รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 29 : สีที่ 27 : SB ไม่ใช่โค้ดลับอะไร แต่ SB คือซินเบส (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,904
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 268 ครั้ง
    24 ก.ย. 60



สีที่ 27


Base' s Part

 

เดือนธันวาคม ถ้าพูดถึงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์แล้วก็เป็นช่วงที่ทั่วประเทศเริ่มมีอากาศหนาวเย็น แต่ไม่ใช่กับทางภาคกลาง หรือภาคตะวันออก เพราะไม่ว่าจะเดือนไหนคนที่อยู่ในภาคนี้ก็รู้สึกว่ามันก็เป็นแค่เดือน ๆ หนึ่ง ไม่ได้มีปัจจัยใด ๆ ต่อสภาพอากาศ และกรมอุตุฯ ก็ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกัน เพราะบางวันอาจจะแค่เย็น ๆ ในตอนเช้า พอสาย ๆ จนบ่ายแดดก็เปรี้ยงจนผ้าแห้งได้ภายใน 30 นาทีเช่นกัน  เพราะฉะนั้นเพื่อหลีกหนีความร้อนจากเมื่อกรุง ผมกับบอร์นเลยตัดสินใจพากันมาแบกเป้เที่ยวที่จังหวัดเลย พ่อกับแม่ไม่มาก็มากันสองคนนี่แหละครับ

 

สาเหตุที่แบกเป้มากันสองคนเพราะพ่อกับแม่ไม่ว่างทั้งคู่ แหม...เห็นผมเที่ยวกลางคืนเก่งแบบนี้ แต่ถ้าออกต่างจังหวัดเมื่อไหร่เราไปกันทั้งครอบครัวนะ ทีนี้บอร์นเลยเสนอว่าควรจะไปเที่ยวแบบแบกเป้ลุย ๆ โดยอ้างว่าได้เที่ยวกันเองทั้งที ก็ต้องเที่ยวแบบแมน ๆ ดังนั้นอะไร ๆ เลยไม่ได้สบายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากหรอกนะ เพราะบ้านเกสเฮ้าส์ที่เราอยู่ก็จัดได้ว่าสะอาด และบรรยากาศดีพอสมควร

 

“เบสกอดหน่อย...กูหนาว” บอร์นเดินเข้ามาซุกตัวผม

 

จะไม่ให้หนาวยังไงไหว อากาศตอนนี้ไม่ถึง 10 องศา แถมใส่แค่เสื้อกัน-หนาวมีฮู้ดธรรมดา ๆ กับหมวกไหมพรม ถุงมือก็ไม่มี ผ้าพันคอก็ไม่มี

 

“มึงบอกกูเองไม่ใช่เหรอว่าอยากมาที่หนาว ๆ ไปไกล ๆเลยสัส” พูดอย่างเดียวไม่พอ ถีบส่งอีกต่างหาก แต่มันไวมากครับนอกจากจะหลบฝ่าเท้าทัน แล้วยังหมุนตัวดุ๊กดิ๊กมานอนเกยบนตัวอีกต่างหาก

 

คือเห็นหยอกกัน สกินชิพกัน เพราะเราสองคนพี่น้องสนิทกันมากครับ และตัวติดกันมากด้วย และไม่ใช่พี่น้องธรรมดานะแต่คือ ฝาแฝด ซึ่งมีผมเป็นพี่ชาย ส่วนบอร์นเป็นน้อง เราสองคนเรียนกันคนละที่ คนละคณะ บอร์นกำลังเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง

 

ดูเผิน ๆ หน้าตาของเราจะเหมือนกันมาก และคนจะทักผิดบ่อยมากกกก... ถ้าไม่ใช่คนใกล้ตัวที่รู้ตำหนิบนร่างกายหรือใบหน้าก็จะแยกไม่ออกเลย ดังนั้นก่อนที่เราจะมาเที่ยวได้ไม่กี่วัน บอร์นเลยขอทำสีผมขัดใจแม่ด้วยการไปกัดสีผมจนกลายเป็นสีบลอนด์ไฮไลท์ด้วยสีม่วงอ่อน ๆ พอต่างกันขนาดนี้แล้วถ้าจะจำไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป

 

