รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 5 : สีที่ 4 : ไม่มีสิทธิ์กับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 437 ครั้ง
    29 ก.ค. 60



สีที่ 4

 

“มึงเอาเหมือนเดิมปะเซล ?”  ชีตาห์เพื่อนรูมเมทของดีเซลเริ่มเขียนเมนูของตัวเองก่อนจะถามคนข้าง ๆ

 

“ไม่ล่ะ  เปลี่ยนเป็นสเต็กหมูดีกว่า”

 

ถ้าไม่ใช่เพราะสนิทกันมากจนรู้ใจ  ก็คงเป็นเพราะมากินร้านนี้กับเพื่อนบ่อย ๆ ถึงได้มีเมนูประจำ  แถมท่าทางเวลาคุยกันยังดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายมากกว่าแต่ก่อน

 

“พาเพื่อนใหม่มากินก็เปลี่ยนเมนูเลยเว้ย... เคิร์ดกินไร  ร้านนี้ให้เติมข้าวได้ไม่อั้นนะ”

 

“งั้นเอา... สเต็กไก่แล้วกัน”

 

“โอเค...”  ชีตาห์ยื่นรายการอาหารพร้อมส่งยิ้มหวานให้พนักงานที่ยืนรอข้างโต๊ะ

 

ตอนนี้ผม ดีเซลและชีตาห์กำลังนั่งอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่ร้านเดียวในซอย  ชีตาห์บอกว่าตัวเองเป็นรูมเมทของดีเซลตั้งแต่ตอนเข้าหอปีแรก  เท่าที่คุยกันระหว่างเดินมาร้านก็นับว่าเป็นคนที่พูดเก่งมากคนนึง  ชวนคุยตั้งแต่เรื่องมดดำยันเครื่องบินไอพ่น  ตั้งแต่เจอกันจนตอนนี้ก็ยังพูดไม่หยุดปากเลย  ผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมวันนี้ดีเซลไม่รำคาญผม  เพราะเขามีเพื่อนพูดเก่งกว่าผมนี่เอง

 

หลังจากที่พนักงานร้านเดินออกไปได้สักพัก  ดีเซลก็ลุกเดินไปด้านในสุดของร้านแล้วหยิบแก้วมาตักน้ำแข็งและเทน้ำอย่างคล่องแคล่วเสียจนผมสงสัยว่าเขาเคยเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านนี้มาก่อนหรือเปล่า  

 

“นี่ ๆ ไปรู้จักไอ้เซลได้ไงอ่ะ”  ชีตาห์ถามผมตอนที่ดีเซลวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ  แบบนี้มันยิ่งกว่านินทาระยะเผาขนอีกนะ

 

“อ๋อ...ก็...” ผมเหลือบตามองคนที่นั่งข้าง ๆ ก็เห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับคำถามนี้สักเท่าไรนัก  ยังยกแกวน้ำขึ้นมาดื่มเรื่อย

 

“ก็เคยติดในลิฟต์ที่ครุฯ ด้วยกัน  แล้วเขาให้เพื่อนช่วยเช็คชื่อให้เราด้วย”

 

“เหรอ... เหมือนเป็นพรหมลิขิตเลยว่ะ  รู้จักกันครั้งแรกก็มีเรื่องราวน่าประทับใจละ”  

 

ทำไมชีต้าร์ต้องทำหน้าฟิน ๆ ตาลอย ๆ แบบนั้นด้วยครับ ?  รู้งี้เล่าเหตุการณ์ที่เจอกันครั้งแรกจริง ๆ ให้ฟังเสียก็ดี  วันนั้นไม่มีอะไรน่าจดจำเลยสักนิด 

 

“รู้มั้ยว่าเรารู้จักกับไอ้เซลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในมหาลัยเลยนะ  วันนั้นเป็นวันรายงานตัว  เราเห็นไอ้นี่มันยืนงง ๆ เหมือนไม่รู้จะไปซ้ายดีหรือไปขวาดี  เราเลยชวนให้เดินไปยื่นเอกสารพร้อมกัน  แต่บังเอิญว่าติดคนละภาคเราเลยทำได้แค่ไปส่งด้านหน้าตึก”

 

“แล้วตอนนั้นเขาเป็นแบบนี้ปะ”  กลัวก็กลัว  แต่ความอยากรู้มันมีมากกว่า

 

