รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 15 : สีที่ 14 : บทละครสะท้อนตัวเอง (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,575
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 349 ครั้ง
    7 ก.ย. 60



สีที่ 14




“น้องเคิร์ดจ๋าาาา”

 

เสียงใหญ่ ๆ ที่ถูกบีบให้เล็กลงนี่มันน่ากลัวกว่าเสียงผู้หญิงสิบแปดหลอดอีกนะครับ แล้วยิ่งเป็นเสียงของ เจ๊บิ๊ก กะเทยควายร่างใหญ่สูงประมาณร้อยแปดสิบกว่า เล่นกล้ามซะจนแขนเสื้อรัดแนบเนื้อยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่

 

ตอนนี้พี่แกกำลังวิ่งมาหาผมแล้วครับ และแป้บเดียวก็มาประชิดตัวเลย จะหนีไปไหนก็คงไม่ทัน 

 

“หวัดดีครับเจ๊บิ้ก”

 

“ไหว้พระเถอะลูก... นี่เดินคนเดียวเหรอจ๊ะ”

 

“อ๋อ... เดินกับโปเกม่อนอยู่ครับ”

 

“ว้าย ! กวนส้นตีนไม่รู้เวล่ำเวลา”

 

อะไรอ่ะเจ๊ ก็เห็นอยู่ว่าผมเดินมาคนเดียว มีไรเหรอ

 

พิลึกคนจริง ๆ เห็นอยู่ว่ามาคนเดียวยังจะถามอีก หรือมีใครขี่คอผมอยู่วะ

 

งั้นเจ๊ขอคุยอะไรกับเราหน่อยได้มั้ยคะลูก

 

“อะไรอ่ะเจ๊ สำคัญป้ะ ? เดี๋ยวผมต้องรีบไปถ่ายงานต่อละนะ”

 

เจ๊บิ๊กหันมากลอกตาใส่ผมเบา ๆ “สำคัญสิคะลูก เจ๊ขอเวลาแป้บเดียว”

 

“รีบว่ามาเลยเจ๊ เวลาผมมีน้อยใช้สอยอย่างประหยัด”

 

อย่าหาว่าผมกวนตีนเลยนะ แต่งานนี้เป๊กมันซีเรียสจริง ๆ ใครไปเลทนี่โดนด่าทุกราย ล่าสุดมีการขู่ไว้ด้วยนะว่า  'เคิร์ด... เราให้ดูพิมกับมะนาวเล่นไปแล้ว เพราะงั้นขอไม่เกินสามเทคนะ'  แหมมึง... กูไม่ได้เกิดมาเพื่อการแสดงมั้ยล่ะ

 

“คืองี้นะ ลูกรู้เรื่องกีฬามหาลัยเทอมหน้าละใช่มั้ย”

 

“พูดต่อสิเจ๊ หยุดทำไม”

 

“โอ๊ยตายละ ! อย่ามาเนียนตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวสิคะลูกขา เนี่ย... ที่สโมเขาขอมาว่าให้หาคนที่เหมาะ ๆ มารับบทพันท้าย”

 

“เดี๋ยว ! แล้วมันเกี่ยวกับผมยังไงไม่เกี่ยวกันสักนิด ผมไปละ”

 

แค่ได้ยินคำว่า รับบท เท่านั้นแหละ ผมนี่สติแตกรอเลย ไม่บอกก็รู้ว่าหวยมาออกที่ผมแน่นอน นี่งานกลุ่มก็ยังถ่ายไม่เสร็จจะให้ไปเล่นของกีฬามหาลัยอีก ผมไม่เอาด้วยหรอก ...ตลกแดกละงานนี้

 

“อย่าเพิ่งหนีไปไหนสิคะทูนหัวของบ่าว ฟังก่อนนะคะ คือในบรรดาบุคคลในประวัติศาสตร์เนี่ย คณะเราจับได้พันท้ายนรสิงห์ แล้วขบวนพาเหรดเราก็ต้องทำการแสดงด้วย ทีนี้เจ๊ก็นึกออกแค่เราคนเดียวที่จะเล่นบทนี้ได้ ช่วย ๆ กันหน่อยไม่ได้เหรอคะลูกขา”

 

เห็นเจ๊เขาเรียกลูกทุกคนก็ไม่ต้องงงกันนะครับ คือผมกับพี่บิ๊กเรียนเนี่ยอยู่สาขาเดียวกัน แล้วเราก็สนิทกันมากด้วย  เปรียบเสมือนพี่รหัสน้องรหัสกันก็ไม่ปาน เพราะตอนเข้ามาใหม่ ๆ ผมเป็นเด็กสายขาด พี่รหัสซิ่วไปคณะอื่นก็มีแต่เจ๊บิ๊กนี่แหละที่เป็นสายโคคอยดูแลผมมาตลอด ดังนั้นเวลามีงานอะไรที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรงมาให้ช่วย ผมก็ช่วยแกหมดแหละ แต่กับเรื่องนี้ผมคงไม่ไหวจริง ๆ

