รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 4 : สีที่ 3 : นายแบบมาเอง (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,539
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 455 ครั้ง
    11 พ.ย. 62


สีที่ 3

 


สี่โมงเย็นแล้วแต่อากาศก็ยังร้อนตับไหม้สไตล์ไทยเวธ'เธอะ หลังจากเรียนเสร็จผมกับเพื่อนต่างแยกย้ายกันไปทำธุระใครธุระมัน กายมีซ้อมซอฟต์บอล เบสต้องกลับไปซักผ้าที่หอ ส่วนผมเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่หอพักเพราะมหาลัยมีทางรถไฟผ่ากลางและมีสถานีรถไฟอยู่ในนั้น เจ๋งดีไหมครับ ผมเลยนั่งรถไฟจากบ้านมาเรียนทุกวัน ถึงมันจะมาช้ากว่าตารางเวลาบ่อยๆ แต่ก็ยังสะดวกสำหรับผมอยู่ดี และผมพูดได้เต็มปากเลยว่าที่มาเรียนสาย  ถ้าไม่ใช่เพราะรถไฟไทยมาช้า ก็เพราะผมตื่นสายเองนี่แหละ  โธ่...

 

ด้วยความที่ผมไม่ได้ติดโลกโซเชียลเหมือนคนอื่น หลังจากแยกย้ายกันกับเพื่อน ผมก็มานั่งมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยๆ ที่สถานีรถไฟเพื่อฆ่าเวลาแทนการไปนั่งจิ้มสมาร์ทโฟนที่ร้านกาแฟ เลยได้บังเอิญเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังถ่ายรูปกระหนุงกระหนิงกันอยู่ตรงทางรถไฟพอดี คนผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ผมของเธอสีน้ำตาลยาวถึงกลางหลัง และไม่ได้ใส่เครื่องแบบของมหาลัย ผมไม่รู้ว่าเธอคือใครแต่ถ้าผู้ชายที่เธออยู่ด้วยนั้น ผมรู้จักดีเลยล่ะ… ‘ดีเซล

 

หลังจากเฝ้าสังเกตมาพักใหญ่ ผมก็ต้องขอถอนคำพูดที่บอกว่าทั้งสองคน กระหนุงกระหนิงกัน เพราะสาวน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาบลายด์คนนั้นทำหน้าตามีความสุขอยู่ฝ่ายเดียว และไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะแสดงท่าทางอะไร ทำหน้ายิ้มหวานน่ารักขนาดไหน เซ็กซี่ขนาดไหน ดีเซลก็ทำเพียงแค่ยกกล้องตัวแพงขึ้นมาจับภาพเธอโดยที่ไม่ปริปากสักคำ ไม่แม้แต่จะให้สัญญาณก่อนกดชัต-เตอร์ด้วยซ้ำ ส่วนผู้หญิงก็เปลี่ยนท่าทางไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยจากไอร้อนบนทางรถไฟเลยสักนิด

 

กึก...

 

ดีเซลละสายตาออกจากกล้องแล้วหันไปมองบรรยากาศรอบๆ จนมาเจอผม เสี้ยววินาทีที่เราสบตากันนั้นผมยิ้มกว้างให้เขาแต่เขาเพียงแค่พยักหน้าให้ผมแค่นั้น  เอาเถอะ... ผมไม่ได้คาดหวังว่าอะไรอยู่แล้วออกจะชินเสียด้วยซ้ำ

 

“ขอบคุณดีเซลมากเลยนะ”

 

ทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้พอที่ผมจะได้ยิน “เย็นนี้ว่างมั้ย เราจะไปเลี้ยงข้าวขอบคุณ”

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรากลับไปกินกับเมท”

 

“น่านะ...วันเดียวเอง นะ... ดีเซลถ่ายรูปให้เรามาหลายงานแล้ว ค่าจ้างก็ไม่เอาสักบาทพอจะเลี้ยงข้าวก็ยังไม่ไปอีก ต่อไปเราคงไม่กล้ารบกวนแล้ว”

 

โอ้... แม่สาวน้อย เธอน่าจะเกรงใจเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาไม่รับน้ำใจจากเธอแล้วนะ นี่ยังกล้าเรียกมาใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า พิลึกคนจริง ๆ แบบนี้ปัดตกจากการเป็นสเปคผมได้เลย 

 

 “เราไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก ไอติมไปเถอะ เดี๋ยวดึก ๆ ส่งรูปให้เหมือนเดิม”

 

