รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 2 : สีที่ 1 : อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,356
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 758 ครั้ง
    25 ก.ย. 60




สีที่ 1

 

สายแล้ว ๆ ไม่ใช่สายเก้าโมงสิบโมงนะ นี่มันจะห้าโมงเย็นแล้วครับ !

 

ส่วนใหญ่ตารางเรียนของผมจะไม่ค่อยมีเรียนช่วงบ่าย และมักจะว่างจนนอนตูดโด่งอยู่บ้านได้สบายๆ ไม่ก็ไปเล่นเกมออนไลน์หรืออะไรก็ว่าไปกับเพื่อน ๆ แต่เทอมนี้ชีวิตผมตอนนี้มันช่างน่าสงสารยิ่งนัก เพราะว่าผมต้องมาเรียนวิชาเลือกเสรีตามหลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เทอม 1 ทุกคนต้องลงเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะคณะไหนก็ตาม และจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากรุ่นสู่รุ่น วิชาเลือกเสรีที่จะทำให้คุณได้เกรดดี ผมหมายถึงคะแนนดีนะ ไม่ใช่เกรด D ก็คือวิชา Family ของคณะครุฯ นั่นเอง พอได้ยินแบบนั้น ผมกับเพื่อนตัวดีทั้งหลายก็เลยแห่กันลงเรียน

 

แม่เจ้า...ไม่ถึงชั่วโมงที่นั่งเต็ม! แล้วพอผมกดเลือกคลาสใหม่ เวลาที่ผมจะลงทะเบียนเรียนได้โดยที่ไม่ชนกับวิชาอื่น ๆ ก็มีแค่ตอนสี่โมงเย็นของวันอังคารเท่านั้น 

 

พอรู้ตัวว่าสาย... ผมก็รีบทำธุระตัวเองให้เสร็จแล้วออกมาขึ้นรถไฟ นี่ยังดีนะที่มาทันรอบ พอรถไฟเทียบชานชาลายังไม่ทันสนิทดีผมก็รีบกระโดดลงแล้ววิ่งไปยังตึกคณะครุฯ อย่างรวดเร็วเพื่อมารอลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 5

 

ติ๊ง !  พอประตูลิฟต์เปิดอ้าออกจากกัน ผมก็รีบกระโจนเข้าไปแล้วกดปุ่มปิดรัวๆ เลย แต่ดูเหมือนลิฟต์มันจะไม่เป็นใจสักเท่าไรนัก มันค่อย ๆ ปิดลงแบบเนิบ ๆ... เนิบ... เนิบ คล้ายๆ ว่ามันกำลังแกล้งผมอยู่ยังไงยังงั้น

 

หมับ !

 

เชี่ย!!! อยู่ดีๆ ก็มีมือใครไม่รู้มาจับตรงขอบประตูทั้งสองบานที่กำลังจะปิดเข้าหากันให้เด้งออกแล้วสอดตัวเข้ามาแบบไม่พูดไม่จาอะไรทั้งนั้น  ดูจากอาการที่ทั้งเหนื่อยทั้งหอบแล้ว เดาได้ไม่ยากว่าคงจะวิ่งหน้าตั้งมาแน่ ก็รู้นะว่าลิฟท์มันมีระบบเซนเซอร์อยู่ แต่ถ้ามันพังขึ้นมานี่ก็หนีบมือหลุดได้นะครับ

 

“ขอบคุณครับ” จู่ ๆ เขาก็หันมาขอบคุณทั้งที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย

 

“ชั้นไหนครับ” อย่าตอบเชียวนะว่า...ชั้นรักคุณ ไม่อย่างนั้นจะถีบออกจากลิฟต์เดี๋ยวนี้แหละ

 

“ชั้น 5 ครับ” โอเค...ชั้นเดียวกัน

 

ผมไม่รู้ว่าเขาจะไปเรียนห้องไหนแต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันแล้ว ก็ดูจากการที่วิ่งมาเหมือนวิ่งหนีหมาแบบสี่คูณร้อย  เสียงหายใจหอบแรง เหงื่อไหลท่วมหน้าจนไหลเข้าตาเข้าปาก ผมฟันธงได้เลยว่า “มาสายเหมือนกัน” แน่นอน 

 

