รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 3 : สีที่ 2 : บลูฮาวายแก้วนั้น (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,838
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 533 ครั้ง
    16 ส.ค. 60



สีที่ 2


พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ผมเกิดมาช่วงนั้นพ่อกำลังทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตภัณฑ์นมพอดี ตอนพ่อเห็นผมครั้งแรกหน้าตาผมน่าเกลียดน่าชังมาก ตัวก็เล็ก ๆ ผิวก็ขาว ๆ อย่างกับครีมโยเกิร์ตในโรงงาน  พ่อเลยตั้งชื่อเล่นให้ผมว่า “เคิร์ด” ซึ่งเป็นชื่อของแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ทำให้นมจับตัวกันเป็นโยเกิร์ต แล้วตอนนี้ผมก็ดันมาเรียนในคณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิศวกรรมแปรรูปอาหาร อะไร ๆ มันก็เลยเข้ากันไปเสียทุกอย่าง 

 

ยกเว้นก็แต่ตอนนี้...ที่พวกผมดูเหมือนจะไม่มีอะไรเข้ากับคนรอบข้างเอาเสียเลย 

 

เมื่อประมาณสิบกว่านาทีที่แล้ว เบสกับกายพากันลากผมมากินข้าวกลางวันไกลถึงโรงอาหาร L ที่ติดกับตึกวิศวะ พอมาถึงปุ๊บผมนี่ร้องโอ้โหเลย  เล่นมาถึงตอนเที่ยง ๆ แบบนี้มันจะให้ผมไปตบตีแย่งชิงที่นั่งกับไอ้พวกเจ้าถิ่นพวกนั้นเหรอวะ แล้ววันนี้มีเรียนแล็บซึ่งต้องใส่ช็อปสีแดงเลือดหมูมาด้วย แม่งยิ่งเด่นไปใหญ่เลย ช็อปเด็กวิศวะมันเป็นสีกรมกันทั้งนั้น นี่มองไปทางไหนก็เห็นเป็นสีเดียวกันหมด

 

“ไอ้กายโรงอาหารที่คณะก็มีทำไมไม่กินวะ แล้วนี่มึงจะกลับไปเรียนตอนบ่ายทันได้ไง”

 

แล้วเพื่อนก็ช่วยแหกเบ้าตาตี่ ๆ ของเพื่อนดูด้วยนะครับว่ามันมีที่นั่งมั้ย คนเยอะขนาดนี้ แม่งจะให้นั่งพื้นเหรอวะ

 

“คาบนี้อาจารย์ชอบเข้าสายมึงก็รู้  ไม่เป็นไรหรอก”

 

“อ๋อเหรอ ถ้ามึงมีมอ'ไซค์สักคันกูจะไม่บ่นเลย

 

“เออน่า เปลี่ยนบรรยากาศบ้างมึง เดี๋ยวก่อนจบจะไม่มีโอกาส” ไอ้เบสพูดซะยังกับว่าปี 2 จะเป็นปีสุดท้ายของมันเลย

 

“ทำไม มึงจะซิ่วเหรอ” ไอ้กายถามกลับทันที

 

“เปล่า  โดนไทร์ ฮ่า...” 

 

“โถ่ ! ไอ้สัส น้ำหน้าอย่างมึงโดนไทร์พวกกูก็ไม่ต้องทำไรแดกละ”

 

พอได้ยินแบบนี้ไอ้เบสก็หัวเราะชอบใจใหญ่ มันนั่นแหละตัวดีเลย ชอบดึงมีนให้ขึ้นเอาๆ เกรดก็ไม่เคยต่ำว่า 3.5 สักครั้ง ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนทำบุญด้วยอะไร สมองถึงได้แตกต่างจากผมราวท้องฟ้ากับรากหญ้าขนาดนี้

 

“เฮ้ย ๆ ตรงนั้นว่าง เร็ว ๆ” ไอ้กายรีบโยนกระเป๋าเป้ประหนึ่งโยนลูกซอฟต์-บอลไปลงตรงกลางโต๊ะว่างได้อย่างแม่นยำ ทว่าตอนที่กระเป๋าไอ้กายหล่นลงบนโต๊ะก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีกระเป๋าใครไม่รู้ถูกวางลงบนนั้นพอดี

