รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 26 : สีที่ 24 : ตัวตนของคนชื่อดีเซล (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,137
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 298 ครั้ง
    24 ก.ย. 60

 


สีที่ 24

 

อ่ะหืออออ...ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้างในคอนโดมันจะหรูขนาดนี้  ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาผมถึงกับขาสั่น เพราะกลัวทำอะไรเปิ่น ๆ โชคดีที่หันไปเจอร้านกาแฟเงือกน้อยแสนแพงทางซ้ายเสียก่อน เลยไม่ต้องเดินไปถามใครให้อายตัวเอง ตอนที่เห็นดีเซลกำลังนั่งรออยู่ในร้าน บุคลิกเขาดีมาก มาดก็ให้อย่างกับคุณชาย แล้วพอก้มมองตัวเอง ... เสื้อยืด กางเกงยีน และคอนเวิร์สขาด ๆ ช่างไม่เหมาะกับสถานที่เอาเสียเลย

 

ยิ่งตอนที่ดีเซลพาขึ้นไปบนห้องที่ใช้แต่งตัว ผมงี้อ้าปากค้างเลย คือตอนคุยกันก็ไม่ถามว่าเสื้อผ้าที่จะให้มาเป็นแบบเนี่ยของร้านอะไร พอมารู้วันนี้ถึงกับอึ้งไปเลย  ก็ร้านนี้น่ะมีสาขาอยู่แทบทุกห้างทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด แบบนี้รูปผมต้องกระจายสู่สายตาคนมากกว่ารูปโปรโมทของมหาลัยอีกนะ ...โอ้วมายก๊อดดด

 

ผมยืนลูบ ๆ คลำ ๆ เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ตรงราว ส่วนดีเซลเดินแยกไปคุยกับพี่ผู้หญิงร่างอวบซึ่งเป็นใครไม่รู้แต่น่าจะรู้จักกันดี  ต้องยอมรับเลยว่าของเขาคุณภาพสมราคาจริง ๆ เนื้อผ้านี่เรียบกริบ ลูบไล้แต่ละทีไม่มีสะดุด ยี่ห้อนี้พ่อผมก็ซื้อใส่อยู่ แถมไม่ซื้อให้ผมใส่ด้วยนะ บอกว่าผมซกมกเกินไป  ... ได้ยินแล้วเสียใจ ทุกวันนี้เลยได้แต่ใส่แค่เสื้อยืดตลาดนัดกับเชิ้ตงาม ๆ ตามราวที่มันชอบเซลล์แค่นั้น

 

ไงล่ะ ชีวิตผม มัธยัสถ์ดีมั้ย

 

“ทั้งสองคนเดี๋ยวมาทำผมกันก่อนนะคะ แล้วค่อยขึ้นไปถ่ายข้างบนกัน”

 

ผมเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่มีอะไรนักหนาไม่รู้วางกองอยู่เต็มไปหมด

 

“แล้วนายไม่ทำเหรอ” ผมถามดีเซลที่กำลังเดินออกไปนอกระเบียง และเพิ่งเห็นว่ามีช่างแต่งหน้าแค่คนเดียว

 

“เคิร์ดทำไปก่อนเถอะ” พูดเสร็จก็เดินออกไปนอกระเบียง

 

“สวัสดีครับพี่” ด้วยความเป็นคนมีมารยาทเลยหันไปทักทายพี่สาวร่างอวบ

 

“สวัสดีค่ะน้องเคิร์ด พี่ชื่อมะตอยนะเป็นพี่สาวของน้องเซล” พี่สาวร่างอวบแต่หน้าโคตรสวยเดินเข้ามาทักทายผม “เราเป็นคนที่อยู่ในภาพโปรโมทมหาลัยใช่มั้ยคะ”

 

“อ่า...ใช่ครับ”

 

“พี่เห็นแล้วนะ ออร่าน้องจับกว่าคนที่เป็นเดือนมหาลัยอีก  ทำไมตอนนั้นไม่ประกวดเดือนล่ะคะ” พี่มะตอยถามก่อนจะหันไปยุ่งกับราวเสื้อผ้าที่แขวนเสื้อผ้าไว้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัว

 

“คือผมไม่ได้สนใจอะไรแบบนั้นน่ะครับ”

 