ขณะที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปชั้นบน ผมก็แอบเหลือบตามองหน้าคนข้างๆเผื่อว่าจะเป็นคนที่รู้จักกัน แต่เอ้ะ...ไม่สิ...ต้องไม่ใช่สิ  ตาฝาดแน่ ๆ ผมขยี้ตาตัวเองแรง ๆ แล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขารู้ตัวแล้วหันมาสบตากันพอดี เล่นเอาผมตกใจจนหันกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

โอ้ย ! ผมไม่อยากอยู่แล้ว ขอแหวกกลิฟต์ออกไปเองเลยได้มั้ย

 

ก็ผู้ชายที่กระพือเสื้อช็อปสีกรมท่าและมีสารพัดตัวอักษรที่ถูกปักลงบน เสื้อช็อปตัวนั้น คือคนที่ผมวานให้เขาถ่ายรูปพี่บัณฑิตให้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่เขาปฏิเสธแล้วเดินหายไปพร้อมกับใบหน้าหยิ่งผยองพองขน โลกมันชักจะกลมเกินไปแล้วนะ เรียนกันคนละคณะแท้ ๆ แต่ดันมาเจอกันในตึกคณะครุฯ ที่ไม่ใช่ตึกคณะของใครเลย

 

แล้วถ้าหากว่าเรียนวิชาเลือกเสรีตัวเดียวกันอีกนี่มีร้องนะ…

 

แต่ช่างเถอะ บางทีเขาอาจจะไปเรียนวิชาอื่นแต่อยู่ในตึกเดียวกันก็ได้ ผมคิดแง่ดีเข้าไว้และเลิกใส่ใจคนหน้าหยิ่งแล้วเพ่งมองไปที่เลข 3 ที่แสดงบนแผงควบคุม เผื่อว่ามันจะกระโดดไปเลข 5 ซะเลย ยิ่งอยู่ในนี้นาน ๆ ยิ่งอึดอัด

 

ครึ่ก ! ครึ่ก ! ครึ่ก !  ครูด...

 

อยู่ดี ๆ ลิฟต์ก็สั่นจนผมเซไปติดผนัง และมีแรงกระชากลงไปครั้งหนึ่ง

 

เฮ้ย...ลิฟต์ค้างเหรอวะ เดี๋ยวสิ...กลับมาทำงานก่อนสิมึง !!! มึงจะค้างเมื่อไรก็ได้ แต่มึงจะมาค้างตอนที่กูสายแล้วไม่ได้ !!!

 

ทำไงดีล่ะทีนี้ มืดไปหมดเลย ไฟฉุกเฉินก็ไม่ติดหรือมันไม่มีก็ไม่รู้ พระเจ้าขอร้องเถอะ...อย่าให้ผมต้องตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดกับผู้ชายมืดมนแบบนี้สองต่อสองเลย มันอันตรายรู้มั้ย

 

นี่ถ้าเผลอขยับไปโดนตัวมัน กูจะโดนแทงไส้ไหลหรือเปล่าเนี่ย

 

แว้บบ…

 

เสี้ยววินาทีที่ผมกำลังตื่นตระหนกหากแต่เก็บอาการไว้ได้ ไฟฉุกเฉินก็ติดพอดี และคนที่ผมคิดว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งด้วยก็กดปุ่มขอความช่วยเหลือที่แผงควบคุมอย่างใจเย็น ตอนนี้ไฟมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขออากาศด้วยได้มั้ย วิ่งมาร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ยังมาติดอยู่ในลิฟต์อีก  ผู้ชายข้าง ๆ ก็ยังหายใจหอบแฮก ๆ ขืนอากาศลดลงน้อยกว่านี้คงได้แย่งออกซิเจนกันตาย

 

“ฮัลโหลเอฟ...บอกอาจารย์ด้วยว่ากูเข้าสาย...ลิฟต์ค้าง...ไม่รู้...”

บทสนทนาที่ออกมาจากคนตัวสูงใกล้ ๆ ผม ใช่...เขาตัวสูง สูงมาก สูงจนน่าอิจฉาและน่าหมั่นไส้ไปพร้อมๆกัน นอกจากจะสูงแล้วยังหน้าตาดีอีก ชีวิตมีอะไรแย่บ้างมั้ยถ้าไม่นับว่าติดลิฟต์กับผมนะ ผมยืนฟังเขาคุยโทรศัพท์กับคนชื่อเอฟ ดูท่าว่าเขาจะตั้งสติได้ดีและเร็วกว่าผมเยอะ เห็นผมเงียบ ๆ แบบนี้ รู้มั้ยหัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว

