รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 9 : สีที่ 8 : แค่เพื่อนกันมันคงเพียงพอ (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,991
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 400 ครั้ง
    4 ส.ค. 60



สีที่ 8

 

‘น้อง ๆ มาทำอะไรตรงนี้’

 

‘น้องครับ  น้อง..’

 

ชายหนุ่มที่กำลังจะเดินออกจากบ้านก้มลงถามเด็กผู้ชายอายุประมาณ 5 ขวบ ที่มานั่งหันหลังพิงกำแพงบ้านเขาอยู่  แต่ถามไปเท่าไรก็ไม่ได้คำตอบสักที  เด็กน้อยเอาแต่ก้มหน้าซบเข่าตัวเองแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น  ชายหนุ่มคนนั้นจึงตัดสินใจเข้าไปใกล้ ๆ แล้วสะกิดเบา ๆ เพื่อให้น้องเขาเงยหน้าขึ้นมา

 

‘พ่อแม่น้องอยู่ไ... เฮ้ย !’

 

เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาพร้อมน้ำตาอาบสองแก้ม  และโผเข้ากอดชาย-หนุ่มโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว  เขายกแขนขึ้นมากอดตอบและลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ  เพื่อเป็นการปลอบประโลม  แต่เหมือนยิ่งปลอบเด็กก็ยิ่งร้องหนักขึ้นเรื่อย ๆ แถมสัมผัสจากตัวเด็กน้อยก็เริ่มเปลี่ยนไป  มันเย็นขึ้นเรื่อย ๆ จนคนปลอบเริ่มจะหนาวสะท้านตามและเสียงร้องไห้ก็เริ่มเบาลง  ชายหนุ่มดันตัวเย็น ๆ ของเด็กคนนั้นออกจากอ้อมกอด  แต่ ..... 

 

ร่างกายของเด็กน้อยคนนั้นกลายเป็นน้ำแข็งเสียแล้ว

 

“เหี้ย !”

 

แม่งเอ๊ย  กะว่าจะตื่นสักเที่ยงวันเสือกตื่นเพราะฝันสยองแบบนี้ซะได้  วันนี้วันเสาร์แท้ ๆ ทำไมถึงได้ฝันอะไรแฟนตาซีแบบนี้ได้วะ  หรือเมื่อคืนดูหนังมากไป แต่ในหนังมันก็ไม่มีเด็กนี่หว่า  แล้วตอนที่ฝันอยู่มันรู้สึกจริงมากอย่างกับถูกผีอำ  ตอนนี้ก็ยังรู้สึกถึงกอดนั้นอยู่เลย

 

ตายห่าละ... ทีแรกกะจะตื่นเที่ยง  ไป ๆ มา ๆ จะบ่ายสองแล้ว  สันหลังยาวขนาดนี้พ่อกับแม่คงอยากตัดออกจากกองมรดกแล้วมั้ง

 

“อ้าวแม่  นี่จะไปไหนอ่ะ”  ลงมาจากห้องชั้นสองเพื่อไปเข้าห้องน้ำก็เจอแม่กำลังรีดชุดกระโปรงผ้าไหมตัวโปรดของแกอยู่

 

“ลืมแล้วเหรอเคิร์ด  วันนี้มีงานแต่งพี่เอกนะ”

 

“เออว่ะ”

 

“มาเออวงเออว่ะกะแม่ได้ไง  นี่ถ้าแกตื่นช้ากว่านี้ฉันจะเอาน้ำไปสาดบนที่นอนแล้วเนี่ย  นอนกินบ้านกินเมืองข้าวปลาไม่กิน...”

 

จังหวะนี้เลยครับ... ตอนที่ยังบ่นอยู่นี่แหละให้ชิงวิ่งหนีเข้าห้องน้ำซะให้ไว  แล้วก็เปิดน้ำฝักบัวให้แรง ๆ กลบเสียงไปเลย  ไม่งั้นหูชาแน่นอน

 

