รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 30 : สีที่ 28 : ควรทำให้ชัดเจน (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 315 ครั้ง
    24 ก.ย. 60



สีที่ 28


Diesel' s Part

 

 

เคิร์ด : เนี่ยดูดิ ต้องมาเตรียมตัวแต่เช้าเลยอ่ะ

 

เคิร์ด : ขบวนก็เริ่มตั้งบ่ายโมงนู่น

 

เคิร์ด : (สติ๊กเกอร์หมีน้ำตาลทำหน้าเซ็ง)

 

เตรียมตัวไว้ก่อนไง

 

อยากเห็นอ่ะ ส่งรูปให้ดูหน่อยดิ

 

เคิร์ด : ไม่เอา มาดูเอง

 

(สติ๊กเกอร์ร้องไห้)

 

 

“ฮั่นแน่ !”

 

“เฮ้ย !

 

ผมเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ พอเห็นว่าเป็นพี่ตู้เลยเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากล้องทำเป็นไม่สนใจ นี่ไม่รู้ว่าเข้ามายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มีแนวโน้มว่าจะยืนแอบอ่านอยู่นานเลยทีเดียว

 

“นั่งยิ้มไรคนเดียวครับน้องเซล มีความสุขอะไร ไหนบอกพี่ตู้ซิ” พี่ตู้เลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งข้าง ๆ เพื่อเสริมให้เห็นถึงความจริงจังในการอยากรู้เรื่องของคนอื่น

 

“เปล่า” ผมหุบยิ้ม ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น

 

“แหม...คืบหน้าแล้วล่ะสิ”

 

“ก็ไม่...”

 

“หา... ไม่คืบหน้า”

 

“ไม่เสือกดิพี่” ก็ลอยหน้าลอยตาพูดไปอย่างนั้นแหละ แต่เพราะยังไม่มีคำตอบให้พี่ตู้จริง ๆ เลยต้องแกล้งกวน

 

ตัวผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ของเรามันเรียกว่าอะไร คืบหน้าไปถึงไหน ก็รู้อยู่หรอกว่าถึงขั้นจูบกันแล้วนี่มันต้องไม่ใช่เพื่อนแน่ ๆ แต่จะให้ขยับไปเป็นแฟนเลย...ก็ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น

 

“สรุปจะบอกกูได้ยังเนี่ยฮะว่ามีอะไร”

 

“ไม่ได้มีอะไร” ผมทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะหันไปเช็กสภาพกล้องที่เพิ่งจะเช็กไปแล้วรอบนึงก่อนหน้านี้

 

“เหรอ...แล้วคบกันยังอ่ะ”

 

“คบอะไร”

 

“ก็มึงกับคนนั้นไง หรือยังไม่แน่ใจตัวเองอีกฮะ ระวังนะมึงอ่ะ ชักช้าเดี๋ยวก็โดนใครสอยไปแดกหรอก”

 

หึ ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยกังวลเลย ผมเชื่อใจเคิร์ดว่าเขาจะไม่ทิ้งผมไว้กลางทาง เพราะถ้าคิดจะไปกับใครง่าย ๆ เขาคงไปนานแล้ว คงไม่ทนอยู่กับผมที่ไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่างแบบนี้หรอก

 

“ก็รู้แล้ว...แต่ยังไม่ได้...” ผมตั้งใจหยุดไว้แค่นั้น ก่อนจะหันไปมองตู้ที่ยักคิ้ว-หลิ่วตาใส่จนผมหมดอารมณ์เล่า

 

อันที่จริงผมรู้ตัวแล้วนะว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่ และมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าตอนที่บอกไปอีกฝ่ายจะต้องดีใจจนกระโดดโลดเต้น เพียงแต่ว่าตอนนี้อะไร ๆ ก็ไม่ค่อยลงตัว ทุกอย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ถ้าจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอคบ มันก็ดูจะเร็วเกินไป ทีก่อนหน้านี้ยังงอนกันได้ตั้งนาน

 