“ไม่ไปด้วยกันจริง ๆ เหรอ”

 

“อืม”

 

“จริง ๆ นะ” ไอติมยังคงพยายามตื้อไม่หยุด

 

“อืม... แล้วนี่กลับยังไงอ่ะ ให้เราไปส่งมั้ย”

 

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราเดินไปขึ้นรถตรงนี้เอง ดีเซลกลับเลยก็ได้”

 

“ไปคนเดียวได้ใช่มั้ย”

 

“อืม... ไว้เจอกันนะ”

 

หลังจากที่พยายามตื้ออย่างหนักแต่ไม่เป็นผล เธอเลยยอมกลับไปคนเดียวแล้วปล่อยให้ดีเซลเดินมาทางผม 

 

เอ๊ะ... เดินมาทางผม ???

 

ผมไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองจริง ๆ ด้วย ดีเซลไม่ได้เดินเข้ามาในชานชาลาเพื่อหวังจะหลบแดดแต่เขาตั้งใจเดินมาหาผมแน่นอน

 

“ถ่ายรูปเหรอ” ผมถามขึ้นทันทีที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ติดกัน ถ้าจะรอให้เขาพูดก่อนรถไฟคงมาพอดี

 

“อืม... ” คนข้าง ๆ พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าดูรูปในกล้องที่ถ่ายมาเมื่อครู่ต่อ

 

“รับจ้างด้วยเหรอ”

 

“อืม... ”

 

“แล้วทำไมถึงไม่คิดค่าจ้างจากผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

 

สงสัยผมจะถามก้าวก่ายมากเกินไป อีกฝ่ายถึงได้ละจากกล้องมามองหน้าผมแทน

 

“ไอติมเป็นเพื่อนโรงเรียนผม เลยไม่อยากคิดค่าจ้าง”

 

“อ้อ... ใจดีจังเนอะ” ผมนึกถึงไปถึงตอนที่ฟังเรื่องเล่าจากพี่เจ้าของร้านน้ำปั่น ตอนนี้เชื่อแล้วว่าเขาเป็นคนดีจริง ๆ

 

“...........” 

 

ดีเซลเงียบไปจนผมต้องหันไปมอง  เขากำลังเก็บกล้องและถอดอุปกรณ์ลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน 

 

“ผมดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” อยู่ ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมาถาม

 

“หา ? แย่...แย่อะไรเหรอ” ผมมองเห็นความกังวลผ่านแววตาเขา

 

“ก็ไม่รู้สิ หลาย ๆ คนทำเหมือนไม่อยากจะเข้ามาคุยกับผม บางคนก็มองผมแปลก ๆ ก็เลยคิดว่าตัวเองมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

 

“ฮะ... ฮะ...” ผมได้แต่หัวเราะแห้ง ไม่นึกเลยว่าคนอย่างดีเซลจะมีมุมแบบนี้ด้วย มุมที่ดูไม่มั่นใจในตัวเอง หลุดมาด แถมมีแต่ความกังวลเหมือนเด็กมีปัญหา เพื่อนไม่คบ อะไรทำนองนั้น

 

“ดีเซล...ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วนายเป็นคนยังไง” คนข้าง ๆ หันมามองอย่างตั้งใจฟัง แต่สีหน้ายังคงราบเรียบเหมือนเดิม

 

“ตั้งแต่วันที่ฉันกับนายติดลิฟต์ด้วยกันวันนั้นฉันก็มองนายต่างไปจากเดิม นายดูมีน้ำใจและเป็นคนดีกว่าที่ฉันคิด นายให้เพื่อนนายเช็คชื่อเผื่อฉันทั้งที่ความจริงนายจะไม่บอกก็ได้แต่นายก็ทำ วันที่เราไปเจอกันที่ตลาดนายจำได้ปะ วันนั้นพี่ที่ร้านน้ำก็เล่าให้ฉันฟังว่านายไปสอนหนังสือให้ลูกเขาด้วย  พี่เขาปลื้มนายมากเลยนะ ชมนายไม่ขาดปากเลยว่าใจดีอย่างนั้นใจดีอย่างนี้...”

 

“แล้ว ?