แล้วหลังจากทำเสร็จก็ไม่ได้ขัดใจแค่แม่นะ แต่พ่อนี่ด่าไปสามวันเจ็ดวัน จะแก้ก็ไม่ได้ เล่นทำไปเป็นพัน ขนาดเจ้าตัวเองยังตกใจเลย นี่ถ้าเบ้าไม่ผ่านก็จะด่าซ้ำกับพ่อเหมือนกัน แต่บังเอิญทำออกมาแล้วดูดีก็เลยต้องปล่อยผ่าน

 

“ไปเดินเล่นเหอะ มึงอยู่แต่ในห้องไม่เบื่อเหรอวะ” ผมดันตัวคนที่นอนอยู่ให้ไหลลงไปกองที่พื้น ไอ้บอร์นนี่ก็แปลก โตเป็นควายแล้วยังมานอนกอดอยู่อีก

 

“เบื่อ แต่นี่มันเพิ่งเช้านะมึง ข้างนอกจะถึง 5 องศาหรือเปล่าเถอะ”

 

“ไม่ถึงก็ดีดิวะ กูจะไปรับประสบการณ์พระอาทิตย์ขึ้น”

 

“เออ ๆ ไปก็ไป เดี๋ยวกูไปใส่ถุงเท้าแป้บ”

 

ดีมาก รักพี่อย่าขัดใจพี่... ถ้าขัดใจพี่ พี่จะทำให้รู้สึกผิดไปทั้งวันเลยคอยดู

 

พอออกมาข้างนอกเราถึงกับอ้าปากค้าง และกะพริบตาถี่ ๆ กับแสงอาทิตย์ที่กำลังเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองสวยงามมากจนไม่กล้าก้าวขาออกไปไหน เพราะกลัวจะพลาดช็อตเด็ด และถึงแม้ว่าแสงตะวันจะสาดแรงจนต้องหยีตา แต่ก็ยังไม่ช่วยให้อากาศข้างนอกอุ่นขึ้นเลย

 

“เชี่ยบอร์น...”

 

“แม่สอนว่าอย่าหยาบใส่กัน...ว่าไงครับเชี่ยเบส”

 

“มันสุดยอดเลยว่ะ กูก้าวขาไม่ออกแล้วเนี่ย”

 

“มึงตะลึงกับแสงแรกของวันใช่มั้ย”

 

“ไม่ใช่ กูหนาว ยืนอยู่ตรงนี้กูต้องแข็งตายแน่ ๆ เลย”

 

เกือบจะโดนน้องตบหัวคว่ำแล้วครับ ดีที่มันแค่ผลักให้หน้าหงายเบา ๆ

 

“เดี๋ยวกูมานะเว้ย...” ผมทำท่าจะวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพัก “เดี๋ยวไปเอากล้องแป้บนึง”

 

“กูเอาโทรศัพท์มา”

 

“มันกาก  มึงยืนอยู่ตรงนี้แหละ มุมกำลังดี”

 

ผมไม่ฟังอะไรต่อ แล้ววิ่งหน้าตั้งกลับไปที่บ้านพักเหมือนเดิม

 

 

 

บอร์นยังคงใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดถ่ายรูปไปเรื่อย  แต่ขอเถียงนิดนึงนะ ที่เบสบอกว่ามุมนี้เป็นมุมที่ดีที่สุดน่ะ บอกเลยว่าไม่ใช่ ...มุมดี ๆ ที่ไหนจะถ่ายติดหัวคนเยอะเยอะขนาดนี้  สุดท้ายก็เลยต้องเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนพวกนั้น เพื่อให้ได้วิวริมหน้าผา ซึ่งเป็นวิวที่ดีที่สุดจริง ๆ ยังไงซะบ้านพักก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ กว่าจะเดินกลับไปกลับมาก็ใช้เวลาพอสมควร

 

แชะ ! แชะ ! แชะ !

 

แหม่...ลั่นชัตเตอร์กันสนุกสนานเหลือเกิน รอบด้านนี่มีแต่กล้อง DSLR เต็มไปหมด บางคนถึงกับเล่นเลนส์มืออาชีพอย่างกับถ่ายฟุตบอลแมตช์สำคัญ ๆ อย่างนั้นแหละ มีแต่บอร์นเนี่ยแหละที่ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปอย่างมันมือ

 

“เฮ้ย...นี่มึงก็มาเหรอวะ”

 

เสียงใครวะ? ถามหาเรื่องชิบหาย... แต่พอคิดว่าไม่ใช่เสียงของคนรู้จัก บอร์นก็เลยไม่ได้สนใจ เอาแต่ยืนถ่ายภาพพาโนรามาเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาอยู่นั่น

 

“นี่มึง...อย่ามาทำเป็นไม่รู้จักกูนะเว้ย”

 

บอร์นลดโทรศัพท์ในมือตัวเองลงเพราะถูกกระชากไหล่ ใครวะ?