“แล้วรออะไรอยู่ล่ะ” พี่ตู้ยกมือขึ้นมาตบไหล่เบา ๆ “มึงขอคบเลย ก่อนหน้านี้มึงเจอเรื่องอะไรมาตั้งเยอะ แล้วอีกอย่าง มึงไปทำให้เขาคิดก่อนด้วย รับผิดชอบความรู้สึกเขาหน่อย แมน ๆ หน่อยเว้ย”

 

“มันจะไม่เร็วไปเหรอ”

 

“เร็วตรงไหนวะ ตอนกูรู้จักกับแพรนะ พอกูรู้ว่าเริ่มชอบ กูก็บอกเขาไปตรง ๆ แพรก็ไม่ได้อะไร ก็คุยกับกูไปเรื่อย ๆ พอกูรู้ว่าแพรก็มีใจให้กูเหมือนกัน กูนี่จัดเลยจ้า เรื่องอื่นน่ะเอาไว้ค่อยไปเรียนรู้ตอนที่กำลังคบกันก็ได้นี่”

 

ผมเริ่มคิดตามที่พี่ตู้แนะนำ ใจหนึ่งมันก็บอกว่า ขอเวลาอีกนิด แต่อีกใจมันก็ฟ้องดังมากว่า ขอเวลามาเยอะแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องเจ็บปวดแน่นอน

 

“คบเหรอ?”

 

“เออดิ กูว่านะเว้ยมึงสองคนต้องไปกันได้ดีแน่ ๆ เพราะเจออะไรมาค่อนข้างเยอะ แถมรู้จักนิสัยกันแล้วด้วยนี่ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหรอก เชื่อหมอตู้ได้เลย กูฟันธงขาดมาเยอะแล้ว”

 

“แล้ว... โอ๊ย...” กำลังจะนึกภาพตามที่พี่ตู้บอก แต่แค่จินตนาการว่าตัวเองต้องพูดอะไรแบบนั้นออกไป เลือดในกายก็สูบฉีดจนความดันทะลุร้อยสี่สิบไปแล้ว ประสบการณ์อะไรก็ไม่มีสักอย่าง แบบนี้จะไปทำให้เคิร์ดพอใจได้ยังไง ผมเลยได้แต่ยกมือขึ้นมาลูบหน้าเบา ๆ

 

“เฮ้ยไอ้เซล...นี่มึงหน้าแดงเหรอวะ !”

 

เหมือนกรรมตามทันยังไงไม่รู้ เคยแต่แกล้งเคิร์ดให้เลือดขึ้นหน้าเพราะความเขิน พอตัวเองเป็นบ้างนี่อยากจะเอาหัวไปจุ่มน้ำเย็น ๆ เลย

 

“พี่ตู้เร่งแอร์ให้หน่อยดิ ผมร้อน”

 

ไม่ใช่แค่หน้าเท่านั้นที่ร้อน แต่รู้สึกว่าเหงื่อเม็ดน้อย ๆ กำลังไหลออกมาตามไรผมด้วย

 

“อุปส์...ฮ่า ๆ” อีกคนหัวเราะชอบใจ “น้องกูเป็นหนุ่มแล้วคร้าบ ! นี่กูจะบอกให้นะ วันนี้เจอกันนะมึงก็จัดเลย แบบว่า...คบกันมั้ย ถึงจะยังไม่รู้จักกันดี แต่ผมจะพยายามทำความรู้จักนายให้มากกว่านี้ ... อะไรแบบนี้น่ะ”

 

เอาเลยเต็มที่...มีความสุขเข้าไป แต่จะเรียกว่ามีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้ผมไม่ได้ทุกข์เลยสักนิด ตรงกันข้ามผมกลับมีความสุขอย่างประหลาด

 

ถ้าถึงเวลาที่ต้องพูดจริง ๆ ผมจะกล้าบอกเคิร์ดไปตรง ๆ หรือเปล่า และที่สำคัญผมจะบอกเขาตอนไหนดีนี่สิ

 

 

 

 

 “สวัสดีค่า ! และแล้วก็กลับมาพบกันอีกเช่นเคยนะคะ กับมหากรรมกีฬาระดับมหาวิทยาลัยที่จะคัดสรรจ้าวแห่งกีฬาของมหาวิทยาลัยเข้าไว้ด้วยกัน กับ...KTU Sport Game !!!”

