รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 25 : สีที่ 23 : รับงานนอก (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    24 ก.ย. 60




สีที่ 23

 Diesel' s Part

 

“คุณพ่อ ! น้องเซล ! ทางนี้ค่ะ”

 

หลังจากเทอมหนึ่งปิดเทอมมาได้ไม่กี่วัน ผมก็พาพ่อออกมาซื้อของขวัญในห้าง เนื่องในวาระที่เป็นวันเกิดของท่านประธานบริษัทที่พ่อทำงานอยู่ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดีผมเลยชวนพ่อเข้าไปเลือกเนคไทในร้านของพี่มะตอย

 

จริง ๆ แล้วร้านนี้ไม่ใช่ของพี่มะตอยหรอกครับ แต่เป็นร้านที่พี่มะตอยทำงานเป็นผู้จัดการร้านอยู่ ยังไงซะมาร้านนี้ก็ยังพอถามความเห็นกันได้

 

“มะตอย...ชัยอยู่มั้ยลูก”

 

พ่อเดินตรงไปหาพี่มะตอยโดยไม่ได้แวะดูอะไรก่อนเลย แถมยังถามหาคนที่ผมไม่เคยได้ยินชื่ออีกด้วย

 

“ลุงชัยเหรอคะ อยู่ข้างในร้านน่ะค่ะ เดี๋ยวหนูไปตามให้นะคะ”

 

“ใครเหรอครับ” หลังจากที่พี่มะตอยหายเข้าไปหลังร้านแล้ว ผมก็เริ่มอยากรู้ว่าคนที่พ่ออยากเจอเป็นใคร

 

“เจ้าของร้านน่ะ”

 

“แต่พ่อจะมาซื้อเนคไทให้ประธานไม่ใช่เหรอ แล้วไมมาหาเพื่อนแทนอ่ะ”

 

ไม่มีคำตอบใด ๆ ออกมาจากปากพ่อ มีแต่สายตานิ่ง ๆ พร้อมกับคิ้วที่ยกข้างหนึ่งหันมาทางผม

 

“ก็เพื่อนเก่ากัน ไม่งั้นคงไม่ไว้ใจให้มะตอยมาทำงานด้วยหรอก” พอเห็นท่าทีอยากรู้อยากเห็นของผมพ่อเลยยอมบอก

 

“เฮ้ยไอ้ปรก ไม่เจอกันนานว่ะ”

 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ผู้ชายที่เดินเข้ามาทักพ่อ คนนี้น่าจะเป็นคนชื่อชัยที่พ่อถามหาแน่ ๆ

 

“ไหว้พระลูกไหว้พระ...นี่ลูกแกเหรอ” เพื่อนพ่อชี้นิ้วมาทางผม

 

“อืม ๆ” พ่อตอบเพื่อนก่อนจะหันมาทางผม “นี่ลุงชัยเพื่อนพ่อเอง”

 

“เฮ้ย หน้าเหมือนแกสมัยหนุ่ม ๆ เลยว่ะ แต่ดูท่าลูกมึงนี่ได้เชื้อนิ่งมาเต็ม ๆเลยใช่มั้ยวะ”

 

“เออน่า เชื้อมันก็ไม่ทิ้งแถวหรอก แล้วแกเป็นไงมั่ง แก่ไปเยอะนะ” พ่อเอามือตบบ่าลุงชัยพลางยักคิ้วและยิ้มมุมปากให้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าสนิทกันแค่ไหน

 

“เหอะ แกก็เหมือนกันนั่นแหละ  อายุปูนนี้แล้วไม่คิดจะยิ้มบ้างเลยรึไงวะ หน้าถมึงทึงเหมือนเดิมเลย” เหมือนเข้าตัวผมยังไงไม่รู้เนอะ

 

 “เออ ๆ ก็หน้าฉันเป็นแบบนี้นี่หว่า”

 

“ป่ะ ๆ เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า ไม่เจอกันนานฉันมีเรื่องคุยเยอะแยะเลย”

 

