รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 8 : สีที่ 7 : ภายนอกที่เย็นชา (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,517
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 416 ครั้ง
    31 ส.ค. 60

 

สีที่ 7


“หน้า ๆ มึงเงยหน้ามากกว่านี้นิดนึงไม่ได้เหรอวะ  ก้มหาเหรียญรึไง”

 

“ไม่มีความเป็นธรรมชาติเลยคุณคิดชอบ  เกิดมาไม่เคยถ่ายรูปเหรอครับ”

 

“อย่าเกร็งสิวะ  ถึงหน้ามึงจะดีแต่รูปก็ไม่ได้ออกมาดีเสมอไปนะ”

 

 

แชะ !

 

 

“โว้ยยย ! พวกมึงมาถ่ายแทนกูมั้ยล่ะ”

 

แม่งวิจารณ์กันอยู่ได้  ผมไม่น่าหลุดปากบอกพวกมันเลยว่าวันนี้ต้องมาถ่ายรูปให้ชมรมถ่ายภาพเพื่อโปรโมทคณะให้ทางมหาลัย  ดูสิเนี่ยไอ้บ้าสองตัวนี่มาตะโกนกำกับท่าผมปาว ๆ ขนาดดีเซลเป็นคนถ่ายเองแท้ ๆ เขายังไม่บ่นอะไรสักคำ  แล้วพวกมึงเป็นใคร

 

“ก็กูอยากให้คณะเราออกมาดีปะวะ  ถ้ามึงทำไม่ดี  ดีเซลก็ต้องถ่ายไปเรื่อย ๆ แล้วเมื่อไรจะเสร็จซะที”  ไอ้กายว่า

 

“เออ  ถ้ามึงทำไม่ดี  ดีเซลก็ต้องไปรีทัชภาพทีหลัง  เสียเวลาอีก”  เบสเสริม

 

“แล้วกูทำไม่ดีตรงไหน”

 

“ทุกตรง !!!”  แหม... ทีอย่างนี้ละประสานเสียงกันดีเชียว

 

ใช่สิ... ผมไม่ใช่ดาราหน้ากล่องนี่  รูปก็ไม่ชอบถ่าย  ทุกวันนี้มีรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊คกับไลน์ก็ดีแค่ไหนแล้ว  ยิ่งเซลฟี่เหรอ... บอกแล้วไงทำได้แค่สองนิ้วแล้วแหกปากยิ้มอย่างเดียว  จะมาเอาท่าเผลอหรือจิกตามองกล้องอย่างพวกคิ้วท์บอยอะไรพวกนั้น ... อย่าหวัง !

 

“ดีเซล... มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ”  เลิกต่อปากต่อคำกับไอ้พวกนี้ดีกว่า  เพราะคนที่ผมควรรับฟังคือคนที่ถ่ายรูปเป็นอย่างดีเซล

 

“ก็ไม่นะ  แต่มันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติจริง ๆ นั่นแหละ”

 

“ฮืออออ....”

 

“แต่โดยรวมก็โอเค  ไม่ได้น่าเกลียดมาก”

 

“ไม่ได้น่าเกลียดมาก  แต่มันก็น่าเกลียดใช่มั้ย”

 

“..................”

 

“อย่าเงียบเซ่ !”

 

ใครมันจะไปคิดว่าการถ่ายรูปมันจะยากขนาดนี้  ขอทำหน้าแบบถ่ายรูปบัตรประชาชนได้มั้ย  ถ่ายรูปบัตรนักศึกษาก็ได้  เจอกับตัวเองแบบนี้แล้วผมขอชูนิ้วโป้งให้กับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ชอบถ่ายรูปตามรางรถไฟ  ตามทุ่งดอกลาเวนเดอร์  ทุ่งดอกทานตะวันอะไรนั่นเลย  คุณเทพมากที่สามารถครีเอทท่าทางได้ล้านแปดไม่มีซ้ำเลยแม้แต่ท่าเดียว

 

“ผมจะกลับไปดูก่อน  ถ้าเกิดมันไม่ดีก็ค่อยถ่ายใหม่ก็ได้  เพราะยังไงก็เหลือแค่ถ่ายตามห้องเรียนกับห้องแล็บ  ค่อยหาเวลามาแก้ทีหลัง”