 

“เรียนห้องไหนครับ”

 

“ฮะ...” อยู่ดี ๆ เขาก็หันมาถามผม

 

“เรียนห้องไหนครับ”

 

“อ๋อ...503 ครับ”

 

“ชื่ออะไรครับ”

 

“เคิร์ดครับ” แล้วจะถามทำไมวะนั่น

 

“ชื่อจริงครับ”

 

“คิดชอบครับ” ทำไมไม่ถามตั้งแต่ทีแรกวะ ถามห้วน ๆ มาอย่างนั้นจะรู้เรื่องได้ไง

 

“อือ...สองคน ชื่อกู กับชื่อคิดชอบ...เออ...ขอบใจ”

 

ผมฟังเขาบอกรายละเอียดกับคนในสายพร้อมกับสงสัยว่าทำไมต้องมาถามผมด้วยว่าเรียนห้องไหน ชื่ออะไร คงไม่ใช่เพราะเรียนวิชาเลือกเสรีตัวเดียวกันหรอกนะ...ใช่มั้ย  ถ้าหากเป็นอย่างนั้นแสดงว่าเขารุ่นเดียวกันกับผมสิ  แล้วที่เรียกผมว่าน้องวันก่อนนั้นคืออะไร

 

“เรียนวิชา Family เหรอครับ” เพราะเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่ ก็เลยถามออกไปให้สิ้นเรื่อง 

 

เขายังยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิมและทำเพียงแค่ตวัดหางตามาทางผม...เนี่ยจะไม่อยากคุยกับมึงก็ตรงเนี้ย

 

“ครับ”

 

“อ. ชิดชนกนะครับ” ย้ำอีกครั้งเพิ่มความมั่นใจ

 

“ครับ”

 

บ้าไปแล้ว ! อยู่ดี ๆ ก็น้ำตาคลอเบ้าซะงั้น

 

จำที่ผมบอกได้มั้ยว่า “ถ้าเรียนวิชาเดียวกันนะมีร้องแน่นอน” แล้วมันจะบังเอิญอะไรอย่างนี้เนี่ย เรียนมาจนจะครึ่งเทอมแล้วแต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย  แล้วอย่างนี้จะทำยังไงดีล่ะ จุดนี้ผมควรทำยังไงดี  ผมควรจะชวนคุยมั้ย หรือควรจะอยู่เงียบ ๆ ไป 

 

ในขณะที่ผมเป็นฝ่ายคิดสะระตะไปเองคนเดียว อีกคนกลับไม่มีทีท่าว่าจะสนใจผมเลย เขาถอดเสื้อช็อปออกมาพาดไหล่ เหลือเอาไว้แค่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาวที่มีเหงื่อไหลซึมออกมาจนเสื้อแนบเนื้อเป็นบางส่วน เผยให้เห็นถึงกล้ามท้องเป็นลอน 

 

เห็นได้ชัดเลยว่านอกจากจะหล่อ สูง หุ่นก็ยังดีอีกด้วย...

 

เดี๋ยวสิ...อย่าเพิ่งหลงประเด็นไป เพราะสิ่งสำคัญมันไม่ใช่ส่วนสูงหรือเบ้าหน้า แต่มันคือการที่ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงเวลาที่อยู่กับคนแปลกหน้าตามลำพังแบบนี้ต่างหาก 

 

เอ้ะ ! หรือผมควรจะกลายเป็นไรฝุ่นแล้วลอยออกจากลิฟต์ดีนะ

 

“เอ่อ...นาย...นี่” ผมส่งเสียงเรียกเบา ๆ “นายชื่อไรเหรอ” เขาแค่ตวัดตามองมาที่ผมเหมือนเดิม

 

“ดีเซล” พ่อทำงานอยู่โรงกลั่นเหรอครับ อยากถามนะ แต่ไม่ดีกว่า

 

“เรียนFamilyเหมือนกันเลยแต่ทำไมเราไม่เคยเห็นหน้ากันเลยอ่ะ”ผมว่าผมมาถูกทางแล้วล่ะ ผมควรจะลดทิฐิลงแล้วเริ่มสร้างบรรยากาศดี ๆ ขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

“ผมนั่งหน้าห้อง”

 