“ตอบเหมือนน้องเซลตอนปี 1 เลย รายนั้นเขาก็บอกเหมือนกันว่าไม่ชอบ มันไม่ใช่ พี่ก็เลยเออ...แล้วแต่เถอะ”

 

อย่างดีเซลน่ะผมไม่แปลกใจหรอก นอกจากเรื่องถ่ายรูปกับเรื่องเรียนผมก็ไม่เห็นเขาจะหมกมุ่นอยู่กับอะไรอย่างอื่นอีกเลย และเป็นคนที่เห็นแล้วขัดใจชะมัด คือแบบเหมือนคนที่พูดกับเขาต้องแพ้เขาทุกคนน่ะ จะว่าไงดีล่ะเหมือนว่าเขาดูนิ่ง ๆ แล้วใช้ความนิ่งนั้นเอาชนะได้ทุกอย่างน่ะนะ เพิ่งจะมาเริ่มแสดงอารมณ์ออกมามากขึ้นช่วงหลัง ๆ นี้แหละ

 

“เด็ก ๆ เป็นไงบ้างลูก”

 

สิ้นเสียงนั้น  พี่ช่างแต่งหน้าที่เป็นลูกครึ่งกับพี่ช่างทำผมก็สะดุ้งโหยงเลย คิดดูเอาว่าตกใจจนเกือบจะทำไดร์เป่าผมตกใส่หัวผมอะ

 

“สวัสดีค่ะพี่ชัย  ทีหลังอย่าเข้ามาแบบนี้สิคะ น้องตกใจ” หน้าอย่างหล่อ แต่พูดคะ คนนี้แหละครับที่ผมบอกว่าเธอเป็นลูกครึ่ง...ครึ่งชายครึ่งหญิง

 

“สวัสดีครับ” ผมก็ยกมือไหว้ตามพี่ ๆ ด้วย เพราะดูจากอายุที่น่าจะพอ ๆ กับรุ่นพ่อผมแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าน่าจะเป็นใคร

 

อย่าดูถูกผมเชียวนะ เห็นผมบ้า ๆ บอ ๆ งานการไม่ค่อยอยากจะทำ แต่ด้วยความที่ก่อนที่ผมจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ ผมมักจะหาข้อมูลไว้ก่อนตลอด อย่างเช่นเจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์นี้ก็เช่นกัน

 

“ไหว้พระลูกไหว้พระ ตัวจริงนี่หน่วยก้านโอเคเลยนะเรา ดีเซลนี่ตาถึงจริง ๆ”

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แหะ ๆ”

 

“หน้าตาก็ดีใช้ได้เลยนะ  นี่ช่าง...จ้างมาแล้วทำให้หล่อ ๆ ด้วยนะ” ลุงชัยตบไหล่พี่ช่างแต่งหน้าเบา ๆ เหมือนหยอกล้อกันมากกว่า

 

“โอ๊ยพี่ชัย เชื่อมือน้องสิคะ น้องแต่งมาแล้วกี่เวที”

 

“เออ ๆ อย่าเอาแต่โม้แล้วกัน  แล้วนี่ดีเซลไปไหนละเนี่ย”  

 

“ออกไปอยู่ที่ระเบียงน่ะครับ” ผมก็ตอบไปตามที่เห็น แต่ถ้าคุณลุงออกไปแล้วไม่เห็นนี่งานเข้านะ

 

คุณลุงเจ้าของแบรนด์เดินออกไปทางระเบียง ก่อนที่พี่มะตอยจะเข้ามาอธิบายคอนเซ็ปต์ในการถ่ายครั้งนี้ให้ผมฟังระหว่างแต่งหน้าทำผม ว่าเราจะถ่ายอะไรกันบ้าง ถึงจะลำบากมากหน่อยที่ต้องถ่ายหลายเซ็ตตามคำขอของลุงชัยที่อยากได้ทุกแนวไม่ว่าจะทางการ กึ่งทางการ ลุงแกขอจัดเต็มทุกชุด

 

โชคดีหน่อยที่ผมได้แนววัยรุ่น เลยจะเน้นความคล่องตัว ดูสนุกสนาน ให้เข้ากับหน้าตา คือพี่มะตอยบอกมาแบบนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ส่วนดีเซลนั้นได้ลุคคนวัยทำงาน ใส่เชิ้ต กางเกงสแลค ดูภูมิฐาน ฟัง ๆ ดูแล้วก็น่าจะสนุกดี

 

“น้องเคิร์ดเสร็จแล้ว งั้นเราไปกันก่อนเลยนะคะ เดี๋ยวพี่ยกเสื้อผ้าไปให้”

 

“ผมช่วยยกก็ได้พี่” ดีเซลที่กลับเข้ามาพอดีอาสาช่วยยกตามไปให้

 

“ไม่ต้องเลยน้องเซล ไปแต่งหน้าซะ !”