 

“เจ๊ก็ไปเอาพวกเดือนคณะ ไม่ก็เดือนสาขาสิเจ๊”

 

“ไม่ได้ ๆ พวกนั้นถือพานพุ่มกับถือพระบรมฉายาลักษณ์แล้ว”

 

“งั้นก็ไอ้เบสไง ไอ้เบสอ่ะไอ้เบส !”

 

“โอ๊ย ! หล่อเกินไปพี่ไม่อยากได้ พี่อยากได้หุ่นแบบเราน่ะ ไม่ขาวเกินไป ไม่ผอมแห้ง จับไปใส่ชุดทหารนี่เป้ะปังแน่นอน ...น้า” แล้วเจ๊บิ้กก็เข้ามาเกาะแขนผมแน่นกว่าเดิมอีก แถมยังแกว่งไปแก่งมาจนแขนผมแทบหลุด

 

“ฮึก ! ฮึก !” ผมก็ทำเป็นสะอึกสะอื้นบีบน้ำตา “ไม่มีคนแล้วจริง ๆ เหรอครับ” ถ้าเจ๊แกเห็นลูกอ้อนผมแกอาจจะใจอ่อนก็ได้

 

“มี !” เจ๊บิ้กย้ำเสียงดังฟังชัด “แต่เจ๊ไม่เอา  โอเคจบนะ เดี๋ยวปิดเทอมเจ๊นัดซ้อมคิว อ้อ ! แล้วยังมีการแสดงคู่กับหลีดด้วย แต่ก็แค่ตอนเปิดตัวเท่านั้นแหละลูก ขอบคุณมากนะคะทูนหัว มั๊วะ !”

 

เหี้ยยยย ! นี่มันอะไรกันเนี่ย พูดเองเออเองแล้วก็ไป แถมยังจูบแก้มผมก่อนไปอีก ฮือออ... หมดกันความบริสุทธิ์ที่รักษามามันจบสิ้นแล้ว

 

นี่ไม่แตกต่างอะไรกับการจับผมมัดโยนลงกองไฟดี ๆ เลย ทั้งเดินพาเหรด ทั้งเต้นเปิดตัวคู่กับหลีด

 

โอย ! ไอ้เคิร์ดอยากตาย

 

……………………………………………

 

 

 

 

 

พอเสร็จสรรพจากธุระที่คณะแล้ว ผมก็มาหาเป๊กที่โรง A ซึ่งเป็นโรงอาหารของคณะวิศวะ วันนี้มีการเปลี่ยนบทนิดหน่อยจึงต้องเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำด้วย จากเดิมที่อยู่กันคนละคณะ แต่พล็อตใหม่คือผมกับดีเซลจะต้องเรียนอยู่วิศวะทั้งคู่เพื่อให้ง่ายต่อการสานความสัมพันธ์ในเรื่อง 

 

ร้านอาหารในนี้ต่างปิดกันไปหมดแล้ว เหลือนักศึกษาที่นั่งอ่านหนังสือกันอยู่แค่ไม่กี่คน ผมเดินไปหาพิมกับมะนาวที่มาถึงก่อนใครทั้งที่วันนี้ไม่มีเข้าฉาก

 

“เคิร์ด อ่ะนี่ช็อปวิศวะเราเตรียมมาให้แล้ว นายเอาไปเปลี่ยนซะจะได้ดูเนียน ๆ หน่อย” มะนาวยื่นช็อปสีกรมให้ผม

 

“เฮ้ย ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ แล้วไปเอามาจากไหนเนี่ย”

 

“เราไปยืมเพื่อนที่อยู่ภาคโทรมาแต่มันเก่าไปหน่อยนะ ใส่ได้มั้ยอ่ะ”

 

“ก็น่าจะใส่ได้อ่ะแหละ ยืมมาแบบนี้แล้วเขาจะใส่อะไรเรียนอ่ะ”

 

“ไม่ต้องห่วงมันหรอก มันบอกว่ามีสองตัวน่ะ”

 

ผมนี่อึ้งเลยครับ ใครจะไปรู้ว่าจะลงทุนขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ A นี่เครียดเลย

 

ผมถอดช็อปแดงของตัวเองออกเพื่อเปลี่ยนไปใส่ช็อปกรมก่อนจะฝากไว้กับพิม ตอนนี้เป๊กเซ็ตกล้องเซ็ตทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แค่รอให้ดีเซลมาถึงก็เข้าฉากได้เลย เห็นเขาบอกผมเมื่อคืนว่าวันนี้เลิกแล็บค่อนข้างเย็นเลยอาจจะมาสายหน่อย