 

“อ้าว...” นึกว่าใครที่ไหน คนที่ผมเคยไม่ชอบขี้หน้าเมื่อไม่กี่วันที่แล้วนี่เอง

“ใช่คนที่ติดลิฟต์กับไอ้เคิร์ดปะ” ไอ้กายเงยหน้าขึ้นไปมอง อีกฝ่ายพยักหน้านิด ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองออก

 

“ถ้าไม่รังเกียจ จะนั่งด้วยกันก็ได้นะ” เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเดินแยกไปกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ผมเลยออกปากชวน

 

“ไม่เป็นไร กลัวว่าจะอึดอัดกัน”

 

“อึดอัดอะไรนายมากันสองคน ฉันมีสามคน เก้าอี้มีหกตัว พอเห็น ๆ”

 

“จะนั่งด้วยกันก็ได้นะ ตอนนี้แม่งคงไม่เหลือที่ละ” ไอ้กายเอ่ยทับไปอีก

 

ดีเซลหันไปมองรอบ ๆ เขาหันไปหาเพื่อนอีกคนที่ยืนข้างกันแล้วพยักหน้าให้พวกผมและวางกระเป๋าลงที่เดิม ก่อนจะเดินออกไปซื้อข้าวเป็นคนแรก

 

“นาย ๆ ชื่อไรอ่ะ” ไหน ๆ ก็ต้องนั่งกินข้าวด้วยกัน เรียนวิชาเสรีตัวเดียวกัน ผูกมิตรกันไว้น่าจะดีแถมดูท่าจะเป็นมิตรกันง่ายกว่าดีเซลด้วยซ้ำ

 

“จะเอาชื่อจริง ๆ หรือชื่อที่เราอยากให้เรียกล่ะ”

 

“เอา...เอาไอ้ที่อยากให้เรียกก็ได้”

 

“งั้นเรียกเราว่าเอก็ได้ แล้วนายชื่อไรอ่ะ”

 

“ชื่อเคิร์ด อยู่ อก.”

 

ระหว่างที่ยืนรอคิวซื้อข้าว ผมกับเอคุยกันไปเรื่อย ๆ คิวต่อผมคือเบสกับกาย ส่วนดีเซลนั้นอยู่ข้างหน้าเอและด้านหน้าเขาก็มีอีกหลายคิว คงอีกสักพักใหญ่กว่าจะถึงผม

 

“อ้าว ! ไอ้เซล...นี่มึงมากินข้าวโรงนี้ด้วยเหรอวะ” 

 

คนที่ต่อแถวข้างหน้าดีเซลหันมาทักทาย ไม่สิ... ฟังจากน้ำเสียงที่ใช้แล้ว เรียกว่าหันมาหาเรื่องน่าจะดูเข้ากับสถานการณ์มากกว่า ดีเซลเองก็น่าจะรู้เจตนาฝั่งนั้นด้วย ผมเห็นเขาเงียบและทำเป็นไม่สนใจ แต่มันกลับกลายเป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายรู้สึกสนุกขึ้นมาแทน 

 

“อยู่คณะเดียวกันแท้ ๆ แต่แม่งไม่เคยเจอมึงเลยว่ะ แล้ววันนี้นึกไงมากินข้าวถึงนี่ โรงมึงก็มีกินไม่ใช่เหรอ”

 

ทำไมยืนฟังเฉยๆ แต่เหมือนโดนด่าด้วย

 

“ไม่เสือกดิ”  

 

ห๊ะ ! นี่มันใช่การตอบตามมารยาทที่พึงมีหรือ ก็รู้นะว่าไม่อยากคุยด้วย แต่ตอบอย่างอื่นก็ได้มั้ง ตอบแบบนี้มันตอบเรียกตีนชัด ๆ

 

“เฮ้ย... กูไม่ได้อยากจะเสือก กูแค่ไม่เคยเห็นมึงเดินอยู่แถวนี้ไง”

 

ผู้ชายคนนั้นตอบด้วยสีหน้ากวนอารมณ์ เขาใส่ช็อปสีเดียวกับดีเซลแต่หน้าตาดูคมคายกว่า

 

“กูว่าวันนี้น่าจะเป็นวั...” เขากำลังจะยกมือขึ้นตบไหล่ดีเซล แต่...

