รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 13 : สีที่ 12 : อย่าคิดลึก! (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,868
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 300 ครั้ง
    3 ก.ย. 60


สีที่ 12




“ว่ายังไงนะ !?

 

จะไม่ให้ตกใจได้ไงล่ะครับ อยู่ ๆ ตากล้องสุดหล่อประจำตัวผมก็มาบอกตอนที่ถ่ายรูปให้ชมรมเสร็จแล้วว่ารูปทั้งหมดที่ถ่ายไปจะถูกคัดเลือกไปทำภาพประชาสัมพันธ์คณะ และหนึ่งในนั้นจะถูกเอาไปสกรีนติดลิฟต์ที่คณะใครคณะมัน  ยังไม่พอนะทางมหา’ลัยเขายังแถมป้ายไวนิลติดที่ตึกเรียนรวมให้อีกด้วย

 

มันน่าตกใจมั้ยล่ะครับท่านผู้ชม นี่ผมต้องเอาหนังหน้าตัวเองไปแปะตรงนั้นตรงนี้ให้ชาวบ้านชาวช่องเขาเห็นเหรอ  ถามผมสักคำมั้ยว่าผมอายหรือเปล่า โฮ...

 

“แล้วทำไมเพิ่งบอกอ่ะ ทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็วันที่ไปหาพี่ตู้ นี่ไม่ได้แกล้งกันใช่มั้ยเนี่ย” ผมเริ่มงอแงบ้างละ เพิ่งมาบอกกันตอนนี้แล้วผมจะทำอะไรได้ ถ่ายใหม่ก็ไม่ได้แล้วด้วยไม่รู้ว่าที่ถ่ายไปมันโอเคแค่ไหน 

 

ผมเชื่อฝีมือเขานะ แต่ผมไม่เชื่อหน้าตาตัวเอง... จบมั้ย

 

“ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน”

 

“แล้วรูปที่ถ่าย ๆ ไปฉันก็ยังไม่ได้เลยนะ เห็นแค่ผ่าน ๆ เอง”

 

“ยังไม่ได้แต่งเลย”

 

“โอ้ย จะแต่งอะไรเยอะแยะ นี่เพิ่งมาบอกแล้วรูปก็ยังไม่เห็น ถ้าเกิดมันไม่โอเคขึ้นมาจะทำไงอ่ะ”

 

“ผมไม่ถ่ายให้ออกมาน่าเกลียดหรอก”

 

อันนั้นกูก็รู้วววว... แต่กูอยากเห็นไม่ได้รึไงวะห๊ะ !

 

“ก่อนส่งรูปไปให้ชมรม ผมจะส่งให้ดูก่อนแล้วกันนะ”

 

“จ้ะ !” กระแทกเสียงนิดหน่อยเพื่ออรรถรส

 

พอบ่นดีเซลเสร็จแล้ว เราก็พากันเดินไปเรียนวิชาเสรีที่ตึกครุฯ ต่อ ผมเดินตามเขาไปเรื่อย ๆ โดยไม่พูดอะไรเลยจนกระทั่ง

 

“ดีเซล ๆ ...แป๊บนึงดิ ซื้อน้ำก่อน”

 

ไหน ๆ ก็เดินผ่านโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์แล้วก็เอาสักหน่อย

 

“อืม”

 

“เอาสตอเบอร์รี่โยเกิร์ตปั่นครับ” ผมสั่งโดยไม่อ่านเมนู เพราะไม่ว่าจะเข้าร้านไหนผมก็กินอยู่อย่างเดียวนี่แหละ

 

“ใส่น่ำเชื่อมมั้ย”

 

“นิดเดียวครับ”

 

ไม่ต้องแปลกใจครับ พี่เขาเป็นเด็ก AEC เลยพูดคำว่า ‘น้ำ’ ไม่ชัด ออกเสียงเป็น ‘น่ำ ๆ’ ตลอด แต่ถึงขนาดว่าเฝ้าร้านได้เองนี่ก็เก่งมากแล้วนะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองคิดถึงพวกที่ชอบสั่งยาก ๆ ดูสิ เช่น นมสดคาราเมลใส่วิปครีมราดช็อกโกแลต ตัวนมหวานน้อยไม่ต้องใส่น้ำเชื่อมนะ โถแม่คุณ มึงไปทำแดกเองมั้ย !