 

ผมถึงกับหัวเราะพรืดทันทีที่ดีเซลถูกพี่มะตอยแว้ดใส่ นี่เพิ่งเคยเห็นเขาทำหน้าเหวอ ๆ ก่อนจะกลับไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างว่าง่าย

 

“สู้ ๆ นะเคิร์ด”

 

ผมหันขวับไปมองคนที่พูดให้กำลังใจ แต่เขากลับทำเมินมองกระจกไม่รู้ไม่ชี้ ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงเพราะเจ้าตัวเขาไม่หันมามอง เลยได้แค่ยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเดินตามพี่มะตอยออกมา

 

ถึงข้างนอกจะยิ้ม แต่ข้างในนี่จะแย่แล้ว ก็ดีเซลเคยพูดกับผมแบบนี้ที่ไหนล่ะ พอได้ยินเข้าหัวใจเลยสั่นระรัวเหมือนมีคนตีกลองอยู่ด้านในเลยล่ะ

 

เมื่อตอนที่ผมเจอเขาที่ร้านกาแฟเมื่อเช้า ผมยืนทำใจอยู่ตั้งนานกว่าจะกล้าเดินเข้าไปทัก  ในใจมันหวิว ๆ กลัว ๆ  ถ้าเกิดว่าเขาทำห่างเหินผมจะทำยังไง  วันที่เขาโทรมาชวน ตอนนั้นก็มัวแต่ดีใจจนลืมจับน้ำเสียงเขาว่าปกติหรือเปล่า ผมกล้าบอกอย่างไม่อายเลยว่า ตอนนี้ความรู้สึกที่มีต่อดีเซลมันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง และดีใจมากด้วยที่เขาตั้งใจจะทำให้เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเขา

 

ถึงแม้วันนึงข้างหน้าผมอาจจะไม่สมหวัง แต่อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่าเขาตั้งใจทำเพื่อผมแค่ไหนผ่านการกระทำของเขาเอง แต่ที่จากดู ๆ ตั้งแต่เข้ามาในห้องคอนโดหรูนี่แล้วเขาก็ยังปกติทุกอย่าง ทั้งน้ำเสียง สีหน้า การกระทำ ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ทำตัวเหมือนเหตุการณ์วันนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี  กำลังใจมาเต็ม...

 

 

และไม่นาน ผมกับพี่มะตอยและผู้ชายอีกสองสามคนรวมถึงลุงชัยก็ขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้า อย่าให้พูดถึงแดดประเทศไทยหรือแดดกรุงเทพอะไรทั้งนั้น คือมันบรรยายไม่ถูกจริง ๆ โดนเข้าไปนี่แสบหน้าแสบแขนไปหมด ถ้าพระอาทิตย์จะขยันทำงานในหน้าที่อย่างแข็งขันขนาดนี้ ผมพูดได้คำเดียวเลย...เคิร์ดท้อแท้

 

“อาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันนะน้องเคิร์ด แต่ตอนเช้าทานข้าวมาแล้วใช่มั้ย” พี่มะตอยดูเป็นห่วงผมมาก

 

“ครับ” กาแฟนี่เรียกว่าข้าวมั้ย

 

“ไม่น่าจ้างช่างมาแค่คนเดียวเลย ถ้าหน้ามันจะทำยังไงเนี่ย”

 

พอเห็นแดดบนดาดฟ้าลุงชัยก็บ่นอุบ ไม่ใช่แค่ลุงหรอกครับ ผมนี่ก็อยากจะบ่นเหมือนกัน แต่แบบผู้ใหญ่เยอะไง เลยเก็บไว้ในใจก็พอ