 

เพี้ยะ !!!

 

เฮือก ! ช็อกรอบสอง ดีเซลปัดมือผู้ชายคนนั้นออกไปอย่างไม่ใยดี ตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผู้ชายคนนั้นสีหน้าเป็นอย่างไร ตอนโดนด่าครั้งแรกอาจจะคิดว่าเป็นมุก แต่มาโดนตีมือจนดังเพี้ยะแบบนี้... ชัดเจน

 

“มึงไม่ต้องมาเสือกอยากรู้เรื่องของกู” 

 

“ไอ้เหี้ยเซล !”

 

เหี้ยบุกบ้าน ! เขาจะตีกันแล้วครับพี่น้อง

 

 ผู้ชายคนนั้นเข้ามากระชากคอเสื้อช็อปของดีเซลจนเขาถลาไปนิดนึง แม่งหัวร้อนกันชิบหาย ผมถอยหลังออกไปนิดเมื่อเห็นเอกำลังพยายามจะเข้าไปห้าม และแยกทั้งคู่ออกจากกัน

 

“มึงอย่าทำเป็นเมินกูนะเว้ย...เรื่องที่บ้านมึงอ่ะ กูไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่

 

“แล้วกูผิดเหรอวะ”

 

“ก็มึงมันหน้าด้านไง อย่านึกนะว่ากูไม่รู้ว่าบ้านมึงโยนความผิดให้บ้านกู ไม่งั้นพวกมึงจะหน้าด้านหน้าทนอยู่มาถึงทุกวันนี้ได้เหรอ”

 

“ก่อนมึงจะด่ากูเนี่ย มึงช่วยไปหาหลักฐานมาก่อนเถอะ !” ดีเซลตะโกน ออกไปอย่างเหลืออดพร้อมสะบัดมืออีกคนออก “ไม่ใช่เพราะฝั่งมึงรึไง  ที่ทำให้กูต้องหน้าด้านอยู่จนกว่าจะหาความจริงได้เนี่ย แล้วไม่ใช่เพราะพ่อแม่มึงรึไงที่ทำให้พ่อกูต้องอยู่แบบนี้ !

 

“มึงอย่ามาลามถึงพ่อแม่กูนะโว้ย !”

 

“หยุด ! หยุด ๆ พวกนายจะมาทะเลาะกันตรงนี้ไม่ได้นะ”

 

ก่อนที่คนในโรงอาหารจะแตกตื่นไปมากกว่านี้ ผมก็เสียสละตัวเองไปยืนคั่นตรงกลางเพื่อไม่ให้สองคนปล่อยหมัดใส่กัน ไม่ใช่ว่าอยากเท่และก็ไม่ได้อยากจะปกป้องใคร แต่ผมพอจะจับใจความได้จากที่เขาแหกปากใส่กันว่ามันต้องเป็นปัญหาระหว่างครอบครัวแน่ ดังนั้นพวกเขาไม่ควรจะมาทะเลาะกันให้เป็นขี้ปากคนที่นี่ เรื่องที่บ้านก็ควรจะเอาไปคุยกันที่บ้าน 

 

“ขอบใจมาก เดี๋ยวเราไปก่อนนะ” เอหันมาขอบคุณผมก่อนจะรีบวิ่งตามดีเซลที่ยอมเดินออกจากแถวไปก่อน ปล่อยให้ผู้ชายข้างหน้าผมยืนหัวฟัดหัว-เหวี่ยงโดยมีเพื่อนเขาจับแขนเอาไว้ 

 

เขาคงไม่หันมาลงที่ผมใช่มั้ยครับ

 

“พี่ซิน...พี่...” แล้วไอ้กายที่หายตัวไปคนแรกก็ยอมโผล่หัวออกมา ว่าแต่มันไปรู้จักกับพี่หัวร้อนตอนไหนวะ