“ยิ่งกว่านี้อีกเว้ย  แบบมันเงียบมากอ่ะ  ตอนแรกก็คิดนะว่าเป็นใบ้ป่าววะ  ถึงได้ชอบทำหน้างง ๆ ตลอดเวลา  แล้วไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา  ไม่สุงสิงกับใคร  แต่บังเอิญสุด ๆ เลยรู้ปะ  นอกจากจะเจอกันที่คณะแล้วยังไปเจอที่ใต้หอพักด้วยเว้ย  เราเลยชวนมันมาอยู่ด้วยกันแม่งเลย  เป็นไงเจ๋งป๊ะล่ะ”

 

อ๋อ... เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง  มิน่าคนที่นิสัยต่างกันลิบลับถึงได้อยู่ด้วยกันได้  ชีต้าร์พูดเป็นต่อยหอยขนาดนี้ก็ยังกล้าชวนคนเกือบใบ้มาอยู่ด้วย  ส่วนดีเซลเองก็คงจะไม่ใช่คนอยู่ยากอะไร  เพราะขนาดมีคนแปลกหน้ามาชวนอยู่ก็ตกลงอยู่กับเขาง่าย ๆ  แม่งวันนึง ๆ คุยกันถึงสิบประโยคมั้ยนั่น

 

“สเต็กไก่ได้แล้วค่ะ  เสิร์ฟท่านไหนคะ”

 

“ผมครับ/ผมครับ” 

 

ผมกับดีเซลขานรับทั้งคู่แล้วก็หันมามองหน้ากัน  ผมจำได้ว่าผมสั่งเมนูนี้ไม่ผิดแน่  แต่ทำไมเขาต้องทำหน้างงใส่ผมด้วย

 

“เฮ้ยเซล  มึงสั่งสเต็กหมูไม่ใช่เหรอ”  เป็นชีตาห์ที่นึกขึ้นมาได้ก่อน

 

“เอ่อ... ขอโทษทีผมลืม”

 

“ไม่เป็นไร ๆ จะเปลี่ยนกันก็ได้นะ”

 

“เผากันแค่นี้ก็ใจลอยเลยเหรอวะ  ดึงสติหน่อยมึง...”  ชีต้าร์ถึงกับส่ายหัวให้เพื่อนตัวเอง “ปกติไอ้เซลจะสั่งสเต็กไก่น่ะ  สงสัยว่าวันนี้จะเรียนเยอะแล้วเบลอเลยอยากลองกินอย่างอื่นแต่ลืม”  นี่คงเห็นว่าเพื่อนนั่งนิ่งไปแล้วเลยหันมาอธิบายแทน

 

“สวัสดีค่ะ  เชิญค่ะ... ด้านในยังว่างนะคะ”

 

พนักงานหน้าร้านเอ่ยต้อนรับลูกค้า  ฟังจากเสียงคุยกันจ้อกแจ้กน่าจะมากันเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควร  ด้วยความที่ผมนั่งหันหลังให้ประตูเลยไม่รู้ว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาเป็นใคร  แต่ดูท่าทางของดีเซลกับชีตาห์ที่เปลี่ยนไป  ผมว่าคนเข้ามาน่าจะเป็นคนรู้จักกันแน่นอน 

 

ดีเซลวางส้อมกับมีดลงแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มทั้งที่ยังกินไปไม่ถึงครึ่ง  ส่วนชีตาห์หลังจากหยุดคุยกันก็หันกลับไปกินจานตัวเองเงียบ ๆ บรรยากาศมาคุที่ผมไม่ชอบได้กลับมาอีกครั้ง  หวังว่าคงจะไม่ใช่คนที่ผมคิดนะ...

 

“อ้าววว....” 