 

เมื่อวานนี้เขาบอกว่าให้ผมไลน์หาถ้าไปถึงบ้านแล้ว แล้วคิดเหรอครับว่าคนอย่าง เคิร์ด คิดชอบ คนนี้จะไม่ทำตาม  พอก้าวเท้าข้ามประตูรั้วหน้าบ้านปุ้บ ผมก็ไลน์หาเขาทันทีเลย ทำไงได้อ่ะก็คนมันอยากรู้นี่ว่าเขาจะคุยอะไรในไลน์ สุดท้ายก็ไม่ได้คุยอะไรที่เป็นสาระสำคัญสักเท่าไร ส่วนใหญ่เน้นไปทางผมชวนคุยเรื่องสัพเพเหระมากกว่า

 

“เป๊ก ดีเซลยังไม่มานะ วันนี้เรียนแล็บ”

 

“ไม่เป็นไร ยังไงฉากแรกก็มีแค่เคิร์ดคนเดียว ถ่ายไปเรื่อย ๆ ก่อนก็ได้”

 

“โอเค เอางั้นก็ได้”

 

 

ผมเดินออกจากห้องเรียนอย่างเนือย ๆ พอลงตึกมาก็อ้อมไปตึกโรงอาหารที่อยู่ข้าง ๆ กัน ตรงนั้นมีนักศึกษาผู้หญิงนั่งคุยกันพลางหัวเราะคิกคัก ร้านอาหารในนี้ต่างปิดกันไปหมดแล้วจึงได้แต่เดินต่อไปยังร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงที่อยู่ข้างตึก ผมเลือกหยิบน้ำกับนมกล่องให้ตัวเองเพราะไม่รู้จะกินอะไรดี และหยิบขนมมา 2-3 อย่างเผื่อเพื่อนอีกคนที่ใกล้จะเลิกเรียน 

 

หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยผมก็กลับมานั่งที่โรงอาหารอีกครั้ง ผู้หญิงสองคนนั้นยังนั่งอยู่ที่เดิมแต่ตอนนี้เหมือนจะเอาหนังสือขึ้นมาอ่านทั้งคู่ สงสัยจะมาติวเหมือนกันสินะ...

 

“คัต !

 

“เยี่ยมมากเลยอ่ะเคิร์ด เป็นธรรมชาติสุด ๆ”

 

“ใช่ ๆ” 

 

พิมกับมะนาวที่แสดงเป็นตัวประกอบสองคนนั้นรีบวิ่งมาหาผมทันทีที่เป๊กสั่งคัต 

 

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่เดินไปเดินมาเองมันเลยเหมือนง่ายน่ะ”

 

คุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำก่อน” เป๊กเดินเข้ามาบอกก่อนจะวางกล้องไว้แล้วเดินไปอีกทาง

 

พวกเราที่เหลือนั่งคุยกันสักพักจนกระทั่งบรรยากาศเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ และไฟในตึกโรงอาหารก็สว่างขึ้นเอง ผมหันไปเห็นดีเซลกับเป๊กที่เดินมาพร้อมกันพอดี พอมากันครบทุกอย่างก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ

 

ผมกับดีเซลรับบทเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พอเข้ามหาลัยก็ได้เรียนคณะเดียวกันแต่คนละภาคทำให้ไม่ได้อยู่หอเดียวกัน ผมเป็นคนที่เรียนอ่อนมาแต่ไหนแต่ไรโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ เมื่อต้องมาเรียนวิชานี้ตอนปี 2 ก็ทำเอาปวดหัวจนคิดว่าอาจจะต้องดรอฟ ดีเซลที่รับรู้ปัญหาของผมมาตลอดจึงเสนอตัวมาเป็นคนสอนพิเศษให้ 

 

ผมบอกเลยว่าพล็อตนี้ง่ายมากเพราะตัวจริงผมก็โง่แกรมม่าร์อยู่แล้ว ที่ผ่านมาได้เพราะคะแนนในส่วนสนทนาช่วยไว้ล้วน ๆ รับรองว่าเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน

 

 

ผมเปิดหนังสือเรียนด้วยสีหน้าปุเลี่ยน ๆ เพราะเนื้อหามันเริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

ดีเซลให้ผมชี้บอกทีละจุดว่ามีตรงไหนที่ผมไม่เข้าใจบ้าง สรุปว่าผมไม่เข้าเกือบทั้งเล่มนั่นแหละ พอเริ่มจับจุดได้ดีเซลก็สอนผมตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน ถึงแม้จะดูจริงจังเกินไป แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังดูน่าฟังกว่าอาจารย์ที่สอนในคลาสเสียอีก มันทำให้ผมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นเยอะเลย