 

“ของผมกีวีโซดาไม่ปั่นครับ”

 

พนักงานที่กำลังปั่นน้ำให้ผมอยุ่หันมาพยักหน้ารับออเด้อร์

 

“ชอบกินน้ำโซดาเหรอ”

 

“อืม”

 

“แล้วไม่กินบลูฮาวายแล้วเหรอ”

 

“เปลี่ยนบ้าง” ดีเซลหันมามองหน้าผมเหมือนกำลังจะถามต่อ ผมเลยเก็บคำถามไว้แล้วให้เขาพูดก่อน “จำได้ด้วยเหรอว่าผมกินอะไร”

 

“นี่... ถึงฉันจะโง่แต่ก็ก็ความจำดีนะเว้ย”

 

“เหรอ”

 

เอ๊ะ ! นี่เขากำลังกวนตีนผมอยู่ป้ะวะ คือปกติเขาต้องบอกว่า ‘นายไม่โง่นะ’ อะไรแบบนี้หรือเปล่า แต่นี่ตอบแค่ ‘เหรอ’ สั้น ๆ แล้วยกยิ้มที่มุมปากด้วย 

 

ช่างเถอะ คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ

 

“ชอบกินอะไรเปรี้ยว ๆ เหรอ”  ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทั้งบลู-ฮาวายและกีวี่ต่างก็มีรสเปรี้ยวด้วยกันทั้งคู่

 

“ยังไงเหรอ”

 

“ก็อย่างบลูฮาวายงี้ กีวี่งี้”

 

“ผมชอบกินของเปรี้ยว”

 

“ท้องเหรอ ?

 

ขวับ !

 

ก่อนจะฮา ช่วยดูสายตาเขาด้วย... ผมก็แค่อยากจะกวนตีนเขาเล่น ๆ แต่ดูแล้วเหมือนจะเล่นมุกไม่ฮาพาเพื่อนเครียดมากกว่า เพราะเขาเหล่มองผมราวกับเอือมระอาหนักมาก ทั้งยังส่ายหัวให้อย่างเหนื่อยใจอีก

 

อะไรกัน !? เล่นมุกแค่นี้ถึงกับเครียดเลยเหรอ โถ่ว... นี่มุกหรือเปลือกหอย

 

“แล้วที่เคิร์ดสั่งมันไม่เปรี้ยวเหรอ” ดีเซลจ่ายเงินแล้วรับของก่อนจะพากันเดินออกมาจากโรงอาหาร

 

“ก็ไม่นะ อันนี้มันฉ่ำอ่ะ” ดีเซลขมวดคิ้วให้กับคำศัพท์นั้น ผมเลยอธิบายต่อ “ก็น้ำอันนี้มันจะผสมโยเกิร์ตด้วยไง  เวลาดูดไปนะเนื้อมันจะเนียนนุ่ม ฮู้ย... พูดแล้วก็ทนไม่ได้” พอทนไม่ได้ก็เลยก้มหน้าดูดสตอเบอร์รี่โยเกิร์ตในแก้วต่อ ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพราะคนข้าง ๆ ส่ายหัวแล้วเดินหนีไปอีกแล้ว

 

ไม่นานผมกับดีเซลก็เดินมาจนถึงคณะครุฯ และขึ้นลิฟต์ตัวเดิมที่เคยติดด้วยกัน ในใจผมก็ยังแอบกลัวทุกครั้งนะว่ามันจะค้างเหมือนรอบนั้นหรือเปล่า

 

“วันนี้รีบกลับมั้ย” จู่ ๆ ดีเซลก็ถามขึ้นก่อนจะดูดน้ำสีเขียวในแก้วต่อแต่ตาก็ยังมองหน้าผมอยู่

 

“ไม่นะ... แต่พรุ่งนี้เป๊กนัดถ่ายหนิ อาจจะกลับไปอ่านบท ทำไมเหรอ”

 

“อ๋อ... จริงสิ งั้นช่างมันเถอะ”

 

“มีอะไรเหรอ”

 

“ผมว่าจะชวนไปที่ห้างน่ะ เผื่ออยากไปด้วยกัน”

 

“ไปทำไรอ่ะ”

 

“จะไปซื้อเลนส์กล้องตัวใหม่”

 

“หูย... นายเก็บตังซื้อเองเลยเหรอ เลนส์กล้องมันแพงนี่”

 

“อืม ไม่อยากรบกวนพ่อน่ะ”

 