 

“เพื่อนกันเหรอ

 

“เอ่อ...ก็...เรียนเสรีตัวเดียวกันน่ะครับ”

 

“เออดี งั้นฝากไปบอกมันด้วยนะ ว่าเรื่องของมันกับกูแม่งไม่จบแค่นี้แน่” หลังจากฝากข้อความเสร็จแล้วเขาก็เดินไปกับเพื่อนอีกสองคน

 

งานนี้ไอ้กายหนีไม่รอดแน่  ผมจะซักจนมันขาวเลยคอยดู !

 

 

 

……………………………………………..

 

 

“โว้ย ! มึงจะถามไปถึงไหนเนี่ย กูบอกว่าไม่รู้ ก็คือไม่รู้สิวะ”

 

“เอ้า ! ถ้าไม่รู้ แล้วมึงรู้จักคนเมื่อตอนกลางวันได้ไง”

 

“แล้วมึงไม่ได้ยินที่ดีเซลมันพูดเหรอ 'ไม่เสือกดิ'

 

“ไอ้เพื่อนเหี้ย มันไม่ได้พูดกับกูโว้ย !”

 

ผมพยายามจะล้วงความลับตั้งแต่เมื่อตอนกินข้าวกลางวัน จนเลิกเรียนก็แล้ว มาเดินเที่ยวตลาดนัดในมอก็แล้ว ไอ้กายมันก็ยังไม่บอกผมซะทีว่าดีเซลกับคนที่ชื่อซินอะไรเนี่ย เขามีความสัมพันธ์กันแบบไหน ง้างปากยากจริง ๆ

 

“มึงก็บอก ๆ มันไปเถอะ กูรำคาญ” ไอ้เบสพูดก่อนจะยกน้ำส้มในแก้วขึ้นมาดูดทีเดียวจนหมด

 

“จะให้กูบอกอะไรก็กูไม่รู้จริง ๆ ถ้ามึงอยากรู้มากนัก มึงก็ไปถามดีเซลเองดิวะ”

 

“แล้วมันจะตอบกูกลับมาว่า ไม่ต้องมาอยากรู้เรื่องของกู แม่งเจ็บกว่า ไม่เสือกดิ อีกนะมึง” ดีไม่ดีจะโดนหมัดแถมมาอีกลูก

 

“เออก็นั่นไง ถ้ามึงไม่เสือกมึงก็ไม่เจ็บ”

 

“เอางี้ละกัน มึงบอกว่ามึงไม่รู้ว่าสองคนเขาเป็นไรกัน งั้นมึงก็เล่ามาเท่าที่มึงรู้ก็ได้ เริ่มที่ไอ้คนชื่อซินนั่นก่อน มันเป็นใครแล้วมึงไปรู้จักกันได้ไง”

 

“ไอ้ห่านี่ มึงอย่าไปเรียกเขาว่า ไอ้คนชื่อซิน ตามที่สาธารณะนะเว้ย”

 

“ทำไมอ่ะ หรือเป็นขาใหญ่แถวไหน แต่กล้าเข้ามาหาเรื่องดีเซลก่อน ก็ไม่น่าจะธรรมดานะ”

 

“พี่แกชื่อเบนซิน เรียนอยู่วิดวะปิโตรเคมีปี 3 แล้วที่กูรู้จักเพราะว่าแกเป็นแคชเชอร์ในทีมกูเองแหละ เป็นกัปตันด้วย”

 

“ก็แค่เนี้ย แล้วทำไมต้องกลัวด้วยวะ”

 

“โธ่มึงไม่รู้อะไร พี่ซินแม่งใจร้อน คนจริง เด็ดขาด สั่งคำไหนคำนั้น ที่ดีเซลไปกวนตีนแกแบบนั้นแล้วแกยังไม่ต่อยคืนเนี่ย กูว่าเขาใจเย็นมากละ”

 