 

 

มิน่าล่ะ  วันนั้นพี่ที่ร้านน้ำถึงได้บอกว่า 'เขาใจดีมากเลยนะ'

 

ใช่ครับ...ตอนนี้ผมก็คิดแบบพี่เขานั่นแหละ ทั้งการพูดที่เป็นจังหวะจะโคน น้ำเสียงที่ไม่เย็นชาเหมือนเวลาพูดปกติ  และกริยาท่าทางที่ไม่แข็งทื่อจนดูเกร็งตลอดเวลานั่น มันทำให้ดีเซลดูเป็นคนที่อบอุ่นและอ่อนโยนจนผมคิดว่าเขาเป็นคนละคนกับดีเซลที่เคยรู้จักด้วยซ้ำไป

 

ผมนั่งมองคนตรงหน้าไปเรื่อย ๆ เขายังคงก้มหน้าอธิบายต่อไปอย่างนั้น เสียงทุ้มนุ่มของเขาเหมือนจะลอยผ่านหูผมไปแต่ไม่ได้เข้าสมองเลย ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ผมแอบดื่มด่ำกับการมองหน้าด้านข้างที่ดูจริงจังของเขา รู้ตัวอีกทีคือตอนที่เขาถามผมแล้วผมไม่ตอบ จนเขาต้องเงยหน้าขึ้นมาและสบตากับผมพอดี

 

 

“คัต !

 

ชิบหาย ! ผมสะดุ้งเพราะเสียงสั่งคัตของเป๊ก

 

“เป๊กผมขอโทษ ถ่ายฉากนี้อีกทีได้มั้ย”

 

“ไม่ต้องซ่อมหรอก เมื่อกี้ก็ดีแล้วนี่”

 

“จะดีได้ไง ก็เราลืมบทพูดอ่ะ”

 

เท่าที่จำได้ผมต้องทำเป็นเบื่อและไม่อยากติวแล้ว เลยแกล้งท้องร้องแล้วบอกว่าหิวข้าว ไม่ใช่จ้องตากัน !

 

“ไม่ต้องแล้ว เอาอันนี้แหละเจ๋งกว่าเยอะเลย ...แล้วนี่นัดกันมาเหรอ”

 

“เปล่า” ดีเซลเป็นคนตอบแทน

 

นัดบ้านัดบออะไรอ่ะ กูก็แค่ใจเตลิดหนีไปไกลแค่นั้นแหละ แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าดีเซลจะเงยหน้าขึ้นมามองผมจริง ๆ นี่เนื้อเรื่องมันเปลี่ยนเพราะผมเหรอเนี่ย

 

“เคิร์ด ดีเซล เมื่อกี้พวกนายเล่นดีมากเลยอ่ะ เราว่ามันเป็นธรรมชาติดีนะ ไม่ได้นัดกันมาจริง ๆ เหรอ” พิมเดินเข้ามาหาผมกับดีเซลที่ยืนงง ๆ กันอยู่

 

“เออสิ เราแค่หลุดไปน่ะ ว่าแต่ถ้าไม่ซ่อมจะไม่เป็นไรแน่นะ”

 

“แน่สิ เอาตามที่เป๊กบอกเลย เมื่อกี้มันดีกว่าบทที่เขียนอีก เคมีดีเลิศยังกับเป็นคู่จิ้นกันจริง ๆ แบบนี้คนดูต้องชอบแน่  คิก ๆ”

 

คิก ๆ บ้าอะไรครับสาวน้อย อย่ามาจิ้นมั่วซั่วจะดีกว่า

 

“โอเค งั้นเราย้ายที่ไปร้านข้าวซอย 4 กันเลยดีกว่า จะได้เคลียร์ฉากนอกสถานที่ให้หมดวันนี้เลย”

 

เป๊กเดินนำทัพออกจากคณะโดยมีมะนาวกับพิมตามไปติด ๆ ส่วนผมกับดีเซลเดินตามอยู่ด้านหลังห่าง ๆ

 

บ้าชิบหาย เมื่อกี้เผลอไปมองเขาได้ไงวะ ผมส่ายหัวแรงเพื่อเรียกสติคืนมา

 

“เคิร์ด... เป็นไรรึเปล่า”

 

“หือม์ ? เปล่าหนิ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

 

“ดูใจลอย ๆ นะ”

 

“ฉันก็เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ นั่นแหละ อย่าใส่ใจเลย”

 

“แต่เป็นบ่อยเกินไปนะ”