 

น้ำเสียงคุ้นมาก  แถมลากหางยาวกวนตีนขนาดนี้จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พี่เบนซิน

 

“เดี๋ยวนี้เจอกันบ่อยนะไอ้เซล”

 

ชัดเลย... เจอคู่กรณีตัวเป็น ๆ นอกมหาลัยแบบนี้ผมก็หวังว่าพายุจะไม่เข้าเหมือนตอนอยู่ที่โรงอาหารคณะนะครับ  การมีเรื่องนอกมหาลัยมันแย่เสียยิ่งกว่าแย่  เกิดมีข้าวของเสียหายจากการทะเลาะวิวาทกัน  หรือถ้าพี่เจ้าของร้านแจ้งตำรวจ  รับรองว่าเรื่องใหญ่แน่นอนและคงไม่จบกันได้ง่าย ๆ แน่

 

“บังเอิญจังนะมึงว่ามั้ย  เมื่อกี้ก็เจอไอติมตอนนี้ก็มาเจอมึง”

 

ผมชักสงสัยแล้วว่าทำไมพี่เบนซินถึงได้ชอบเข้ามาหาเรื่องมันนัก  คนไม่ชอบขี้หน้ากันก็อยู่ใครอยู่มันไม่เป็นเหรอ  นี่เล่นเดินแส่มาหาเรื่องกันตลอดเลย  ขนาดดีเซลทำเป็นไม่มองไม่เห็นก็แล้ว  ยังจะเดินเข้ามาอีก

 

“นี่มึงไม่คิดจะทักลูกพี่ลูกน้องมึงหน่อยเหรอวะ”

 

“ไม่จำเป็นนะ”

 

“หึหึ  เพราะมึงใจแคบแบบนี้ไงถึงได้ไม่มีใครคบ”  พี่เบนซินพูดเยาะเย้ยกันอย่างหน้าตาเฉย  “นอกจากไอ้เอฟ  ชีตาห์  กับไอ้เด็ก อก. นี่  กูก็ไม่เห็นจะมีใครคบกับมึงอีกนะ”

 

ถึงผมจะเป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน  แต่ผมก็ไม่เคยขุดปมใครมาพูดล้อเล่นแบบนี้  และด้วยความที่นั่งตรงข้ามกันเลยทำให้ผมเห็นแววตาของดีเซลได้อย่างชัดเจน  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเจ็บปวดกับถ้อยคำบั่นทอนพวกนั้นแค่ไหน

 

“อยู่แบบนี้กูก็มีความสุขของกูนะ” ดีเซลพูดพลางเหลือบตามองไปยังโต๊ะของเพื่อน ๆ พี่เบนซินที่อยู่ถัดไป  “ดีกว่าอยู่ระรานใครไปวัน ๆ อย่างพวกมึง”

 

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสะใจไม่ได้  ตอนนี้ผมไม่คิดจะห้ามดีเซลแล้วครับ  ยิ่งนับวันยิ่งเห็นธาตุแท้พี่มันเรื่อย ๆ อันธพาลในคราบนักศึกษาดี ๆ นี่เอง

 

“เหอะ ! ทำเป็นพูดดีไปนะมึง  อยากจะรู้นักว่าน้ำหน้าอย่างมึงจะทนได้สักกี่น้ำ  มึงล้มเมื่อไหร่นะจำไว้เลย... กูจะรอเหยียบซ้ำ”

 

ระวังจะรอเก้อนะ  บางทีอาจจะเป็นกูก็ได้ที่ได้เหยียบมึงก่อน  ระวังให้ดีเถอะ  สักวันเวรกรรมจะตามทันคนเห็นแก่ตัวอย่างพวกมึง

 

“มึงอย่าเอาเรื่องเวรกรรมมาพูดกะกูดีกว่า  คนขี้โกงอย่างบ้านมึงแถมยังชอบทำลายครอบครัวคนอื่นไม่มีสิทธิ์มาพูดคำนี้หรอกเว้ย”  

 

ตอนนี้สีหน้าคนรอบข้างเริ่มจะไม่ดีแล้วครับ  ยิ่งพนักงานในร้านยิ่งอยู่ไม่สุขเลย  พนักงานผู้ชายเริ่มเดินมาใกล้ ๆ โต๊ะเหมือนพร้อมจะห้ามศึกเต็มที่ส่วนพนักงานผู้หญิงก็ถอยไปยืนกองกันแถวหลังร้านตั้งแต่ตอนที่พี่เบนซินคว้าคอเสื้อของดีเซลขึ้นมาแล้ว  ผมก็ชีตาห์นี่หน้าถอดสีเลยครับกลัวโดนลูกหลงสุด ๆ 

 

“มึงเอาเวลาที่เสือกเรื่องผู้ใหญ่ไปทำอย่างอื่นเถอะ  มัวแต่มาหาเรื่องกูแบบนี้แม่งเสียเวลาเปล่า  เห่าไปเรื่อย ๆ แบบนี้บอกตรง ๆ กูเห็นแล้วเหนื่อ...”