 

“โอ๊ย ! เสียเวลานายเลยอ่ะ  ขอโทษนะ”

 

“ไม่หรอก  ผมเข้าใจ”

 

รู้สึกผิดโคตร ๆ อุตส่าห์เตรียมตัวมาแล้วว่าต้องถ่ายท่าไหนบ้างแต่มันดันไม่เป็นไปอย่างที่คิดเสียได้  แบบนี้ไม่เรียกว่าแย่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้  แสงเริ่มหมดแล้ว”

 

“อืม... เอางั้นก็ได้”

 

ดีเซลเดินถือกล้องไปเก็บใส่กระเป๋าที่วางบนโต๊ะหินอ่อนแถวนั้น  ผมหันไปบอกให้เบสกับกายให้นั่งรออยู่ที่เดิมแล้วเดินตามเขาไป

 

“นี่... ถ้าจะให้ถ่ายใหม่ก็บอกนะ  จะได้เตรียมตัวมาก่อน”

 

“ไม่ต้องหรอก  เอาที่เป็นธรรมชาติที่สุดก็พอแล้ว”

 

“อืม... เออไปกินข้าวกันมั้ย  ไม่มีอะไรต่อแล้วใช่ปะ”

 

จะว่าชวนตามมารยาทก็ได้  แต่ลองมาคิดดูอีกทีตั้งแต่รู้จักกันมาผมกับดีเซลยังไม่เคยกินข้าวด้วยกันดี ๆ เลยสักครั้ง  ไปด้วยกันกี่ที่ ๆ ก็มีแต่เรื่องตลอดถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ด

 

“ไปเถอะ  ผมจะเอารูปกลับไปแต่งที่ห้องชมรมต่อ”

 

“เฮ้ย... ทำไมรีบจัง  คือ..รู้นะว่าต้องทำงานแต่ฉันกับนายยังไม่เคยไปกินข้าวด้วยกันดี ๆ เลยนะ”

 

“ไม่กลัวเหรอ”

 

กลัว ! ณ จุดนี้บอกเลยว่า กลัวมาก ผมไม่ชอบการเป็นลูกหลงของใคร  ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแต่โดนซัดเปรี้ยง  เจ็บตัวฟรี ๆ ใครเขาชอบกัน  แต่จะให้ตอบตรง ๆ ก็คงไม่ได้

 

“มันคงไม่โดนทุกครั้งหรอกมั้ง”

 

“ที่ผ่านมาก็หลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

“ไม่อยากไปกินข้าวกับฉันหรือไง”

 

“เปล่า”

 

ทำไมรู้สึกว่าเหมือนกำลังหาเรื่องทะเลาะกันอยู่ยังไงไม่รู้  ผมอยากให้เขาไปด้วยกัน  ส่วนเขาก็จะไปที่อื่นเสียให้ได้  ชักไม่แน่ใจแล้วว่าที่ไม่ยอมไปกินข้าวด้วยกันเป็นเพราะไม่อยากให้ผมโดนลูกหลง  หรือเพราะเหตุผลอื่นกันแน่  บางทีมันก็อดน้อยใจไม่ได้  ชวนครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็ไม่ค่อยจะอยากไปด้วยกันเลย

 

“ผมไม่อยากให้ใครมองคุณไม่ดีไปด้วย  วันนั้นไม่ได้ยินเหรอว่าไอ้ซินมันพูดว่าไง”  

 

 “แล้วไงอ่ะ  ก็แค่คำพูดของคนอื่น  พวกนั้นไม่ได้รู้จักนายจริง ๆ สักหน่อย  ฉันรู้ว่านายไม่ได้เป็นคนอย่างที่พี่ซินว่า  แล้วจะไปใส่ใจทำไมอีก”

 

“ผมไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วแต่ไม่อยากให้คุณโดนมองไม่ดีไปด้วย  ถ้ามันเป็นแบบนั้นคนที่รู้สึกผิดก็คือผม  อย่าให้เหตุการณ์วันนั้นมันเกิดขึ้นอีกเลย  ผมเองก็ไม่ได้อยากให้ใครมาเจ็บตัวแทนผมเหมือนกัน”