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูคอยซับหน้าให้ ถ้าเห็นว่าเมคอัพเริ่มหายเดี๋ยวจะไปตามช่างมาให้ค่ะ”

 

“อืม เอางั้นก็ได้ เอ้า ! เตรียมตัวเลย ร้อนขนาดนี้เดี๋ยวจะเป็นลมกันหมด”

 

นั่นสิ...ในเมื่อทำอะไรแดดไม่ได้ ก็ต้องรีบทำงานให้เสร็จล่ะนะ

 

บนชั้นนี้จะมีศาลานั่งเล่นนอนเล่นเรือนเล็ก ๆ อยู่ 2 ศาลา ซึ่งทุกศาลาได้ถูกพี่ ๆ ทีมงานจับจองพื้นที่กันหมดแล้ว และถัดไปก็จะมีห้องกระจกเล็ก ๆ ติดแอร์ ห้องนี้ถูกกันไว้ให้เฉพาะทีมงานช่างแต่งหน้าที่ยังไม่ขึ้นมา เพราะถ้าแต่งข้างนอกตอนแดดร้อน ๆ หน้าคงเยิ้มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน

 

ส่วนผมน่ะเหรอ...ผมต้องยืนถ่ายแบบกลางแจ้งนี่แหละ แดดเปรี้ยง ๆ ลงกลางหัวก็บ่นไม่ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือผมกลัวความสูง  แล้วคอนโดนี้มันสูงเกือบสามสิบชั้น ผมเลยไม่กล้าไปยืนตรงมุม ๆ เท่าไร เกิดวูบวาบตกลงไปนี่ค่าจ้างไม่คุ้มตายนะ

 

“พี่มะตอยครับ เราไม่ต้องรอดีเซลก่อนเหรอ”

 

“ไม่ต้องจ้ะ เดี๋ยวเราถ่ายชุดที่เตรียมไว้ให้เสร็จก่อนเลย เพราะว่าเป็นรูปเดี่ยว ถ่ายได้ไม่ต้องรอ” พี่มะตอยชี้ไปที่ราวเสื้อผ้าที่มีชุดแขวนอยู่ประมาณ 20 กว่าชุดได้

 

ชุดแรกที่ผมใส่เป็นเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีน ดู ๆ แล้วไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่ใส่มาเท่าไรเลยเนอะ แต่ถ้าไม่ใส่ก็คงไม่รู้ว่าเนื้อผ้ามันดีกว่ากันเยอะมาก ใส่สบาย ไม่ร้อน และที่ดูสะดุดตาก็คือโลโก้ตัวอักษรภาษาอังกฤษสีน้ำเงินที่ปักอยู่บนอกเสื้อว่า CHA1 นี่แหละ ที่ทำให้ดูหรู ดูแพงขึ้นมาสิบเท่า

 

“จะเริ่มถ่ายแล้วนะครับ รูปแรก ๆ น้องเคิร์ดโพสท่าแบบสนุก ๆ นะครับ ยิ้มแบบสดใส ๆ ก็ได้ เอาแบบที่เคยถ่ายน่ะครับ”

 

ได้ยินช่างภาพพูดแบบนั้น ก็รู้สึกว่าภาพของดีเซลมันขึ้นมาซ้อนกับพี่เขายังไงไม่รู้  ผมพยายามนึกถึงวันที่ถ่ายภาพโปรโมทให้มหาลัย ว่าผมเคยโพสท่าอะไรไปบ้าง ก่อนที่จะสลัดความเขินอายทิ้งไป แล้วคลี่ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

 

 

ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ คิดเสียว่าข้างหน้าเราไม่มีกล้องหรือใครอยู่ทั้งนั้น สนุกที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จะกระโดดหรืออะไรก็แล้วแต่ทำออกมาให้เข้ากับโจทย์ที่ได้รับ แหวกแนวได้นิดหน่อยแต่อย่าให้หลุดคอนเซ็ปต์ และให้คิดไว้ว่าทำยังไงก็ได้ให้เราออกมาดูดีที่สุดแค่นั้นพอนี่คือสิ่งที่ใครบางคนเคยบอกผมเอาไว้

 

 

 “โอเคครับ  น้องเคิร์ดไปพักด้านในได้เลย แล้วอีกครึ่งชั่วโมงเราค่อยมาเจอกันใหม่นะ”

 