 

ผลั่ก !!!

 

โครม !!!

 

“หุบปากไปเลยมึง !

 

เฮ้ยบอกดี ๆ ก็ได้  ทำไมต้องถีบดีเซลแล้วลงไปต่อยซ้ำด้วยวะ 

 

ผมกับชีตาห์รีบเข้าไปแยกทั้งคู่ออกจากกันแล้วพยุงดีเซลขึ้นมาในขณะที่เพื่อนพี่เขาบางส่วนยืนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย 

 

“พอเถอะครับพี่ซิน...”

 

แววตาของรุ่นพี่ตอนนี้เต็มไปด้วยอารมณ์เดือดพล่านของตัวเอง  กลัวก็กลัวนะแต่ถ้าไม่ห้ามนี่เรื่องยาวแน่นอน

 

“มึงอย่าเสือก !”

 

“แต่พี่...”  ผมกำลังจะเถียงกลับแต่ดีเซลก็ยกมือขึ้นห้ามและยืดตัวมาประจันหน้ากับพี่แกเองโดยที่ผมและชีตาห์ยังยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ขยับไปไหน

 

เชอะ ! ไอ้คำว่า มึงอย่างเสือก !’ เนี่ย  ห้ามผมไม่ได้หรอกครับ

 

ผมมองไปรอบ ๆ ตอนนี้เพื่อนพี่เบนซินบางคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะก็ลุกมาล้อมวงไว้ห่าง ๆ เหมือนต้องการจะกันให้พนักงานไปอยู่วงนอก  บางคนก็นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่เฉย ๆ

 

ไอ้พวกสวะเอ๊ย...

 

“พอใจมึงรึยัง”

 

“เก็บปากไว้แดกข้าวเหอะมึง  จำไว้ว่าอย่ามาปากดีกับกูอีก”

 

“กูพูดความจริง  ถ้ามึงรับไม่ได้ก็อย่าหาว่ากูไม่เตือนแล้วกัน”

 

“ไอ้เหี้ยเซล !”

 

 

ผัวะ !!!

 

“โอ้ยยย....” 

 

ฮือ... เสียงผมร้องเองครับ  ตั้งใจจะเข้าไปห้ามทัพไม่ให้วางมวยกันรอบสองแต่ดันโดนเขาชกจนลงไปกองกับพื้นซะเอง  เห็นทั้งดาวเห็นทั้งเดือนเลยตอนนี้

 

 “เคิร์ด ! / ไอ้ซิน !”

 

 

ผัวะ  ผัวะ  ผัวะ !!!

 

ทั้งดีเซลทั้งพี่เบนซินซัดกันนัวเลยตอนนี้  ต่างคนต่างออกหมัดกันเต็มที่  เหมือนจะเห็นเลือดออกที่ปลายคิ้วพี่เบนซินด้วย  ผมนี่ลุ้นตัวโก่งเลย  จะแตกหรือไม่แตก  แอนตาซิลต้องจ่ายหรือเปล่า

 

ผิด !!!!!!!!!!!

 

คือดีเซลได้เปรียบอยู่มากครับ  เหมือนเขาเอาอารมณ์ทั้งหมดใส่ลงไปในแต่ละหมัด  ซัดไม่ยั้งจนพี่เบนซินลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว  แต่ก่อนที่ดีเซลจะตามลงไปซ้ำ  ชีต้าร์ก็ไวพอจะเข้าไปรวบตัวดีเซลไว้ไม่ให้คลั่งไปมากกว่านี้  แล้วพวกเพื่อน ๆ พี่เขาก็กรูกันเข้ามาไม่รู้ว่าจะมาห้ามหรือจะมารุมกัน  ไม่มีใครสนใจผมที่นั่งอยู่ที่พื้นเลย

 

“มึงจะต่อยกู  กูไม่ว่า  แต่มึงไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายเพื่อนกู”

 

“แล้วใครใช้ให้มันเสนอหน้ามาขวางทางกูวะ”

 