แม่ผมเป็นคนขี้บ่น  เจ้าระเบียบ  นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้  ต้องเป๊ะทุกตารางมิล  ทุก ๆ วันหยุดไม่พ่อผมก็ผมนี่แหละที่ต้องหูชากันไปข้าง  ผมยังเคยคุยกับพ่อเลยว่าถ้าวันไหนแม่ไม่บ่น  วันนั้นน้ำคงจะท่วมบ้าน  แต่ถึงแม่จะขี้บ่นยังไง  เขาก็ไม่เคยตีกรอบให้ชีวิตผมเลยนะ  อยากเรียนอะไรทำอะไรเขาแล้วแต่ผมเลย ขอแค่เรียนให้จบไม่โดนรีไทร์  ไม่ไปติดเหล้าเมายาที่ไหน  หรือไปทำใครท้องแล้วไม่รับผิดชอบแค่นี้ก็พอใจแล้ว

 

“เสร็จแล้วมากินข้าวนะเคิร์ด”

 

“ไม่เอาอ่ะ  ไปกินงานพี่เอกทีเดียวได้มะ”  ผมตะโกนตอบจากในห้องน้ำ  จริง ๆ แล้วไม่ชอบเท่าไรหรอกเพราะเสียงมันก้องแล้วก็หวีดเข้าหูตัวเองอีกที

 

“แกไม่หิวเหรอ  เขาให้เข้างานตอนห้าโมงครึ่งนะ”

 

“โอเค  งั้นเคิร์ดกินก็ได้”  ผมเดินออกจากห้องน้ำพอดี  นุ่งผ้าเช็ดตัวเปล่า ๆ ผืนเดียวเดินต่อมายังห้องครัว  ผมก็ยังเปียก ๆ อยู่

 

“หน้าตาก็ไม่ได้แย่ หุ่นก็ดี  ทำไมถึงยังจีบสาวไม่ติด  หรือสาว ๆ เขารู้ว่าแกฉลาดน้อยไปหน่อย”  พ่อผมแซ็วแล้วก็หันไปรอดูมวยรอบบ่ายที่หน้าโทรทัศน์ต่อ

 

“เกือบจะดีแล้วพ่อ  อีกนิดเดียวก็จะเพอร์เฟ็คแล้วเนี่ย”

 

“ก็มันจริงนี่หว่า  สมัยพ่ออายุเท่าแกนะสาวติดตรึม”

 

“หนึ่งในนั้นมีแม่มั้ยล่ะ”

 

“ไม่มีหรอก  ตอนนั้นแม่แกไม่มองพ่อเลยด้วยซ้ำ”

 

พูดแบบนี้ผมรู้เลยครับว่านิยายรักน้ำเน่าสมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้วของพ่อกับแม่กำลังจะถูกฉายซ้ำอีกครั้ง  เพราะตั้งแต่จำความได้ผมก็ฟังเรื่องนี้มาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ 

 

“และนี่พ่อจะไปงานแต่งกับเราด้วยป๊ะ”

 

“ไม่ไปหรอก”

 

“อ้าว ! ทำไมอ่ะ  จะอยู่บ้านคนเดียวเหรอ”

 

“เออ...นี่แน่ะ ! ตีเข่าไปเลย !”  พ่อนี่ก็นะ... แทนที่จะสนใจลูกบ้าง  ห่วงแต่จะเชียร์มวยอยู่นั่นแหละ

 

ผมรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วกลับขึ้นไปแต่งตัวบนห้อง  งานนี้แขกเยอะคงต้องจัดเต็มสักหน่อย  จะเอาให้หล่อเนี้ยบจนสาวต้องเหลียวหลังให้เลย

 

“จะกลับกี่โมงก็โทรมาบอกนะ” 

 

“ไมพ่อไม่เข้างานด้วยกันเนี่ย”

 

“เออน่า... เสร็จแล้วโทรมานะแม่”

 

พ่อขับรถมาส่งผมกับแม่ที่ตรงด้านหน้าโรงแรมแล้วก็เร่งให้พวกเราลงรถยิก ๆ ก่อนขับออกไป  ตอนอยู่บนรถผมต้องทนฟังแม่เกลี้ยกล่อมให้พ่อเข้างานด้วยกันมาตลอดทางแต่พ่อก็ไม่ยอม  มันต้องมีอะไรที่ผมไม่รู้แน่ ๆ

 

หน้างานมีแขกเหรื่อยืนรอถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวแถวยาวเลย  แต่ละคนแต่งตัวอย่างกับหลุดนิตยสารผ้าไหมไทย  ทรงผมก็ตั้งเป็นกระบังลมคล้ายกันหมด  ต่างกันแค่ความสูงเท่านั้นเอง  ผมชวนแม่ไปเดินดูรูปพรีเวดดิ้งของบ่าวสาวหลังจากยื่นซองที่โต๊ะต้อนรับแขกแล้วเพื่อเป็นการฆ่าเวลา

 

“แม่ ๆ ทำไมพ่อไม่มาด้วยอ่ะ  นึกยังไงถึงห่วงบ้านขึ้นมา”

 

“พ่อแกมันบ้า  เรื่องผ่านมาตั้งนานแล้วก็ไม่ปล่อยวางสักที”

 

“เรื่องผ่านมานาน ?