“จริง ๆ แล้วพี่มึงไปกวนเขาก่อนนะกูว่า” ผมส่ายหัวเบา ๆ สรุปว่าก็ยังไม่ค่อยจะได้เรื่องอะไรเท่าไร คงต้องเชื่อแล้วว่าเพื่อนผมก็ไม่รู้เรื่องด้วยจริง ๆ

 

ผมเดินตามเบสกับกายไปเรื่อย ๆ ตอนช่วงหัวค่ำแบบนี้คนจะเยอะ ของกินก็เยอะ พวกเราซื้อของกินกันคนละอย่างสองอย่างแล้วเอามานั่งกินด้วยกันที่ลานกว้าง ๆ ด้านข้างเพื่อรอกลับรถไฟรอบสองทุ่ม

 

“กินปะ” เบสคีบก๋วยเตี๋ยวลุยสวนที่มันชอบซื้อกินมาจ่อปากผม

 

“มีแต่ผักอ่ะ มึงกินไปเหอะ”

 

“สัส เร็ว ๆ มันจะหล่นแล้ว” นี่ความผิดกูเหรอ แต่กินก็ได้วะ

 

“อี้ อึง ไอ อื๊อ อั้ง แอ่ เอื้อ ไอ่” (นี่มึงไปซื้อตั้งแต่เมื่อไร)

 

อยากพูดให้ยาวกว่านี้นะแต่สงสารคนฟัง แถมยังสมเพชตัวเองด้วยที่ทำอะไรแปลกๆ จนเพื่อนมันพากันหัวเราะ เลยขอเคี้ยวให้เสร็จก่อนดีกว่า

 

“มึงแวะร้านนี้ตอนไหนวะ กูไม่เห็นรู้เลย”

 

“กูแวะตอนที่มึงเสือกเรื่องชาวบ้านกับไอ้กายอยู่ไง”

 

“เรื่องของกินเนี่ยไวจริง ๆ เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำก่อน พวกมึงจะเอาไรปะ”

 

“กูเอาน้ำเปล่าขวดนึง มึงเอาไรมั้ยเบส”

 

“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกูแย่งมึงกิน” อันนี้เรื่องจริง พวกมันแย่งกันประจำ

 

“ตลอดแหละมึงอ่ะ”

 

ผมรับเงินมาจากกายก่อนที่จะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในตัวตลาด ดีนะที่ร้านน้ำปั่นเจ้าประจำอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก

 

“เอาสตรอว์เบอร์รี่โยเกิร์ตปั่นหวานน้อยครับ”

 

แก้วนี้คือเมนูเด็ดของร้านเลยครับ ได้รสชาติแท้ ๆ ของเนื้อผลไม้และไม่หวานมากจนแสบคอ ถ้าเป็นร้านอื่นมักจะใช้สตรอว์เบอร์รี่ไซรัป ซึ่งผมว่ารสชาติมันหวานเกินไป

 

“รอสักครู่นะคะ

 

ผมอ่านเมนูที่ป้ายด้านหลังแม่ค้าระหว่างที่ยืนรอ ยังมีอีกหลายรายการเลยที่ผมยังไม่เคยลองสั่งมากิน มาทีไรก็ได้แต่สั่งเมนูเดิมๆ มาเป็นปีแล้ว

 

“มาคนเดียวเหรอ”

 

“เฮ้ย...” สะดุ้งเลยครับ  กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ก็มีคนมาพูดข้างหู

 

แล้วจะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่ดีเซล ชอบมาเงียบ ๆ ไม่ให้ซุ่มให้เสียงเหมือนเดิมเลย   ไม่ยักรู้แฮะว่าคนแบบนี้จะเดินตลาดนัดเป็นกับเขาด้วย แต่ดูแล้วไม่น่าจะมาเดินหาของกินเหมือนผม เพราะเขาถอดเสื้อช็อปพาดบ่าแล้วใส่แค่เสื้อยืดพร้อมกล้องตัวหนึ่งสะพายไว้ที่คอ

 

“อะ...เออ...” เมื่อกี้เขาถามว่าอะไรนะ มัวแต่ตกใจจนไม่ทันฟัง

 

“...........” 