อ้าว... พอลุกได้ก็ปากหมาเลยนะพี่  เล่นโยนความผิดให้กันซะงั้น

 

“หยุดค่ะ  หยุด ๆ  หยุดเดี๋ยวนี้”  ยังไม่ทันได้มีใครพูดต่อพี่เจ้าของร้านก็เดินมาแทรกกลางวงพอดี  ดูท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนผมตอนแรกเลย

 

“หยุดต่อยกันเดี๋ยวนี้เลยนะ  ถ้าไม่หยุดพี่จะเรียกตำรวจนะคะ”

 

โอ้ยพี่ !!!  พี่ควรจะออกมาห้ามตั้งแต่ดีเซลโดนดึงคอเสื้อแล้ว โธ่...

 

แต่แค่ได้ยินคำว่า  ‘แจ้งตำรวจ  พายุทั้งหลายก็พลันสงบลงทันที  เหลือไว้แต่เศษซากที่เหลือจากการถูกรุนราน  ทั้งเก้าอี้ที่ล้มกองระเนระนาด  โต๊ะที่กระจัด-กระจาย  และเศษแก้วเศษจานที่แตกตามพื้น  ถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นดีเซลน็อตหลุดขนาดนี้ 

 

“คิดตังค์เลยครับพี่”  ผมหันไปบอกพี่พนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

 

“ไม่กินต่อเหรอ”  

 

โอ้โหชีตาห์ !!! ทำไมยังกล้าถามวะ  พังร้านเขาซะเละขนาดนี้

 

“ไม่กินละ  เดี๋ยวกลับเลยละกัน”  ผมหันไปตอบชีตาห์และบอกดีเซลด้วย

 

“งั้นกูกลับด้วยดิ  เซลไปพร้อมกันปะมึง”

 

“อือ...”

 

พอเดินออกมาได้ครึ่งทางชีตาห์ก็ขอแยกตัวกลับไปทำงานที่หอต่อ  เพราะดีเซลยืนยันว่าจะมาส่งผมที่สถานีให้ได้  อ้อ ! ผมลืมบอกไปว่าสถานีรถไฟที่ตัดผ่านมหาลัยมี 2 สถานี  สถานีแรกอยู่ข้างคณะวิศวฯ  อีกสถานีอยู่คณะเกษตรฯ

 

“ขอโทษนะ”

 

“หือ ?”  มาอีกละคำพูดติดปากเนี่ย

 

พังไม่เป็นท่าเลย  แถมเคิร์ดยังมาเจ็บตัวอีก”  ดีเซลถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“อย่าคิดมากดิ  แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย”  ผมซู้ดปากเบา ๆ ไม่ให้แผลมุมปากมันปริ  ขยับปากแต่ละทีก็เจ็บจนน้ำตาแทบไหล  “แล้วนายโอเคมั้ยอ่ะ  โดนแบบไม่ทันตั้งตัวเลย”

 

ดีเซลไม่ตอบแต่พยักหน้าเบา ๆ ปล่อยให้สายตาทอดยาวออกไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย 

 

“ดีเซล...”

 

“...................”

 

“ขอโทษที่ถามนะแต่ฉันอยากรู้จริง ๆ จะว่าเสือกก็ได้อ่ะ”  ผมชะงักไปนิดนึงเพื่อดูท่าที  “ทำไมทุกครั้งที่นายสองคนเจอกัน  ต้องมีเรื่องมีราวจนเลือดตกยางออกทุกครั้งเลย  โกรธแค้นอะไรกันนักหนา”

 

“...................”

 

“ช่างเถอะ  คิดว่าฉันไม่ได้ถามอะไรออกไปแล้วกัน”  พอเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางหนักใจผมก็ไม่เซ้าซี้ต่อ  บางทีเรื่องนี้มันอาจจะซับซ้อนและเปราะบางเกินกว่าจะเล่าให้คนนอกอย่างผมฟัง

 

“ไอ้ซินเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม...”