 

“ก็นี่ไง...ก็เพราะนายเป็นอย่างนี้ไงคนถึงไม่ค่อยอยากเข้าใกล้นาย อย่า...อย่ามองฉันด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั้น” พูดแค่นี้ถึงกับถลึงตาใส่กันเลย

 

“นายลองเอาหน้าตอนนี้ไปส่องกระจกดูสิ หน้าเครียดถมึงตึง คิ้วจะผูกกันเป็นโบว์อยู่ละ ยิ้มบ่อย ๆ สิ เดี๋ยวคนก็เข้าหานายเองแหละ”

 

“ก็หน้ามันเป็นอย่างนี้”

 

“เออรู้ แต่มันไม่ใช่แค่หน้า น้ำเสียงนายก็ด้วย”

 

“..............”

 

“คืออย่างงี้นะ... ตอนที่ฉันเจอนายครั้งแรก บอกตรง ๆ ว่าฉันไม่ชอบนายเลย ไม่ชอบมาก ๆ ด้วย คนอะไรนอกจากจะหน้าไม่รับแขกแล้ว น้ำเสียงยังเย็นชาอีกต่างหาก คำพูดคำจาดูไร้อารมณ์และไม่สนใจใครสุด ๆ”

 

“ขอตรง ๆ”

 

“ก็ไอ้ที่พูดอยู่นี่มันยังตรงไม่พอใช่มั้ยเนี่ยห๊ะ !” เข้าใจอะไรยากจริง

 

“คือมันไม่ดีใช่มั้ย”

 

“สำหรับคนที่ไม่รู้จักกันเลยมันก็ใช่แหละ เขาอาจจะมองนายไม่ค่อยดีเท่าไร แต่กับฉันที่ตอนนี้รู้จักนายแล้วก็คงเรียกว่าชินมากกว่า”

 

“งั้นก็ขอโทษด้วยละกัน”

 

“ไม่ ๆ ไม่ได้ว่าแบบนั้น... ” เหมือนว่าเขาจะยังไม่เข้าใจ

 

“คืองี้นะ... ฉันไม่ได้โกรธอะไรเลย ฉันรู้ว่านี่มันเป็นนิสัยของนาย นายก็แค่พูดไม่เก่งเลยไม่ค่อยพูด และตอนนี้ฉันรับได้ ฉันชินแล้ว ก็เหมือนกับที่ฉันเป็นคนพูดมากแต่นายก็ไม่ได้รำคาญฉันใช่มั้ยล่ะ มันก็แค่เรื่องบุคลิกส่วนตัว นายอย่าไปคิดเยอะเลย”

 

“แล้วตกลงจะให้ผมทำไง”

 

นั่นสินะ... ผมควรจะให้เขาทำอย่างไรดีนะ

 

“ไม่ต้องทำอะไรหรอก นายเป็นแบบนี้ก็ดี เราจะได้รู้กันไปเลยว่าใครจริงใจกับนายหรือใครตั้งใจเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์จากนายกันแน่ ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร ถึงเพื่อนจะน้อยแต่ก็เป็นเพื่อนแท้นะ”

 

จากที่ดีเซลหันมามองหน้าผมเพื่อคุยกันดีๆ พอผมพูดจบเขาก็ก้มหน้าลงไปมองกระเป๋ากล้องเหมือนเดิมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างซึ่งผมเองก็เดาไม่ได้เหมือนกัน

 

“รถไฟมาแล้ว ฉันกลับก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”

 

เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นมาจากที่ไกล ๆ อีกไม่นานคงเข้าเทียบชานชาลา

 

“เคิร์ด...” ดีเซลเรียกผมไว้ก่อนที่ผมจะเดินออกไปแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่นั่งจ้องหน้าอย่างเดียว  

 

เร็ว ๆ... รีบพูดสิ ถ้าพลาดรอบนี้ก็รอนานเลยนะเว้ย ยัง...ยังไม่พูดอีก

 

“จะพูดอะไรก็พูดเร็ว ๆ รถไฟมาแล้วเนี่ย” ผมเอื้อมมือไปแตะขอบประตูรถไฟแต่ว่าเท้ายังเหยียบอยู่บนชานชาลา กะว่าถ้านาทีสุดท้ายเขาก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา ผมก็ยังโหนขึ้นรถไฟได้ทัน

 

“เคิร์ดอยู่ อก.ใช่มั้ย”

 

“ใช่ !”

 

“ถ้าขอให้ช่วยอะไรสักอย่างจะได้มั้ย”

 

ก็รีบ ๆ พูดมาสิวะ ! พนักงานรถไฟแม่งจะโบกธงเขียวใส่หน้ากูแล้วเนี่ย

 

 

……………………………………..