 

สิ้นเสียงเอ็มซีสาวหน้าเดิมจากคณะบริหารและการจัดการที่ไม่ว่างานไหนเธอก็จะไปเป็นพิธีกรให้เสมอ ก็ตามมาด้วยเสียงเฮจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ต่างก็ถูกรุ่นพี่คณะของตนเกณฑ์มาขึ้นสแตนด์เชียร์จนเต็ม

 

เวลาตอนนี้ก็เกือบสิบเอ็ดโมง นักกีฬาบางคนที่การแข่งขันจบไปแล้วต่างก็พากันมาที่อัฒจรรย์เชียร์เพื่อรอดูขบวนพาเหรดที่จัดอย่างสวยงาม และความอลังการตามธีมของแต่ละคณะ

 

“เซลเอาไอ้นี่ไปใส่ เดี๋ยวทางองค์การนักศึกษาจะไม่รู้ว่าเป็นช่างภาพ” พี่ตู้เดินเข้ามาหาผมแล้วยื่นปลอกแขนให้ใส่

 

ที่แขนของสต๊าฟคนอื่นก็จะมีปลอกแขนแบ่งตามหน้าที่ของตัวเองใส่ไว้เหมือนกัน อย่างของผมก็จะเป็นปลอกแขนสีเหลืองและมีรูปกล้องสีขาวอยู่ตรงกลาง ผมรับมันมาพร้อมกับวิทยุสื่อสารที่เอาไว้ใช้กันเองสำหรับชมรมถ่ายภาพที่ถูกรับหน้าที่ให้ถ่ายภาพในงานนี้

 

“จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกมั้ยพี่”

 

“ไม่น่ามีแล้วมั้ง แต่มึงคุยกับเพื่อนคนอื่นแล้วใช่มั้ยว่าจะไปถ่ายตรงไหนบ้าง”

 

“อืม” ผมใส่ปลอกแขนก่อนจะเหน็บวิทยุสื่อสารไว้ที่ขอบกางเกงด้านหลัง

 

แต่นี่แหละ...ทุกอย่างย่อมเป็นอุปสรรคเสียเหลือเกินในการที่จะได้เข้าไปถ่ายรูปให้เคิร์ด เห็นบอกแค่ว่าจะอยู่ในริ้วขบวน แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าไปทำอะไร หวังว่าคงจะไม่ได้ไปเป็นกรรมกรแบกหามหรอกนะ ถึงได้ไม่กล้าบอก เพราะช่วง 4-5 วันมานี้อีกคนบ่นโอดโอยทุกครั้งที่คุยกันว่าปวดกล้ามเนื้อไปหมด

 

อ้อ...ผมไม่ได้บอกเคิร์ดว่าถึงจะได้ถ่ายรูปขบวน แต่ผมก็ไม่ได้ลงไปถ่ายแบบตามติด เพราะหน้าที่จริง ๆ คือต้องคอยถ่ายภาพมุมสูงจากบนสแตนด์เชียร์ตรงกลางต่างหาก

 

“ไมมึงไม่ไปถ่ายข้างล่างวะ” ก็พอจะรู้มาบ้างว่าน้อง ๆ แบ่งหน้าที่กันออกไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่พี่ตู้ก็ไม่คิดว่าผมจะเปลี่ยนหน้าที่ตัวเองมาถ่ายเก็บบรรยากาศอย่างเดียว

 

“ให้พี่ ๆ เขาถ่ายกันดีกว่า อีกอย่างคนข้างล่างมันเยอะแล้วด้วย”

 

“มึงกลัวภาพซ้ำหรือไง เออเอาเหอะ ขึ้นไปเตรียมตัวเลยแล้วกัน ถ่ายอะไรไปก่อนก็ได้ ขบวนมีแป้บเดียวไม่ต้องกลัวเมมเต็ม”

 

“โอเค”

 

“เออนี่” ก่อนไปพี่ตู้ก็เดินมากกระซิบข้างหู “แล้วอย่าลืมบอกเขาไปนะเว้ย...เรื่องขอคบอ่ะ”

 

“ไปได้แล้วไป”

 