 

“ก็พ่อพี่เอกเขาเคยเป็นแฟนเก่าแม่มาก่อน”

 

“ฮะ ?

 

พีคสัส... ทำไมผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เวลาที่พ่อเล่าละครรักน้ำเน่าให้ฟังนะ  แบบนี้แสดงว่ามีเจตนาจะปิดบังสิท่า  มิน่าละเขาถึงว่ากันว่าเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้  ถ้าพ่อมางานวันนี้คงยืนเขม่นกันน่าดู

 

“พ่อพี่เอกเป็นคนทิ้งแม่ก่อน  ตอนนั้นแม่เสียใจมากเลยนะ  พ่อแกเลยเกลียดขี้หน้ามาจนถึงทุกวันนี้ไง  ถึงขั้นบอกว่าถ้าตายก็จะไม่ไปเผาผีเลย  แม่ละกลุ้มใจไม่รู้จะโกรธแค้นอะไรขนาดนั้น”

 

เพิ่งจะรู้เลยนะเนี่ยว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย  เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ได้รู้รายละเอียดเท่าไร  รู้แค่ว่าพ่อพี่เอกกับแม่ผมสนิทกันดี  ไอ้เราก็คิดว่าเพื่อนกันสมัยเรียน  ที่ไหนได้เคยเป็นแฟนเก่ากันนี่เอง  

 

แต่พ่อคงลืมความแค้นเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วไม่ได้ล่ะสิ  ...ใช่มั้ยพ่อ

 

“อ้าวแม่  งั้นแสดงว่าแม่พี่เอกก็คือแฟนใหม่พ่อพี่เขาตอนนั้นใช่ป๊ะ”

 

“ไม่ใช่หรอก  แม่น่ะเป็นคนที่สอง  ส่วนแม่พี่เอกนี่คนที่ห้า”

 

เหยดเขร้... ได้ยินอย่างนี้แล้วเอาพ่อพี่เอกเป็นไอดอลเลย  ผมเคยเจอพ่อพี่เอกอยู่บ่อย ๆ ตอนนี้ก็อายุห้าสิบกว่าได้แล้วล่ะแต่ดูไม่แก่เลย  ถ้าย้อนไปสมัยวัยรุ่นคงจะหล่อพอตัว

 

หลังจากถ่ายรูปกับบ่าวสาวเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาในงาน  แม่พาผมเข้าไปไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่แต่ละท่าน  ผมต้องคอยตอบคำถามเดิม ๆ ว่าเรียนที่ไหน  ปีอะไร  แล้วพอบอกชื่อมหา’ลัยไป  ร้อยทั้งร้อยจะถามกลับมาว่า... ‘เรียนวิศวะเหรอลูก’

 

คือป้าครับมหา’ลัยผมไม่ได้มีคณะเดียวนะ  ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเขาสอนแค่วิศวะฯ คณะเดียวล่ะ  สมัยที่แอดมิชชั่นติดก็เคยโดนถามแบบนี้อยู่บ่อย ๆ จนชิน  ตอบจนเบื่อ  นี่พอเข้าเรียนแล้วยังจะโดนถามคำถามเดิมอยู่อีก

 

แม่พาผมมานั่งที่โต๊ะเพื่อนตัวเอง  แต่ละคนรัศมีคุณหญิงคุณนายจับมาก  ผมอึดอัดจนอยากจะออกไปยืนหน้างานกับพี่เอกเลย  ติดแค่ว่าวันนี้พี่เขาเป็นเจ้าบ่าวนี่แหละ  หลังจากตอบคำถามบรรดาป้า ๆ เพื่อนแม่เสร็จแล้วก็ได้แต่นั่งฟังเขาคุยกันเงียบ ๆ ต่างคนต่างเอาเรื่องลูกตัวเองขึ้นมาอวดกลางโต๊ะ  ไม่ว่าจะเรื่องการศึกษาบ้าง  หน้าที่การงานบ้าง  เงินเดือนนี่ก็ตัวดีเลย  ใครที่มีลูกทำงานแล้วและได้เงินเดือนเยอะ ๆ ก็จะคุยโม้ได้มากกว่าคนอื่นหน่อยนึง