 

 

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใจง่ายที่เที่ยวเดินตามผู้ชายต้อยๆ ยังไงไม่รู้ นี่ถึงกับยอมตกรถไฟแล้วเดินตามเขามาเอง แถมยังไม่รู้อีกว่าปลายทางคือที่ไหน ดู ๆ ไปแล้วมันเป็นวิถีของเด็กใจแตกชัด ๆ

 

ตอนนี้ผมเดินตามดีเซลเข้ามาในคณะวิศวฯ เพิ่งรู้นะว่าผู้หญิงคณะนี้ก็เยอะเหมือนกันแต่สายตาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรแฮะ พวกเธอมองผมเหมือนเป็นของประหลาด บางคนก็มองผมกับดีเซลสลับกันไปสลับกันมาพร้อมทำตาลอย ๆ หวังว่าคงจะไม่ได้จิ้นอะไรกันนะ เห็นผมเป็นแบบนี้ผมก็แมนนะครับ

 

“ไปไหนเนี่ย”  หลังจากเดินผ่านตึกนั้นตึกนี้มาสักพักก็ยังไม่ถึงจุดหมายเสียที

 

“ไปห้องชมรม”

 

“ชมรมไรเหรอ”

 

“ถ่ายภาพ”

 

“นายยังไม่ได้บอกเลยนะว่าที่จะให้ฉันเป็นแบบนี่คือแบบอะไร งานแบบไหน แล้วนายถ่ายเองหรือเปล่า ไม่เห็นบอกสักอย่าง”

 

“แต่ก็ตกลงไปแล้วนี่ เพิ่งจะมาสงสัยเหรอ”

 

อ้อ ! สรุปว่าผมตุกติกไม่ได้แล้วสินะ รับแล้วรับเลยห้ามปัดทิ้งงี้ คือแบบสติผมก็เพิ่งมาไงเลยกลัวจะโดนหลอกไปถ่ายนู้ดอย่างในข่าว

 

หลังจากเดินตามมาเรื่อยๆ ก็มาหยุดที่หน้าตึกกิจกรรมอะไรสักอย่าง ผมมองไม่เห็นป้ายตึกเพราะดีเซลยืนบังมุมพอดี แต่เห็นภาควิชาที่ปักหลังเสื้อช็อปเขาชัดเลย 'Instrumentation' ตัวอักษรสีฟ้าที่ปักอยู่กลางเสื้อช็อปด้านหลังของดีเซล ถึงผมจะไม่สันทัดภาษาเท่าไหร่แต่ก็พอแปลออกว่ามันหมายถึงสาขา ‘วิศวกรรมการวัดและควบคุม’

 

ก๊อก ๆ ๆ

 

ดีเซลเคาะประตูห้องชมรมถ่ายภาพก่อนจะเดินเข้าไป ทีแรกผมคิดว่าในห้องจะต้องรกๆ ร้าง ๆ หน่อย เหมือนเป็นห้องเก็บของที่วันดีคืนดีอาจจะมีงูโผล่มาให้ตกใจเล่นเหมือนชมรมผม แต่ไม่ใช่เว้ย ! คือในนี้มีแอร์ มีโต๊ะญี่ปุ่น มีเบาะรองนั่งนุ่มๆ อย่างดี มีสารพัดอย่างที่จะใช้ชีวิตอยู่ในนี้ได้สบาย ๆ แบบไม่ต้องกลับหอ แถมข้างในยังมีคนนั่งทำงานอยู่ตั้งสามสี่คน ไม่ได้โหวงเหวงอย่างที่คิด

 

“หวัดดีพี่” ดีเซลยกมือไหว้คนที่นั่งอยู่ด้านในสุดของห้อง ผมเลยต้องยกมือไหว้ตามแถมยังเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นในห้องด้วย

 

“อ้าวเซล มาไวดีว่ะ”

 

“เนี่ย...ที่ผมบอก” ดีเซลชี้นิ้วมาที่ผม  

 

“เฮ้ย ! เออ ๆ หน่วยก้านไม่เลวว่ะ”

 

พูดแบบนี้จะเอาผมไปต่อยมวยเหรอครับ

 

“หน้าตาก็ดีด้วย ไปหามาจากไหนวะ”

 

“ตกได้ที่สถานี”  

 

โหยหาความรักความเมตตา... ผิดแล้วเว้ย ! แค่บอกว่าเรียนเสรีตัวเดียวกันก็ได้ นี่พูดเหมือนตัวเองเป็นมูลนิธิเก็บเด็กที่แม่เอามาทิ้งข้างทางซะงั้น