เชรี่ย ! เกือบแล้ว เกือบจะเป็นลมแดดแล้วครับ ทั้งความร้อนจากแสงแดด ทั้งไอร้อนที่สะท้อนจากพื้นปูน มันเกินจะรับไหวจริง ๆ

 

ตอนนี้เราเปลี่ยนชุดไปประมาณ 5 ชุดได้  ช่วงที่ถ่ายทำพี่มะตอยเข้ามาซับหน้าให้ และพูดว่า “น้องเคิร์ด สู้ ๆ นะลูก” ตลอด แต่สุดท้ายก็ต้องเรียกพี่ช่างแต่งหน้ามาเติมให้อยู่หลายรอบ เพราะเหงื่อไหลตลอดเวลา ชักอยากเห็นรูปที่ถ่ายแล้วสิ  แดดเปรี้ยงจนต้องหยีตาอย่างนี้รูปที่ออกมาคงตลกน่าดู

 

มันเป็นปกติเวลาที่เราในอยู่ที่ ๆ แดดแรง ๆ แล้วเข้าร่มทันทีสายตาเราจะปรับไม่ทัน และจะมองอะไรก็มืดไปหมด  ผมที่เดินเข้ามาในห้องกระจกเพื่อหลบแดด ก็เป็นเช่นนั้น เพราะแม้กระทั่งหน้าคนก็ยังเห็นเป็นกลุ่มก้อนดำ ๆ เบลอ ๆ เลย

ผมพยายามปรับโฟกัสสายตาตัวเองอยู่นาน จนเมื่อทุกอย่างเป็นปกติก็เห็นดีเซลกำลังยิ้มให้ผมอยู่ เป็นรอยยิ้มที่ผมเห็นบ่อยในช่วงหลัง ๆ นี้ แต่ที่คาดไม่ถึงคือการที่ผมได้เห็นดีเซลในลุคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

เขาดูดีมากในชุดสูทสีดำสนิทกับเนคไทสีเข้ม ผมที่ตัดสั้นอยู่แล้วไม่ได้เซ็ตอะไรมากมาย เว้นแต่ปัดตรงด้านหน้าที่ยาวกว่าขึ้นไปเพื่อให้ไม่ลงมาปิดหน้าผาก แล้วไหนจะหน้าใส ๆ ที่ปกติเวลาไม่แต่งหน้าก็สะดุดตาของคนทั่วไปอยู่แล้ว พอมาเติมอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ลงไปก็ทำให้รู้สึกว่าเขากลายเป็นนายแบบที่พร้อมจะเดินบนพรมแดงไปเลย

 

“เป็นไงบ้าง?” ดีเซลเดินมาถามผมที่กำลังตะลึงกับลุคใหม่นั้นอยู่

 

“ฮะ...เอ้อ...” ชิบหายละ นี่มองนานไปรึเปล่า “ก็โอเค...”

 

“ดีแล้ว”

 

ดีเซลพูดได้แค่นั้นก็เดินยิ้มออกไปยังลานดาดฟ้ากลางแจ้งที่มีพี่ ๆ ทีมงานรออยู่  ผมได้แต่ยืนมองตาปรอย ทั้งที่ในใจนี่บินติดตามไปกับตัวคนแล้ว

 

อืมมม...อันนี้เป็นความลับนะ คือผมไม่ได้สนใจหรอกว่าเขาจะโพสท่าอะไร ถ่ายออกมาแล้วเป็นยังไง เพราะผมเชื่อว่าดีเซลต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน แต่ที่อยากไปดูน่ะเป็นเพราะว่า ... ดีเซลในลุคนี้เขาหล่อมากต่างหากเล่า...

 

“พี่มะตอยครับ”

 

“ว่าไงคะ”   

 

“ผมขอดูดีเซลถ่ายงานแป๊บนึงได้มั้ยครับ”

 

“น้องเคิร์ดไม่ไปพักก่อนเหรอ”

 

“เดี๋ยวผมค่อยพักก็ได้ ผมยังไหวอยู่”

 

“งั้นให้ไม่เกิน 15 นาทีนะคะ”

 

“ขอบคุณครับ”

 

ผมนี่รีบเลย  รีบเดินกลับออกไปข้างนอกที่ถึงแม้จะร้อนบรรลัย แต่ยังไง ๆ ดีเซลก็ยังร้อนแรงกว่าอยู่ดี ฮ่า...