 

หลังจากผ่านช่วงพิธีการบนเวที  ผมก็รู้สึกอยากหลับกลางโต๊ะจีนซะยังงั้น  อาหารมันไม่ค่อยโอเคสักเท่าไร  ไม่อร่อยแล้วยังเย็นจืดชืดเหมือนเตรียมไว้นาน  กว่าจะผ่านช่วงพิธีการต่าง ๆ ความอร่อยก็หายไปแล้ว  หรือจะเป็นเพราะผมยังอิ่มข้าวจากที่บ้านก็ไม่รู้

 

“แม่... ผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ”

 

“รีบ ๆ กลับมานะ”

 

ใครจะรีบ... เวลาแม่มางานแล้วเจอเพื่อน  แม่คุยติดลมจะตายอย่างน้อยก็ชั่วโมงนึงอ่ะ  แล้วในงานมีแต่ผู้ใหญ่  เด็กหน่อยก็เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งผมเองไม่รู้จักสักคน  ออกไปสูดอากาศข้างนอกยังดีกว่า  ด้านในพอคนเริ่มเข้ามาเยอะ ๆ แล้วร้อนชะมัด  นี่ถ้าไม่ติดว่าแต่งตัวมาเต็มยศใส่สูทสีขาวทับเสื้อเชิ้ตสีแดงเลือดหมู  กางเกงยีนขาเดฟ  รองเท้าหนัง  บางทีผมอาจจะออกไปข้างนอกสักพักแล้วค่อยกลับมาก็ได้ 

 

ร้อนโว้ยยยย ! พ่อจ๋า... เคิร์ดคิดถึงพ่อจัง  เคิร์ดอยากกลับบ้านแล้วง่ะ

 

ผมเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็ออกมายืนเล่นเกมในโทรศัพท์ตรงระเบียงด้านนอก  แต่พอเล่นได้สักพักก็เริ่มเบื่อเลยคิดจะกลับเข้าไปด้านในเหมือนเดิม 

 

 

ตุ้บ !

 

“อ๊ะ ! ขอโทษครับ”  ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เดินชนแต่ก็เอ่ยปากขอโทษไปก่อน และคิดว่าส่วนนึงตัวเองก็ผิดที่หมุนตัวกลับไปไม่ดูตาม้าตาเรือจึงไปชนคนอื่นจนโทรศัพท์ตก

 

“เฮ้...”  พออีกคนเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่งโทรศัพท์ที่ก้มลงเก็บคืนให้  ผมก็แทบจะกระโดดเข้าไปกอดเลย …กูมีเพื่อนแล้วโว้ยยยย

 

“มาด้วยเหรอ”  ผมถามก่อนที่จะรับโทรศัพท์คืน

 

“อืม  เจ้าสาวเป็นญาติผมน่ะ”

 

วันนี้ดีเซลดูแปลกตามาก  ปกติเแล้วเขาใส่แต่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ไม่ก็เสื้อช็อปสีกรมท่า  แต่วันนี้เขามาในชุดที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  เสื้อเชิ้ตคอจีนสีขาวพับแขนมาถึงศอกและปลดกระดุมบนสองสามเม็ด  กางเกงชิโน่ขายาวสีน้ำเงินอ่อน  รองเท้าหนังกำมะหยี่สีน้ำตาล  ผมถูกเซตเสยไปข้างหลังมีเพียงปอยผมเล็ก ๆ เท่านั้นที่ตกลงมาพอให้ไม่เรียบเกินไป  ลุคนี้ของดีเซลมันทำให้ผมมองเขาเป็นอีกคนนึงเลย  เป็นคนที่ผมไม่รู้จัก  และเป็น...คาสโนว่าตัวพ่อ !