เกือบแล้ว มาอย่างหล่อแต่กลับไปอย่างกวน ได้ยินอย่างนั้นก็อดส่ายหัวให้รุ่นพี่ที่สนิทมาตั้งแต่สมัยไหนไม่ได้ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังสแตนด์เชียร์ด้านบนที่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะทัศนียภาพโดยรอบมหาลัยแบบ 360 องศานั่น

 

ผมเดินตามทางเดินและยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพทั่ว ๆ ไปเพื่อเป็นการฆ่าเวลา ทั้งภาพนักศึกษาแต่ละคณะที่นั่งอยู่เต็มสแตนด์ ทั้งภาพในสนามก็กำลังดูวุ่นวายกับการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อรอรับขบวนแห่

 

แชะ !

 

“พี่คะ จะเอารูปได้ที่ไหนเหรอคะ” แน่นอนว่าเดินผ่านสาว ๆ ก็ต้องมีโดนแซ็วกันบ้าง สาวน้อยร่างอวบคนหนึ่งถามขึ้นแบบเขิน ๆ

 

“ไปเซฟเอาที่เพจชมรมถ่ายภาพได้เลยครับ” ไม่พูดเปล่า แต่ยังยิ้มหวานให้รุ่นน้องไปทีหนึ่ง ซึ่งเรียกอาการหน้าแดงให้สาว ๆ แถวนั้นได้เป็นอย่างดี

 

“เอ่อ.. ขอไลน์พี่ได้มั้ยคะ แบบว่าเซฟจากเพจรูปมันไม่ละเอียดพออ่ะ”

 

ผมว่า...ผมตามมุกน้องเขาทันนะ “อินบอกซ์มาที่เพจก็ได้ครับว่าอยากได้รูปไหน เดี๋ยวแอดมินจะไปฝากไฟล์ให้เอง ขอตัวนะครับ” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็เดินมา แต่ก็ยังได้ยินเสียงกรี้ดตามเบา ๆ

 

นี่ถ้าเป็นผมคนเก่าคงทำเป็นไม่ได้ยินและเดินหนีตั้งแต่ทักครั้งแรกแล้ว แต่เพราะตอนนี้ความเย็นชามันถูกความอุ่นของใครบางคนโอบล้อมไว้ เลยกลายเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้นมาซะอย่างนั้น

 

 

ถ่ายไปถ่ายมาก็จวนจะได้เวลาของขบวนพาเหรดแล้ว ผมจึงเตรียมตัวขึ้นไปยืนบนอัฒจรรย์ชั้นบนสุดตามที่ได้มาร์คจุดกันไว้

 

“พี่น้องชาว KTU คะ พร้อมรึยังกับความอลังการของขบวนพาเหรดแต่ละคณะ !!!

 

ทันทีที่เสียงของเอ็มซีสาวดังขึ้น ผมก็กระชับกล้องให้มั่นเตรียมมองหาว่าขบวนพาเหรดของคณะแรกจะออกมาทางไหน

 

“เรามาพบกับคณะแรกได้เลยค่ะ...คณะวิศวกรรมศาสตร์ !!!”

 

เสียงเฮดังขึ้นอย่างกึกก้องจากอัฒจรรย์ด้านริมสุด ส่วนมากจะเป็นเสียงผู้ชายเสียมากกว่า เหล่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ใส่เสื้อยืดสีแดงเลือดนกโห่ร้องราวกับต้องการจะปลุกระดมให้พร้อมรบเสียมากกว่าเชียร์ขบวนพาเหรด หนักสุดคือรุ่นพี่ที่อยู่ตรงชั้นล่างสุดของสแตนด์เชียร์ ที่ปรบมือให้เข้าจังหวะเมื่อขบวนพาเหรดกำลังเคลื่อนเข้าสู่สนาม ผมเลิกสนใจการปลุกใจของคนบนอัฒจรรย์ แล้วมองตามขบวนที่เริ่มเคลื่อนออกมา

 