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! ชื่อไรล่ะเรา ไอ้เซลบอกรายละเอียดหมดแล้วใช่มั้ย”

 

“ยังครับ”

 

“เอ้า ! ทำไมมึงไม่บอกเขาไปวะ”

 

“ผมคิดว่าพี่จะบอกเอง”

 

“โอเค ๆ พี่ชื่อตู้ อยู่วิดวะภาคไฟ เป็นประธานชมรม ตอนนี้เราต้องทำโปรเจคโปรโมทมหาลัยผ่านสื่อต่าง ๆ ทางชมรมพี่จะดูแลเรื่องภาพนิ่ง ก็เลยอยากได้คนที่มีบุคลิกมั่นใจ ๆ มาเป็นแบบให้ แล้วไอ้เซลมันก็เลือกเรา”

 

ดีเซล ! ไอ้บ้าเอ้ย งานใหญ่ขนาดนี้คิดจะจิ้มใครมาก็จิ้ม แม่งประสาทกลับรึไงวะ นี่มันงานระดับมหาวิทยาลัยเลยนะโว้ย !

 

“ทำไมพี่ไม่เอาพวกดาว/เดือนไรพวกนี้อ่ะ”

 

“เอามาเหมือนกัน แต่อันนั้นเขาอยู่ในส่วนแนะนำภาครวม แต่ของเราเนี่ยจะเป็นการโปรโมทคณะอย่างเดียว ดูจากสีช็อปนี่อยู่ อก. ใช่ปะ”

 

“ครับ”

 

“ชื่ออะไร”

 

“เคิร์ดครับ”

 

“ตกลงรับงานนี้นะ”

 

“เอ่อ... ”

 

มองตาพี่ตู้ก็เห็นแกลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ พอหันไปทางดีเซลก็เห็นทำหน้านิ่งแต่แฝงความเลือดเย็นมองมาที่ผมอยู่แล้ว 

 

ถ้าผมตอบว่าไม่... ผมจะยังมีวันพรุ่งนี้อยู่มั้ยครับ

 

“ไม่ต้องกลัวน่า คนถ่ายก็เพื่อนในมหาลัยเรานี่แหละ ไม่งั้นก็ให้ไอ้เซลถ่ายให้ก็ได้เอ้า จะได้ไม่เกร็ง”

 

“แล้วงานเริ่มวันไหนเหรอครับ”

 

“เดดไลน์คือสิ้นเดือน”

 

อือหือ... เร็วไปอีก

 

“เอ่อ... ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีมั้ยนะครับ พี่อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรนะ”

 

“พี่เชื่อสายตาไอ้เซลว่ะ มันไม่เคยทำงานพลาด”

 

“แต่เมื่อกี้มันฉุกละหุกพอดี”

 

จู่ ๆ ดีเซลสารภาพบาปออกมาจนผมต้องหันไปมอง คือจะหมายความว่าผมอาจจะเป็นความผิดพลาดของเขาเหรอ

 

“กูเชื่อใจมึงเว้ย ยังไง ๆ งานก็ต้องออกมาดีแน่นอน หน้าตาเคิร์ดมันดีอยู่แล้ว มึงแค่เซ็ตผมให้มันหน่อย อย่าให้รุงรังแบบนี้แล้วก็เพิ่มความมั่นใจเข้าไปอีกก็ใช้ได้แล้ว”

 

“แหะ ๆ ครับ” แค่พี่พูดว่าผมหน้าตาดี ให้ผมถ่ายตอนนี้ยังได้เลย

 

“คุยกันเข้าใจละนะ ผมจะได้กลับ”

 

“รีบไปไหนวะ ไม่เอารูปมาแต่งในนี้เหรอ แอร์ก็ฟรี ไวไฟก็ฟรี”

 

“ผมต้องกลับไปส่งรูปให้ไอติม”

 

“ฮิ้ววว... ”

 

พอได้ยินชื่อ ไอติมเท่านั้นแหละ คนที่นั่งเงียบ ๆ ก็พากันโห่แซ็ว บางคนก็ผิวปากใส่จนผมสะดุ้ง ไม่เว้นแม้แต่พี่ตู้ที่กระดิกนิ้วใส่หน้าดีเซลให้เดินเข้าไปใกล้ ๆ ไม่ได้ดูหน้ารุ่นน้องตัวเองเลยว่าตอนนี้แม่งนิ่งกว่าจ่าซอแดยองที่แม่ผมชอบดูอีก

 

ไม่รู้ซะแล้ว พวกนี้ไม่รู้อะไรซะแล้ว

 

“ถึงขั้นไหนแล้วล่ะ กับไอติมอ่ะ"

 

“ขั้นไหน ?