 

หลังจากที่เงียบไปนานดีเซลก็ยอมเอ่ยปากเล่า  ผมนี่หูผึ่งขึ้นมาเลยครับ  อยากจะหันขวับไปมองหน้าแต่กลัวจะดูเป็นการขี้เสือกจนเกินไป  เลยได้แต่เนียนนั่งฟังไปเงียบ ๆ

 

คุณลุง... ผมหมายถึงพ่อมันน่ะเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของพ่อผม  เมื่อตอนผมยังเด็กเราก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากหรอก  นาน ๆ จะเจอกันที  ไม่ได้คลุกคลีกันเหมือนญาติคนอื่น  ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม  แต่พอโตมาหน่อยตอนช่วงที่ผมเรียน ม.ปลาย  ไอ้ซินมันก็เริ่มเข้ามาคุยด้วยมาตีสนิท  จนเกือบจะสนิทกันจริง ๆ แล้วแหละถ้ามันไม่มาด่าพ่อผมก่อน

 

เป็นครั้งแรกที่เขาพูดยาวขนาดนี้  คงเป็นเพราะอัดอั้นมากแน่ ๆ

 

ผมไม่รู้ว่ามันโกรธเรื่องอะไรกันแน่เพราะตอนนั้นมันจับใจความไม่ได้เลย  ผมเลยกลับไปถามพ่อ  พ่อบอกว่ามันเป็นปัญหาเรื้อรังกันมาตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว  ตอนนั้นปู่กับย่าแบ่งมรดกให้ลูก ๆ แต่บ้านไอ้ซินดันได้น้อยกว่า  ผมก็ไม่รู้นะว่าลุงกับป้าเล่าอะไรให้มันฟังบ้าง  แต่เท่าที่รู้ตอนนั้นคือมันฝังใจมากว่าบ้านผมไปโกงบ้านมันโดยการแอบทำพินัยกรรมปลอม”

 

“พินัยกรรมปลอม ?  แสดงว่าที่เบนซินเข้าหานายเมื่อตอนนั้น  เพราะหวังจะเข้ามาหลอกนายอยู่แล้วสิ”  

 

นี่มันไม่ใช่ละครน้ำเน่าช่องไหนใช่มั้ยเนี่ย  ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมดีเซลถึงคบคนยาก  เพราะมีปมแบบนี้เองเลยทำให้ไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับใคร

 

“ใช่  มันบอกว่าผมจะต้องชดใช้ในสิ่งที่มันเสียไป  ตอนนั้นผมสงสัยมากเลยว่ามันคิดได้ไง  บ้านผมเรามีกันแค่สามคน  มีผม  มีพ่อและพี่สาวอีกคน  เราไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้โตมาเพื่อโกงใคร  และคิดว่ามันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่  แต่ไอ้ซินมันไม่ได้คิดแบบนั้นไง  มันเลยพาลมาหาเรื่องผมจนถึงทุกวันนี้”

 

เรื่องภายในครอบครัวเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด  ผมไม่เคยเจอเรื่องราวที่มันซับซ้อนขนาดนี้หรอก  เพราะบ้านผมไม่ได้ใหญ่โตและไม่ได้ร่ำรวยมากพอที่จะทำให้ลูกหลานต้องมาแย่งชิงมรดกกัน  มีแค่บ้านหลังเล็กกะทัดรัดที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่  และมีเงินพอจะส่งผมเรียนได้อย่างทุกวันนี้เท่านั้นเอง

 

“มีแนวโน้มว่าเรื่องนี้มันจะจบลงด้วยดีมั้ย”

 

“ไม่รู้สิ” 

 

เขาถอนหายใจอีกแล้ว แค่ผมนั่งฟังยังเศร้าขนาดนี้  เขาต้องเข็มแข็งขนาดไหนนะถึงผ่านมันมาได้

 

“เคิร์ด...”

 

“หือ ?

 

“กลับไป  อย่าลืมทำแผลที่ปากด้วยนะ”

 

“ซี้ด...” พอโดนทักก็เลยเผลอเอามือจับปากตัวเองจนร้องออกมา  “เออ...เรื่องงานถ่ายแบบให้คณะ  นายเป็นคนถ่ายเหรอ”  ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้เขาคิดมาก

 

“ใช่”

 

“แล้วจะเริ่มเมื่อไร  ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง”

 

 “พร้อมเมื่อไรก็บอก  แล้วผมจะบอกอีกทีว่าต้องทำไง”

 

งานช้างเลยนะนั่น  กลับไปต้องไปขุดหาฮาวทูจากอากู๋ (googleซะแล้ว

ไม่งั้นคงได้ชูสองนิ้วทุกรูปแน่นอน

 