ผ่านไปสักพัก ขบวนของแต่ละคณะก็ค่อย ๆ ทยอยออกมาพร้อมด้วยเสียงบรรยายถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ที่แต่ละคณะได้รับมอบหมาย จากเสียงประกาศนุ่ม ๆ ของเอ็มซี ทำให้ทราบว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ใช้ธีมพระเจ้าตากสินกับกรุงธนบุรี คณะวิทยาศาสตร์มาในชุดพระสุพรรณกัลยาเนื่องจากคณะนี้ผู้หญิงเยอะ คณะต่อไปคือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในธีมพ่อขุนรามคำแหง คณะบริหารและจัดการ คณะนี้ผู้หญิงเยอะจึงใช้ธีมย่าโม

 

ตกลงว่าคณะอุตสาหกรรมเกษตรไปจับฉลากได้อันดับไหนกัน ทำไมถึงออกมาช้าขนาดนี้

 

“ขอโทษครับ ๆ ขอทางหน่อยครับ”

 

ในจังหวะที่ผมกำลังจะลั่นชัตเตอร์ ก็มีเสียงร้องขอทางมาจากทางด้านข้างพอหันไปก็เด็กปี 1 ที่น่าจะเป็นสวัสดิการหรืออะไรสักอย่าง กำลังยกลังน้ำกับเพื่อนตรงมาทางผม

 

ก็อยากจะหลบให้อยู่หรอก แต่ถ้ามากกว่านี้คงตกบันไดแน่ ๆ แล้วจุดที่ยืนอยู่นี่ถือว่าเป็นมุมดีมองเห็นทุกคณะได้อย่างชัดเจน จะขยับไปไหนก็กลัวไม่ได้มุมกล้องเดิม แต่ก็เสียอย่างเดียวตรงที่มันติดกับบันไดทางขึ้นตรงกลางอัฒจรรย์น่ะสิ

 

แล้วพอดูดี ๆ ก็ไม่ได้มีแค่คนแบกน้ำมาสองคน แต่ข้างหลังยังมีอีกหลายคนที่กำลังถือกระจาดของว่างตามมาอีก ผมหันรีหันขวางก่อนจะหลบทางให้น้อง ๆ ได้เดินกันง่ายขึ้น

 

“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ !” สาวน้อยคนหนึ่งที่กำลังยกลังหนัก ๆ กับเพื่อนอีกคนเผลอเซมาชนผมอย่างจัง เธอหันมาขอโทษอย่างรวดเร็ว แต่...

 

“เฮ้ย !

 

“พี่ !!!”

 

“เฮ้ยคุณ !”

 

ตึ้ง !

 

ด้วยความที่ผมยืนหมิ่นเหม่ตรงขอบบันไดอยู่แล้ว พอโดนชนเพียงนิดเดียว เลยพลาดท่าหงายหลังร่วงตกลงมาง่าย ๆ ตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย

 

“พี่คะ...พี่ได้ยินหนูมั้ย !?

 

ผมไม่ได้หมดสติไปทันทีแบบในละครไทย แต่ความเจ็บที่แล่นผ่านร่างกายจนขยับตัวไม่ได้ก็ทำเอาจุกไปพักใหญ่ อวัยวะที่กระแทกกับพื้นปูนเจ็บจนชาโดยเฉพาะตรงหน้าผาก รู้สึกได้เลยว่ามันกำลังเปียกชื้นจากของเหลวเหนียวข้นที่ไหลออกมา และมือข้างหนึ่งก็เจ็บจนขยับไม่ได้

 

“เฮ้ย ! เรียกกองพยาบาลเร็ว”

 

ภาพตรงหน้าคือนักศึกษาหลายชีวิตที่กำลังเข้ามาเพื่อที่จะช่วยเหลือ โชคดีที่มีคนได้สติแล้วร้องเตือนว่าให้รอกองพยาบาล ไม่อย่างนั้นอาจจะจับผิดท่าผิดทางจนเป็นหนักกว่าเดิมก็ได้

 

“ดีเซล !”