ผมว่าที่ดีเซลมีโลกส่วนตัวสูง ไม่คบใคร คบคนยาก น่าจะเพราะเขาเป็นคนแบบนี้แหละ เป็นคนที่เน้นการพึ่งพาตัวเองเป็นหลักจนลืมคิดไปว่ายังมีเพื่อน ๆ ที่อยู่รอบตัว ทำให้กลายเป็นคนเงียบ ๆ และไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นและถูกมองว่าเป็นคนแปลกแยก แต่ผมก็ยืนยันคำเดิมนะว่าถ้าสาว ๆ ได้ลองมารู้จักตัวตนของเขาแล้ว จะต้องแย่งกันเอาไปเป็นพ่อของลูกแน่นอน เพราะอะไรน่ะเหรอ ?

 

เหตุผลอย่างแรกก็รู้ ๆ ทั้งรูปร่างหน้าตาที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูดีไปหมด เหตุผลต่อมาคือถ่ายรูปเก่ง ถ้าได้คบกันนะรับรองรูปเต็มบ้าน ล้างทั้งเดือน และสุดท้ายคือหาเงินเก่ง แถมยังหาได้เองจากน้ำพักน้ำแรงที่ทำงานสุจริตมาด้วย  เป็นไงล่ะ  ถ้ามองคนจากภายนอกคงไม่เห็นข้อดีเยอะแยะขนาดนี้หรอกจริงมั้ย

 

ขนาดผมเองยังได้เลย ...อุ้ปส์

 

“เป็นไรเหรอ” 

 

ผมเผลอตกใจกับความคิดของตัวเองจนสำลักน้ำที่ดูดอยู่

 

“อ่อ... เปล่า ๆ ก็แค่คิดว่านายเก็บเงินเก่งดีเนอะ ซื้อเลนส์กล้องเองได้ด้วย”

 

“กล้องตัวแรกผมขอให้พ่อซื้อให้น่ะ แต่ตัวหลัง ๆ ก็เก็บเงินเองตลอด”

 

“ตัวหลัง ๆ เหรอ งั้นแสดงว่านายก็มีหลายตัวน่ะสิ”

 

พอถูกถามแบบนี้ คนข้าง ๆ ก็เผลอยิ้มอย่างเก้อเขิน “ก็ประมาณหนึ่ง”

 

โอเค ผมไม่ถามเขาแล้วว่าเขามีกี่ตัว ตอบแบบนี้คงไม่ใช้แค่ 2-3 ตัวแน่นอน แล้วก็ไม่น่าจะเป็นกล้องดิจิตอลธรรมดา ๆ ด้วย 

 

แต่ดูจากท่าทางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของเขาแล้ว ผมคิดว่าเขาน่าจะรักกล้องเหมือนรักลูกเลยล่ะ และอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีกล้องตัวใดตัวหนึ่งพังขึ้นมาดีเซลจะทำหน้ายังไง

 

พอมาถึงหน้าห้องเราต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ และรอไม่นานเบสและกายก็เดินเข้ามาพร้อมกัน วันนี้อาจารย์สอนติดกันจนแทบไม่ได้พักเบรกเพราะหลังจากนี้จะเริ่มเข้าช่วงนำเสนองานหนังสั้นแล้วจึงเน้นอัดเนื้อหาทั้งคาบจนสองคนนั้นบ่นว่าแทบจะอ้วกออกมาเป็นตำราเรียน สีหน้านักศึกษาคนอื่นก็ดูเบลอ ไม่ต่างกัน จนกระทั่งอาจารย์บอกว่าได้เวลาหมดคาบแล้วทุกคนถึงกับถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

 

“วันนี้มึงกลับหอคนเดียวนะ กูไปซื้อของก่อน” เบสบอกกายที่นั่งข้าง ๆ แล้วลุกขึ้นสะพายกระเป๋าเป็นคนแรก

 

“ซื้อไรอ่ะ”

 

“การ์ตูน กูจะไปยกเซตเว้ยเดี๋ยวมีคนเอาไปก่อน”

 

“สัส แม่งจะสอบอยู่ละเสือกไปซื้อการ์ตูน”

 

“นี่มึงกำลังพูดกับใครครับกาย ไอ้เหี้ยนี่ต่อให้อ่านการ์ตูนทั้งร้านหรือดูหนังโป๊ทั้งวันแม่งยังติดท็อปเลยสัส” ผมอดแขวะพวกมันไม่ได้