เดี๋ยวนะ ! ตอบแบบนี้ก็ได้เหรอ เขาไม่ได้หลอกด่าผมใช่มั้ย เพราะผมนั่งหลังห้องมาตลอด  แล้วก็ไม่เคยสนใจด้วยว่าคนนั่งหน้าห้องจะเป็นใครหรือมีใครบ้าง  เอาเถอะ...ในเมื่อความพยามของผมมันไม่สัมฤทธิ์ผล  ผมก็ขออยู่ของผมเงียบ ๆ ต่อไปแล้วกัน  นิสัยแบบนี้อยู่ใครอยู่มันเถอะ

 

บรรยากาศในลิฟต์ที่เงียบเชียบอย่างกับป่าช้า  มันชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะปฏิบัติการแหกลิฟต์หนีตายออกไปอย่างไรดี  ก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือโดยการยกลิฟต์ขึ้นไป

ให้ตรงกับช่องประตู แล้วก็เอาเครื่องมือมาง้างประตูทั้งสองบานจนเปิดออกเป็นช่องพอให้คนผ่านได้

ในทันทีที่ออกมาจากโลงจำลองได้ ผมกับดีเซลก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้อง 503 พอถึงหน้าห้องผมก็ค่อย ๆ แง้มประตูดูว่าอาจารย์ยังสอนอยู่หรือเปล่า

 

นั่นประไร...วิชานี้เคยยกเลิกคลาสที่ไหนกัน 

 

ผมเห็นอาจารย์เงยหน้าจากการบรรยายสไลด์มามองพวกเราแว้บนึงก่อนจะก้มลงไปบรรยายต่อ เดาเอาว่าเขาคงจะรู้แล้วว่าเราคือลูกศิษย์สองคนที่เพิ่งไปฝ่าฟันความร้อน และซ้อมตายอยู่ในลิฟต์มาหมาด ๆ

 

“ขออนุญาตครับ” ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าห้อง

 

“คุณดุลยทรรศน์ คุณคิดชอบเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเพื่อนคุณไม่มาบอกอาจารย์ก่อน อาจารย์คงเช็คขาดไปแล้ว”

 

“ก็อึดอัดดีครับ แหะ ๆ” ไม่ได้อึดอัดที่อากาศในลิฟต์มันมีน้อยนะ แต่อึดอัดคนที่ติดลิฟต์ด้วยต่างหาก ถึงเขาจะใจดีโทรบอกเพื่อนให้เช็คชื่อผมด้วย แต่ก็นั่นแหละ ยังไง ๆ มันคนละส่วนกันอยู่ดี

 

“ดวงซวยจริง ๆ ไปหาที่นั่งไป เดี๋ยวเลิกคลาสค่อยไปขอเลกเชอร์ที่เพื่อนจดเอานะคะ มีออกสอบปลายภาคด้วยนะ”

 

“ครับ / ครับ”

 

ผมเดินไปหาไอ้เบสกับไอ้กายที่นั่งรอผมอยู่หลังห้อง ทว่ายังแอบหันไปมองว่าเขาไปนั่งข้างหน้าจริงหรือเปล่า แล้วสิ่งที่เขาพูดมาก็ไม่ได้เป็นเรื่องโกหก ดีเซลเลือกไปนั่งที่เก้าอี้แถวหน้าสุด ชนิดที่ว่าอาจารย์เงยหน้ามาก็เห็นเขาคนแรกเลย ผมเห็นเพื่อน ๆ เขาถามอะไรสักอย่างแต่ผมไม่ได้ยินเพราะหน้าห้องกับหลังห้องมันไกลกันเกินไป เขาไม่ได้ตอบอะไรเพื่อน ทำเพียงแค่พยักหน้าสองสามทีแล้วก็หยิบสมุดขึ้นมาจด

 

“เฮ้ย...ประสบการณ์ติดลิฟต์เป็นไงบ้างวะเล่ามาซิ” ก้นยังไม่ทันแตะเบาะ ไอ้เบสหนุ่มหน้ามนคนเมืองนนท์ เกิดฝั่งธน แต่ไปโตที่เมืองชลก็หันมาถาม

 

“ดีเหี้ย ๆ”

 

“พูดงี้อยากติดอีกรอบ ?