 

ผมต้องหลับตาข้างหนึ่ง เพราะเลือดที่กำลังไหลเข้าตาและค่อย ๆ ลุกขึ้นตามแรงพยุงของนักศึกษาชายจากกองพยาบาลที่เข้ามาช่วย โชคดีที่อย่างน้อยก็พอมีสติและได้ยินเสียงเรียก

 

“ฉันเป็นเพื่อนสนิทเขาค่ะ ขอตามไปด้วยนะคะ”

 

น้ำเสียงร้อนรนที่ฟังดูแล้วต้องเป็นผู้หญิงไม่ผิดแน่ แต่เอาเถอะ...ถ้าอยากจะตามไป ก็ไป

 

 

 

 

“โอเคครับ สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร แล้วก็ไม่มีส่วนไหนหัก แค่ข้อมือซ้นแล้วก็หัวแตก กับแผลถลอกที่หลังนิดหน่อย เดี๋ยวรับยาได้เลยนะครับ”

 

“ขอบคุณครับคุณหมอ” หลังจากทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็พาผมมาพบคุณหมอเพื่อดูฟิล์มเอ็กซเรย์ โชคดีที่ไม่มีอาการอะไรให้น่าเป็นห่วง

 

ตอนแรกคิดว่าจะตายเป็นผีเฝ้าอัฒจรรย์ไปซะแล้ว ต้องขอบคุณหลาย ๆ คนที่เข้ามาช่วยไว้ ดีขนาดไหนที่ตกลงมาขนาดนั้นแต่ก็ยังไม่เป็นอะไรมาก ข้อมือก็แค่ใส่เฝือกอ่อน แผลที่หัวก็โดนเย็บ 5 เข็ม ส่วนความรู้สึกเจ็บ ๆ ตามร่างกายก็ยังมีอยู่บ้างเลยทำให้เดินไม่สะดวก

 

ไม่รู้ว่าป่านนี้น้องแคนนอนลูกรักของผมจะเป็นอย่างไรบ้าง สภาพที่เห็นล่าสุดก่อนจะมาโรงพยาบาลคือเละเลย จะมีใครเก็บไว้ให้หรือเปล่านะ

 

“ดีเซลเป็นไงบ้าง”

 

ขณะที่กำลังรอเรียกชื่อรับยา หญิงสาวผมสีน้ำตาลก็เดินเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ

 

อ่า...จริงสิ ตอนที่จะถูกหามขึ้นรถ ก็เหมือนได้ยินเสียงร้องขอตามมาด้วยเหมือนกัน

 

“ไอติม

 

“ใช่ ๆ เราเอง จำเราได้ใช่มั้ย?

 

“จำได้สิ ผมไม่ได้ความจำเสื่อมนะ แค่หัวแตกเอง”

 

“ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ตอนที่เห็นดีเซลตกลงมา เรานี่ใจหายวูบเลยรู้มั้ย แล้วนี่เจ็บแค่นี้จริงเหรอ”

 

“อืม” ตัวน่ะเจ็บแค่นี้ แต่กล้องที่พังไปนี่สิ เหมือนใจจะพังตาม “ขอบใจนะที่ตามมา”

 

“ไม่เป็นไรหรอก อุตส่าห์ภาวนาให้ตอนเข้าไปไม่ใช่ดีเซล แต่ก็ไม่ได้ผลแฮะ”

 

“ทำไมล่ะ จะใครเจ็บมันก็คงเหมือนกันนั่นแหละ อืม...ไอติมกลับเลยก็ได้นะ ไม่รู้ว่าจะได้รับยาตอนไหน” มองไปรอบ ๆ ก็มีแต่คนที่นั่งรอคิวรับยาเหมือนกัน แถมเจ้าหน้าที่ก็มีแค่คนเดียว รอกันยาว ๆ

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรารอเป็นเพื่อน”

 

ความอึดอัดใจเริ่มกลับมาอีกครั้งเมื่อไอติมรั้นจะอยู่ต่อให้ได้ ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าเธอคิดยังไง แต่เพราะมั่นใจว่าถ้ารักษาระยะห่างดีพอ ก็จะสามารถเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แต่พอคิดถึงการกระทำของไอติมที่ร้านเหล้าเมื่อคืนวันนั้น ก็ทำให้รู้สึกลำบากใจขึ้นมา

 

“เราถามอะไรหน่อยสิ” จู่ ๆ ไอติมก็ถามขึ้นมา

 

“อือ”

 

“ดีเซลคิดยังไงกับเคิร์ดเหรอ”

 

“ทำไมเหรอ” ผู้หญิงนี่ก็แปลก ชอบถามอะไรที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

 

“เราแค่อยากรู้ ว่าเราหมดสิทธิ์แล้วจริง ๆ ใช่มั้ย เราไม่มีหวังเลยเหรอ”

 

“ไอติมก็เป็นเพื่อนเราไง”

 

“แค่นั้น?