 

“แหม... ไม่ต้องอวยกูขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

 

“แล้วมึงไปกับใครอ่ะ ไปซื้อที่ไหน” ผมว่าจะถามอยู่พอดีแต่โดนไอ้กายชิงถามไปก่อนละ

 

“ที่ห้างอ่ะ ไปคนเดียว”

 

“เดี๋ยวนี้ฉายเดี่ยวเหรอวะ นัดสาวป้ะเนี่ย” ไอ้กายเอามือไปตีพุงไอ้เบสที่แน่นอนว่าคงจะมีแต่กล้ามเนื้อ

 

แต่เอ๊ะ ! เมื่อกี้มันบอกจะไปห้างใช่มั้ย เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ตอบดีเซลเลยว่าจะไปหรือไม่ไปด้วย ถ้างั้น...

 

“ไอ้เบสกูไปด้วยดิ”

 

“มืดนะเว้ย รถไฟมึงล่ะ”

 

“เที่ยงคืนกูก็กลับได้เว้ย เมื่อกี้ดีเซลบอกว่าจะไปซื้อเลนส์ใหม่เหมือนกัน ไปด้วยกันได้มั้ยวะ”

 

“แล้วมันโอเคเหรอ”

 

“เดี๋ยวกูไปถามแป๊บ...”

 

แน่นอนว่าผมเองก็ไม่แน่ใจในคำตอบของเขาเหมือนกัน บางทีเขาอาจจะอยากไปแค่คนสองคน ถ้าหากว่าไปกันสามคนสี่คนหรือมากกว่านั้น เขาอาจจะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาก็ได้

 

“ดีเซลตกลงนายจะไปซื้อเลนส์ใช่มั้ย เดี๋ยวฉันไปด้วยดิ แต่ว่าไอ้เบสก็ไปด้วยนะ” โชคดีที่ดีเซลยังยืนคุยอยู่กับเอที่หน้าห้อง

 

“อ๋อ...อืม”

 

“โอเคใช่ป้ะ”

 

“อืม เอฟก็ไป”

 

“เฮ้ย ! บอกแล้วอย่าเรียกกูว่าเอฟ ไอ้เหี้ยนี่...ใจกูนี่วูบเลย” เอพูดพลางเอามือทาบอกก่อนจะหันมายิ้มแหย ๆ ใส่ผม 

 

สรุปแล้วคนที่ไปห้างด้วยกันก็มีทั้งหมด 5 คน ผม ดีเซล เอ เบส และกาย ก็ไม่ได้อยากจะชมตัวเองนะครับ แต่ที่เดิน ๆ กันอยู่นี่ต้องมีใครโดนแอบถ่ายไปลงเพจคิวท์บอยบ้างล่ะ เพราะในกลุ่มมีทั้งดีเซลและเบสที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสาว ๆ ยิ่งไอ้เบสนี่ตัวดีเลย เคยมีครั้งนึงที่มันถูกแอดมินมาขอเอารูปไปลงเพจ ตอนนั้นลงได้ไม่ถึงสามนาทีมีคนกดไลค์ไม่ต่ำกว่าห้าพัน ธรรมดาซะที่ไหนล่ะเพื่อนผม

 

พอนึกขึ้นมาได้ก็ขอเข้าไปดูในเพจหน่อยแล้วกัน โชคดีที่พอเดินมาถึงป้ายรถเมล์ก็มาพอดีเลยไม่ต้องรอนาน

 

“มึงกดเพจนี้ด้วยเหรอวะ” ไอ้กายโหนราวชะโงกหน้าเข้ามาดู

 

“เปล่าเว้ย”

 

“แล้วดูไมวะ แอดมินเขาเอารูปมึงลงเหรอ”

 

“โหย... ได้ลงกูก็ดังใหญ่แล้วสิ นู่น...มึงไปคุยกับเพื่อนมึงเถอะ ดังแค่ในเพจไม่พอนะ เสือกไปดังในร้านเหล้าด้วย”

 

ผมยื่นปากไปหาไอ้เบสที่ยืนคุยโทรศัพท์กับแม่มันอยู่ แม่จริง ๆ นะ ไม่ใช่เมีย นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งของมันครับ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนต้องบอกที่บ้านทุกครั้ง จะเที่ยวห้าง เที่ยวกลางคืน หรือไปออกค่ายที่ไหนมันรายงานตลอดเลย แถมสัญญาทุกครั้งด้วยว่าจะไม่ไปก่อเรื่องก่อราวอะไร