 

“อ๊ะไอ้นี่ ก็ไปไหนด้วยกันทุกวัน ถ่ายรูปให้เขาทุกงาน ล่าสุดก็ธุรกิจเสื้อผ้าเขา มึงก็ไปถ่ายให้ด้วยไม่ใช่เหรอ”

 

ใช่ ๆ ผมนี่แหละพยาน เห็นเต็มสองตาเลย

 

“ก็เพื่อนกัน”

 

“ใช่เหรอ เพื่อนกันแน่เหรอมึง ดูท่าผู้หญิงเขาจะไม่ได้อยาก... ”

 

“พี่ตู้ ! ทำงานต่อสิ”

 

“จ้ะ ๆ”

 

พี่ตู้ยังไม่ทันจะได้แซ็วต่อก็มีเสียงแปดหลอดดังแว้ดมาจากทางด้านหลัง จนแกหุบปากแทบไม่ทัน

 

 

อ๋อ... ผัวเมียกันก็บอก

 

“กลับยัง ?” ดีเซลหันมาถามผม

 

“กลับดิ นายต้องรีบไปส่งรูปให้เพื่อนไม่ใช่เหรอ”

 

“อืม เดี๋ยวผมเดินไปเป็นเพื่อน”

 

 

ระหว่างที่พวกเราเดินลงมาจากตึก ผมที่เดินตามเจ้าถิ่นอยู่ก็ส่ายตามองไปรอบๆ จำนวนนักศึกษาที่นั่งทำงานแถวนี้ลดลงไปเยอะกว่าตอนเข้ามาแต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยว 

 

“ขอโทษนะ” อยู่ดี ๆ ดีเซลก็หยุดเดินแล้วหลังกลับมาบอกผม

 

“เรื่อง ?” กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เขาชอบพูดว่าคำว่าขอโทษ โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ

 

“ขอโทษที่ทำให้ตกรถไฟ”

 

อ๋อ... เรื่องนี้นี่เอง

 

“รอบหน้ามากี่โมง” ยังไม่ทันได้ตอบเขาก็ถามต่อ

 

“เกือบ ๆ จะห้าโมงครึ่งน่ะ”

 

“ไปกินข้าวด้วยกันก่อนมั้ย”

 

ห๊ะ ! นี่ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย ดีเซลคนที่ชวนผมไปกินข้าว กับดีเซลคนที่ปฏิเสธคำชวนจากสาวสวยคนเมื่อบ่ายใช่คนเดียวกันมั้ยครับ...บอกผมที

 

“จะได้ไม่ต้องนั่งรอนานไง” 

 

“อืม... งั้นก็ไปดิ” เห็นอีกฝ่ายเกาคอเก้ ๆ กัง ๆ แล้วอดขำไม่ได้ “ว่าแต่จะกินแถวไหนดีล่ะ”

 

“แถว ๆ หอผมเป็นไง” ว่าแล้วเขาก็เดินนำไปก่อนเลย

 

เราเดินผ่านทางลัดในคณะวิศวฯไปเรื่อยๆ ผ่านตึกนั้นตึกนี้ บางตึกก็เคยผ่านตามาก่อนแล้วแต่บางตึกไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาเลย ตั้งแต่เรียนที่นี่มาสองปีผมเข้ามาในคณะนี้แทบนับครั้งได้ ส่วนใหญ่ก็จะแวะมาที่โรงอาหารเสียมากกว่า เพราะของกินที่นี่ค่อนข้างเยอะและหลากหลายกว่าของคณะตัวเอง แต่ไม่เคยได้เดินเข้ามาลึกขนาดนี้ จนมาเจอทางออกอีกทาง

 

หอของดีเซลอยู่แถวๆ หลังคณะวิศวฯ ซึ่งต้องเดินผ่านซอยเปลี่ยวซอยหนึ่งก่อน เบสกับกายเคยพาผมเดินผ่านมาครั้งนึงและเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนซอยนี้คึกคักมากยิ่งดึกคนยิ่งพลุกพล่านโดยเฉพาะช่วงสี่ทุ่มห้าทุ่ม ทว่าพอมีการจัดระเบียบถนนใหม่อะไรๆ ก็เลยเปลี่ยนไปเยอะ อย่างร้านข้าวหน้าปากซอยที่ขายดิบขายดีตอนนี้ถูกรื้อออกไปหมดแล้ว ส่วนร้านอื่น ๆ ในนี้บางร้านก็ปิดถาวรแต่บางร้านก็ย้ายไปอยู่ซอยถัดไป เช่น ซอย 4 ซึ่งเป็นซอยที่ร้านเก่าๆ กลับมาเปิดเยอะสุด หรือถ้าใครไม่อยากเดินฝ่าแดดข้ามซอยไปกินก็ยังมีร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ที่ปากซอยเป็นตัวเลือกสุดท้าย

 

 “ว่าไง...กูกำลังจะไปกินข้าว...อืม...ร้านเดิมก็ได้...อือ...เจอกัน...”