 

“ดีเซล  เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

 

มัวแต่พิจารณาดีเซลนิวลุคจนลืมทักทาย  พอจะทักก็มีสาวสวยเดินออกมาตามพอดี  ไม่ใช่ใครครับ  ไอติมนั่นเอง  พอเดินมายืนคู่กันแล้วดูเหมาะสมกันมาก  สมแล้วที่พี่ ๆ ในชมรมยกให้เป็นคู่จิ้นกัน

 

“อืม  จะกลับเข้างานเลยมั้ย”  ดีเซลหันไปถาม  “แต่เดี๋ยวเราขออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ”

 

“ยังไม่เข้าไปเหรอ”

 

“อืม”

 

แปลกแฮะ  เวลาที่ผมเห็นผู้หญิงสวย ๆ ผมมักจะมองไม่วางตาเลยสักครั้ง  แต่ตอนนี้ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้นกับไอติมเลย  ไม่ใช่ว่าเธอไม่สวยนะแต่สวยมากสวยกว่าตอนเป็นแบบให้ดีเซลถ่ายรูปที่ทางรถไฟอีก  ชุดเดรสสีพีชเปิดไหล่ข้างนึงช่วยเผยให้เห็นผิวเนียนใส  กับรองเท้าส้นสูง  แล้วไหนจะผมสีน้ำตาลประกายทองเป็นลอนนั่นอีก  ถ้าให้บอกว่าสวยเหมือนเจ้าหญิงก็คงไม่ผิดนัก  แต่ทำไมผมถึงไม่ค่อยอยากมองหน้าเธอก็ไม่รู้

 

ผมมองดูสองคนนั้นคุยกันแล้วก็หันกลับไปเท้าแขนที่ขอบระเบียงต่อ  กะว่าจะรอให้ทั้งคู่เดินเข้างานแล้วผมค่อยตามไป  บอกตรง ๆ ว่าตอนที่ผมเห็นดีเซลอยู่คนเดียว  ผมยังดีใจกว่าตอนเห็นคนสวยอย่างไอติมอีก

 

“มาเหมือนกันเหรอ”  ดีเซลที่ยืนพิงขอบระเบียงอยู่เอ่ยปากถาม

 

“อ่าใช่  ฉันรู้จักกับเจ้าบ่าวน่ะ  แล้วไอติมล่ะ” 

 

“เข้างานไปก่อนแล้ว”

 

“มากันสองคน ?

 

“อืม”

 

เหรอ... รู้สึกอึดอัดยังไงไม่รู้แฮะ  เหมือนพวกเขาควงคู่กันมาเปิดตัวเลย

 

“เคิร์ด...”  จู่ ๆ ก็เรียกขึ้นมา ผมเลยหันหน้าไปมอง  “ยังโกรธผมอยู่มั้ย”

 

“หา ?

 

“ที่ผมทำให้คุณโกรธเมื่อวันพุธ”

 

“อ๋ออออ...”  จริง ๆ เรื่องนั้นผมลืมไปแล้วนะ  เพราะหลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีก  ไลน์ก็ไม่ได้คุย  นี่ถ้าไม่ได้เจอกันวันนี้ผมว่าน่าจะได้คุยอีกทีก็วันเรียนเสรีนั่นแหละ

 

“ฉันไม่ได้โกรธหรอก  แค่โมโหนิดหน่อยน่ะ  อย่าใส่ใจเลยแล้วก็ขอโทษด้วยนะที่ทำให้นายคิดมากน่ะ  เอ๊ะหรือว่าไม่ได้คิดมาก”

 

“.................”

 

ใช่เลย  เงียบแบบนี้ผมคงคิดไปเองมากกว่า 

 

“จริง ๆ มันก็เป็นสิทธิ์ของนายที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้  แต่ฉันดันทำตัวงี่เง่าบังคับให้นายไปด้วยจนนายลำบากใจ”

 

“ขอโทษนะ”

 

“ไม่เป็นไร ๆ ถือว่าเจ๊ากัน  คราวหน้าฉันจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นละล่ะ  รู้สึกแย่กันไปหมดเลย”  ผมนิ่งไปสักพักก่อนจะคิดได้ “เออ ! แล้วนี่ออกมาข้างนอกตั้งนานจะเข้าไปข้างในเลยมั้ย ”

 

“ไม่ค่อยอยากเข้าน่ะ”

 

“จะปล่อยไอติมไว้ข้างในคนเดียวเหรอ”

 

“ไอติมอยู่ได้  เห็นบอกว่าพ่อจะมารับเกือบ ๆ สองทุ่มน่ะ”

 

“อ๋อ... แล้วนายกลับไงอ่ะ”

 