 

“ไม่เจอกันไม่ถึงเดือน ลืมกูแล้วดิ”

 

งงแดกไปอีก ไอ้นี่เป็นใครวะเนี่ย เขาหันมองซ้ายมองขวาเผื่อว่าพี่คนนี้จะทักคนผิด แต่เขากลับถามขึ้นมาว่า “เปลี่ยนสีผมตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” จึงทำให้รู้ว่าผู้ชายร่างสูงคนนี้ตั้งใจทักเขาแน่นอน

 

“พูดกับผมเหรอครับ”

 

“เออดิ...ความจำเสื่อมเหรอวะ? พูดผมกับกูด้วย”

 

บอร์นถึงกับเลิกคิ้วเพราะไม่คุ้นหน้าพี่ชายคนนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก ไม่น่าจะใช่ทั้งคนที่คณะและคนที่มหาลัยแน่นอน จนกระทั่งนึกขึ้นได้

 

“เอ่อ ผมว่านะ...” สงสัยจะเป็นเพื่อนเบสแน่ ๆ เพราะงั้นควรรีบตัดจบน่าจะดีกว่า

 

“เฮ้ยบอร์น ! กูบอกให้มึงรออยู่ตรงโน้น เข้ามาทำไรเนี่ย กูเกือบหาไม่เจ...”

 

เบสเดินมาพร้อมกล้อง DSLR ที่สะพายอยู่ที่คอ กะว่าจะมาเก็บภาพสวย ๆตอนเช้า แต่สิ่งที่จะพูดกับน้องชายถึงกลับกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อเห็นใครบางคน

 

“เฮ่ย...” คนที่เข้ามาทักถึงกับตกใจ จนชี้นิ้วใส่คนตรงหน้าสลับไปสลับมา

 

“เหี้ยเอ้ย มาไกลขนาดนี้ยังเสือกเจอกันอีกเหรอวะ ไอ้เบนซิน !”

 

บอร์นสะดุ้งโหยง “เออ สรุปว่ามึงรู้จักกันนะ งั้น...กูไปละ”

 

“เดี๋ยวดิวะ กูยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย”

 

“เออ มึงก็ถ่ายกับเพื่อนมึงไปดิ กูง่วง เดี๋ยวกูไปนอนต่อก่อนนะ” คือก็ไม่รู้หรอกว่าสองคนนี้เขามีเรื่องอะไรกัน  แต่ถ้าเรดาห์ทำงานไม่ผิด คนที่เข้ามาทักต้องไม่ใช่เพื่อนธรรมดา ๆ แน่นอน งั้นปล่อยให้คุยกันเป็นส่วนตัวจะดีกว่า

 

“ทำไมวะ มาเจอกูนี่มันแย่มากรึไง” เบนซินเริ่มคุย หลังจากที่บอร์นขอตัวกลับไป

 

“กูมาเที่ยว และกูไม่ต้องการเจอใคร...เข้าใจมะ”

 

“ไม่เว้ย แล้วมึงไม่คิดจะถามกูหน่อยเหรอว่ากูมากลับใคร มากี่วัน ค้างที่ไหน ไปเที่ยวที่ไหนมาแล้วบ้าง...มารยาทมึงนี่ไม่เคยพัฒนาขึ้นเลยนะ”

 

“เฮอะ !” เกือบหลุดหัวเราะออกมาแล้ว “มึงสำคัญขนาดนั้น? เอาไรคิดวะ ถึงได้คิดว่ากูอยากรู้เรื่องมึง”

 

คนตัวสูงหน้าคมดูดุดันปรายตามองผมอย่างชั่งใจ “โอเค กูอยู่บ้านหลังสีน้ำตาลตรงนั้นน่ะ มีอะไรก็ไปหากูได้”

 

“ทำไมต้องไปหาด้วยวะ”

 

ผมพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองอยู่ครับ เพราะบ้านหลังที่ไอ้ซินชี้ไป มันคือบ้านในโซนรีสอร์ทเดียวกัน แถมยังห่างกันไม่มากด้วย เห็นแบบนี้ก็อยากจะยกมือขึ้นมาตบหัวตัวเองชะมัด

 

ชีวิตนี้จะหนีคนคนนี้ไม่พ้นจริง ๆ เหรอ ตามมาทักในแชตเฟสไม่พอ นี่ยังมาเจอกันที่นี่อีก

 

“ไปถ่ายรูปดิ...อุตส่าห์ไปเอากล้องมาแล้วไม่ใช่เหรอ” เบนซินพูดก่อนจะลั่นชัตเตอร์ของกล้องมิลเลอร์เลสตัวเล็กที่ยังดูใหม่เอี่ยมอยู่

 

ถึงจะไม่สบอารมณ์ตั้งแต่เช้า แต่ผมก็เลี่ยงไม่ได้ เอาเถอะ...มาเที่ยวทั้งทีจะมามัวใส่ใจอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ยังไง สิ่งที่ควรทำตอนนี้น่าจะเป็นการเก็บภาพไปอวดคนในโซเชี่ยลไม่ใช่เหรอ โดยเฉพาะกับเคิร์ดที่ไลน์มาบ่นทุกวันว่าโดนเจ๊บิ๊กใช้งานเยี่ยงทาส อยากไปเที่ยวก็ไปไม่ได้  ฉะนั้นควรต้องให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าสิ

 

ผมหันไปถ่ายรูปโดยไม่สนใจคนข้าง ๆ แต่รูปที่ถ่ายออกมากลับไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไร คือมันสวยก็จริงแต่ว่าบางรูปก็ย้อนแสงและมืดไปหน่อย

 

“ชิส์...” ผมจิ๊ปากเบา ๆ ไม่ค่อยจะพอใจในฝีมือของตัวเองเท่าไรนัก

 

“เปิด HDR ดิ เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้อีก” เสียงจากคนข้าง ๆ ดังขึ้น

 

“เรื่องของกูน่า”

 

“ดื้อชิบหายเลย เอามานี่กูถ่ายให้”

 

“เฮ้ย !” ผมร้องลั่นเมื่อเบนซินฉวยโอกาสตอนที่กำลังกดปุ่มโน่นนี่ที่กล้องตัวใหญ่คว้ากล้องไปจากมืออย่างสบาย ๆ

 

“มีกล้องดี ๆ แล้วเสือกใช้ไม่เป็นอีก ทีหลังใช้กล้องโทรศัพท์ก็พอนะ”

 

“เรื่องของกูป้ะล่ะ” ที่จริงกล้องตัวนี้ไม่ใช่ของผมอยู่แล้ว แต่ว่ายืมของญาติมาใช้ต่างหาก

 

“ไม่ดิ จะเรื่องของกู หรือเรื่องของมึงแต่พอเห็นแล้วมันก็ขัดใจอยู่ดี...นี่ดูนะ เดี๋ยวกูทำให้ดู”

 

“มึงไม่ใช่ดีเซลนี่ ถ่ายรูปเป็นด้วยเหรอ”

 

พอเห็นไอ้ซินทำหน้าเซ็ง ผมนี่รีบเอามือจับกล้องเลยครับ ตัวนึงแม่งหลายหมื่น ไม่ใช่ของตัวเองด้วย เกิดมันปาลงพื้นนี่งานเข้าเลยนะ

 

“ทำไม? กูไม่ใช่มันแล้วถ่ายรูปไม่ได้รึไง”

 

“ก็ไม่ทำไมอ่ะ แค่เห็นดีเซลถือกล้องแล้วมันดูเหมาะกว่า” ไม่ได้อยากจะอะไรมาก แค่เห็นหน้าไม่สบอารมณ์แล้วมันอยากแกล้งต่อก็เท่านั้น

 

ถ้าให้เทียบกันระหว่างเบนซินกับดีเซล ยังไง ๆ ดีเซลก็น่าคบหากว่าอยู่ดี ถึงจะเกือบเป็นศัตรูหัวใจกัน แต่ดีเซลก็ยังคุยง่าย ไม่กวนตีน และไม่ค่อยอารมณ์ร้อนแบบเบนซินเท่าไร

 

“แม่งก็แอ๊กไปวัน ๆ”

 

“ไปด่าเขาอีก มึงดีมากงั้นสิ?