 

“ก็ไม่เห็นต้องคิดมากขนาดนั้นนี่  คนเราจะซวยขนาดที่โดนต่อยปากได้ทุกวันเลยเหรอ”  เหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กที่คอยยืนกอดอกเถียงกับเพื่อนข้างบ้านยังไงยังงั้น  “ช่างมันเถอะ  ถ้าคิดแบบนี้แล้วสบายใจก็คิดไป”

 

“งั้นผมกลับก่อนนะ”

 

“ไม่ไปจริง ๆ เหรอ”

 

มองตาสิ... เห็นมั้ยว่าโกรธอยู่เนี่ย  แล้วถ้าไม่ไปจะโกรธมากด้วย

 

“อืม”

 

ดี ! ไม่อยากง้อก็ไม่ต้องง้อ  ผมยืนขมวดคิ้ว  หน้างอคอหักเป็นปลาทูดองเค็ม  ถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้ผู้ชายที่กำลังเดินออกไปจากคณะผม  เขาเป็นคนที่โครตบ้าที่สุดที่ผมเคยรู้จักมาเลย  คิดจะอยู่คนเดียวไปจนถึงเมื่อไร  ทำตัวแบบนี้ถึงจะมีพี่ตู้  มีเอ  มีชีตาห์  มีคนนั้นคนนี้มากมาย แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร  ในเมื่อเขาไม่ยอมเปิดใจให้ใครจริง ๆ สักคน  แถมยังเอาแต่โทษตัวเองอีก 

 

“เฮ้ยมึงโกรธอะไรเขาวะ”  ไอ้เบสเดินเข้ามาเกาะไหล่ผม

 

“เออ... หน้ามึงเหมือนคนงอนแฟนแต่แฟนไม่ง้ออ่ะ  เรียกร้องความสนใจเหรอคะตัวเอง”  ไอ้กายทำหน้าทำตาล้อเลียน

 

“แฟนพ่องสิ ! แม่งน่าโมโหฉิบหาย  ชวนไปไหนแม่งไม่เคยไป  ละนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะเว้ย  กูแม่งชวนเป็นสิบ ๆ รอบ”

 

“ก็มึงบอกเองนี่ว่าไปกับเขาแล้วโดนต่อย”  ไอ้เบสเอามือเขี่ยมุมปากผมที่ยังเป็นแผลไม่หายจนผมเกือบจะกระโดดถีบมัน

 

“ก็ไม่ได้เป็นเพราะเขานี่  คิดเองเออเองทั้งนั้นแหละ”

 

“แล้วมึงจะโกรธอะไรขนาดนั้น  บางทีเขาอาจจะเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงก็ได้  มึงอย่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวเขาเลย”

 

“เรื่องส่วนตัวอะไร  กูเคยเข้าไปยุ่งที่ไหน”  ก็อาจจะเคยถามถึงบ้าง  แต่ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งนี่

 

“เหอะน่า  ยังไงมึงก็ไม่ควรโกรธเขาอยู่ดี  ยิ่งมึงแสดงออกว่าตัวเองโกรธ  เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปอีกที่ไม่สามารถทำตามที่มึงขอได้”  

 

“ช่างแม่ง !”

 

 

…………………………………………………………………………………………

 

 

Diesel' s Part

 

ที่ตึกกิจกรรม คณะวิศวฯ จะมีห้องชมรมที่สมาชิกส่วนใหญ่เอาไว้นั่งเล่นนอนเล่นเสียมากกว่าจะเอาไว้ทำงาน  และเครื่องคอมฯ ชองชมรมมักจะไม่ค่อยว่างเพราะสมาชิกเอาไปเล่นเกมบ้าง  เอาไปคุยกับแฟนบ้าง  โชคดีที่วันนี้ยังไม่มีใครมาเลยมีเครื่องว่างให้ผมนั่งทำงานได้อย่างเงียบคนเดียว

 