ลุงชัยเดินนำพ่อไปที่หลังร้าน ผมเลยปล่อยคนแก่สองคนให้ไปคุยกันตามอัธยาศัย ส่วนตัวเองก็เดินดูเสื้อผ้าไปเรื่อย ๆ

 

ตรงโซนเสื้อผ้าผู้ชายมีเสื้อผ้าให้เลือกหลากหลายแนวมาก ทั้งวัยรุ่น และวัยทำงาน  ชุดเป็นทางการ และลำลอง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางสีโทนสุภาพอย่างพวกสีกรม ขาว ดำ น้ำเงิน น้ำตาลเสียมากกว่า

 

การตกแต่งร้านเสื้อผ้าของที่นี่เป็นไปอย่างลงตัว เวลามองจากด้านนอกก็รู้สึกว่าดูดีและราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย  ส่วนด้านในถูกตกแต่งด้วยโคมไฟสีขาวนวลหลาย ๆ อัน ลดหลั่นกันลงไป และผนังสีขาวดูสะอาดตา  แถมยังมีกระจกอยู่แทบทุกจุดที่เดินผ่าน เลยทำให้ดูเหมือนว่าร้านนี้กว้างขวางกว่าร้านอื่น ๆ

 

ระหว่างที่ดูตัวนั้นตัวนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เห็นลูกค้าคนอื่น ๆ เข้ามาในร้านอย่างไม่ขาดสายจนพนักงานแทบจะไม่มีเวลาว่าง บางคนเดินเข้าออกหลังร้านเป็นสิบรอบเพื่อไปหยิบของในสต็อกมาให้ลูกค้าลอง พี่มะตอยก็ไม่ได้ว่างเช่นกันเพราะลูกค้ายืนรอคิวชำระเงินยาวมากจนต้องเข้าไปช่วย  เหลือแต่ผมนี่แหละที่ดูไม่มีเป้าหมายในการเดินดูของในร้านที่สุดแล้ว

 

“ดูตัวไหนเป็นพิเศษรึเปล่าคะ”

 

ดูเหมือนว่าผมจะอยู่ตรงมุมเสื้อเชิ้ตนานไปหน่อย จนพี่พนักงานเดินเข้ามาถาม

 

“อ่อ...ไม่ครับ”

 

“ทางเรามีโปรโมชั่นด้วยนะคะ ซื้อครบสองพันบาทจะได้รับพ้อยท์ห้าร้อยคะแนนเอาไว้เป็นส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไป ลูกค้าสนใจทำบัตรสมาชิกมั้ยคะ ทำบัตรสมาชิกฟรีนะคะ”

 

“อ่อ...ไม่ครับ”

 

“งั้นเชิญเลือกดูได้ตามสบายเลยนะคะ”

 

ไม่ว่าใครจะมาเสนอให้ทำบัตรอะไร ถ้าไม่ใช่ร้านกล้องที่คิดจะใช้บริการกันเป็นประจำ ผมก็ไม่เคยพิศวาสอยากทำเลยสักร้าน

 

“พี่ครับ”

 

“คะ”

 

“ขอดูตัวนั้นหน่อยได้มั้ยครับ”

 

เหมือนมีอะไรมาดลใจก็ไม่รู้ แต่ผมเปลี่ยนใจและชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมที่เห็นแล้วสะดุดตาที่สุด

 

“นี่ค่ะ ห้องลองอยู่ด้านในซ้ายมือนะคะ” พนักงานยื่นเสื้อตัวนั้นมาให้แล้วผายมือไปทางด้านหลัง

 

ผมรับเสื้อมาแล้วเดินไปลองชุด เสร็จแล้วก็เอาไปจ่ายเงินทันที

 

“อะไรดลใจให้น้องเซลซื้อเสื้อเนี่ย ปกติเชียร์เท่าไรก็ไม่เอาไม่ใช่เหรอ”

 

พอถึงคิวจ่ายเงินก็โดนพี่มะตอยแซ็วเข้าให้ทั้งเรื่องที่ซื้อเสื้อเอง และเรื่องที่แอบทำบัตรสมาชิกร้านโดยไม่บอก

 

“พอดีถูกชะตาน่ะครับ”

 