“ผมขับรถมา”  ดีจังแฮะ  ผมก็อยากจะขับรถมาเองเหมือนกันถ้าไม่ติดว่าพ่อยืนกรานจะมาส่งให้ได้  “แล้วไม่เข้าไปเหรอ”

 

“เหอะ...”  ผมส่ายหน้า

 

“งั้นขึ้นไปนั่งเล่นบนดาดฟ้ามั้ย”

 

“หือ ? ไปได้เหรอ”  พอได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกกระดี๊กะด๊าขึ้นมาทันที  ยิ่งตอนที่ดีเซลพยักหน้ายืนยันว่าขึ้นไปได้  ผมนี่น้ำตาแทบไหล

 

เยส ! กูรอดพ้นแล้วโว้ยยยย

 

พอมาถึงชั้นดาดฟ้าของโรงแรม  ผมก็รู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระทันที  ข้างบนนี้อากาศปลอดโปร่งดีมากและวิวก็สวยมากเช่นกัน  บริเวณโดยรอบบนชั้นดาดฟ้าถูกจัดแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้  มีสระว่ายน้ำขนาดกลางเหมาะสำหรับไว้จัดปาร์ตี้ริมสระมาก ๆ  ผมถอดสูทสีขาวมาวางพาดแขนตัวเองก่อนจะโน้มตัวเท้าแขนทั้งสองข้างลงกับขอบเหล็กกั้นของดาดฟ้าข้าง ๆ ดีเซล  สายตาทอดยาวออกไปยังทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล

 

“ทำไมไม่เข้าไปในงานอ่ะ  ไม่ชอบเหรอ” 

 

“มันน่าเบื่อน่ะ  แต่จะไม่มาก็ไม่ได้”

 

“ใช่มั้ยล่ะ  ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ  ถึงจะยินดีกับคู่บ่าวสาวขนาดไหนแต่ฉันก็ไม่อินกับงานแต่งงานใหญ่โตแบบนี้หรอก  ที่จริงแล้วมันไม่จำเป็นเลยสักนิด แค่ขนสินสอดไปขอลูกสาวเขา  ทำพิธีให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมแล้วก็จัดงานเล็ก ๆ ให้ญาติผู้ใหญ่เป็นพยาน  จากนั้นก็ไปจดทะเบียนกัน  แค่นี้มันก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง  จัดใหญ่อย่างนี้เสียดายเงินตายเลย”

 

“คิดขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“ใช่  ฉันว่ามันเยอะเกินความจำเป็นนะ  แค่คนสองคนรักกันทำไมจะต้องให้ใครรู้มากมายด้วย  แค่รู้ว่ารักกันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอไง”

 

จะด่าว่าผมไม่โรแมนติกก็ด่าเถอะ  เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ชอบยุ่งยากกับเรื่องพิธีการอะไรพวกนี้อยู่แล้ว  อย่างพิธีปฐมนิเทศตอนเข้าปี 1 ผมยังเดินเข้าเดินออกตั้งหลายรอบ

 

“รู้ว่ารักกัน... แค่นั้นก็พอเหรอ” 

 

“อืม  ไม่คิดแบบฉันเหรอ”  ผมหันไปถามดีเซลก็เห็นว่าเขามองผมอยู่ก่อนแล้ว

 

“ก็... ไม่รู้สิ”  ตอบแค่นี้แล้วเขาก็หันกลับไปมองทิวทัศน์เบื้องล่างของโรงแรมต่อ

 

“แต่ก็นะเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ตัวคน  ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเองใช่มั้ยล่ะ  ถ้าเขาสองคนชอบแบบนั้นเราก็ทำได้แค่วิจารณ์แหละ  ว่าแต่นายเถอะ  ถ้าวันนึงนายได้จัดงานแต่งงาน  นายจะอยากได้งานแบบนี้ป้ะ”

 

“ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยนะ”

 

“จริงอ่ะ  แต่อย่างว่าแหละเรามันเป็นผู้ชาย  เรื่องละเอียดอ่อนอย่างงานแต่งงานก็คงจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละมั้งที่สนใจ”

 

“เหรอ... มิน่าล่ะไอติมถึงดูมีความสุขนักตอนเดินเข้ามาที่นี่”

 

รายนั้นน่าจะมีความสุขเพราะได้เข้างานพร้อมกับดีเซลมากกว่ามั้งผมว่า  แต่พอได้ยินดีเซลพูดถึงไอติมแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรื่องคู่จิ้นกลายเป็นคู่จริงขึ้นมา  เรื่องราวความรักของทั้งคู่จะเป็นยังไง

 

“ไอติมดูชอบนายนะ”

 

“หืม ?