แค่เสียบการ์ดเข้าไปในตัวเครื่องแล้วรอโหลด  สักพักภาพทั้งหมดที่ถ่ายวันนี้ก็แสดงขึ้นมาเต็มหน้าจอโปรแกรม  ผมกดดูทีละรูป ๆ เพราะทางชมรมขอมาว่าให้เลือกภาพที่ดีที่สุด  เท่าที่ดู ๆ มาก็ยังเห็นมีรูปไหนแย่อย่างที่เพื่อนเจ้าตัวเขาว่าเลย  ถึงปากจะบอกถ่ายรูปไม่เป็น  กลัวอย่างนั้นอย่างนี้  กลัวรูปจะไม่สวยบ้าง  เสียเวลาเปล่าบ้าง  แต่ที่ไหนได้มันดีเกินคาด  ดีจนทำเอาคนถ่ายอย่างผมลำบากใจเพราะไม่รู้จะเลือกรูปไหน  รูปนั้นก็ดีรูปนี้ก็สวย  จะเอารูปนี้ออกก็เสียดาย  จะลบรูปนั้นทิ้งก็กลัวว่าจะสวยกว่าอีกหลาย ๆ รูปที่ยังเปิดไปไม่ถึง  คงเพราะท่าทางของคนที่บอกว่าไม่ถนัดนี่แหละ  ที่ทำให้มันดูเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์  จนมาถึงรูปสุดท้ายผมก็อดยิ้มให้กับรูปที่เคิร์ดกำลังโวยวายใส่เพื่อน ๆ ของเขาไม่ได้

 

“ไอ้เซล !”

 

“อะไรพี่”  ผมสะดุ้งเล็กน้อยตอนที่พี่ตู้โผล่พรวดเข้ามาในห้อง 

 

“ไม่ตกใจเลยเหรอ”

 

ใครว่าผมไม่ตกใจลองเอามือมาทาบอกผมสิ  ก้อนเนื้อข้างในมันเต้นแรงจนจะกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว

 

“ทำไรอยู่วะ”

 

“เลือกรูปน่ะ”

 

“ขอดูหน่อยได้ปะ”

 

“เอาสิ”

 

พี่ตู้ลากเก้าอี้แถว ๆ นั้นมานั่งข้างกัน  “เฮ้ยมึงชอบถ่ายตอนเย็น ๆ เนอะ ไหนตอนแรกบอกว่าไม่ถนัดไง”

 

“ไม่ถนัดก็ฝึกไปเรื่อย ๆ ไง”

 

“แต่แบบนี้เขาไม่เรียกว่าไม่ถนัดแล้ว  เขาเรียกระดับเซียนแล้วมึง นี่ ๆ มึงดูรูปนี้  ถ่ายออกมาสวยสัส  เอาไปทำไวนิลนี่คนกรี๊ดมากกว่าคณะวิศวะอีกมั้งเนี่ย”

 

“ต้องทำไวนิลด้วยเหรอ”  ผมหันไปมองหน้าพี่ตู้ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย  เท่าที่จำได้คือให้ทำโปรโมทในเว็บไซต์มหาลัยเท่านั้น

 

“เออดิ  ต้องเอาไปติดตามคณะของตัวเองกับสกรีนลงลิฟต์  แล้วก็ลงไวนิลป้ายใหญ่ที่ตึกเรียนรวม”

 

ได้ยินแบบนั้นผมถึงกับพ่นลมหายใจและเสียงหัวเราะออกมา  ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไปบอกกับเจ้าตัวว่าจะมีป้ายอะไรแบบนี้ด้วยเขาจะทำหน้ายังไง แค่เรื่องที่ไม่ไปกินข้าวด้วยเย็นนี้ก็ดูเหมือนจะโกรธกันซะหัวฟัดหัวเหวี่ยง  ยังไม่รู้เลยว่าถ้าเจอคราวหน้าจะขอโทษยังไงดี

 

“แล้วพี่มาทำอะไรเนี่ย”

 

“จะมาดูการวางตัวช่างภาพของกีฬามหาลัยปีที่แล้วอ่ะดิ  แม่งมีแต่งาน”

 

“มีวันไหนนะ”

 

“เทอมหน้า  เปิดมาก็จัดเลย  โอยยย...ค่ายกู  กูอยากไปค่ายยยยย”