“แต่เราก็ไม่เคยมีเสื้อสีนี้ด้วยนี่นา พี่เห็นเราใส่เสื้ออยู่สองสามสีเอง”

 

“มันก็คล้าย ๆ กันไม่ใช่เหรอครับ”

 

“ไม่ ๆ น้องเซลใส่แต่สีขาว ไม่ใช่สีครีม”

 

นี่แหละครับ ผู้หญิงเป็นเพศที่ละเอียดอ่อนมากแค่ไหนก็วัดจากตรงนี้นี่แหละ

 

“ได้ของด้วยเหรอ”

 

ผมหันไปทางต้นเสียงก็เจอพ่อยืนอยู่กับลุงชัย

 

“เห็นสวยดีก็เลยซื้อน่ะครับ แล้วนี่พ่อยังไม่ไปเลือกของอีกเหรอ”

 

“เดี๋ยวสิวะไอ้นี่”

 

“สงสัยจะรอนานสินะ เอ้อ ! เห็นหน้าลูกชายแกแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้”

 

“อะไร”

 

ลุงชัยไม่ได้ตอบพ่อ แต่หันมาคุยกับผมแทน “นี่...สนใจเป็นนายแบบให้ร้านลุงมั้ย?

 

“หา...?

 

“เซลมันเคยถ่ายแบบที่ไหน มันเป็นแต่คนถ่ายเขา” พ่อพูดแทนผมที่มัวแต่ยืนอึ้ง

 

“หน้าตาก็ดี รูปร่างใช้ได้ ไปเป็นตากล้องทำไมให้เสียของ มาเป็นแบบให้ลุงดีกว่า”

 

พ่อหันมาหรี่ตาใส่ผม แล้วมองขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้า  ผมไม่รู้ว่าลุงชัยพูดจริงหรือพูดเล่น แต่การที่สีหน้าของพ่อเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็ทำให้เริ่มทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

 

“แน่ใจนะ?” พ่อสำรวจผมเสร็จก็หันไปถามเพื่อนตัวเอง

 

“แน่ใจสิ หล่อขนาดนี้แถมยังคนกันเองด้วย”

 

“อย่าดีกว่าครับ ผมไม่เคยทำมาก่อน กลัวพาเสียงาน”

 

“ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวเทรนด์ก่อนถ่ายจริงได้ไม่ยากหรอก”

 

“ถ่ายคนอื่นมาตั้งเยอะ ลองเป็นแบบเองก็ดีนะน้องเซล จะได้เข้าใจอินเนอร์นายแบบไง” พี่มะตอยที่ว่างงานแล้วก็เข้ามาช่วยเชียร์อีกเสียง

 

“แต่จริง ๆ แล้วลุงอยากได้สักสองคนนะ”

 

พอลุงชัยพูดออกมาแบบนั้น ผมก็นึกถึงหน้าคนคนนึงขึ้นมาได้ ผู้ชายคนนั้นน่าจะเป็นนายแบบที่เหมาะสมที่สุด เผลอ ๆ อาจจะเหมาะกว่าผมอีก

 

“ถ้าลุงอยากได้ 2 คน ผมชวนเพื่อนมาได้มั้ยครับ” ไหน ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว งั้นชวนเพื่อนมาทำด้วยดีกว่าจะได้ไม่เขินมากเวลาถ่าย

 

“พอจะมีรูปให้ดูก่อนมั้ย”

 

ได้ยินแบบนั้นผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงจัดการเปิดรูปล่าสุดที่ได้จากการถ่ายรูปให้ชมรมให้ลุงชัย พ่อ และพี่มะตอยดู ซึ่งคนที่ผมภูมิใจนำเสนอนั้นก็คือ... “เคิร์ด”

 

“หูววววว...ใครอ่ะน้องเซล ทำไมออร่าอลังการขนาดนี้”

 

รูปนี้เป็นรูปที่ดีที่สุดและถูกเอาไปทำป้ายไวนิลโปรโมทมหาลัยด้วย

 

“ติดต่อเลยดีเซล ลุงอยากได้คนนี้มาถ่ายคู่กับเรา”

 

 

 

 

“หา !”