 

“ติดคนเดียวยังน่ากลัวน้อยกว่านี้เลยมึง”

 

“ทำไมวะ ผีหลอกเหรอ”

 

“ถ้ามาหลอกจริง กูคงตายห่าอยู่ในลิฟต์แล้วมึง” ผมเลี่ยงไม่ตอบ แล้วเอื้อมไปหยิบเลกเชอร์ไอ้เบสมาลอกก่อนที่เรื่องมันจะยาวไปกว่านี้ 

 

ระหว่างคาบเรียนผมก็ลองทำหน้าทำตาหยิ่ง ๆ แล้วมองคนนั้นคนนี้ด้วยหางตาแบบคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดดูบ้าง 

 

แม่ง ! ทำไปได้ไง ไม่ใช่ตัวผมเลยสักนิด

 

“นี่แก...แกว่าคนนั้นน่ารักมั้ย” เสียงผู้หญิงต่างคณะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมกระซิบกระซาบกัน ไม่ต้องถามหรอกครับว่าหมายถึงใคร เพราะยังไง ๆ ก็ไม่ใช่นายเคิร์ด คิดชอบคนนี้แน่นอน

 

“หูย...สเป็คเลยว่ะ แต่เชื่อดิหน้าแบบนี้อ่ะมีแฟนแล้วชัวร์”

 

ผมอดที่จะหันไปมองหน้าคนพูดไม่ได้  แหม...บอกว่าเขาเป็นสเป็ค  ช่วยเช็คเบ้าตัวเองก่อนจีบด้วยนะครับ

 

“เออ  หน้าอย่างนี้อ่ะเหรอจะเหลือ แต่ใส่ช็อปแล้วเท่เนอะ ฉันว่าฉันแพ้ผู้ชายใส่ช็อปว่ะแก เห็นแล้วมันแบบ...โอ๊ย”

 

มาอง...มาโอ๊ยอะไรกัน แล้วแพ้ผู้ชายใส่ช็อปนี่คืออะไร เห็นแล้วรู้สึกคันตามผิวกายเหรอครับ ผมก็มีนะเสื้อช็อปแต่วันนี้มันไม่มีแล็บก็เลยไม่รู้จะใส่มาทำไม เดี๋ยววันหลังจะลองใส่มานั่งข้างๆ ดูมั่ง 

 

“เออ เหมือนฉันเลยแก ฉันแพ้ช็อปกรมที่สุดแล้วอ่ะ”

 

“เฮ้ย ! เหมือนกันเลย”

 

นั่นไง ! ไม่ยุติธรรม ไหนบอกว่าแพ้ช็อปไง เกือบทุกคณะในมหา’ลัยผมมันก็มีช็อปทั้งนั้น แล้วทำไมต้องเลือกแค่คณะวิศวะช็อปสีกรม  แล้วสีแดง สีเทา สีน้ำตาล สีเขียว สีอื่น ๆ ผิดตรงไหน ทำไมไม่แพ้บ้าง ถ้าสาว ๆ เลือกขนาดนี้ก็บอกไปตรง ๆ เลยว่า ‘แพ้ผู้ชายวิศวะ’ อย่ามาอ้างว่า ‘แพ้เสื้อช็อป’ สิ

 

“เป็นไรมึง หน้าตามึงเหี้ยมากอ่ะ”

 

“อะไร...”

 

“มึงอ่ะเป็นอะไร บ่นอะไรงุบงิบ ๆ” ไอ้เบสมันหันมาหาผมก่อนจะหยิบสมุดตัวเองจากมือผมไปจดต่อ

 

นี่ผมคิดดังขนาดที่เพื่อนได้ยินเลยเหรอ

 

“เฮ้ยพวกมึง กูถามไรหน่อย เวลาที่เราใส่เสื้อช็อปมันดูเป็นไงบ้างวะ” ผมสะกิดเพื่อนข้าง ๆ เพราะไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนแล้ว

 

“ฮะ…” ไอ้กาย นักกีฬาซอฟต์บอลของมหา’ลัยทำหน้างง ๆ มึน ๆ

 

“ก็สบายดี ชุดนักศึกษาก็ไม่ต้องซักไม่ต้องรีด” ไอ้เบสว่า ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมัน แต่เอาตรง ๆ เสื้อช็อปมันก็ใช่ว่าใส่แล้วจะได้ซักนะ

 

“แล้ว...มันไม่ได้ดึงดูดสายตาใครเลยเหรอวะ”

 

“อะไรวะ” ไอ้กายยังมึนไม่เลิก “อ๋อ...มึงอยากให้ผู้หญิงสนใจเหมือนพวกช็อปวิศวฯ ใช่ป้ะ”

 