 

ผมเลือกเข้าไปนั่งในศาลาที่ใกล้จุดที่ดีเซลกำลังจะถ่ายแบบที่สุด  คือจะว่าผมโดนของก็ได้นะ เพราะตอนนี้ผมละสายตาไปจากคนร่างสูงที่อยู่ในชุดสูทไม่ได้เลยจริง ๆ ก็คนมันชอบอ่ะเนอะ ให้ทำไงได้  ยิ่งตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าผมคิดยังไง เพราะงั้นก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังกันแล้ว สู้ทำให้มันชัดเจนไปเลยดีกว่า

 

“ขอท่าเท่ ๆ นะครับน้องดีเซล เอาแบบหล่อสมาร์ต คูล ๆ นิ่ง ๆ”

 

พี่ช่างภาพเริ่มถ่ายภาพชุดต่อไปของดีเซล ผมเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าเวลาเขาถ่ายรูปแบบไม่ใช่ทีเผลอ ผลจะออกมาเป็นยังไง

 

รอไม่นานก็รู้ผลเลยครับ...

 

คือทุกอย่างดีหมด ไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้าผม และคนเป็นนายแบบ จนแทบจะเรียกได้ว่ารวมทุกความดูดีไว้ในคนเดียวกัน  แต่มันจะเพอร์เฟกต์กว่านี้มากถ้าดีเซลจะไม่ทำตัวเก้ ๆ กัง ๆ แบบนี้ !

 

นี่อย่าบอกนะว่าสั่งให้นายแบบของตัวเองทำท่านั้นท่านี้ แต่ตัวเองกลับทำไม่เป็นเองน่ะ !

 

“ทำไมมันทื่อ ๆ จังอ่ะ...” ผมพูดขึ้นเมื่อพี่ช่างภาพสั่งให้ดีเซลเปลี่ยนท่าไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ได้มุมที่ถูกใจ จนเสียงชัตเตอร์รัวถี่ ๆ

 

“คิดเหมือนพี่เลย”

 

อ่า...เหมือนผมจะพูดดังเกินไป พี่ช่างภาพเลยหันมาตอบ

 

“แล้วภาพโอเคมั้ยครับ”

 

“มันก็ดีแหละ แต่ดูไม่ธรรมชาติเท่าไรเลย...พี่คงต้องถ่ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้”

 

“งี้ก็เสียเวลาตายเลยดิ  ผมว่าให้เขาทำดี ๆ ไปเลยดีกว่า พวกพี่ยังไม่ได้พักเลยนะ” โอกาสมีก็รีบคว้าไว้ซะเคิร์ด ไม่ใช่ว่าจะไปจุ้นจ้านอะไรนะ เพียงแต่มันขัดตาเวลาที่เห็นดีเซลโพสท่าสวย ๆ แต่มันดันดูแปลก ๆ ...งงมั้ยครับ?

 

คือจะเรียกว่าหน้าให้ แต่ท่าไม่ให้ แบบนั้นก็ได้ แล้วผมก็อยากจะแกล้งเขานิดหน่อย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยากให้พี่ ๆ ทีมงานเขาเหนื่อยฟรี

 

“น้องดีเซลครับ พี่ว่ามันดูแข็ง ๆ ไปนะ ขอดูเป็นธรรมชาติกว่านี้ได้มั้ยอ่ะ”

 

คนถูกติ ยืนนิ่งไปนิดก่อนจะปรายตามามองผม ไอ้ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนเด็กโดนจับได้เวลาทำผิด ก็เลยยักคิ้วให้ทีหนึ่ง

 

“นายเคยสอนอะไรฉันไว้ล่ะ ก็ทำอย่างที่นายเคยแนะนำไว้สิ” ผมก็บอกได้แค่นั้นแหละ ที่เหลือมันก็เป็นหน้าที่ของเขาเองแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการถ่ายรูปเลยนะ แต่พอมาเจอดีเซลวันนี้  หูยยย...ตัวเองนี่เทพไปเลย ฮ่า ๆ แต่อย่างว่าแหละคนไม่เคยถ่ายรูป ถ้าโพสไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก ขนาดผมถ่ายประจำยังทำไม่ได้เลย ฮ่า....

