันที่ไปกินข้าวด้วยกัน

 

“พี่ดุนะ น้องทันไหวใช่ไหม”

 

ขนลุกไม่พอ เหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะหายใจเริ่มติดขัดขึ้นมาเมื่อเสียงนุ่มๆ ของเขาเอ่ยเสียงเบาเมื่อวันนั้น ยิ่งสายตาที่เขามองหน้าผมพร้อมรอยยิ้มที่ใครเห็นใครก็ต้องแพ้...

 

ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนมาอธิบาย จะน่ากลัว...

 

หรือจะตกหลุมพรางเสน่ห์ที่ใครๆ ก็ต้องแพ้เหมือนกันดี

 

บอกเลยว่าผมไม่ได้สนใจที่เพื่อนมันเชียร์ให้กินเหล้าแข่งหรอก เพราะผมเองก็ขอยอมรับอย่างใจไม่สู้เลยนะว่าตัวเองไม่ใช่คนกินเหล้าเก่งอะไร ไม่คอแข็งเป็นเหล็กน้ำพี้ในตำนาน กินได้แต่เบียร์ เหล้าเหรออย่าชงเข้มมากก็พอ ยาดองนี่ไม่ต้องพูดถึง แค่เปิดโหลได้กลิ่นก็เมายับแล้ว

 

แล้วอย่างพี่เคน่ะเหรอ หน้าตาหล่อๆ แบบนั้นผมได้แต่ปราะมาทไว้ในใจว่าคนหล่อๆ อย่างนั้นน่ะนะจะกินเหล้าเป็น

 

แต่ผมต้องกลับลำแทบไม่ทันเมื่อผมนึกคำคำนึงขึ้นมาได้ว่า ไอ้คนหล่อๆ เนี่ย ประมาทไม่ได้เลย

 

 

 

 

 

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ฟินอมมินอลต้องขึ้นเวที แต่ก่อนอื่นผมต้องสาวเรื่องไปถึงดาวเดือนปีนี้ สวยหล่อกันเป็นเรื่องปกติที่ทางรุ่นพี่ตาดีของแต่ละคณะคัดเลือกกันเข้ามา บางคนโปรไฟล์ก็ดีเหลือเกินก็ได้ตำแหน่งไปตามเรื่องตามราว บางคนรูปร่างหน้าตาดีแต่ความมั่นใจสู้คนที่หน้าเบากว่าไม่ได้ก็ตกรอบไปไม่ถึงฝั่งฝัน และพอถึงเวลาที่วงดนตรีอย่างพวกผมต้องขึ้น เด็กๆ ผู้ร่วมงานที่นั่งอยู่ที่นั่งสโลปก็ทยอยเดินลงมาที่หน้าเวที

 

ความตื่นเต้นถาโถมเข้ามาอีกครั้งถึงแม้ว่าตัวผมจะผ่านเวทีมาหลายสิบเวที แต่บอกเลยว่าเมื่อใดที่พื้นที่ด้านล่างคราคร่ำไปด้วยผู้คนจนมองไม่เห็นพื้น หัวใจเริ่มพองโตจนเสียงหัวใจเต้นดังพอๆ กับเสียงรอบข้าง

 

ยิ่งแสงไฟที่ฝ่ายผู้จัดงานถูกเซ็ตให้สาดส่องไปตามเวลาที่ถูกเซ็ต สปอร์ตไลท์ด้านบนส่องตาทำให้ภาพด้านล่างเริ่มพร่ามัว เสียงดนตรีจากสมาชิกในวงที่รู้ใจดังขึ้นเป็นจังหวะคล้ายกับต้นฉบับเพลงจนได้ยินเสียงเฮจากผู้คนด้านล่าง มือข้างขวาก็เอื้อมไปหยิบไมโครโฟนที่ถูกเสียบคาขาตั้งออกมาก่อนจะกระชับมันแน่นเตรียมเปล่งเสียงให้เข้ากับจังหวะดนตรีที่หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ

 

จนกระทั่งดนตรีหยุดพร้อมกัน

 

“สวัสดี KTU!!!