 

“ทำไมอ่ะ นายสังเกตด้วยเหรอถึงรู้ว่าฉันเป็นบ่อย”

 

ขนาดตัวผมเองยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเหม่อตอนไหนบ้าง ถ้าหนักขนาดนั้นผมว่าผมควรหยุดคิดอะไรแปลก ๆ ได้ละ

 

“ก็หลายครั้งอยู่นะ”

 

“มันคงเหนื่อยด้วยละมั้ง ฮะ ๆ” ผมหัวเราะกลบเกลื่อนไปเรื่อย

 

เป๊กพาเราเดินลัดเลาะมาตามเส้นทางลัดของคณะวิศวะ แป้บเดียวก็เจอประตูทางออกเล็ก ๆ ตรงจุดที่เกือบถึงฝั่งหอพักเอกชนข้างหลัง เส้นทางตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยวอย่างที่คิด ยิ่งช่วงค่ำ ๆ สองข้างที่เต็มไปร้านค้าแผงลอยยิ่งดูคึกคัก แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่ตรงนี้ เราเดินผ่านแผงลอยต่าง ๆ เพื่อไปยังร้านข้าวที่ซอย 4

 

แต่... โลกแม่งบังเอิญชิบหาย  

 

คราวนี้คนที่โผล่มาไม่ใช่คนที่ดีเซลไม่อยากเจอ แต่เป็นคนที่ผมไม่อยากเจอเองต่างหาก อาจจะดูใจร้ายใจดำกับเธอคนนั้นไปหน่อย แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ก็แค่รู้สึก ...อึดอัดเวลาเห็นหน้า เลยทำให้รู้สึกลำบากใจมากเท่านั้นเอง

 

 “ดีเซล !”

 

เหอะ... ยกมือทักตั้งแต่ 50 เมตรเลยนะแม่คุณ

 

แม้จะอยู่ข้างนอกแต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังอยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ มีแค่เพียงรองเท้าส้นเตี้ยเท่านั้นที่เป็นแบบสายหุ้มส้น ส่วนผมสีบลอนด์ก็ยังดัดเป็นลอนฟูฟ่องเหมือนเดิม นี่ผมเปล่าอคตินะ ...จริงจิ๊ง...

 

ผมแยกตัวออกมายืนรอกับเพื่อนอีกสามคน แล้วปล่อยให้สองคนนั้นเขาคุยกันไป ถึงจะอยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน  แต่ผมก็มีมารยาทพอ

 

เคิร์ด คนนั้นเขาเป็นแฟนดีเซลเหรอมะนาวสะกิดผม

 

ใครเหรอนี่ก็แกล้งซื่อบื้อใส่

 

ก็ผู้หญิงคนนั้นไง น่ารักเนอะ ดีเซลก็หล่อ ดูเข้ากันจะตาย

 

แหม ก่อนหน้านี้ยังชมผมอยู่เลยนะว่าผมกับดีเซลเคมีเข้ากั๊นเข้ากัน ตอนนี้กลับแปรพักตร์ซะละ แต่พอหันไปดูอีกทีสองคนนั้นก็ดูเหมาะสมกันจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่คนรู้จักก็คงคิดแบบมะนาวไปแล้วว่าเขาเป็นแฟนกัน

 

เพื่อน...น่ะผมบอก

 

เพื่อนจริงเหรอ โหย...เชื่อสิ  เดี๋ยวอีกไม่นานก็คบกันแน่นอน แกลองดูหน้าผู้หญิงดิ ยิ้มร่าเชียวนอกจากพิมจะไม่เชื่อที่ผมพูดแล้ว ยังคิดล่วงหน้าไปอีก

 

แล้วก็ดูหน้าดีเซลด้วย ประโยคนี้ไม่ใช่ใคร ผมเองนี่แหละ

 

ก็มันเรื่องจริงหนิ ถึงไอติมจะยิ้มหน้าบานขนาดไหน แต่ดีเซลไม่ได้ยิ้มด้วยสักหน่อย แค่ยืนฟังเงียบ ๆ แล้วก็พยักหน้าเรื่อย ๆ ไม่ได้ออกท่าทางอะไรมากไปกว่านั้น แล้วถึงเธอจะเป็นผู้หญิงในสเปคของผู้ชายหลายคน แต่เธอก็ไม่ได้เป็นคนในสเปคของดีเซลหนิ นาทีนี้ผมเชื่อดีเซล 100% ถ้าเขายืนยันว่าเพื่อนก็คือเพื่อน

 

ผมเปล่าหึงนะ ผมแค่เชื่อใจเพื่อนผมอ่ะ มันผิดเหรอ ?