“โป๊ะเชะ” นั่นแหละสิ่งผมต้องการ

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า...” ไอ้กายหัวเราะชอบใจ “มึงนี่โง่ชิบหายเลย  เรื่องแบบนี้มันไม่ได้อยู่ที่ช็อปโว้ย มันอยู่ที่หน้าคนใส่ ถ้าหน้ามึงมันไม่หล่อต่อให้ใส่ช็อปสีไหนก็ไม่ดูดีขึ้นหรอก จะช็อปคณะอะไรแม่งก็เหมือนกันแหละ”

 

“อ้อ...แล้วที่ผู้หญิงเขาชอบวิศวะ ก็เพราะประชากรเขามีมากกว่าเราหลายเท่าเว้ย ตัวเลือกมันเลยเยอะ มึงคิดว่าเด็กอุตสาหกรรมเกษตรอย่างเราเขาจะเจอได้บ่อยแค่ไหนวะ” ไอ้เบสวิเคราะห์ได้มีเหตุผลมากครับ

 

“แต่กูไม่เข้าใจเลยว่ะ แค่ช็อปตัวเดียวพวกผู้หญิงแม่งก็กรี๊ดกันขนาดนั้นแล้วเหรอวะ” ผมตั้งใจพูดให้ดังขึ้นมาอีกนิดเผื่อผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ จะได้ยิน

 

“มันอยู่ที่หน้าตาต่างหาก เอาจริง ๆ ถ้ามึงเอาช็อปวิศวฯ มาใส่ มึงก็อาจจะดูดีในสายตาเขาก็ได้นะ" ตอนนี้เหลือไอ้เบสคนเดียวที่ยังคงคุยกับผม

 

“มึงใช้คำว่า ‘อาจจะ’ เลยเหรอ” ขอใช้คำว่า ‘แน่นอน’ แทนได้มั้ย

 

“เออไง”

 

“แต่ถ้ากูใส่แล้วมันจะดูดีขึ้นจริง ๆ ใช่ป้ะ”

 

“เออมั้ง”

 

“ทำไมวะ” ผมถามไอ้เบสที่มองหน้าผมเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่าง

 

“ไม่รู้เหรอ” มันถามกลับ

 

“เอ้า ! กูจะรู้ได้ไงวะถ้ามึงไม่บอก”

 

“กูว่า...มึงก็หล่อดีนะ”

 

“คุยอะไรกันนักศึกษา ถ้าไม่เรียนก็ออกไปค่ะ อ้าว ! คุณคิดชอบนี่เอง อุตส่าห์ออกจากลิฟต์มาได้แล้ว แต่ไม่คิดจะเรียนเหรอคะ” อาจารย์ตะโกนเรียกชื่อใส่ไมค์จนมันดังก้องไปทั่วห้อง

 

“ครับ ๆ เรียนครับ”

 

เพราะคำว่า “ติดลิฟต์” ของอาจารย์คำเดียวแท้ ๆ เลยที่ทำให้เพื่อนในห้องพากันหัวเราะและมองมาที่ผมเป็นตาเดียว รวมไปถึงดีเซลที่นั่งอยู่หน้าสุดนั่นด้วย ถึงจะไม่ได้หัวเราะอย่างคนอื่นแต่คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าเขาจะมองผมด้วยสายตาแบบไหน

 

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะอาจารย์มีประชุมต่อ แล้วอย่าลืมกลับไปอ่านทบทวนเรื่องที่เพิ่งสอนไปนะ อาทิตย์หน้ามีสอบย่อยนะคะ”

 

     หลังจากที่ตั้งใจเรียนต่อได้สักพักอาจารย์ก็เลิกคลาส ตกลงว่ามาเพื่อลอกเลกเชอร์เพื่อนแท้ ๆ ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ผมจะขอใช้โควตาลาหยุดไปเลยดีกว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาผมยังไม่เคยหยุดเลย จะป่วยแทบตายยังไงก็ต้องถ่อสังขารมาเรียน ผมไม่ได้ขยันกว่าใครนะแต่มันมีสอบย่อยแทบทุกครั้ง และถึงจะให้สอบย้อนหลังได้แต่คะแนนที่ได้ก็จะถูกหักเหลือแค่ครึ่งเดียว

 

เสียงเก็บของเก็บโต๊ะเลื่อนเก้าอี้ดังทั่วห้องไปหมด มองไปทางประตูก็เริ่มมีคนเดินออกไปบ้างแล้ว ทว่าผมยังยืนลังเลอยู่ที่เดิมเพราะไม่แน่ใจว่าควรทำในสิ่งที่คิดเอาไว้ดีหรือไม่

 

“ไปกินข้าวด้วยกันปะเคิร์ด” ไอ้กายหันถามผม

 

“ไปด้วย ๆ แต่รอแป๊บนึง” ผมแบกเป้แบน ๆ วิ่งไปทางหน้าห้องเพราะกลัวว่าจะไม่ทันใครบางคน

 

“ดีเซล...”