 

ผมแผดเสียงลั่นหากแต่ปลายเสียงยังไม่ขาดหายก็ตามมาด้วยเสียงเฮลั่นจากผู้คนด้านล่าง ความตึงเครียดจากอาการตื่นเวทีในครั้งแรกถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรอยยิ้มกว้างต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่น่ารักกำลังยิ้มตอบกลับผมที่อยู่ด้านบน

 

เพลงแล้วเพลงเล่าถูกบรรเลงขึ้นในหอประชุมใหญ่แห่งนี้ ทั้งเพลงเร็ว เพลงช้าและเพลงซึ้ง หรือจะเพลงไหนๆ ที่พวกเราเล่นออกไป ผมหวังอยู่เสมอที่ทุกนาทีที่เราจดจ่ออยู่กับเพลงและคนดูเบื้องล่าง ผมหวังเสมอว่าจะทำให้พวกเขามีความสุขไปกับสิ่งที่พวกผมมอบให้ด้วยความตั้งใจ

 

ยิ่งกระโดดสูงบนเวทีนี้จนพื้นสั่น ยิ่งรู้สึกว่าพื้นเบื้องล่างสะเทือนยิ่งกว่าเมื่อเห็นคลื่นมนุษย์จำนวนหนึ่งผลุบโผล่กระโดดตามจังหวะเพลงเร็ว

 

เมื่อถึงเพลงช้า นอกจากจะมีเสียงร้องจากด้านล่างดังขึ้นพร้อมกันแล้ว ยังมีแสงไฟจากโทรศัพท์ที่ถูกยกขึ้นโบกไปมาตามจังหวะเสียงเพลงช้าๆ แสดงถึงความมีอารมณ์ร่วมกับนักดนตรีอย่างพวกผมที่อยู่ด้านบนเวที

 

ขอบคุณเหลือเกินเหล่าคนดูที่ทำให้พวกเราห้าคนไม่รู้สึกเหงาเลยที่ทุกครั้งได้มีโอกาสขึ้นมาอยู่ตรงนี้

 

ความสุขของการเล่นดนตรี ไม่ใช่เพราะเล่นเพื่อเป็นอาชีพ หรือเล่นเพื่อประกวดไต่เต้าไปให้ถึงจุดสูงสุดยากที่จะเอื้อมถึง เพียงแค่มีกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยร้องเพลงไปพร้อมกับพวกเรา แค่นั้นก็ยิ้มไม่หุบแล้วครับ

 

 

 

 

 

“กรี๊ดดด! อีหล่อ จับไมค์แล้วหล่อขึ้นสิบเท่าเลย” ถามว่าใครที่วิ่งมาหาผม ก็คือข้าวกับต้อมที่วิ่งหยิบยื่นผ้าเย็นแกะซองพร้อมใช้งานให้พวกผมห้าคน

 

“ทำไมกูไม่ดีใจเลยวะ ไม่จับไมค์แล้วไม่หล่อเหรอ”

 

“ไม่อะ เหมือนคนธรรมดาที่อดหลับอดนอนมานาน”

 

“ก็ซ้อมเยอะไหมวะ” หลายงานจนเพลงจะตีกันอยู่แล้วเนี่ย “เออ ต้อม คืนนี้มึงไปกับกูไหม”

 

“ไปกับพี่เคของมึงอะนะ”

 

“อย่าพูดว่าของกูสิ” ใจไม่ดียังไงไม่รู้

 

“มึงไม่เห็นวันนั้นอะ กูนี่โคตรจิ้น” นั่นๆ ข้าวมันเขย่าแขนไอ้ต้อมจนหัวสั่นหัวคลอน “วันนั้นพี่เคพูดเองเลยนะมึง หันหน้าไปมองเพื่อนมึงด้วยอะ”

 

“โอ้ย มึงเล่ารอบที่สามร้อยแปดสิบแล้วปะข้าว”

 

เออ ตอนข้าวเล่าให้ต้อมฟังครั้งแรกผมนี่อยากจะไปตะครุบปากไอ้ข้าว เล่าทีไรมันนี่หน้าแดงไปกลั้นหัวเราะเพราะชอบใจเกือบไม่ไหว กว่าไอ้ต้อมมันจะรู้เรื่องผมถึงกับนั่งกุมขมับจนหายเครียดแล้วมันยังไม่ได้เล่าซะที มัวแต่เขินอยู่นั่น

 

แต่ถามว่าคนโดนพูดอย่างผมรู้สึกอะไรไหม...

 

อืม...ก็บอกไปแล้วนี่เมื่อตอนแรกน่ะ

 

 

 

 

 

 

 

???? ????