 

“ช่วยหน่อยนะ พอดีว่าลุงเขาไม่รู้จะหาใครแล้ว”

 

ก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเคิร์ดต้องออกอาการแบบนี้ คราวก่อนก็ขอให้ช่วยงานมหาลัย คราวนี้ก็ขอให้ช่วยงานส่วนตัวอีก ผมเลยต้องทำใจอยู่นานกว่าจะกดโทรศัพท์หาเคิร์ดได้

 

“แล้วทำไมนายไม่เอาคนอื่น”

 

“คือ...ลุงเขาเห็นภาพที่เคิร์ดถ่ายโปรโมทให้มหาลัย ก็เลยสนใจน่ะ”

 

“นายเอารูปฉันให้ลุงเขาดูเหรอ

 

“อะ...อืม”

 

ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธมั้ยที่ถือวิสาสะเอารูปไปเสนอคนอื่นโดยไม่บอก แต่พอคิดว่าต้องหาโอกาสมาเจอกันในช่วงปิดเทอมบ้าง การถ่ายแบบจึงถือเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดแล้ว

 

“รู้อยู่ไม่ใช่เหรอว่าฉันถ่ายรูปไม่ค่อยเป็น และนายเองก็น่าจะเห็นว่าตอนเป็นแบบให้ชมรมฉันดูเงอะงะขนาดไหน”

 

“แต่มันก็ออกมาดีไม่ใช่เหรอ”

 

“แล้วงานนี้ใครจะถ่ายให้”

 

“ทางร้านจะจ้างช่างภาพมืออาชีพมาถ่ายน่ะ”

 

“ไหนว่ารู้จักกัน ทำไมไม่ขอถ่ายเองล่ะ”

 

“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

 

“ทำไมจะไม่ได้ ฝีมือนายก็ไม่ได้แย่สักหน่อย”

 

“ก็...ผมต้องเป็นแบบคู่เคิร์ดไง”

 

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง บางทีผมอาจจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไปจนอีกฝ่ายต้องลำบากใจ

 

“ไม่เป็นไร  ถ้าไม่สะดว...”

 

“โอเค วันไหนเหรอ”

 

เหมือนหัวใจมันกำลังพองโตขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวเมื่อเคิร์ดตบปากรับคำ

 

ผมยิ้มจนแก้มแทบฉีก “อาทิตย์หน้าน่ะ ว่างมั้ย?”

 

“อ่อ ได้สิ”

 

เราคุยเรื่องนัดเวลากันอีกนิดหน่อย เพราะจะต้องเข้าไปลองชุดที่ห้องเสื้อของลุงชัยก่อนวันถ่ายจริง 1 วัน ก่อนจะวางสายผมก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณเขาอีกครั้ง

 

ผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำออกมาได้ดีมั้ย เพราะทั้งชีวิตไม่เคยเป็นแบบถ่ายรูปให้ใคร ทั้งยังไม่เคยโพสท่าถ่ายเองด้วย บางทีงานนี้เคิร์ดอาจจะต้องสอนผมก็ได้ ใครจะรู้

 

 

ผมนอนกลิ้งอยู่บนเตียงด้วยความสบายใจ มันเหมือนความเครียดทั้งหมดทั้งปวงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดที่ผับเมื่อคราวก่อนได้ถูกยกทิ้งไปแล้ว  ตอนที่กดโทรออกไปหาเคิร์ด ผมก็ทำใจแล้วว่าจะต้องถูกตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาแน่ ๆ แต่เปล่าเลย เขาทำตัวปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

 

“ผมอยากให้เคิร์ดช่วยมาเป็นแบบให้ผมถ่ายรูปอีก แล้วถ้าเราว่างก็ไปกินข้าวด้วยกัน ไม่ก็ไปที่สตูฯ ที่เคิร์ดบอกว่าชอบ  ตอนกลับบ้านก็ให้ผมไปส่งที่สถานี-รถไฟเหมือนเดิม...ผมขอแค่นี้”

 