 

แต่จะว่าไปเรื่องที่พี่เบนซินกับไอ้เบสต่อยกันในร้านเหล้าตอนนั้นไม่ค่อยมีใครในคณะพูดถึงกันเลย ดีเซลเองก็น่าจะยังไม่รู้ เพราะถ้ารู้คงแจ้นมาถามผมแล้ว และเรื่องคงไม่จบง่าย ๆ แน่นอน

 

อ๊ะ ! เจอแล้ว... พอเลื่อนหน้าเพจลงไปเรื่อย ๆ ผมก็เจอภาพของดีเซลที่ถูกแอบถ่ายพอดี 

 

เขาใส่เสื้อช็อปของคณะ ที่คอห้อยป้ายชื่อที่เขียนว่า P’ ดีเซล เอาไว้ด้วย และในมือกำลังถือกล้องเอาไว้เหมือนกำลังจะรอถ่ายอะไรสักอย่าง แถมทั่วทั้งใบหน้ายังโดนปะแป้งซะขาวโพลนไปหมด พอซูมดูก็เห็นว่าแก้มข้างหนึ่งโดนสีเขียวอ่อนป้ายเป็นเส้น ๆ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะโดนแอบถ่ายขณะที่กำลังทำกิจกรรมออกค่ายรับน้องแน่ ๆ ไหนดูเรตติ้งหน่อยซิ...

 

ยอดคนกดไลค์ หมื่นกว่า!! ยอดแชร์สองพันกว่า !! คอมเม้นอีกเกือบพัน !!โอ้วมายกอด... เพื่อนเบสของผมนี่ถูกถีบกระเด็นออกนอกเพจไปเลยครับ

 

@แองจี้ลีน่า : ‘แป้งนี่กูเป็นคนปะเองนะมึง  มาดู ๆ @หญิงหนวด’

@ก้อยใจ  แดนสวรรค์ : ‘แม่ขาหนูเจอเนื้อคู่’

@อาร์น้อย ปล่อยยานแม่ : ‘ยอมแล้วทูนหัวอยากมีผัวชื่อดีเซล’

@หญิงหนวด : ‘กูย้ายคณะทันมั้ย’

@พริ้ง สายเปย์ : ‘ถ้าการเงินเกิดดร็อปใส่เสื้อช็อปมาหาพี่’

 

และอีกสารพัดคอมเม้นที่ต่างมโนว่า ไอ้นี่ของกู  ไม่แปลกใจเลยที่ดีเซลบอกว่าคนมักมองเขาที่หน้าตาอย่างเดียว  ทำให้เขากลัวว่าหากคบกันขึ้นมาจริง ๆ คนพวกนั้นอาจจะผิดหวังและรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาเป็น

 

ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงห้าง อากาศข้างในนี่ช่างสวรรค์จริง ๆ แอร์เย็นฉ่ำ เหมือนอยู่คนละโลกกับด้านนอกยังไงยังงั้น

 

“มึงจะไปกับกูป้ะวะหรือจะแยกกัน ?” เบสหันมาถามผมหลังจากที่เดินมาในโซนเสื้อผ้าผู้ชาย

 

“เอ่อ... เอาไงดี นายจะไปกับพวกเรามั้ย หรือว่าจะแยกกัน” ผมถามดีเซลเพราะจริง ๆ แล้ววันนี้เขาเป็นคนชวนผมมาก่อน

 

“ไปด้วยกันก็ได้”

 

“ไปได้แน่นะ เห็นว่าจะไปซื้อเลนส์นี่” เบสถาม

 

“อืม”

 

พอดีเซลตอบมาอย่างนั้นพวกผมเลยพากันเดินไปที่ร้านหนังสือ แต่ละคนต่างแยกกันไปตามหมวดที่ตัวเองสนใจ  อย่างไอ้เบสนี่ไวสุด มันวิ่งไปโซนการ์ตูนที่ต้องการเรียบร้อยแล้วครับ ผมที่ยังไม่รู้จะไปตรงไหนก็เลยยืนอ่านนิตยสารบ้านและสวนไปพลาง ๆ ส่วนไอ้กายก็ยืนเลือกนิตยสารกีฬาใกล้ ๆ ผมนี่แหละ ส่วนดีเซลกับเอไม่บอกก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าไปที่หมวดกล้องและการถ่ายภาพแน่นอน