 

 

 

 

 

 

“ฮัลโหลพี่เค อยู่ไหนอะ” เมื่อเลิกงานและลงจากเวทีเรียบร้อย ผมก็โทรหาพี่เคที่ตอนนี้ไปสิงอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ “จะไปปะเนี่ยวันนี้”

 

[กูบอกเมื่อไหร่ว่าจะเบี้ยว]

 

“น่ารักจังเลย” ผมพูดไปยิ้มไปจนตาปิด ถึงคำชมมันจะดูขัดต่อภายนอกและตัวตนของเขาที่ผมโดนมาบ่อยๆ แต่ลึกๆ แล้วพี่เคเองก็ใช้คำนี้ได้เหมือนกัน แต่อย่าใช้บ่อยนะครับ ไม่เหมาะ “อยู่ตรงไหนแล้วครับ”

 

[อยู่ข้างหน้ามึงน่ะ]

 

เมื่อได้ยินเสียงเย็นส่งเสียงผ่านสัญญาณมาผมก็มองไปที่ข้างหน้าระยะไม่เกินห้าเมตร “ไหนอะพี่”

 

[ถ้าใกล้แค่นั้นกูเดินไปหามึงก็ได้ไหม] เนี่ย มาฟึดฟัดใส่ผมอีกนะ [มองไกลๆ ออกมาในระดับสายตา]

 

สั่งอย่างกับผัว! แต่มองให้ก็ได้วะ

 

“อ้อ...”

 

โอเค ระดับสายตาแต่อยู่นู่น นั่งอยู่ตรงที่นั่งสโลปชั้นสี่ชั้นห้านู่น ต้องให้ผมเดินเข้าไปหาก่อนจะกดวางสายและสังเกตเห็นว่าพี่เคไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังพากันลุกจากเก้าอี้พร้อมกับผู้ชายข้างๆ ทั้งแถว

 

เชี่ย นี่พี่เขาจะพาเพื่อนมาดูความกากในการกินเหล้าของผมเหรอวะ ไม่ต้องก็ได้มั้ง อายคนเดียวก็ไม่รู้จะหาปี๊บ หม้อ กะละมังมาครอบหัวไม่ไหวแล้วนะ

 

“อะไรเนี่ยพี่เค แค่จะไปกินเหล้า ต้องลากเพื่อนมาขนาดนี้เลยเหรอ” เพราะคนตัวสูงในชุดไปรเวทแบบที่ผมไม่เคยเห็น แค่เสื้อยืดสีดำพอดีตัวกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ก็ดูดีไม่แพ้ชุดนักศึกษาเต็มยศแล้ว

 

“มึงจองโต๊ะแบบล็อกที่ไว้เหรอ”

 

“เปล่า ก็ไม่รู้อะเห็นปกติพี่ชอบเดินคนเดียว ไม่คิดว่าเพื่อนจะเยอะ”

 

“เอาใหญ่แล้วนะมึงเนี่ย จะบอกว่ากูไม่มีเพื่อนคบใช่ไหม”

 

“ผมพูดคำนั้นหรือยังเนี่ย”

 

คุยแล้วเหมือนประสาทจะแดก สุดท้ายผมก็ต้องผละออกจากบทสนทนาที่ชวนปวดประสาทกับพี่เค มาทำความรู้จักกับเพื่อนเขา ที่มีทั้งพี่บอส พี่หยาง พี่อี้ แล้วก็พี่จ๋าย เพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันกับพี่เค ที่ผมเพิ่งสัมภาษณ์พี่บอสไปเมื่อกี้ว่าต่อให้ห้าคนชอบกินเหล้าเคล้าอบายมุขเหมือนกัน แต่เรื่องกิจกรรมน่าจะมีแค่พี่เคกับพี่บอสที่ตารางแน่นกันแค่สองคน

 

โอเคๆ เรื่องกิจกรรมไปขิงเขาก็เท่านั้นแหละ

 

แล้วไม่นาน ทั้งฟินอมมินอลรวมถึงข้าวกับแก๊งพี่เค เราก็ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนสองซ้อนสามกันเข้ามาในส่วนลึกสุดของซอยหอพักในย่านนี้ วงผมน่ะมอเตอร์ไซค์ แต่รุ่นพี่ครุทั้งห้าน่ะรถเก๋งคนละคัน จะยกเว้นก็แต่พี่เคกับพี่บอสที่อยู่หอแถวนี้ เลยติดรถเพื่อนที่เหลือขับกันเข้ามาด้านใน

 

แหล่งร้านเหล้าที่ตั้งติดกันเป็นโซนอบายมุขในย่านนี้เปิดเพลงจากร้านไหนเป็นร้านไหนก็แบ่งหูฟังไม่ได้ ก้องกับปาล์มจองร้านในสุดไว้ให้ก่อนจะพาเดินกันเข้าไปนั่งเพื่อเริ่มราตรีที่แสนสุขในค่ำคืนนี้

 

น้ำเน่าฉิบหาย เดี๋ยวรู้เลยว่าจะสุขตอนมีชีวิตอยู่หรือว่าจะตายอย่างแสนสุขกันแน่

 

“เฮ้ย โชว์ดีนะเราอะ เมื่อกี้ที่ดูโชว์เราในหอประชุมพี่โคตรอยากจะโดดตามเลย” พี่หยางเอ่ยขึ้นเมื่อเบียร์สามโปรถูกวางลงตรงหน้าพร้อมกัน

 

“ครับ?”