ไม่รู้ว่าวันนั้นกล้าพูดออกไปได้ยังไง แต่ก็ดีแล้วที่ตัดสินใจพูดเพราะว่าผมไม่อยากให้เคิร์ดเข้าใจผิด ไม่อยากให้คิดว่าผมกับไอติมคบกัน

 

ที่ผ่านมาผมคอยให้ความช่วยเหลือไอติมมาโดยตลอดเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนคนนึง อะไรที่มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ถ้าทำได้ผมก็ทำให้  และผมก็ทำแบบนี้กับทุกคน ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นไอติม แต่ไม่รู้ทำไมคนถึงชอบมองว่าไอติมพิเศษกว่าคนอื่น ยิ่งกับเคิร์ดยิ่งแล้วใหญ่ เขาเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าไอติมชอบผม และน่าจะคิดไปเองอีกนั่นแหละว่าผมก็มีใจให้เธอ

 

เวลาที่เคิร์ดเจอผมอยู่กับไอติม เขาจะมีท่าทีหงุดหงิดทุกครั้ง อย่างตอนที่เจอกันในตลาดนัด เขาก็ฉุนเฉียวจนรู้สึกได้ เพียงแต่ผมคิดน้อยไปหน่อยว่าเขาอาจจะกลัวเสียงานเลยพาล จนกระทั่งวันที่ไอติมเมาจนเกิดเรื่องนั่นแหละ ถึงได้รู้ความจริงว่าเขาหงุดหงิดเพราะเหตุผลอื่นต่างหาก

 

 

ผมขอเวลาหน่อยนะ ถ้ามันชัดเจนเมื่อไหร่ผมจะพูดออกไปตรง ๆ แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ผมก็จะไม่ปล่อยให้เคิร์ดต้องเสียใจคนเดียวแน่นอน...

 

 

 

 

และแล้ววันที่ต้องถ่ายงานก็มาถึง ช่วงนี้ผมไม่รับงานนอกเลยเพราะอยากเตรียมตัวสำหรับงานวันนี้นี่แหละครับ  สถานที่นัดหมายคือคอนโดหรูใจกลางเมืองติดสถานีรถไฟฟ้าของลุงชัย  เนื่องจากคอนโดนี้มาง่ายและเป็นที่รู้จักพอสมควร พอบอกชื่อไปเคิร์ดก็ตอบมาทันทีว่าจะขับรถมาเอง ให้ผมรออยู่ที่ร้านกาแฟด้านล่าง

 

“มานานแล้วเหรอ” นี่คือคำทักทายแรกเมื่อมาถึง

 

“แป๊บเดียว”

 

ผมนั่งรอไม่นานเคิร์ดก็มาพอดี วันนี้เขาแต่งตัวธรรมดา ๆ มีแค่เสื้อยืดสีกรมกับกางเกงยีนสีดำและสวมรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ส ผมด้านหน้าที่ไม่ได้เซ็ตไว้ตกลงมานิด ๆ เหมือนคนมีหน้าม้า พอมาเจอลุคนี้เข้าไปก็เหมือนกับหน้าดูอ่อนลงหลายปีอยู่เหมือนกัน

 

 “อ๋อ...เออแล้วนายแน่ใจได้ไงว่าฉันจะทำได้ ยิ่งรู้ว่าเป็นงานของเพื่อนพ่อนาย ฉันยิ่งกลัวจะทำงานพังอ่ะ”

 

“ห่วงอะไร ผมว่างานโปรโมทมหาลัยใหญ่กว่านี้เคิร์ดยังทำได้ดีเลย”

 

“เฮ้อ นายเอาความมั่นใจมากจากไหนเนี่ย งานนั้นนายช่วยแต่งรูปให้ไม่ใช่หรือไง... แล้วเขาจะเริ่มถ่ายกี่โมงล่ะ จะไปกันเลยมั้ย”

 

“นี่ขนาดไม่มั่นใจนะเนี่ย” ขนาดไม่มั่นใจยังเร่งซะขนาดนี้เลย

 

“พูดมากว่ะ”

 

“เขานัด 10 โมง กินอะไรมารึยัง” ผมพูดก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง น่าจะหาอะไรกินทันอยู่