 

อ้าวฉิบหาย ! เผลอพูดไปอย่างที่ใจคิดอีกละ  เขาก็อุตส่าห์พูดย้ำอยู่ตลอดว่าเป็นแค่เพื่อนโรงเรียนเดียวกัน  ยังจะหลุดปากพูดอีก “โทษที ๆ พอดีเห็นไอติมกับนายดูสนิทกันน่ะ”

 

“เพื่อนโรงเรียนเดียวกันเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก  แล้ว...” ดีเซลหยุดพูดแล้วหันมามองตาผม  “รู้ได้ยังไงว่าเขาชอบผม”  เขาถามต่อด้วยสีหน้าครุ่นคิด

 

“โธ่เอ๊ย... ใคร ๆ เขาก็ดูออกกันทั้งนั้น  ถ้าผู้หญิงเขาคิดแค่เพื่อนเขาคงไม่ไม่มีท่าทีแบบนี้หรอก”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“คือ... จะพูดยังไงดี  ฉันก็มีเพื่อนผู้หญิงเหมือนกันนะแต่เวลาคุยกันก็คือคุยกันปกติอ่ะ  ไม่มีใครทำท่าทำทางหรือว่าพูดจาสนิทสนมจนทำให้คนรอบข้างเข้าใจผิดเลยสักคน”  ผมเห็นนะว่าวันนี้ไอติมแอบทำหน้าไม่พอใจนิด ๆ ตอนที่ดีเซลบอกว่าจะอยู่กับผมต่ออีกแป๊บนึง  แล้วเธอยังไม่ยอมเดินกลับเข้าไปในงานคนเดียวง่าย ๆ ด้วย

 

“...............” 

 

“เอาเถอะ ๆ อย่าใส่ใจเลย  บางทีช่วงนี้อาจจะเรียนหนัก  กิจกรรมเยอะ สมองเลยเบลอ ๆ พูดอะไรแปลก ๆ ไป  ลืม ๆ ไปก็ได้นะ ฮะ ฮะ ฮะ”

 

“แค่เพื่อนกันมันยังไม่พอเหรอ”

 

ทันทีที่ดีเซลพูดออกมาผมก็ไม่ฝืนหัวเราะต่อ  และลดมือที่โบกเป็นเชิงว่าให้ลืม ๆ ไปลง  เราต่างคนต่างคนเงียบไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน  รู้แค่ว่าตอนนี้สมองของผมขาวโพลนไปหมด  มันเหมือนมีค้อนมาทุบหัวให้รู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่าที่ผมเคยเข้าใจว่าตัวเองรู้ดีว่าดีเซลเป็นคนอย่างไร  ความจริงแล้วผมไม่ได้รู้อะไรเลย  มันช่างอึดอัด และกระอักกระอ่วนใจจริง ๆ

 

“พอ... สำหรับบางคนน่ะ  แค่เพื่อนกันก็พอแล้ว”

 

ผมไม่เข้าใจว่าตอบไปแบบนั้นได้ยังไง  พอ ๆ กับที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกหน่วง ๆ เหมือนจะหายใจไม่ออก 

ทำไมวะ... ทำไมจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังไม่มีที่ยืนยังไงไม่รู้

 

 

 

ความเงียบงันกลับมาอีกครั้งและกินเวลาไปหลายนาที  คราวนี้ไม่ใช่แค่ผมทำตัวไม่ถูก  เขาเองก็เช่นกัน  ผมไม่กล้าหันไปมองและไม่กล้าเดินกลับด้วย  ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง  ได้แต่ทอดตามองตรงไป

 

“เคิร์ด...”  ผมหันไปมองคนเรียกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  “คืนนี้กลับยังไง”

 

“พ่อมารับน่ะ  ทำไม? จะไปส่งเหรอ”

 

“ถ้าดึกก็อาจจะไปส่ง”

 

หืม... พูดแบบนี้หมายความว่าไง  อย่าบอกนะว่าจะชวนคุยอยู่ตรงนี้จนข้ามวันใหม่  ไม่ไหวมั้งเพื่อน  ผมก้มดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

 

“ฉัน...”