 

ดูเหมือนว่าดีเซลจะเพิ่งรู้ตัวว่ามีเพื่อนยืนคอยอยู่ โดยเฉพาะผมเนี่ยแผ่รังสีอำมหิตออกมาแบบ 360 องศาเลยแหละ  เขามองมาทางผมนิดนึงก่อนจะหันไปไปพูดอะไรสักอย่างแล้วเดินออกมา ด้วยความที่ตัวเองรู้สึกหงุดหงิดกับอะไรสักอย่างที่ยังบอกไม่ถูก ผมเลยเดินไปโดยไม่รอ แต่สุดท้ายเขาก็เดินตามมาทันและกลายเป็นเราได้เดินคู่กันอีกแล้ว

 

ตกลงนี่เขาทำเพื่ออะไรเหรอ ?

 

รอนานเหรอ

 

เปล่านี่

 

แล้วทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ

 

ยังไงอ่ะผมตอบแล้วยิ้มกว้างใส่หน้าดีเซลเป็นการกลบเกลื่อน เอาให้รู้กันไปเลยว่าระหว่างผมกับไอติมใครยิ้มกว้างกว่ากัน 

 

แต่สิ่งที่รับกลับมามันมีดาเมจรุนแรงระดับสิบเลยครับ เพราะจู่ ๆ ดีเซลก็ยิ้มให้ผมอ่ะ ยิ้มแบบไม่เสแสร้ง ยิ้มจากใจใสปิ๊งถึงแววตาเลย

 

เชรี่ยเอ๊ย ! นาทีนี้ผมตายอย่างสงบแล้วครับ

 

อะ... เอ่อ ไอติมว่าไงอ่ะผมรีบเปลี่ยนเรื่องแล้วหันกลับมามองทางเดิน

 

เขาชวนไปตลาดนัดวันพรุ่งนี้น่ะ

 

แต่พรุ่งนี้นายมีนัดถ่ายที่ตลาดนัดนะ !

 

ชิบหายละ... ผมล่ะเกลียดความปากไวของตัวเองจริง ๆ สมองไม่เคยทำงานทันปากสักที

 

เอ่อ... ฉันแค่เตือนน่ะ เผื่อนายจะลืมผมรีบแก้เก้อให้ตัวเอง

 

ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไป

 

ก็บอกก่อนไง แต่นายจะไปก็ได้นะ ถ่ายเสร็จแล้วค่อยไปก็ได้พูดเองก็เหมือนจะหน่วง ๆ เองซะงั้น ...เกิดอะไรขึ้นกับมึงวะเคิร์ด

 

ทีแรกก็ว่าจะไม่ไป แต่ถ้าเคิร์ดอยากให้ไป ผมไปก็ได้

 

ผมนี่ถึงกับหันขวับไปมองหน้าเขาเลย แต่ก็ไม่เห็นท่าทางมีพิรุธอะไร ดีเซลยังคงทำหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่ทำไมผมกลับรู้สึกแย่ มันเหมือนผมทำให้ทุกอย่างมันพังด้วยมือผมเอง

 

ว่าไง ตกลงจะให้ไปมั้ย

 

อะไรนะ ในขณะที่เป๊กไปเดินหาร้านข้าวที่มีที่นั่งพอสำหรับ 5 คน ดีเซลก็หันมาหาผม

 

ก็ทำหน้าเหมือนไม่อยากให้ผมไป

 

อย่าสำคัญตัวสิผมแลบลิ้นใส่ไปทีนึงแล้วยืนกอดอกหันไปทางอื่น

 

จะให้ยอมรับได้ไงล่ะว่าคนที่รู้สึกว่ากำลังสำคัญตัวเองผิดตอนนี้น่ะ คือผมเองต่างหาก หาเรื่องว่าเขาอย่างนั้น  เหน็บเขาอย่างนี้ ทั้งที่ในใจนี่ไม่ได้อยากให้เขาไปไหนมาไหนด้วยกันเลย แค่ได้ยินว่าเขาชวนดีเซลไปเดต ...ก็ไปเดินตลาดนัดนั่นแหละ สติผมก็ขาดผึงแล้ว

 

ขอโทษที คิดว่าไม่อยากให้ไป

 

ก็แค่ไปเดินเที่ยวเองหนิ ใช่มะ

 

เปล่า ไอติมจะไปขายเสื้อผ้าที่ตลาดนัด เขาเลยชวนผมไปด้วย

 

ขายเสื้อผ้า ! ขายเสื้อผ้า ! ไอ้เคิร์ด  มึงคิดได้ยังไงว่าเขาจะไปเดตกัน

 

แต่ไปขายนี่ต้องชวนเพื่อนผู้ชายไปด้วยเหรอ ชวนไปทำอะไร ไปช่วยยืนเรียกลูกค้าเฉย ๆ หรือไปช่วยคิดเงิน ชวนทำไม ? หรือเพื่อนตัวเองไม่มี ?