 

พี่ตู้เปิดแฟ้มตารางกิจกรรมแค่แป๊บเดียวถึงกับลงไปนอนชักดิ้นชักงอกับพื้น  แกอยากไปค่ายอาสาทำห้องสมุดให้น้อง ๆ ช่วงปิดเทอมเล็กที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไปเพราะต้องอยู่ช่วยงานกีฬาคณะ  นี่เพิ่งผ่านมาไม่นานเท่าไรก็จะจัดอีกแล้ว

 

“เออไอ้เซล  ปีนี้มึงไม่ต้องไปถ่ายรูปหรอก”

 

“ทำไมอ่ะ”  อย่าบอกนะว่าจะไล่ผมออกจากชมรม  เพิ่งจะชมไปหยก ๆ ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้  แล้วทำไมไม่ให้รับผิดชอบงานสำคัญ ๆ

 

“ไปอยู่ขบวนเกียรติยศของคณะดีกว่า  ตอนนี้ทางสโมฯ เขาหาคนอยู่”

 

“ไม่”

 

“น่า... คิดซะว่าพี่ตู้ขอร้องนะน้องรัก”

 

“ให้ผมอยู่แบบนี้ต่อไป ๆ เถอะ”

 

“ไปเถอะมึง  ไปถือรูป  ถือพาน  หรืออย่างอื่นก็ได้  ไม่ต้องแต่งตัวมากมาย  งานง่าย ๆ มึงแค่เดินหล่อ ๆ  ใช้เบ้าหน้าให้เป็นประโยชน์บ้างดิวะ”

 

“พี่ไปถามเอฟเถอะ... ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย  งั้นผมทำงานต่อนะ”

 

“เดี๋ยวววว... อย่าเย็นชากับพี่นักได้มั้ยน้องรัก  เดี๋ยวจะหาเมียไม่ได้นะ  ผู้หญิงไม่รักนะแบบนี้”  ยังไม่ทันจะได้หันกลับไปทำงานต่อ  พี่ตู้ก็เอามือหมุนเก้าอี้ให้ผมหันกลับไปมองเขาเหมือนเดิม

 

“ไปรับปากเขามาเหรอครับ” 

 

“ใช่ อิอิ...” เอามาจากไหนล่ะนั่น “คือ... เขาว่าถ้าใส่ อิอิตอนท้ายแล้วมันจะดูซอฟต์ลงนะ ...อิอิ”  พี่ตู้เสยผมตัวเองอย่างเขิน ๆ

 

“พี่กลับหอไปเถอะ  ผมจะทำงานต่อ”

 

“ไล่เหรอวะ  นี่อุตส่าห์เอาหน้าที่สำคัญมาให้เลยนะ  กล้าปฏิเสธเหรอ”

 

“อืม”

 

“โอ๊ยยยย  กูซื้อทิ้งได้ป๊ะไอ้ อืมของมึงเนี่ย  เคยเอาไปพูดกับใครบ้างมั้ยนอกจากกูเนี่ย”

 

“เยอะแยะ”

 

หนึ่งในนั้นก็คือคนที่มาเป็นนายแบบให้เนี่ยแหละ  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงแต่เห็นเคยบอกว่าชินแล้ว  ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมั้ง

 

“ปรับปรุงนะ  หางเสียงแบบนี้แฟนไม่รักนะเว้ย”

 

“ก็ยังไม่มีนี่”

 

“กูหมายถึงถ้ามีไง  เผลอ ๆ แฟนมึงอาจจะเป็นไอติมก็ได้”

 

“พี่ชอบไอติมเหรอ”  ผมหันกลับไปดูรูปต่อ  

 

“เหย... ลองกูพูดว่าชอบสิ  แพรมันจะได้กระทืบกูตาย  กลายเป็นผีเฝ้าคณะแน่มึง  ก็กูเห็นมึงไปไหนมาไหนกับไอติมบ่อย ๆ แสดงว่ารู้จักกันดีไม่ใช่เหรอ  แถมยังเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันอีก  ไอติมเขาน่ารักนะเว้ย  หาเงินเองก็เก่ง  เรียนก็ดี  ถ้าได้คนนี้มาเป็นแฟนนะมึงโครตโชคดีเลย”

 

“...................”