“ขอบใจนะที่มาส่ง  จริง ๆ เดินกลับคนเดียวก็ได้นะ”  ไม่ใช่แค่เดินมาส่งเฉย ๆ นะ  แต่มายืนรอรถไฟเป็นเพื่อนตั้งนาน

 

“แทนคำขอโทษที่เป็นต้นเหตุให้เคิร์ดเจ็บตัว”

 

“บอกว่าไม่ต้องขอโทษแล้วไง  เจ็บตัวแป๊บเดียวก็หาย  แต่นายน่ะสิยังต้องระหองระแหงกับเขาไปอีกนานเลยนะ  แล้วก็อย่าไปสนใจที่เขาพูดเลยนายเป็นยังไง  ตัวนายนั่นแหละที่รู้ดีที่สุด”

 

“............................”

 

“กลับเถอะ  ต้องรีบไปส่งรูปให้เพื่อนไม่ใช่เหรอ  เดี๋ยวรถไฟก็มาละ”

 

“............................” ยัง... ยังจะยืนอยู่เฉย ๆ อีก

 

“ไปเหอะน่า  พรุ่งนี้แผลมันก็แห้งละ  อย่าคิดเยอะดิ”

 

“ขอบคุณนะ”

 

หลังจากพูดจบผู้ชายหน้าตายคนนั้นก็รีบเดินออกไปจากสถานี  เหลือแต่ผมนี่แหละที่ยังยืนเอ๋ออยู่ที่เดิม 

 

วันนี้ผมได้ยินคำว่า ขอโทษนะกับคำว่าขอบคุณนะทั้งวัน  จนอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าตอนนี้ผมปีนขึ้นกำแพงของเขามาได้ครึ่งนึงแล้วใช่มั้ย  แล้วไหนจะความห่วงใยที่เขามีให้อีก  ชักจะรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ แล้วเหมือนกันนะ  ที่ตอนแรกไปตัดสินเขาจากภายนอกเพียงอย่างเดียวและคิดไปเองว่าเขาไม่ดี

 

ว่าแต่ทำไมผมต้องดีใจขนาดนี้ด้วยเนี่ย ...

 

อ๋อ... นึกออกละ  ก็เพราะเป็นเพื่อนกันแล้วไง  ได้นั่งคุยเปิดใจกับเพื่อน  เป็นใครก็ต้องดีใจทั้งนั้นแหละ  ใช่มั้ยล่ะ ?

 

 

 

 

 

 


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 437 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #360 แกงส้มไข่เจียว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 09:06
    เพื่อนซินไม่โอเคอ่ะ รักเพื่อนในทางที่ผิด ทำไมไม่ห้ามห๊ะ!!! มาทำพิ่เซลได้ยังไง😣
    #360
    0
  2. #254 นุ๊ก ไนท์กี้. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 23:08
    ทำไมกูชอบความแบดเบนซินว่ะเนี่ย55555
    #254
    0
  3. #245 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 00:25
    ปัญหาเรื่องเงินๆทองๆของผู้ใหญ่นี่ปัญหาใหญ่จริงๆ แล้วทางฝั่งพี่ซินเขาไปเล่าอะไร ทำไมถึงได้มาหาเรื่องขนาดนี้ ต่างคนต่างอยู่ไม่ดีกว่าหรอ
    #245
    0
  4. #231 Chopoom94 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 21:53
    เรื่องมรดกว่าหนักแล้ว ยังจะมีลูกพี่ลูกน้องมาระรานอีก เฮ้ออออ
    #231
    0
  5. #194 6002thecey (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 02:42
    เรื่องเงินๆทองๆมรดกนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆนะ คอนเฟิร์มจากประสบการ์ณตรง
    #194
    0
  6. #160 Mistyblack (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 22:10
    ปัญหาระดับโลก
    #160
    0
  7. #21 mook2328 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 23:22
    นี่แหละเขาว่าเรื่องเงินๆทองๆไม่เข้าใครออกใครจริงๆ
    #21
    0
  8. #3 FahSida (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 22:44
    เวรกรรม อิจฉากันเองซะงั้น พี่น้องกันแท้ๆ เบนซินแก่กว่าน่าจะมีความคิดมากกว่านี้นะ
    #3
    0