 

“เมทผมจะมากินด้วยนะ” เขาหันมาบอกผมหลังจากที่วางสายแล้ว

 

“อืม... เมทนายอยู่คณะอะไรเหรอ”

 

“วิดวะด้วยกันนี่แหละแต่ภาคเคมี”

 

“อ่อ...”

 

ไหนตอนแรกบอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีเพื่อน นี่มีทั้งเพื่อนในคณะและต่างคณะ เพื่อนในชมรม เพื่อนร่วมห้อง หรือแม้แต่เพื่อนเมทต่างสาขาที่ดูสนิทสนมกันดี ความจริงแล้วเขาเป็นคนมีเพื่อนเยอะเหมือนกันนะผมว่า

 

“ทีแรกฉันคิดว่าเพื่อนนายมีแค่ เอ คนเดียวซะอีก”

 

นิ่ง !!!  แล้วก็เงียบไปเลย

 

เพราะความปากเบาของผมทำให้คนข้างหยุดนิ่งไปในทันที

 

“เอ่อ... ขอโทษนะ”

 

“..............”

 

ดีเซลไม่ได้ว่าอะไรและหันกลับไปเดินต่อ แต่จังหวะการเดินของเขาช้าลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าเหมือนคนคิดหนักแต่ยังเดินทอดน่อง ดูเป็นคนมีความขัดแย้งในตัวเองสูงเหมือนกันนะ

 

“ขอโทษนะ คือฉันเห็นนายเคยบอกว่าไม่ค่อยมีเพื่อน แล้วบุคลิกนายก็ดูเป็นคนคบคนยาก เอ่อ...ฉันหมายถึงว่า...”

 

“ช่างเถอะ ยังไงคนส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้นอยู่แล้ว”

 

“แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริง ๆ นะเว้ย นายยังจำที่ฉันบอกนายที่สถานีได้ปะ”

 

“.................”

 

“ก็ไม่ได้อยากให้นายคิดมากนะ ฉันแค่คิดว่าถ้าคนอื่นเห็นว่านายมีเพื่อนเยอะๆ เขาคงจะมองนายใหม่ ช่างเหอะอย่าใส่ใจที่ฉันพูดเลย”

 

“................”

 

“อย่าเงียบแบบนี้ดิวะ”

 

“ถึงแล้ว...”

 

โอเค... ดีเซลยอมพูดกับผมแล้ว 

 

เฮ้ย ! มันใช่เรื่องเดียวกันมั้ยวะ อีกนิดนะผมจะคิดว่าเขาเป็นคนกวนตีนแล้วเนี่ย

 

ดีเซลพาผมมายืนกลางซอยที่เมื่อก่อนเคยถูกขนานนามว่าซอยโลกีย์’  เพราะก่อนหน้านี้ทั้งซอยเต็มไปด้วยร้านเหล้าทั้งสองข้างทาง  ทว่าตอนนี้กลายเป็นร้านอาหาร ร้านขนมให้เลือกกันอย่างหลากหลาย ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

 

ยืนรอได้สักพักก็มีผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้า

 

“เพื่อนเหรอวะ ? ผู้ชายคนนั้นมองผมและหันกลับไปถามดีเซล

 

ตั้งแต่เดินมาเขายังไม่หยุดยิ้มเลย ยิ้มทีเห็นยันฟันกรามแจกจ่ายความสดใสไปทั่ว ดูท่าทางจะเป็นคนอารมณ์ดีและขี้เล่น แถมพอยืนคู่กับดีเซลแล้วเหมือนกับพ่อลูกยืนคุยกันยังไงยังงั้น 

 

ผมไม่ได้ว่าเขาเตี้ยนะ แค่เขาตัวเล็กกว่าดีเซลอย่างเห็นได้ชัดแค่นั้นเอง

 