 

แชะ... แชะ... แชะ...

 

เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็ดูไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน หลังจากที่ผมพูดไป พัฒนาการของดีเซลก็ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีมากเสียทีเดียว ยังมีบางอารมณ์ที่ดูขัด ๆไปบ้าง  ลุงชัยแกก็มองนะแต่ไม่พูดอะไร เอาแต่หัวเราะท่าเดียว

 

ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเพื่อนผมนี่คงทำให้ลุงสนุกมากสินะ

 

“เฮ้ยหน้ามัน ซับหน้าให้น้องหน่อยมะตอย”

 

กริบ...

 

“มะตอย !”

 

ไร้เงาพี่มะตอย คือพี่แกหายไปตั้งแต่เสร็จช่วงของผมแล้วแหละ เห็นบอกว่าต้องไปเตรียมชุดที่ต้องถ่ายอีกเซ็ตของผม จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่กลับมา พี่ช่างแต่งหน้าก็ลงไปเข้าห้องน้ำ ทีนี้มันก็เลยมีแต่ชายฉกรรจ์สามสี่คนที่ยังว่างงาน แต่จะให้ไปซับหน้าก็คงทำไม่เป็นแน่

 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมทำเอง” ดีเซลพูดขึ้น ก่อนจะเดินเข้าตรงดิ่งมาในศาลาที่ผมยืนอยู่

 

เปล่าหรอกครับ... เขาไม่ได้เดินมาหาผมหรอก แต่มาเอากล่องกระดาษทิชชู่ที่พี่มะตอยวางทิ้งไว้บนเก้าอี้พลาสติกข้าง ๆ ผมต่างหาก

 

และด้วยความไวแสง ผมเลยรีบเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

 

“ไม่ต้อง ๆ” คือผมอยู่ใกล้กว่าไง เลยมือไวหยิบกล่องกระดาษทิชชู่มาถือไว้เอง “นายน่ะอยู่เฉย ๆ เถอะ”

 

ผมเชื่อแล้วว่าดีเซลเป็นพวกเหงื่อออกเยอะ คือผู้ชายมันก็เยอะทุกคนแหละ แต่กับดีเซลนอกจากเหงื่อที่เริ่มออกมาตามไรผม ยังมีบางส่วนที่ไหลลงมาถึงปลายคาง และตรงลำคอด้วย ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้พี่ตากล้องถึงไม่สังเกตเห็นเลย

 

“เดี๋ยวเช็ดให้”

 

ถามว่ากระดากปากมั้ยที่เสนอตัวไปแบบนั้น  โอ๊ย...ระดับนี้แล้ว จูบต่อหน้าคนอื่นก็ทำมาแล้ว กะอีแค่เช็ดหน้าให้ มันจะเท่าไรกันเชียว  บอกเลย...เคิร์ดยังไหว

 

“ไม่เป็นไรเคิ...”

 

“รังเกียจเหรอ”

 

“เปล่า...แต่...”

 

“งั้นก็อยู่เฉย ๆ”

 

ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ออกคำสั่งใส่คนตัวสูงไปตั้งแต่เมื่อไร แต่เขาก็ยอมผมนะ ถึงจะดูขัด ๆ ไปบ้าง แต่เขาก็ยอมให้ผมซับหน้าให้แต่โดยดี

 

ไอ้เหตุผลที่มาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขาเนี่ย ไม่ใช่เพราะอยากดูแลหรือบริการแค่อย่างเดียวนะ  โอเคว่าอยากดูแล แต่มันก็มีเจตนาอย่างอื่นแฝงเอาไว้ด้วย

 

“ดีเซล ฉันไม่ได้อยากจะบ่นหรอกนะ แต่ทำไมเอาแต่บอกคนอื่นแล้วตัวเองทำไม่ได้เนี่ย” ผมพูดไปก็ซับหน้าไป

 

“ก็ผมไม่เคยถ่ายนี่”

 

“เขินเองมากกว่ามั้ง”

 

ชิบหายละ ! ซับแรงไป รองพื้นหลุดติดทิชชู่มาเลย ถ่ายออกมาหน้าจะด่างมั้ยวะเนี่ย  ถึงในใจจะกังวล แต่ผมก็ยังตีเนียนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“งั้นก็คอยบอกผมสิ”

 

“พี่เขาก็คอยบอกอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ”

 

“มันไม่เหมือนกันนี่”

 

บ๊ะ ! เรื่องมากจังวะเนี่ย ผมก็ต้องไปเตรียมตัวเหมือนกัน จะให้มานั่งดูยืนดูเป็นเพื่อนก็ยังไงอยู่ เลยขมวดคิ้วพร้อมถลึงตาใส่คนตัวสูงไปหนึ่งที  แต่ครับแต่...