 

“ร้องดีไม่พอ เพื่อนๆ ในวงก็เล่นดีด้วย ของงี้น่าไปเป็นศิลปินจริงๆ ในค่ายเลยนะเนี่ย” ถ้าเป็นผู้หญิงโดนผู้ชายหน้าตาดีๆ แต่แอบเนิร์ดนิดหน่อยชมเข้าแบบนี้ก็อยากจะเขินม้วนเก็บตัวเองลงกระเป๋าสะพายชะมัด “มาๆ ส่งแก้วมา”

 

“ขอบคุณครับ”

 

“แล้วเป็นไง ได้ฟีทกับไอ้เคแล้วใช่ไหม” พี่อี้ ผู้ชายตัวสูงหน้าตี๋ตาเรียวเหมือนลูกเสี้ยวจีนถามผมพลางกวาดสายตาไปหาสมาชิกวงทุกคน

 

“ครับ ก็ได้ซ้อมด้วยกันหลายรอบแล้วล่ะครับ”

 

“เป็นไงบ้างล่ะ”

 

“พูดดีๆ นะ” ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก พี่เคก็ส่งเสียงดุลอยขึ้นมาก่อนแต่สายตาไม่ยักมองหน้าผม

 

“ทำไมมึงชอบดุน้องวะเค”

 

“กูดุเหรอ เห็นกูดุแล้วเหรอ”

 

“ก็นี่ไง น้องมันกลัวมึงหมดแล้ว ชอบขู่เขาไปเรื่อย” ใช่ๆ พี่บอสใส่เข้าไปอีก

 

“มึงแหกตาด้วยว่ามันกลัวไหม กวนตีนเก่งขึ้นทุกวัน” อ้าว ถลึงตาใส่ผมแบบนี้หมายความว่าอะไรครับ “ไหน เพื่อนมึงเคลมไว้ไม่ใช่เหรอว่ากินเหล้าดุน่ะ อย่ามัวแต่กอดแก้วเปล่า ส่งมา”

 

“ใจเย็นดิพี่”

 

“ไม่เย็น นี่จะดึกแล้ว” ทำไมคนหล่อขวัญใจน้องๆ ของมหาลัยถึงเป็นคนแบบนี้วะ ไม่ฟังผมไม่พอยังเอื้อมมือมาแกะมือผมที่จับแก้วไว้แน่นออกไปคีบน้ำแข็งให้อีก “กินช้าๆ กินไปคุยไป เข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็ไม่เป็นไรแล้ว”

 

“เซียนเหรอพี่น่ะ”

 

“ไม่ได้เซียน แต่ปกติไม่ได้กินเพราะหิวแอลกอฮอล์”

 

“แล้วมาทำไมเล่า”

 

“เข้าร้านเหล้าจำเป็นต้องมาเพื่อกินเหล้ากินเบียร์เท่านั้นเหรอ” พี่เคส่งแก้วเบียร์ที่มีฟองเบียร์อยู่ที่ปากแก้วคืนให้ผม “มาเอาบรรยากาศก็มาได้ หาเพลงฟังไปเรื่อยก็ได้”

 

“ส่วนใหญ่มีแต่เพลงอกหักนะ แสดงว่าอกหักบ่อยสิพี่อะ”

 

“อันไหนอกหักมึงก็อุดหูไป” พูดอะไรที่เกือบจะเถียงเขาชนะได้ทีไร ก็โดนสวนกลับมาตลอด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมกวนตีนไหวได้ไงวะ “มีเวลาว่างก็มาอยู่กับเพื่อนเยอะๆ ดีกว่าอุดอู้อยู่ในห้อง”

 

ประโยคนี้พี่เคไม่ได้พูดลอยๆ แต่เหมือนจะหันไปหาพี่หยางที่กำลังดันแว่นให้เข้าที่ อาจจะกำลังแซะเพื่อนกันเองอยู่ก็ได้จุดๆ นี้