 

เยอะละ เริ่มเยอะละ ขอดึงสติตัวเองกลับมาก่อน...

 

นี่ ๆ ไปร้านข้าวตรงนั้นกัน มีที่ว่างพอดีเลย ถ่ายเสร็จก็จะได้กินข้าวกัน

 

เป๊กเดินเข้ามากำจัดความคิดฟุ้งซ่านให้ผมพอดีเลย ระหว่างเดินไปที่ร้านเป๊กก็พูดกดดันมาตลอดทางว่าขอเทคเดียวผ่านแบบที่คณะเพราะที่ร้านคนเริ่มเยอะแล้ว เขากลัวจะมีเสียงดังจอแจรบกวนเวลาถ่ายทำ แล้วถ้าต้องรอจังหวะมันก็จะยิ่งกินเวลาออกไปเรื่อย ๆ

 

 

ผมนั่งรออาหารมาเสริฟพลางลอบมองคนข้าง ๆ เมื่อตอนติวหนังสือกันเขาจะรู้สึกอะไรมั้ยนะ เขาจะรู้มั้ยว่าผมแอบเผลอมองเขาเพราะอะไร ตอนที่เราสบตากัน เขาจะรับรู้สิ่งที่สื่อไปหรือเปล่า แล้วถ้ารู้... ทุกอย่างจะยังเป็นเหมือนเดิมมั้ย

 

ใช่ครับ... ผมแอบชอบเพื่อนตัวเอง ชอบมานานแล้วด้วยแต่ไม่กล้าบอก และยิ่งเขาใส่ใจผมมากขึ้นเท่าไร ผมยิ่งต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นเท่านั้น 

 

หากการเอ่ยความจริงออกไปจะทำให้ทุกอย่างมันจบ ผมยอมเก็บเอาไว้คนเดียวดีกว่า

 

“อาหารที่สั่งได้แล้วค่ะ” 

 

เมื่อเด็กเสริฟวางข้าวยำไก่ทอด 2 จานลงบนโต๊ะ ดีเซลจึงละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ และหยิบช้อนส้อมจากในกล่องที่วางไว้ส่งให้ผมก่อนจะหยิบให้ตัวเอง

 

เออดีเซล มึงเคยแอบชอบใครป้ะวะ

 

เคยดิ

 

เหรอ ตอนไหนอ่ะ

 

ก็สมัยม.ปลาย ทำไมวะ

 

เปล๊า กูก็แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าเวลาที่มึงแอบชอบใครสักคน มึงจะรู้สึกเหมือนกูมั้ย

 

ทำไมอ่ะ มึงชอบใคร แล้วตอนนี้มึงรู้สึกแบบไหนอยู่

 

เฮ้ย นี่กูถามมึงก่อนนะผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบว่าผมกำลังชอบใคร

 

อ้าว ก็จะได้รู้ไงว่ามึงรู้สึกเหมือนกูรึเปล่า

 

ผมเริ่มรู้สึกโหวง ๆ ในใจ ถ้าเขายังชอบคนนั้นอยู่ ผมก็คงหมดสิทธิ์แล้วใช่มั้ย 

 

ก็... กูสนิทกับคน ๆ หนึ่ง เขาดีกับกูทุกอย่าง คอยดูแลกู คอยช่วยกูเวลาที่กูเดือดร้อน ขนาดตอนที่กูร้องไห้ เขายังนั่งปลอบใจกูเลยอ่ะ

 

เขาดีขนาดนั้นเลยเหรอ ? นี่กูคิดว่าคนที่ปลอบมึงตอนร้องไห้จะมีกูแค่คนเดียวซะอีกเขาพูดแค่นั้นแล้วก็ก้มหน้ากินต่อ แล้วตอนนี้มึงรู้สึกกับเขายังไง

 

มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่... กูไม่ชอบให้เขาไปไหนมาไหนกับคนอื่น คือกูก็ไม่รู้ว่ากูคิดไปเองรึเปล่า แต่จากที่สังเกตมา เวลาที่กูขอร้องเขาเขาก็จะทำตามนั้นทุกครั้ง ถ้ากูไม่ชอบให้เขาทำอะไรเขาก็จะไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่กับคนอื่นเขาก็ไม่เป็นแบบนี้ และอีกอย่างก็คือ กู... กูอยากเจอหน้าเขาทุกวัน

 

 

 ผมมองตาดีเซลตอนที่พูดประโยคสุดท้าย มันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีผีเสื้อเป็นร้อยเป็นพันตัวบินอยู่ในท้อง และพาลทำให้ผมเริ่มจะทำตัวไม่ถูก  

 

ผมรู้ว่าตัวเองไม่ได้สักแต่พูดตามบทไปเรื่อย ๆ แต่ในใจจริง ๆ ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน...