 

“แล้วกินเหล้าหรือเปล่า”

 

“หือ ?”  ผมกำลังจะบอกว่าต้องเข้าไปหาแม่แล้ว  แต่พอได้ยินที่ถามสวนมาเมื่อกี้  ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ  

 

ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมกำลังสับสนกับหลาย ๆ เรื่อง  ทั้งสมองและความคิดมันตีรวนไปหมดแล้ว  แสดงว่าผมต้องการการพักผ่อน  อีกอย่างคือคนมึน ๆ ซึน ๆ อย่างดีเซลมาชวนผมกินเหล้ากินเบียร์  แล้วคุณว่าผมจะยอมพลาดเหรอ  ไม่มีทางซะละ  งานนี้ต้องมอมเหล้าแล้วล้วงเอาความลับออกมาให้ได้

 

“นายจะไปเหรอ  แล้วถ้าไปกินนายจะขับรถได้ไงอ่ะ”  เก็บอาการนิดนึง  อย่าให้เขารู้ว่าเราอยากไป  เดี๋ยวเสียแผน

 

“เวลาผมกินก็ไม่เคยเมานะ”  

 

โถ...ขอเบะปากแป๊บ  นอกจากจะนั่งหน้าห้องตั้งใจเรียน  ถ่ายรูปเก่ง  เบ้าหน้าดี  แล้วยังจะคอแข็งอีกเหรออะไรมันจะเริ่ดปานนั้นครับท่านผู้ชม

 

เมื่อก่อนนี้ผมก็เที่ยวนะใครชวนไปไหนผมไปหมด  ไม่เช้าไม่เข้าบ้าน  ทว่าตอนนี้ผมทำแบบนั้นไม่ค่อยได้แล้วเพราะต้องกลับให้ทันรถไฟ  ในขณะที่ไอ้กายกับไอ้เบสอยู่ได้ยันตีสองตีสาม  แต่ผมอยู่ได้ดึกสุดแค่ประมาณสี่ทุ่ม  บางทีพวกมันยังไม่เมากันเลยแต่ผมต้องกลับแล้ว  ก็เลยตัดปัญหาเลิกเที่ยวกลางคืนไปโดย-ปริยาย

 

และที่สำคัญเห็นผมเที่ยวบ่อยแบบนี้  แต่เสือกคออ่อนนะครับ !

 

“โอเคจะไปไหนก็ไป  แต่ฉันขอบอกไปแม่ก่อนแล้วกันนะ”

 

ไม่ต้องคิดมากให้เสียเวลา  ผมรีบเดินกลับเข้าไปในงานโดยไม่รออีกคน  บอกเลยครับงานนี้หวานหมูแน่นอน  แค่คิดก็มันแล้ว...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 400 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #336 LUKTARN19 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 08:39
    เคิร์ดนี้โง่จริงๆสินะ เขาก็บอกอยู่ว่าคอแข็ง ตัวเองก็บอกอยู่ว่าคออ่อน ยังคิดจะมอมเหล้าเขาอีก เฮ้ย~
    #336
    0
  2. #249 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 22:23
    เคิร์ดเริ่มรู้สึกกุ้งกิ้งๆแล้วสินะ555555
    #249
    0
  3. #235 Chopoom94 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 23:20
    ใครจะโดนมอมกตนแน่เนี้ย5555
    #235
    0
  4. #221 barious (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 14:33
    เจอกันไม่กี่ครั้งเคิร์ดก็ใจหวิวดูจะชอบดีเซลเลยหรอ ทั้งๆที่ไม่มีโมเม้นอะไรซักอย่างเลยอะ แอบงงๆ ไวมาก
    #221
    0
  5. #219 GiftScorpio (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 11:26
    น่ารักกกกกกกก
    #219
    0
  6. #165 Mistyblack (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 07:54
    ตื่นมาก็ไม่ใช่เพิ่อนแล้ว
    #165
    0
  7. #111 MIND&KEY (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 22:48
    คราวนี้ใครจะเมาเสร็จก่อนกัน อิอิ
    #111
    0
  8. #7 FahSida (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 02:30
    หึๆๆ ฉากที่รอคอยกำลังจะมาถึงแล้วใช่มั้ย เอิ่ม เด็กที่เคิร์ดฝันเห็นนี่คือพ่อน้ำมันดีเซล?
    #7
    0