 

“.........” ไม่มีการขานรับแต่หันหน้าไร้อารมณ์มาหาผมแทน

 

“ขอบคุณนะ ที่ฝากเพื่อนบอกอาจารย์ให้น่ะ”

 

“.........” 

 

ดีเซลยังยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิมจนผมตัดใจจะเดินออกไปแล้ว แต่แล้วความเงียบที่ผมไม่ชอบก็ถูกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าที่ผมเคยคิดว่าสักสามปีเขาจะยิ้มทีหนึ่ง

 

 

เอาเถอะ...ยังไงก็ยังดีกว่าทำหน้ายักษ์วัดแจ้งใส่ผมเหมือนครั้งแรกที่เจอกันละนะ และครั้งนี้ผมจะถือว่ารอยยิ้มของคุณคือคำว่า‘ไม่เป็นไร’ ก็แล้วกัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 758 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #420 earnnearn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 20:24
    เอ็นดู
    #420
    0
  2. #418 mooploy40 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 01:47
    อ่านๆแล้วเอ๊ะทำไม​ บรรยากาศ​มหาลัยนี้คุ้นๆ555
    #418
    0
  3. #415 Poppa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 17:21

    ดูถูกหน้าตาผู้หญิง?? คือไม่จำเป็นต้องแต่งแบบนี้ก็ได้นะ ดูแย่อ่ะ

    #415
    1
    • #415-1 papezon(จากตอนที่ 2)
      14 มกราคม 2563 / 07:45
      แอบขัดตรงนี้นิดนึงเหมือนกันค่ะ
      #415-1
  4. #403 rulerbar (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 00:33
    บูลลี่น้องผู้หญิงอยู่นะคะ เอาออกเถอะค่ะ
    #403
    0
  5. #391 Cocoeni (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 00:44
    เราว่าลบส่วนที่พูดดูถูกผู้หญิงออกเถอะค่ะ ไม่น่ารักเลย
    #391
    0
  6. #386 SUNelf213 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 03:46
    เกือบดีแล้วค่ะ ถ้าน้องไม่เหยียดเบ้าหน้าผู้หญิง :)
    #386
    0
  7. #384 WayVe❤ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 18:08
    นั่ลล้ากกกกกกก เมื่อยแก้มล้าวววว
    #384
    0
  8. #374 Khunkhaoz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 22:52
    นี้มันให้ความรู้สึกเด็กพระจอมมาก ฮ่าๆๆ
    #374
    0
  9. #373 Khunkhaoz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 22:52
    นี้มันให้ความรู้สึกเด็กพระจอมมาก ฮ่าๆๆๆ
    #373
    0
  10. #357 JMpalmy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 21:09
    แง้ว น้องงง บ่นในใจเก่ง
    #357
    0
  11. #346 nn.mini (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 18:03
    อ่านตอนแรกแล้วงงว่าทำไมเคิร์ดอยากให้ดีเซลคุยกับตัวเองขนาดนั้น ไหนขอกว่าไม่ชอบขี้หน้าดีเซลไง ดูย้อนแย้งแปลกๆ ถ้าแอบสนใจดีเซลอยู่ก็ว่าไปอย่าง
    #346
    0
  12. #242 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 23:45
    มีความน่ารักกรึ่มๆ;-;
    #242
    0
  13. #228 Chopoom94 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 20:28
    ยิ้มบ้างก็ได้นะ เคิร์ดก็เปรียบซะเสียเลยอ่ะ
    #228
    0
  14. #166 Chidchanok Noonoi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 10:25
    ชื่อเหมือนอาจารย์เลยเรา หายากนะเนี้ยยย ^^

    ติดตามๆๆ
    #166
    0
  15. #157 Mistyblack (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 20:55
    ค่อยๆพัฒนา
    #157
    0
  16. #105 MIND&KEY (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 19:25
    เจอกันจนเบื่อแน่ๆ
    #105
    0