 

“อ่อใช่...เอ๊ย ! ไม่ใช่ ๆ มากับเพื่อนน่ะ” พอนึกขึ้นได้ก็ตอบไป ทว่าเขาก็ยังเงียบเหมือนเดิม รอบนี้ไม่มีแม้แต่การพยักหน้าหรือยิ้มให้เหมือนเมื่อวันนั้นอีก

 

“ดีเซล วันนี้ได้กินข้าวเที่ยงปะ”

 

เขาไม่ได้พูดอะไรแต่ส่ายหน้าให้แทนคำตอบ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมดีเซลถึงดูเป็นคนไร้อารมณ์ พูดน้อย และบางครั้งก็พูดจาเย็นชาจนเหมือนเป็นคนไม่ยี่หระต่อคนรอบข้าง ยิ่งพอได้เห็นเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน เขาดูเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยตอนที่ทะเลาะกัน กายบอกว่าดีเซลเป็นคนไปกวนตีนพี่เบนซินก่อน แต่ผมว่าไม่ใช่ บางทีเขาอาจจะมีเรื่องบาดหมางใจมาก่อนแล้วแต่เราไม่รู้เองต่างหาก

 

“ขอโทษนะ”

 

“หา ?

 

“ที่เมื่อตอนกลางวันทำเสียบรรยากาศ”

 

“เฮ้ย ! คิดมากน่า ก็ปัญหาส่วนตัวมันห้ามไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ช่างมันเถอะ” ผมก็โบกมือปัด ๆ ไปให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“บลูฮาวายโซดาได้แล้วค่ะ” เครื่องดื่มสีฟ้าไล่สีกันเป็นระดับถูกวางลงตรงหน้า

 

“ไปนั่งด้วยกันปะ” ผมชวนตอนเขากำลังเก็บเงินทอนใส่กระเป๋า

 

“อย่าเลย เดี๋ยวมันจะพังเหมือนตอนกลางวัน”

 

“ไม่หรอกน่า เพื่อนฉันอยู่ทีมเดียวกับพี่คนนั้นด้วยนะ ถ้าเขามาจริงๆยังไงก็ช่วยพูดกันได้”

 

“ช่างมันเถอะ จะคุยหรือไม่คุยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” ดีเซลพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย สีหน้าหนักใจราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งใบอย่างไรอย่างนั้น

 

เอ...หรือว่านี่คืออาการปกติของเขา ผมก็ยังแยกไม่ออกเสียด้วย

 

“สตอว์เบอร์รี่โยเกิร์ตหวานน้อยได้แล้วค่ะ”/ “ขอบคุณนะ”

 

ผมสะดุ้งอีกครั้งเพราะเสียงแม่ค้า และเหมือนเมื่อตะกี้ดีเซลก็พูดอะไรสักอย่างก่อนจะเดินหันหลังไปแต่ดันฟังไม่ชัดเพราะเสียงแม่ค้าดังกว่านี่สิ

 

“คนเมื่อกี้น่ะเขามาซื้อน้ำร้านพี่ประจำเลยนะ”

 

อยู่ ๆ พี่แม่ค้าที่อายุน่าจะเข้าใกล้หลักสี่ก็พูดขึ้นมาตอนที่ผมกำลังนับเงินเหรียญในมือ

 

“ตอนที่พี่ขายอยู่แถว ๆ หอพัก เขาก็มาซื้อบ่อย ๆ ด้วยนะ”

 

“อ่อครับ” แล้วพี่เขาจะเล่าให้ผมฟังทำไมกัน

 

“พี่ว่าเขาน่ารักดีนะ ใจดีมาก ๆ เลยด้วย นอกจากเขาจะอุดหนุนพี่แล้ว เขายังเคยสอนการบ้านให้ลูกสาวพี่ด้วยนะ”

 

หา...? เรื่องอุดหนุนผมไม่แปลกใจ แต่เรื่องเสนอตัวเข้าไปช่วยคนอื่นทั้งที่ตัวเองไม่ชอบเข้าสังคมเนี่ย อันนี้ผมว่าแปลก

 