 

จังหวะที่ผมช้อนตาขึ้นไปมองคนตรงหน้า เขากลับมองลงมาพอดีเช่นกัน  ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเราเขยิบเข้าไปใกล้กันมากขนาดที่มองเห็นสีน้ำตาลเข้มในดวงตาเขาได้ อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดหน้า แล้วไหนจะแววตาที่ดูนิ่ง ๆ นั่นอีก

 

“เคิร์ดหน้าแดงนะ”

 

“อะ...อะไร...มันร้อนต่างหาก” ผมผลักเขาออกไปอย่างไม่รู้ตัว

 

“เหรอ? แต่เห็นยืนอยู่ตั้งนานก็ไม่แดงนี่”

 

“นี่...จะหาเรื่องกันเหรอ เอาไปเช็ดเองเลย”

 

จะหาเรื่องกันทำไมเนี่ย ก็รู้อยู่หรอกว่าเวลาอยู่ใกล้กันต้องเป็นผมทุกครั้งเลยที่ออกอาการก่อน  แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า คนรู้สึกก่อนมักเป็นคนที่แพ้เสมอ แต่ใครมันจะไปคิดวะ ว่าจะแพ้ยับเยินขนาดนี้...

 

“เคิร์ดไปเตรียมตัวเถอะ อยู่ตรงนี้มันร้อนเปล่า ๆ” ดีเซลจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองก่อนจะหันหลังให้ผม

 

“นายอยู่ได้นะ?”

 

เขาพ่นลมหายใจ แล้วหัวเราะเล็กน้อย “ทำไมล่ะ”

 

“เปล่า...”

 

“เคิร์ดนั่นแหละอยู่ได้รึเปล่า”

 

“ทำไมอ่ะ”

 

“ก็ไม่มีผมไปอยู่ด้วยนี่  หึ ๆ ...ไปถ่ายต่อละ”

 

เฮือกกก...โดนหยอดมาขนาดนี้  ขอติดแฮชแท็กได้มั้ยครับ

 

 

#ตายอย่างสงบศพสีชมพู

 

 

โฮรววว... จากที่หน้ากำลังจะหายแดง ตอนนี้แดงกว่าลูกเชอร์รี่อีกมั้งเนี่ย

 

ผมสัมผัสได้ถึงความร้อนจากหน้าตัวเอง ตรงนี้มีใครกินไข่ดาวมั้ยครับ ทางนี้กระทะร้อนแล้ว ตอกไข่ใส่หน้าผมได้เลย แล้วดูตัวต้นเหตุสิ เดินหันหลังให้ผมไปถ่ายงานต่อแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร  บ้าชะมัด...ทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้วะเนี่ย

 

 

ดีเซลตัวจริง แม่งต้องขี้อ่อยเบอร์นี้เลยเหรอ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 298 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #396 yuy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 12:45

    ฝากผู้แต่งเช็คด้วยค่ะ ตอนแรกน้องเคิร์ดบอกว่า ไม่ได้ถามก่อนมาถ่ายว่าให้มาถ่ายของร้านอะไร แต่พอลุงชัยออกมาบอกว่าทำการบ้านมาก่อนแล้ว ว่าลุงชัยเป็นเจ้าของแบรนด์ มันขัดแย้งกันนะคะ

    #396
    0
  2. #320 Choi_Jina_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 20:50
    รถอ้อยคว่ำแล้วค่าาาาาาาาาาาาาาาาา
    #320
    0
  3. #272 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 01:43
    ว้ายเอาแล้วๆๆๆ
    #272
    0
  4. #184 Mistyblack (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:00
    อ้อยยยยย
    #184
    0
  5. #57 Sehun40610 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 22:49
    อ่ออยยยยยยยยยยยย
    #57
    0