ผมยืนดูทั้งสองคนเถียงกันเรื่องเลือกร้านอาหารอยู่สักพักก็คิดได้ว่าวันนี้ผมเห็นดีเซลในหลายด้านมากทั้งตอนช่วยถ่ายรูปให้เพื่อนโรงเรียนเก่า  ตอนขาดความมั่นใจเวลาที่คุยกับผม ตอนที่เฮฮาอยู่กับพี่ที่ชมรม หรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่กำลังต่อปากต่อคำกับเพื่อนรูมเมทอย่างไม่ลดละ มันมากพอที่จะทำให้ผมมองเขาเป็นคนใหม่ได้เลย จากที่เห็นหน้าครั้งแรกแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาเพราะท่าทางหยิ่งๆ และเย็นชาของเขา ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิดที่มองคนแค่ภายนอกและผมมั่นใจว่าใครก็ตามที่ได้มาเห็นเขาในมุมนี้จะไม่มีทางคิดแง่ลบกับเขาได้อีก

 

คนอย่างดีเซลไม่ใช่คนคบยาก แถมยังใจดีมากอย่างที่พี่ขายน้ำคนนั้นบอกด้วย เพียงแต่ภายในใจลึกๆ ของเขา อาจจะกำลังสร้างกำแพงสูงโดยที่เขาไม่รู้ตัวอยู่ก็เป็นได  และผมหวังว่า...

 

 

จะมีใครสักคนมาทลายกำแพงของเขาลงได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...








เอาสถานที่จริงมาฝากค่ะ ส่วนใครที่เรียนที่นี่อยู่แล้วก็อาจจะเห็นๆ กันบ่อยละ


 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 455 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #416 Ji_IBlackHeart (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 03:31
    ตอนแรกก็สงสัยนะว่ามอเราเปล่าว้า ตั้งแต่สีเสื้อช็อปละ แต่พอบอกว่ามีสถานีรถไฟนี่ชัดสุด ถ้าบอกว่ามากินโรงเอ โรงซีนี่โคตรใช่ 555555555555
    #416
    0
  2. #390 Oo แว่นน้อย oO (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 13:34
    อยู่ ม. เดียวกันเลยยยย ><~ 5555
    #390
    0
  3. #375 Khunkhaoz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 23:12
    ลาดกระบังชัว!!!! ซอยโลกีย์ โอ้ยยย ขำ 555555
    #375
    0
  4. #358 JMpalmy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 21:41
    เคิร์ดวิเคราะห์เขาเป็นฉากๆเลยนะลูกนะ
    #358
    0
  5. #352 BB PIN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 10:34
    ชว.เหมือนกันเลยยยย
    #352
    0
  6. #335 chaaemmmm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 14:39
    ไม่ชินกับการใช้ฉันแทนตัวผู้ชายเลยค่ะ แต่อ่านได้5555
    #335
    0
  7. #252 นุ๊ก ไนท์กี้. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 22:58
    ทำไมกูจิ้นดีเซลกับเบนซิน รู้สึกดุเดือด55555
    #252
    0
  8. #244 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 00:14
    พอดีเซลใช้คำว่าผมแล้วมันดูเพิ่มความน่าเอ็นดูอีกสิบระดับ ดีเซลลูกกกก
    #244
    0
  9. #230 Chopoom94 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 21:34
    คนคนนั้นอาจจะเป็นนายก็ได้นะเคิร์ด ฮุฮุ
    #230
    0
  10. #224 Fiesta Blue (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 00:45
    เรียนสาขาเดียวกันเลยดีเซลแต่คนละที่555
    #224
    0
  11. #202 intraidear (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2560 / 01:02
    โลเคชั่นลาดกระบัง 5555555
    #202
    0
  12. #161 plaatitaya99 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 06:14
    ลาดกระบังแน่เลย 55555
    #161
    1
    • #161-1 Pretzel Jane Pattinson(จากตอนที่ 4)
      6 กันยายน 2560 / 21:26
      คิดเหมือนกันเลยยย ตั้งแต่แซมกันต์ละ 55555
      #161-1
  13. #159 Mistyblack (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 21:56
    พี่ขายน้ำ 5555
    #159
    0
  14. #140 BANGMINOK (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 13:37
    ลาดกระบังใช่ไหม555
    #140
    0
  15. #107 MIND&KEY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 19:45
    ดูแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆ ดีเซลดูนิ่งๆน่ารักดีอ่ะ
    #107
    0
  16. #2 Pople (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 15:21
    อยากอ่านต่อแล้วววว
    #2
    0