 

ก็อย่างว่าล่ะนะดีเซลไม่ใช่ผมสักหน่อย ต่อให้เก่งแค่ไหน เขาก็ยังขยันหาความรู้เข้าตัวอยู่ตลอด ถ้าเป็นผมน่ะเหรอแค่เอาหนังสือเล่มเดิมมาอ่านทบทวนยังขี้เกียจเลย

 

“พวกมึงเสร็จยัง นี่กูไปจ่ายเงินมาละแต่เดี๋ยวไปซื้อเครื่องสำอางให้แม่ก่อน มึงไปรอกูกับพวกดีเซลก็ได้ แล้วเดี๋ยวกูตามไป” เบสเดินเข้ามาหาพวกผมพร้อมถุงพลาสติกใบใหญ่ ข้างในมีการ์ตูนตั้งสูง ๆ อยู่ในนั้น

 

“ให้แม่หรือแม่ทูนหัว”

 

“แม่สิไอ้สัส ที่คุยกันบนรถเมล์ไง”

 

“แล้วมึงจะไปคนเดียวเหรอวะ” 

 

ผู้ชายไปซื้อเครื่องสำอางคนเดียวนี่มันดูจะน่ารักเกินไปมั้ย

 

“เออ มึงจะไปกับกูมั้ยล่ะ”

 

“เดี๋ยวกูไปด้วยละกัน” ไอ้กายออกตัว แล้วหันมาทางผม “ส่วนมึงไม่ต้องไป  มึงชวนดีเซลมาก็ไปรอกับเขา ถ้าไอ้เบสมันซื้อเสร็จแล้วเดี๋ยวกูไลน์ไปบอก”

 

“เอางั้นเหรอ”

 

เบสพยักหน้าเห็นด้วย “ตามนี้แหละ แล้วกูฝากของด้วย ขี้เกียจหิ้วไป” พอพูดจบก็ลากคอกายเดินออกไปด้วยกัน  ผมเลยเดินไปหาดีเซลกับเอที่กำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่ออยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน

 

ผมชะเง้อดูเนื้อหาที่ดีเซลเปิดอ่านอยู่ ก่อนที่จะสลับไปโฟกัสที่ใบหน้าของเขา แค่เห็นเสี้ยวหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ทำผมตาค้างได้ เพิ่งจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีเสน่ห์ขนาดนี้เลย หน้าใสเนียน จมูกโด่ง มีโหนกแก้มนิด ๆ และสันกรามที่นูนจนเห็นชัด

 

เฮือก !!!

 

เมื่อกี้ผมว่าผมมองสันกรามกับสันจมูกเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ ไปไงมาไงถึงมาเล่นจ้องตากันได้เนี่ย !!

 

“สนใจเหรอ”

 

“อะ... ฮะ” นอกจากสติจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ยังถูกถามแบบงง ๆ อีก

 

“เนี่ย” เขายื่นหนังสือกล้องถ่ายรูปมาให้ผมดู 

 

เฮ้อ... รอดไป ผมคิดว่าเขาจะถามว่า ‘สนใจผมเหรอ’ ซะอีก

 

“อ๋อ เปล่าหรอก เออนี่เพื่อนฉันไปทำธุระอยู่ เดี๋ยวเราไปรอมันที่ร้านกล้องเลยมั้ย”

 

“แล้วเคิร์ดไม่ไปกับเพื่อนเหรอ”

 

“ไม่อ่ะ ฉันรอเป็นเพื่อนนายดีกว่า”

 

“ผมไม่ถือนะ”

 

“แต่ฉันถือ ไปเหอะ เอปะ... ไปด้วยกัน”

 

ผมดันให้ทั้งสองคนเดินนำหน้า เพราะว่านอกจากจะไม่รู้ทางแล้วผมยังรู้สึกอาย ๆ กับเรื่องเมื่อกี้อยู่ กลัวว่าถ้าเดินข้างกันจะเผลอมองหน้าด้านข้างเขาอีกรอบ แต่ถึงเดินตามหลังก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยให้คิดน้อยลงเลย แถมยังพาลคิดไปถึงตอนที่ได้ขี่หลังเขาในคืนวันนั้นด้วย

 

โว้ยย ! มองหน้าก็คิดมาก มองหลังก็คิดมาก ตกลงกูเป็นอะไรวะเนี่ย !?