 

“นี่...ช่วยหยุดหาเรื่องกูสักวันได้มั้ยวะ คนกำลังมาเที่ยวนะยังจะมาพูดแบบไม่มีหางเสียงกับรุ่นพี่อีก”

 

หูย...กล้าพูดเนอะ แค่คิดว่าเบนซินเป็นรุ่นพี่ก็รู้สึกกระดากใจเหลือเกินแล้ว ถ้าใส่หางเสียงลงไปคงต้องรู้สึกผิดบาปกับตัวเองไปตลอดชีวิตแหง ๆ นิสัยแบบนี้นึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะเอาอะไรมาเคารพ

 

“ช่วยพูดแบบแฝดมึงหน่อยได้มั้ย พูดผม พูดครับ ฟังแล้วรื่นหูกว่ามึงเยอะ”

 

“ก็มันไม่รู้จักมึงไง แต่กูนี่รู้จักมึงดีเลยแหละ”

 

“เฮอะ ! เถียงกับมึงก็มีแต่จะไร้ประโยชน์...เอาไป”

 

คนตัวสูงกว่ายัดกล้องใส่มือผมคืน แต่จังหวะนั้นหลังมือของเขาก็ดันสัมผัสกับฝ่ามือเย็นเฉียบของผมเสียได้ แหม่...ขนลุกขนชันเหมือนมีไฟฟ้าสถิตย์เลย

 

“ทีหลังก็ตอบแชตกูบ้างนะ รักการอ่านมากเหรอ ถึงได้อ่านแล้วไม่ตอบน่ะ”

 

“กูอ่านหนังสือมากกว่า มากกว่าแปดบรรทัดต่อปีก็แล้วกัน...ขอบใจ”

 

เบนซินแสยะยิ้มพลางเดาะลิ้นไปมาที่กระพุ้งแก้ม “อืม”

 

“กูจะกลับแล้ว ไม่ต้องเดินตามกูมาอีกนะ” ผมชี้หน้าคนที่กำลังทำท่าจะเดินตาม

 

“เออ ๆ กูรู้แล้ว” อีกคนตอบทั้งที่ติดจะขำ ๆ ใส่

 

 

“แฮร่ !”

 

“แฮร่ เหี้ยไรล่ะ! นี่มึงไปไหนมาเนี่ย” เดินมายังไม่ทันถึงบ้าน บอร์นก็วิ่งเข้ามาแกล้ง

 

“อะไรวะ กูก็ปล่อยให้มึงคุยกับเพื่อนมึงไง”

 

 “ทีหลังอย่ามาทำเป็นรู้ดี แล้วอย่าทิ้งกูอีก เข้าใจมั้ย?” ผมบอกอย่างหัวเสีย “แล้วมันก็ไม่ใช่เพื่อนกูด้วย”

 

“งั้นใคร? ผัวใหม่มึงเหรอ”

 

“ผัวพ่อง !”

 

ป้าบเข้าให้สักทีซิ ผมเพ่นกะโหลกกลวง ๆ ของมันไปหนึ่งที ที่บ้านผมรู้ดีว่ารสนิยมผมเป็นอย่างไร และไม่เคยคิดบังคับให้ลองคบกับผู้หญิงที่ไหนด้วย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เคยคิดที่จะเอาผู้ชายเจ้าอารมณ์คนนั้นมาเป็นแฟนหรอก

 

“พ่อมึงกับพ่อกูก็คนเดียวกันมั้ยล่ะ” บอร์นขยันเข้ามาใกล้อีกนิด “กูก็แค่นึกว่ามึงตัดใจจากเพื่อนมึงได้แล้ว ก็เลยล่าเหยื่อใหม่ นี่กูผิดหรา...”

 

แน่นอนว่าถึงพ่อกับแม่จะรู้เรื่องแบบนี้ดี แต่ถ้าให้ลงรายละเอียดลึก ๆ บอร์นจะรู้ดีที่สุด

 

“กูตัดใจได้แล้วก็จริง” ผมพูดก่อนจะไขประตูเข้าบ้านพัก “แต่กูก็ไม่คิดจะเอาไอ้เหี้ยนั่นมาดามใจหรอก”

 

“ทำไมอ่ะ กูว่าแม่งหล่อดีนะ ดูเถื่อน ๆ แบด ๆ โคตรแมน น่าโดนนะพี่ชาย”

 

“มึงเอาเองมั้ยล่ะ !”