 

“อย่าเงียบสิน้องรัก  นี่พี่อุตส่าห์ชงให้เลยนะ”

 

“ชงไปก็เท่านั้นแหละ  ถ้าผมไม่ชอบซะอย่าง”

 

“ทำไมเป็นคนเย็นชาแบบนี้วะ  ถ้าไอติมมาได้ยินมึงพูดแบบนี้มีหวังเสียใจตาย”  พี่ตู้บ่นทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปนั่งเขียนงานอยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นอีกมุมนึง

 

 

“นี่ไง  ก็เพราะเป็นอย่างนี้ไงคนถึงไม่ค่อยอยากเข้าใกล้นาย”

 

 

คำพูดของใครบางคนลอยเข้ามาในหัว  ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็ทำตัวปกติ  ไม่ได้เสแสร้งแกล้งหยิ่งกับใคร  แต่ทำไมคนถึงชอบตัดสินผมจากภายนอกกันล่ะ 

 

“พี่ตู้...”

 

“จ๋า...”

 

“ผมควรเปลี่ยนนิสัยตัวเองเหรอ”

 

หา....”  ผมถามคำถามง่าย ๆ พี่ตู้ถึงกับเหวอกินเลยเหรอ

 

“ทำไมถามพี่แบบนี้อ่ะ” 

 

“ก็แค่เย็นชา  มันหมายถึงต้องใจแคบด้วยเหรอ”

 

“เฮ้ยเดี๋ยว ๆ อะไรของมึงเนี่ย  ทำไมจู่ๆถามงี้วะ”

 

“ผมต้องแกล้งทำตัวให้เฟรนลี่เหรอ  ใคร ๆ ถึงจะได้กล้าเข้าหา”

 

“เดี๋ยว ๆ ไอ้เซลใจเย็น  มึงมีอะไรป๊ะเนี่ย”  พี่ตู้ถึงกับนั่งไม่ติดเบาะ  เขาลุกขึ้นเดินมาหาผมทันทีที่ผมรัวคำถามใส่

 

ถามว่าทำไมผมถึงคุยกับพี่ตู้ได้อย่างสนิทใจกว่าคนอื่น  นั่นเป็นเพราะพี่ตู้เป็นพี่ชายข้างบ้านที่ผมนับถือไม่ต่างจากพี่แท้ ๆ ของตัวเอง  เราเล่นด้วยกันมาแต่เด็กและเติบโตมาด้วยกัน  พี่ตู้รับรู้แทบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับผมและรู้ว่าผมเป็นคนแบบไหน  ไม่ได้รู้แค่เพียงเผิน ๆ ผ่านเบนซินเหมือนคนอื่น  ดังนั้นนอกจากคนในครอบครัวตัวเองแล้วก็มีพี่ตู้นี่แหละที่ผมไว้ใจ

 

“ทะเลาะกับไอ้ซินอีกแล้วสิ”

 

“อันนั้นมันเรื่องปกติอยู่แล้ว”  ผมเอนตัวเอาหลังพิงพนักเก้าอี้  แต่มือก็ยังกดเลื่อนดูรูปในคอมไปเรื่อย ๆ

 

“หรือมึงคิดมากกับคำพูดกู”  ดีเซลส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหันมาและถอนหายใจยาว  “เรื่องนิสัย... มึงอย่าคิดมากเลย  ถ้าจะไม่มีใครคบมึงเพราะมึงเป็นคนเงียบ ๆ แบบนี้ก็ปล่อยเขาไป  ให้มันเป็นตัววัดใจคนที่เข้ามาก็ดีเหมือนกัน  เกิดอนาคตข้างหน้ามึงต้องเจอกับปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิด  มึงจะได้แน่ใจว่ายังไงก็ยังมีเพื่อนที่เข้าใจมึง  หรือถึงแม้มึงจะไม่เหลือใคร ...มึงก็ยังมีกู”

 

“ไม่ต้องปรับจริง ๆ ใช่มั้ย”

 