 

แต่คราวที่แล้วผมก็เห็นเขาใส่เสื้อเชิ้ตใช่มะ พอมาคราวนี้ก็ใส่เสื้อช็อป แล้วถ้าไม่ใส่เลยล่ะ ถ้าหากว่าไม่มีทั้งเสื้อเชิ้ตและช็อปมาบดบังแผ่นหลังกว้างของเขา มันก็คงจะ...

 

“เคิร์ดจะไปไหน”

 

เท้าผมชะงักตามเสียงเรียกก่อนจะหันกลับไปเห็นว่าเอกำลังกวักมือให้ผมเดินกลับไป สองคนนั้นหยุดยืนที่หน้าร้านกล้องชื่อดังแล้วมีแต่ผมนี่ล่ะที่เดินใจลอยจนเลยหน้าร้านมาคนเดียว และคนที่ผมอยากเห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาก็ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างกัน แต่สักพักก็ถูกเอดึงเข้าไปในร้าน

 

เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ผมบอกว่า ‘อยากเห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่า’ เหรอ

 

แม่งบ้าไปแล้ว นี่กูคิดอะไรอยู่เนี่ย !!

ผมไม่กล้าตามเข้าไปเพราะอยากจะทบทวนความคิดตัวเองอีกรอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เลยได้เดินวนไปวนมาอยู่ด้านนอกคนเดียว

 

“เป็นไรรึเปล่า”

 

ผมสะดุ้งเพราะจู่ ๆ เขาก็เดินออกมาถาม “ห๊ะ  เปล่าหนิ นายเลือกของเลย เดี๋ยวฉันรออยู่ตรงนี้แหละ”

 

“จะอยู่ข้างนอกเหรอ”

 

“ไม่ ๆ เดี๋ยวตามเข้าไป” ดีเซลทำหน้างงหนักกว่าเดิม “คือขออยู่ตรงนี้สักพัก แล้วจะตามเข้าไปน่ะ” เขาพยักหน้าแล้วกลับเข้าไปในร้านอีกรอบ

 

ตอนนี้ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าร้านกล้องอาจจะหาว่าผมบ้าไปแล้วก็ได้ ทั้งยืนสะบัดหัวบ้าง เอามือลูบหน้าที่กำลังเห่อร้อนของตัวเองแรง ๆ บ้าง มือนี่ก็ไม่ได้แห้งนะ ชื้นเหงื่อไปหมดแล้วเนี่ย ลูบหน้าผากทีก็เปียกทั้งเหงื่อหัวเหงื่อมือ  แต่ช่างเถอะ ผมขอเวลารวบรวมสติกลับมาแล้วขับไล่ภาพอันวาบหวิวก่อนหน้านี้ออกไปให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง 

 

   ทว่ายังไม่ทันจะรวบรวมสติให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ มันก็เตลิดเปิดเปิงไปอีกรอบทันทีที่เห็นผู้ชายที่อยู่ห่างกันไม่ถึงร้อยเมตร ...พี่เบนซิน !!

 

ระยะร้อยเมตรจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล ถ้าผมเห็นพี่เบนซิน แน่นอนว่าพี่เบนซินก็ต้องเห็นผมเหมือนกัน แล้ววันนี้พี่เขาไม่ได้มาคนเดียวด้วย เล่นเดินมาเป็นกลุ่ม 5-6 คนใส่ช็อปสีเข้มเด่นมาแต่ไกลเลย

 

ถ้าหากพี่เบนซินเห็นผม คนที่ซวยจะไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวแต่รวมถึงดีเซลและเบสด้วย

 

ในจังหวะที่ความเป็นความตายมาอยู่ตรงหน้า สติที่ยังรวบรวมไม่ได้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ...ตอนนี้ขอไปตั้งหลักในร้านก่อน

 


 

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 300 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #255 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 23:24
    เอาแล้วจุ้ย
    #255
    0
  2. #170 Mistyblack (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 18:11
    เบนเบสหรือเบสเบน
    #170
    0
  3. #12 Pople (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2559 / 23:16
    เบนซินกับเบสนี้คู่กัดคู่รักรึป่าว
    #12
    0
  4. #11 FahSida (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 09:45
    คนที่เห็นนี่เบนซิน? แล้วเบสจะเป็นไรมั้ยน่ะ เคิร์ดกับดีเซลเบนซินอาจไม่เห็น แต่เบสนี่จะเจอกันมั้ย
    #11
    0