 

“เรื่องอะไร  กูก็อยากให้มึงเจอคนที่เขาชอบมึงไง ดีกว่าไปเอาคนที่เขาไม่เอามึง”

 

“แล้วมันชอบกูรึไง”

 

เมื่อเช้ายังหนาวอยู่เลย ทำไมตอนนี้มันร้อนแล้ววะ หัวร้อน หน้าร้อนไปหมดจนต้องถอดเสื้อนอกทุกตัว เหลือไว้แค่เสื้อแขนยาวสีเทากับกางเกงยีน

 

“อ้าว...จากที่กูดูเมื่อกี้ เขาไม่ได้ชอบมึงหรอกเหรอ”

 

“ฮะ? นี่มึงเอาไรมอง”

 

“เฮ้ย...แต่กูดูท่าทางแล้วเขาดูใส่ใจมึงดีนะ ทำนั่นทำนี่ให้ ขนาดมึงหงุดหงิดใส่ เขาก็ยังหัวเราะเลย”

 

“นี่มึงแอบดู?”

 

“เออ กูถึงบอกไงว่าไม่เลวเลย ถึงจะดูขี้วีนไปหน่อย แต่พอมาอยู่กับมึงแล้วมึงขี้วีนกว่าเขาเยอะอ่ะ” บอร์นพูดก่อนจะบี้หน้าหัวเราะ

 

ผมไม่รู้ว่าไอ้บอร์นมันคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้เชียร์ผมกับไอ้บ้าเจ้าอารมณ์คนนั้นนัก แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้าผมไม่ได้เริ่มสนใจผู้ชายคนนั้นตามที่บอร์นว่า ผมคงไม่คิดตามที่มันพูดหรอก แค่ตอบปฏิเสธไปง่าย ๆ อย่างทุกทีที่เคยทำก็จบแล้ว

 

แต่นี่อะไร...ทำไมเรื่องแค่นี้ผมถึงกลับคิดไม่ตก พอหันไปมองหน้าน้องชายตัวดี ก็เห็นว่ามันกำลังจ้องผมจนตาเกือบถลนออกมาอยู่แล้ว

 

“โว้ยยยยยย !”

 

“เชี่ยแม่ง ! ตะโกนทำหอกอะไรเนี่ย”

 

“เพราะมึงเลยไอ้บอร์น !”

 

“อะไรของมึ๊งง”

 

ผมเดินหนีบอร์นไปนอนซุกหน้าบนเตียง

 

ไม่...มันต้องไม่ใช่ บอร์นต้องมองพลาดแน่ ๆ คนอย่างไอ้ซินไม่มีทางญาติดีกับผมได้หรอก

 

 

โอ้ยย...เซ็งจริง ๆ เลย ทั่วประเทศแม่งมีที่เที่ยวเกือบร้อยจังหวัด แต่เสือกมาเจอกันที่นี่ซะได้ ไม่สนุกเลยโว้ยยยยยย...

 

 

 

 

Benzene' s Part

 

 

รู้สึกได้เลยว่าตัวเองหุบยิ้มไม่ได้ เหมือนคนกำลังจะเป็นบ้า ท่าทางของเบสตอนที่กำลังหงุดหงิด เอาแต่ใจ จะว่าไปมันก็ดูน่ารักสุด ๆ ไปเลย ผมไม่ได้โมโหเลยสักนิดที่เขาทำตัวปีนเกลียวรุ่นพี่ แต่รู้สึกเอ็นดูจนอดยิ้มไม่ได้มากกว่า

 

ผมยอมรับว่าแรก ๆ ก็ไม่ชอบขี้หน้าเบสเท่าไรนัก เอาเป็นว่าแค่เห็นหน้าก็ทนไม่ได้แล้ว  คนอะไรทำตัวได้น่าหมั่นไส้มาก  แต่พอเจอหน้ากันเรื่อย ๆ มันก็เหมือนกับมีบางอย่างมาสะกิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนใคร

 

เพียงเพราะรักเพื่อนตัวเองมากไป จึงทำให้เขากล้า...กล้าที่จะเข้ามาหาเรื่องผมก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีใครนอกจากดีเซลที่กล้าเข้ามาหาเรื่องกัน ในแววตาของเขาที่ผมสัมผัสได้ตอนนั้น มันไม่ใช่แววตาที่แกล้งทำเป็นไม่กลัว แต่มันไม่มีความกลัวอยู่ในนั้นเลยต่างหาก และนั่นคือจุดที่ทำให้ผมเริ่มสนใจในตัวเขา