“ถามใจมึงดูดีกว่าว่ามึงอยากทำมั้ย  ถ้าคิดว่าไม่ได้ลำบากอะไร  ทำแล้วมีความสุขมึงก็ทำไปเถอะ  ปรับแล้วไม่ฝืนใจมึงมากเกินไปกูก็ไม่ว่าอะไรหรอก  แต่ถ้าคิดว่าลองแล้วมันไม่ไหว  มันรู้สึกแย่  ทำไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิมก็อย่าเปลี่ยนเลย... เหนื่อยเปล่า ๆ”

 

ผมคิดตามที่พี่ตู้บอกและนึกถึงใครหลาย ๆ คนที่อยู่รอบตัว  ผมมั่นใจว่าในวันที่ผมมีปัญหา พี่ตู้และเพื่อนอีกสองคนจะไม่ทิ้งผมไปไหน  แต่คนที่ผมกำลังจะเปิดใจรับเขามาเป็นเพื่อนใหม่ล่ะ  เขาจะเกลียดขี้หน้าผมจนไม่อยากมายุ่งด้วยแล้วหรือเปล่า  ถ้าเขาไม่รังเกียจและยอมเพื่อนกันตลอดไปก็คงจะดี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 416 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #314 Choi_Jina_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 18:47
    เปลี่ยนจากเป็นเพื่อนกันตลอดไปเป็นแฟนกันตลอดไปแทนได้แมะะะะ
    #314
    0
  2. #306 teemojeans (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 18:11
    เราไม่เคยเม้นเลยเเต่ตอนนี้เราทนไม่ได้เเล้วจริงๆ คือทุกอย่างมันดีหมดนะ ทั้งพล็อต ทั้งการเล่าเรื่อง น่าสนใจ น่าติดตาม ดีเซลก็น่ารัก ดูรวมๆเเล้วก็ชอบเเต่ขัดใจมากๆอยู่ก็คือสรรพนามที่ใช้เเทนตัวเองของคิดชอบ มันดูเป็นผู้หญิงมากเกินไป ส่วนตัวคิดว่ามีผู้ชายจำนวนน้อยบนโลกที่เเทนตัวเองว่าฉัน ปกติผู้ชายที่สุภาพมักจะพูดคำว่าเราเเทนตัวเองมากกว่า
    #306
    0
  3. #305 teemojeans (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 18:11
    เราไม่เคยเม้นเลยเเต่ตอนนี้เราทนไม่ได้เเล้วจริงๆ คือทุกอย่างมันดีหมดนะ ทั้งพล็อต ทั้งการเล่าเรื่อง น่าสนใจ น่าติดตาม ดีเซลก็น่ารัก ดูรวมๆเเล้วก็ชอบเเต่ขัดใจมากๆอยู่ก็คือสรรพนามที่ใช้เเทนตัวเองของคิดชอบ มันดูเป็นผู้หญิงมากเกินไป ส่วนตัวคิดว่ามีผู้ชายจำนวนน้อยบนโลกที่เเทนตัวเองว่าฉัน ปกติผู้ชายที่สุภาพมักจะพูดคำว่าเราเเทนตัวเองมากกว่า
    #305
    0
  4. #248 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 22:03
    เป็นอย่างงี้แหละน่ารักแล้วววว
    #248
    0
  5. #237 WaDaMoKu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 23:42
    เป็นเมียค่ะลูก ไม่ใช่เเค่เพื่อนนะคะ 5555
    #237
    0
  6. #234 Chopoom94 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 23:00
    ดีเซลก็ไปถามเจ้าตัวเองสิ แต่เราว่าเคิร์ดรับนายเป็นเพื่อนแล้วนะ
    #234
    0
  7. #218 GiftScorpio (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 11:14
    ตอนนี้น้องเคิร์ดก็เป็นเพื่อนใหม่ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวอีกสักพักก็ได้เป็นแฟนแล้ว >_<
    #218
    0
  8. #164 Mistyblack (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 07:41
    คงไม่จบแค่เพื่อน
    #164
    0
  9. #110 MIND&KEY (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 22:10
    เคิร์ดจะช่วยดีเซลออกจากกำแพงนี้ได้มั้ยนะ
    #110
    0