“ตอนที่สอนนี่เขาทำหน้ายังไงเหรอครับ”

 

“เอ...ก็ปกตินะ มียิ้ม ๆ บ้าง แต่พี่ไม่ค่อยสังเกตต้องถามลูกสาว”

 

“เขาแอบชอบลูกสาวพี่มั้ยเนี่ย” งานนี้หวังอ่อยเด็กสิท่า

 

“ไม่ ๆ ไม่มีทาง ลูกสาวพี่เป็นทอมนะมันไม่สนใจผู้ชายหรอก แล้วน้องคนเมื่อกี้เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะจีบหรืออะไร เขาก็นิ่งๆ เฉยๆ แบบนี้แหละ”

 

“เหรอครับ นึกภาพไม่ออกเลยแฮะ”

 

ผมหันกลับไปมองทางที่ดีเซลเดินไปเมื่อกี้ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะหายไปแล้วและจินตนาการไปถึงตอนที่เขากำลังสอนหนังสือให้เด็กสักคน ว่าถ้าเขาต้องพูดเยอะ ๆ และสอนด้วยใบหน้าที่ดูใจดีมันจะเป็นอย่างไรกัน

 

ทว่าตอนนี้สิ่งที่ผมพอจะเห็นภาพได้ชัดกว่าก็คือบลูฮาวายโซดาแก้วนั้น สีของมันเวลาอยู่ในแก้วที่ผสมโซดาแล้วช่างดูสดใสพาใจสดชื่น แต่ถ้าเป็นตัวมันเองจริง ๆ ที่บรรจุอยู่ในขวด มันไม่ได้สดใสแบบนั้นเลย สีมันจะดูเข้ม ๆ หม่น ๆ  เหมือนกับคำว่า Blue ที่หมายถึงความโศกเศร้า ก็ได้แต่หวังว่าชีวิตของเขาจะไม่ได้อึมครึมแบบบลูฮาวายเต็มขวดนั่น

 

มัวแต่จินตนาเรื่องคนอื่นเสียเพลิน จนลืมไปเลย...

 

“พี่ครับ ผมขอน้ำเปล่าอีกขวดนึงสิ” 

 

ป่านนี้เพื่อน ๆ ผมคงคอแห้งจนกินน้ำในสระบัวแทนแล้วมั้ง

 

 

 

 


   T
B
T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 533 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #243 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 23:56
    ดีเซลกับเบนซินนี่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่เลย
    #243
    0
  2. #229 Chopoom94 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 20:47
    ไม่เคยสั่งบลูฮาวาย กะเพิ่งรู้นี่แหละ
    #229
    0
  3. #205 Wi13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 16:18
    ลาดกระบังใช่ป่าว???
    #205
    0
  4. #158 Mistyblack (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 21:13
    เพิ่งรู้ความหมายของบลูฮาวาย
    #158
    0
  5. #154 supervisor-imm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 14:13
    ลาดกระบังหรือเปล่าเนี้ย อิอิ
    #154
    0
  6. #121 NNobelprize (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 12:02
    บลูฮาวายเป็นน้ำที่ลึกซึ้ง -0-
    #121
    0
  7. #120 parobpop (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 10:11
    บลูฮาวายนี่มีความหมายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ยยยย
    #120
    0
  8. #106 MIND&KEY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 19:35
    ทำไมชีวิตดีเซลดูเศร้า กับเบนซินต้องมีปัญหาครอบครัวกันแน่ๆเลย
    #106
    0
  9. #1 pamee0077 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 14:06
    แนวเรื่องน่าสนใจมาก ชอบดีเซลนิ่งๆแต่ไม่ใช่กวน แบบพูดเท่าที่จำเป็นก็พอ ส่วนเจ้าเคิร์ดทีแรกก็นึกว่าจะเป็นพวกชอบป่วน พอมีขอบอกขอบใจแล้วตอนซื้อน้ำก็มีน้ำใจชวนคุยชวนนั่งด้วยเลยดูเป็นคนที่นิสัยน่ารักขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ^^
    อยากอ่านต่อแล้วจ้าน้องแพรว
     
    #1
    0