 

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็เรา...ไม่ได้คิดกับไอติมเกินเพื่อนเลย

 

“แล้วที่ดีเซลมาช่วยเราบ่อย ๆ มาดูแลเรา ตามใจเรา ดีเซลทำไปทำไมอ่ะ”

 

ได้ยินแบบนี้แล้วเหมือนเห็นภาพเคิร์ดเมื่อตอนนั้นลอยเข้ามาซ้อนทับเลย แต่ความรู้สึกที่มีต่อคนพูดมันช่างแตกต่าง จริงอยู่ว่าการที่ผมทำแบบนี้ในอาจจะทำให้อีกคนเข้าใจผิด เหมือนกันว่าเป็นการอ่อยเขาแบบไม่รู้ตัวอย่างที่พี่ตู้เคยบอก แต่สำหรับคนตรงหน้า ผมตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่าทำไปเพราะเห็นเป็นเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น

 

ความจริงก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่ความอ่อนโยนและใจดีที่มีให้กับทุกคนนั้นถูกตีความผิด และกลายเป็นการทำร้ายคนอื่นอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

 “เราก็เป็นของเราแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่ ทำไมถึงเพิ่งจะมาคิดล่ะ” ไม่ได้อยากโบ้ยความผิดนี้ให้ใครจริง ๆ นะ “ขอโทษนะ ถ้าที่ผ่านมาเราทำให้ไอติมเข้าใจผิดมาตลอด เราก็ขอโทษด้วย”

 

“แล้วกับเคิร์...”

 

“คุณดุลยทรรศน์ รับยาที่ช่อง 1 ค่ะ”

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย เภสัชกรในห้องจ่ายยาก็เข้ามาช่วยห้ามศึกทันที เพราะหากจะให้ตอบคำถามที่พอเดาได้นั้นจริง ๆ กลัวว่าไอติมจะร้องไห้กลางโรงพยาบาลแน่ ๆ

 

หลังจากรับยาเสร็จแล้ว ผมก็สูดหายใจเข้าแรง ๆ เพื่อหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่รออยู่

 

“ขอบคุณมากนะที่มาอยู่เป็นเพื่อนเรา”

 

“ดีเซลยังไม่ได้ตอบเราเลยนะ ว่ากับเคิร์ด...”

 

“ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ เราเป็นอย่างนี้ของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าจะกับไอติมหรือว่ากับเคิร์ด เพียงแต่สำหรับเราแล้ว...”

 

 

“เคิร์ด คือคนที่เราคิดว่าเขาพิเศษกว่าใครเท่านั้นเอง”  

  


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 315 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #432 - WiSH - (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 02:02
    น่อวววว พิเศษกว่าใคร อิ_อิ งี้ก็อดดูเคิร์ดเดินขบวนอะดิ5555555
    #432
    0
  2. #278 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 02:33
    ตรงๆไปเลยค่ะ มันต้องอย่างงี้สิลวกเพ่ แต่เป็นงี้ดีเซลก็ไม่ได้ดูเคิร์ดสิ ป้ะ?
    #278
    0
  3. #188 Mistyblack (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:42
    ดีงามมมมม
    #188
    0
  4. #133 R_T_K07 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 21:16
    กรี๊ดดดด #คำพูดของดีเซลชัดเจนมาก555
    #133
    0
  5. #70 lee nijinki (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 14:14
    อ่อยยยย อยากอ่านต่อแล้ว สรุปไม่ได้ถ่ายรูปเคิร์ด นี่อยากรู้มากเลยเคิร์ดแต่งเป็นอะไร ในขบวน 55555 มาต่อเร็วๆนะค่ะ
    #70
    0
  6. #69 J-gon (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 21:29
    ยอมแพ้เถอะไอติม เฟรนด์โซน ยูโนว์? 5555
    #69
    0
  7. #68 artthit (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 21:15
    ชัดเจนนนน ชะนีหลบไป 55555
    #68
    0