 

 

ตอนนั้นกูก็เป็นแบบมึงนั่นแหละ อยากเจอ  อยากคุย แต่กูรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็เลยพยายามตัดใจ

 

อ้าว ทำไมวะ หรือว่าเขามีแฟนแล้ว ?

 

เปล่า... แต่กูรู้ว่ายังไง ๆ เขาก็ไม่มีทางชอบกูแน่ ๆ แล้วถ้ากูยังขืนพูดมันออกไป... กูอาจจะเสียเขาไปเลยก็ได้

 

 

จบประโยคนี้ผมถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ไม่ใช่นิ่งเพราะบทเขียนมาแบบนั้น แต่นิ่งเพราะมันคือคำตอบที่ผมเองก็รู้ดีและพยายามบอกตัวเองมาตลอด ทุกอย่างในบทละครมันช่างเหมือนกับสิ่งที่ผมกำลังเผชิญได้อย่างไม่น่าเชื่อ การที่ได้มาเล่นบทนี้ในวันนี้มันเหมือนการตอกฝาโลงให้ผมดำเนินชีวิตแบบเดิมต่อไป หากวันใดที่ผมคิดล้ำเส้น ผม... อาจจะเป็นคนที่เสียใจเองก็ได้

 

คำพูดในบทของดีเซลในวันนี้เป็นเสมือนการเตือนผมกลาย ๆ

 

ผมอยากจะโทษเป๊กเหลือเกินว่าทำไมถึงต้องสร้างบทละครให้สะท้อนความจริงขนาดนี้

 

ความจริงที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร

 

 

คัต !

 

ว้ายยยย ! สุดยอดดด พิมวิ่งเข้ามานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ ผม เคิร์ด ไหนตอนนั้นเคิร์ดบอกว่าเล่นไม่ได้ไง เนี่ย... อินนงอินเนอร์สมจริงมากเลยอ่ะ

 

ใช่ ๆ ดีเซลก็เหมือนกัน อย่าโกรธเราเลยนะ ทีแรกเราเห็นนายเงียบ ๆ เลยคิดว่านายไม่น่าจะแสดงได้ด้วยซ้ำ แต่วันนี้นายตีบทกระจุยไปเลย” 

 

อวยกันเป็นลูกคู่เลยทั้งพิมทั้งมะนาว แล้วจะให้ผมตอบพวกเธอยังไงดีล่ะจะให้บอกว่า แน่อยู่แล้ว  ก็มันเรื่องจริงนี่แบบนั้นน่ะใครเขาจะกล้าพูดกัน

 

แค่จะให้มองหน้าดีเซลตอนนี้ผมยังไม่กล้ามองเลย อินนงอินเนอร์อะไรไม่มีทั้งนั้นแหละ ...ความจริงล้วน ๆ ไม่มีจริตเจือปน

 

เป๊กนะเป๊ก ถึงทีกูเมื่อไหร่จะเอาให้มึงเจ็บกว่านี้อีก T^T

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 349 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #371 Visa2549 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 12:38
    กล้าๆกันหน่อยนะ
    #371
    0
  2. #366 แกงส้มไข่เจียว (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 10:28
    เคิร์ดบอกไปเลย ลุยยยยยย!!!!
    #366
    0
  3. #343 filmfilm12123 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 17:00
    สงสารรร
    #343
    0
  4. #264 นุ๊ก ไนท์กี้. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 00:46
    ดีเซลของเคิร์กย่ะยัยไอติมมม
    #264
    0
  5. #258 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 00:00
    ไม่อยากให้เขาไปก็บอกเขาสิลูกกก
    #258
    0
  6. #172 Mistyblack (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 18:31
    เหมือนจะได้กินมาม่า
    #172
    0
  7. #17 Pople (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2559 / 22:47
    รีบมาต่อนะคะ อยากอ่านมากกกดดด
    #17
    0
  8. #16 Ichasep9 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 11:11
    เขินตัวจะแตก5555555 ชอบก็จีบเลยดีเซลลลลลลล //-\\
    #16
    0
  9. #15 Mamokowai (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 23:47
    ชอบบบบ
    #15
    0
  10. #14 FahSida (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 22:53
    ชื่อตอนชัดเจนมาก อธิบายเนื้อหาตอนนี้ทั้งตอนในประโยคเดียวเลย แบบรู้สึกว่าดีเซลจีบเคิร์ดเลยอ่ะ
    #14
    0