 

“แต่พี่ว่าวงเราเล่นดีนะ นี่เวทีที่ไอ้เคจะไปขึ้นด้วยพี่ว่าจะไปดูอยู่เหมือนกัน” พี่บอสว่าก่อนจะกระดกเบียร์จนหมดแก้ว

 

“จริงเหรอครับ ไปดิพี่ ผมเล่นที่สยาม”

 

“อยากรู้ว่าน้องคิดยังไงถึงได้เอาไอ้เคไปร้องด้วย พี่หาความเข้ากันไม่ค่อยเจอเลย”

 

“ความแตกต่างที่ลงตัวอะพี่”

 

“แล้วครั้งแรกมึงรู้ได้ไงว่ามันจะลงตัว” ปากที่จ่ออยู่ปากแก้วเบียร์ ต้องกลืนของเหลวสีอำพันก่อนจะหันไปหาพี่เคที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม

 

“ก็...ทีแรกก็ไม่คิดว่ามันจะไปด้วยกันได้หรอก แค่คิดว่าอะไรที่ไม่เคยทำ ถ้าลองทำซะบ้างมันก็น่าจะสนุกดีอะ”

 

“แต่งกลอนก็ไม่สัมผัสกัน ครั้งแรกก็โดนกูด่าเช็ด”

 

“ก็ไม่ได้แต่งมานานแล้วนี่ ผมไม่ได้เก่งเหมือนพี่ซะหน่อย” มองค้อนไปทีนึงแต่คิดเหรอว่าคนไม่สนใจอะไรอย่างพี่เคจะสนใจท่าทีของผม “แต่พี่ก็ไม่ค่อยได้แก้ไม่ใช่เหรอ ก็เห็นซ้อมแต่อันที่ผมแต่ง”

 

“กูขี้เกียจ ไม่ได้ว่างทำได้ทุกอย่าง”

 

“ปากแข็งก็บอกมาไอ้เคว่าน้องมันแต่งเก่ง” พี่อี้กับพี่บอสแซวเสียงดัง แต่นั่นกลับทำให้ใจผมรู้สึกมีบางอย่างมากระตุกมันเบาๆ

 

พี่เคไม่ได้หันไปสวนกลับเพื่อนเขาที่แซวเล่นกันอย่างสนุกปาก ได้แต่ส่งสายตาคมดุกลับไปก่อนจะหันมามองหน้าผม “ทำได้ก็ทำไป นี่มันผลงานวงมึง ไม่ใช่ผลงานกู”

 

พูดแล้วเขาก็ยื่นแก้วเบียร์ที่ถืออยู่มาชนกับแก้วผมในลักษณะที่ปากแก้วเบียร์กระทบกันจนเกิดเสียงกังวานเบาๆ

 

ความจริงอยากจะสวนกลับไปเหลือเกินว่าถ้าลงเรือลำเดียวกันแล้วมันก็ไม่ใช่ผลงานของใครของมันแล้ว มีผมมีเพื่อน หรือมีพี่รวมอยู่ในนั้น ผลงานที่ออกมามันก็ต้องเป็นของทุกคนอยู่ดี เพียงแต่ผมโชคดีมากๆ ที่พี่เคใจดียอมมาช่วยเท่านั้นเอง

 

แต่ระหว่างที่ผมกระดกเบียร์จนหมดแก้วหลังยกขึ้นชนกันทั้งโต๊ะ ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้สมรรถภาพในการมองเห็นเริ่มต่ำลง เริ่มมองบรรยากาศรอบข้างได้ยากเพราะดวงตาที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

พี่เคก็ยังรินเบียร์ให้ผมอยู่เรื่อยๆ แถมไม่หยุดอยู่แค่นั้น ไอ้ปาล์มดันสั่งวอดก้าพร้อมน้ำหวานมาเพิ่ม ทำให้คนกินเหล้าไม่เก่งอย่างผมอยากหงายเก๋งไปทั้งแบบนี้ แต่อีกใจก็อยากกินสักช็อตสองช็อต ไหนๆ มันก็จะได้มาเมาแล้วนี่

 

 

 

 

 

แต่...