 

แล้ววันนี้ยังมาเจอกันที่เลยอีก ก็อยากจะคิดธรรมดา ๆ แบบชาวบ้านทั่วไปอ่ะนะ ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ในใจนี่สิดันไม่ฟังกันเลย เอาแต่คิดว่ามัน...คือพรหมลิขิตซะอย่างนั้น

 

ผมนึกไปถึงวันที่รู้ตัวว่าตัวเองสนใจรุ่นน้องคนนั้น ทางเดียวที่เข้าหาได้ก็คือต้องเข้าผ่านทางเพื่อน หรือไม่ก็ต้องเข้าหาเอง แต่เพราะเราเคยมีเรื่องกันมาก่อน ฉะนั้นเรื่องที่จะหวังให้เพื่อนน้องมันช่วยเนี่ย ตัดไปได้เลย อย่างหลังน่าจะโอเคที่สุด

 

 

กาย...เพื่อนมึงที่ชื่อเบสน่ะ สนิทกันมั้ย

 

Guy : ก็...สนิทกันนะพี่ ทำไมเหรอ

 

เปล่า แค่ถามดู เออ มึงมีเฟสมันมั้ย

 

Guy : มี ๆ นี่พี่ยังโกรธมันอยู่ป้ะเนี่ย หรือมันมากวนตีนพี่อีก

 

เปล่า ๆ กูแค่มีอะไรอยากจะคุยกับมันเท่านั้นเอง

 

Guy : คุยดีป้ะเนี่ย...

 

เออดิ กูไม่ฆ่ามันหรอก

อย่าถามมาก เอาเฟสมันมาได้แล้ว ไลน์ด้วยก็ได้

 

Guy : ผมให้ได้แต่เฟสนะพี่ อย่างอื่นพี่ต้องถามมันเอง

 

 

วันนั้นหลังจากที่ได้เฟสมาจากกาย ผมก็แอดอีกคนไปทันทีและด้วยความที่อีกฝ่ายไม่ยอมกดรับ ผมก็เลยรัว ๆ ข้อความไปเพิ่ม

 

คิดแล้วก็ตลกตัวเองไม่หาย ไม่รู้ว่าตอนนั้นพูดไปได้ยังไงว่า เฟสมันขึ้นแจ้งแนะนำเพื่อน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนในเฟส นอกจากกายแล้วก็ไม่มีใครที่อยู่อุตสาหกรรมเกษตรอีกเลย ก็ได้แต่หวังว่าอีกคนจะไม่รู้ทันล่ะนะ


  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 268 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #431 - WiSH - (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 01:49
    โหยยยยยย นี่แหละที่เขาบอกยิ่งเลี่ยงยิ่งเจอ ยิ่งเกลียดยิ่งร้ากกกก 55555555555
    #431
    0
  2. #409 Hummai (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 18:23
    พอพี่ซินเลิกดื้อเเล้วน่ารักมากกกกกกฮรือออ ใจบาง~ เเต่ไม่ยกน้องเบสให้ง่ายๆหรอกนะ!!//หยิบลูกซอง
    #409
    0
  3. #330 AdiOzTHELF (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:28
    โอ้ยยยอีพี่ซินนน พอไม่หมาบ้าละน่ารักอะ ><
    #330
    0
  4. #321 Choi_Jina_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 21:25
    เลาว์เขินคู่นี้มากเว่อ กรี๊ดดดดดดดดดดดด
    #321
    0
  5. #284 Nookzx (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 12:42
    อีเบสกับนังซินของช้านนอิอิ
    #284
    0
  6. #277 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 02:23
    กรี๊ดดดดดดดดดดน่ารักกกกกกก ยิ้มทั้งตอนเลย ชอบคู่นี้เมิ้กกกกกก มันต้องพรหมลิขิตอยู่แล้วสิพี่จ๋า
    #277
    0
  7. #187 Mistyblack (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:32
    พึ่งรู้ว่ามีแฝด
    #187
    0
  8. #67 FahSida (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 21:23
    คู่นี้คู่กันจริงด้วย!
    #67
    0