 

“ยังอ่ะ งั้นรอแป๊บนึงนะ ไปซื้อกาแฟก่อน”

 

“เชิญครับ ไม่ต้องรีบหรอก”

 

ผมมองตามหลังคนที่กำลังไปยืนต่อแถวรอสั่งกาแฟพลางคิดว่าโจทย์การถ่ายภาพวันนี้คืออะไร ถ้าไม่ยากมากนักก็คงจะดี

 

“ป่ะ” ไม่ทันไร เขาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว

 

“กินก่อนก็ได้”

 

“ไม่เอาอ่ะ ขึ้นไปกินข้างบนก็ได้ จะได้ไปดูสถานที่ไว้ก่อน”

 

“เหมือนว่าจะถ่ายบนดาดฟ้าคอนโด”

 

“หา !”

 

ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก ทีแรกผมก็คิดว่าจะถ่ายในสตูฯ แต่ลุงชัยอยากได้ภาพสวย ๆ หรู ๆ ไปติดที่ร้านเลยแนะนำให้มาถ่ายที่คอนโดตัวเอง หวังแต่ว่าแดดวันนี้จะไม่ร้อนมาก ไม่งั้นคงเหมือนไก่ย่างพลังงานแสงอาทิตย์แน่ ๆ

 

“งั้นไปกันเลยมั้ยล่ะ” นี่ขนาดไม่อยากทำนะ รู้สึกจะตื่นเต้นกว่าผมอีกมั้งเนี่ย

 

“จะไปเลยก็ได้ แต่ต้องไปรอในห้องลุงผมก่อน เพราะแต่งตัวที่นั่น”

 

“โอเค ฉันรอได้ทุกที่”

 

“งั้นไปกัน”

 

จริง ๆ แล้วคนที่กำลังหนักใจและกังวลน่ะไม่ใช่เคิร์ดหรอก แต่เป็นผมเนี่ยแหละ ถึงได้ยื้อเวลาไม่ยอมขึ้นไปอยู่นี่ไง

 

ถ้าคุณคิดว่าคนที่เป็นตากล้องมาตลอดจะโพสท่าเก่งอย่างนายแบบ บอกเลยครับว่าคุณคิดผิด แต่ด้วยความที่มันมาขนาดนี้แล้ว ถอยไม่ได้แล้ว ผมก็จะไม่ยอมเป็นภาระคนอื่นเด็ดขาด ... โดยเฉพาะเคิร์ด

 

 

 


 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #428 - WiSH - (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 00:41
    ดีเซลพ่อคนซึนเอ้ย5555555555 ความรู้สึกช้าจริงๆนะเรา
    #428
    0
  2. #334 customer (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 21:13
    เเบะปากมองบนความซึนของพระเอกเรื่องนี้
    #334
    0
  3. #319 Choi_Jina_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 20:42
    ขอเบิกเอาตัวกระตุ้นแรงๆมาสักหนึ่งตัวละคร ถ้ายังซึนขนาดนี้นะ
    #319
    0
  4. #291 Yanapat. (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 15:41
    ความรู้สึกจะช้าไปไหมดีเซล5555555
    #291
    0
  5. #271 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 01:33
    แหมมมมเป็นขนาดนี้รู้ใจตัวเองสักทีสิพ่อ
    #271
    0
  6. #183 Mistyblack (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 20:52
    รู้ใจตัวเองสักทีสิ
    #183
    0
  7. #103 นานา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 19:10
    แรกๆชอบพระเอกนะ แต่หลังๆนี่ไม่ไหว
    #103
    0
  8. #56 lxw_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 09:03
    เย้!!อัพแล้วๆ รอติดตามอยู่นะค้าาาา^^
    #56
    0
  9. #55 noonpanchanok (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 13:53
    ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง 
    #55
    0
  10. #54 J-gon (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 12:23
    ปูเสื่อรอออ5555
    #54
    0
  11. #53 lee nijinki (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 22:04
    รีบกลับมาต่ออีกนะคะ ค้างมากกกกกก อยากรู้แหละว่าจะถ่ายออกมาเป็นยังไง
    #53
    0