 

“หยุด” ในขณะที่มือผมกำลังจะเอื้อมไปหยิบเหล้าป๊อกแก้วเล็กที่พี่จ๋ายเทวางอยู่สามสี่แก้ว น้ำเสียงนุ่มแต่ดุแทงเข้าหูเต็มๆ

 

“อะไรล่ะพี่”

 

“กินเบียร์แล้วกินเหล้าขาว เดี๋ยวมึงรู้เรื่อง”

 

“ทีพวกพี่ยังสั่งมากินได้เลย”

 

“กระเพาะมันคนละเบอร์ไอ้หนู” พี่อี้เอ่ยเสียงเข้ม แถมหน้าตาที่จริงจังอยู่แล้วก็จริงจังขึ้นอีก “หน้าแดงขนาดนี้ถ้าซัดวอดก้าเข้าไปนี่คืนนี้นอนกอดชักโครกแน่ๆ”

 

“เพื่อนกูเตือนแล้วนะ ถ้าคออ่อนก็อย่าทำเก่ง”

 

“ดูถูกผมปะเนี่ย”

 

“ดีกว่าดูผิด เพราะตอนนี้คอมึงแดงยันหน้าอกแล้ว” พี่เคไม่พูดเปล่า เขายังเอื้อมมือมากดคอเสื้อยืดของผมจนไม่ทันได้ขยับตัวหนีด้วยซ้ำ

 

เชี่ยยย พี่แม่งหลอกแต๊ะอั๋งกู!

 

“ไม่ต้องมาทำหน้าเป็นสาวน้อยไม่ยอมให้ผู้ชายจับตัวเลย” สติยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ พี่เคยังมาดุแถมดีดจมูกผมเบาๆ อีก “ยังไงวันนี้ไม่ใครก็ใครในกลุ่มกูต้องเป็นคนแบกมึงแน่ๆ”

 

“เพื่อนผมไงงง”

 

“เพื่อนมึงน่ะเหรอ ถ้ายังไม่เมาก็หันไปดูเอาเอง”

 

โอ้โห พอหันไปก็เกือบสร่าง สมาชิกวงผมยกเว้นน้องพายที่หนีกลับไปก่อนเพราะคุณพ่อคุณแม่เคร่งเรื่องเหล้า ตอนนี้ชงแก้วกันดังเคร้งกลัวว่าจะแตกคามือ เมามายอย่างกับไม่ได้สติ ไอ้ข้าวนี่หนักสุดเอนตัวไปพิงไอ้ก้องจนหมดสภาพความเป็นผู้หญิง

 

กูดึงมึงออกมาจากอกไอ้ผู้จัดการวงกูได้ไหมเนี่ย ฉิบหาย หวงตัวเองบ้างสิโว้ย

 

“เดี๋ยวผมขี่มอไซไอ้พวกนี้ไปก็ได้ คืนนี้กะนอนหอมันอยู่แล้ว”

 

“จะไม่กินต่อว่างั้น?”

 

“หึ...”

 

“ได้ล้มอยู่หน้าร้านนี่แหละ อยากแดกก็แดก แต่กูไม่แบกมึงกลับนะครับ”

 

ฮือ เมาแล้วอย่าอ่อนปวกเปียกให้ชายฉกรรจ์มายื่นหน้าทำตามีเลศนัยใส่แบบนี้นะไอ้ทัน เสียชื่อนักร้องนำฟินอมมินอลผู้ดุดันบนเวทีร็อคมาทุกยุคทุกสมัยหมด!

 

คนขับเสภาหรือหรือเมทัลร็อควะ ทำไมกินเหล้าดุเดือดผิดกับทุกอย่างที่พี่เคตั้งใจแสดงภายนอกออกมาให้สังคมเห็นหมดเลย

 

โอเค ผมขอโทษที่ประมาทเขาเกินไปว่าคนหล่อน่าจะกินเหล้าไม่เก่ง แต่พี่เคนี่แหละที่ฉีกทุกกฎของความหล่อคมที่ใครๆ ต่างมองว่าคงทำอะไรหยาบโลนไม่เป็น แต่ใครจะไปรู้ว่าทุกครั้งที่พี่เคกลืนของเหลวสีใสนี่ลงคอ ความดิบในร่างเขามันแผ่ออกมาให้ผมอยากจะหดตัวหนี

 

มึง...สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่าเค อยู่ได้เพราะแอลกอฮอล์มันหล่อเลี้ยงครับ เชื่อผม

 

 

 

 

 

 

 

 

#เมื่อผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก

 

TBC

ทุกวันอังคารและศุกร์ 19.30 น.

...........................................................................

ใครคอไม่แข็งแล้วกินเหล้าหลังจากเบียร์นะ เราจะตายกันทุกคน

อย่าทำครับ พี่เคเตือนแล้วมันทรมานจริงๆ นะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น