รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 11 : สีที่ 10 : ห้องลับของผู้ชายเย็นชา (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 388 ครั้ง
    23 ส.ค. 60


สีที่ 10



“เดี๋ยวนี้มึงใจร้อนขึ้นนะไอ้เบส”

 

ทั้งที่ในใจก็นึกหวาด ๆ แต่พอเห็นสภาพของเพื่อนตัวเองแล้ว ผมก็อดด่าไม่ได้จริง ๆ

 

ก็จะอะไรซะอีกล่ะครับ อยู่ดีไม่ว่าดีไปก็แส่หาเรื่องเขาจนหน้ายับมาอย่างกับผ้าเพิ่งปั่นเสร็จหมาด ๆ ตอนแรกไอ้เราก็คิดว่าไปถูกเด็กช่างที่ไหนรุมกระทืบมา เพราะหน้างี้เขียวช้ำ โหนกแก้มกับหางคิ้วก็บวมนิดๆ หนำซ้ำแผลที่มุมปากยังเห็นชัดมาแต่ไกล ที่ไหนได้... พี่เบนซินจัดหนักคนเดียวเลย

 

พี่ซินนะพี่ซิน... กล้าทำหน้าหล่อ ๆ ของเพื่อนผมมีรอยอย่างนี้มันต้อง...ต้อง... ต้องฝากไอ้กายไปบอกว่าหยุดรังแกเพื่อนผมเถอะครับ  พลีสสส...

 

“แผลนี่สองวันแล้วนะ”

 

“กูไม่ได้ถามว่ามึงไปโดนมาวันไหน กูแค่อยากรู้ว่าทำไมมึงถึงกล้าไปต่อปากต่อคำกับเขาจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้”

 

“พูดไปแม่งก็โมโหเปล่า ๆ น่า...” ไอ้กายแทรกขึ้นมาเพราะเห็นเบสทำหน้าบูดหน้างอไม่อยากรับรู้และไม่สนใจอะไรทั้งนั้น และมันคงกลัวว่าถ้าผมถามย้ำ ๆ เบสมันอาจจะฉุนจนวิ่งไปซัดหน้าพี่เบนซินถึงสนามซอฟต์บอล

 

“ไม่น่าไปงานแต่งกับแม่เลย พลาด ๆ” ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้

 

“แล้วนี่มึงไปไหนต่อป้ะ”

 

“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลยไอ้เบส คราวก่อนกูยอมเป็นจำเลยให้มึงไต่สวน คราวนี้ถึงตากูเอาคืนบ้างละ”

 

“ไม่... กูไม่ได้จะเปลี่ยนเรื่อง กูแค่จะบอกให้มึงระวังตัวเวลาไปไหนมาไหน”

 

“ทำไมอ่ะ”

 

“ก็... กูไปต่อยกับไอ้เหี้ยซินมาแล้ว แล้วหลังจากนี้มันจะพาลคนรอบข้างกูมั้ยก็ไม่รู้ ถ้าอย่างไอ้กายนี่กูไม่ห่วงหรอก  แต่มึงอ่ะ...” เบสมองหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจัง คล้ายกับว่าผมได้ตกเป็นเป้าหมายของพี่มันแล้ว “แล้วมึงน่ะไปไหนมาไหนกับดีเซลบ่อยด้วย ยังไงก็ระวังไว้ด้วยแล้วกัน เสือกรู้จักแต่คนที่มันไม่ชอบขี้หน้าอ่ะ”

 

“เออน่า คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง กูไม่ได้ไปหาเรื่องเขาด้วยนี่”

 

“หึ...” เบสถอนหายใจก่อนจะจับแผลที่ปากตัวเองเบาๆ

 

ผมไม่ได้บอกว่าเพื่อนตัวเองไปหาเรื่องพี่เขาก่อนนะ เพราะผมรู้ดีว่านิสัยอีกฝ่ายเป็นยังไง อารมณ์ของพี่เบนซินนี่จุดติดง่ายสมชื่อนั่นแหละ ลองพูดจาแหย่นิดแหย่หน่อยไฟก็ลุกพรึ่บแล้ว เพราะงั้นเฉย ๆ ไว้น่ะดีที่สุด  

 

อ้อ... แล้วเวลาเขามีเรื่องกันก็ต้องไม่เข้าไปห้ามสุ่มสี่สุ่มห้าด้วยนะ จะได้ไม่เจ็บตัวฟรี

 

“แล้วมึงจะกลับเลยมั้ยเนี่ย”

 

“ยังอ่ะ กูต้องไปเรียนรู้งานอีก”

 

“งานอะไรวะ” เบสถามแทรกขึ้นมาตอนที่ผมหันไปตอบกาย

 

“หนังสั้นเสรีน่ะสิ ไอ้เป๊กผู้กำกับกลุ่มกูแม่งเขียนบทห่าไรมาให้ก็ไม่รู้ แล้วบอกกูอีกนะว่าบทกูกับดีเซลต้องใกล้ชิดกันมาก เพราะงั้นเลยจะให้กูกับดีเซลถ่ายทีหลัง แล้วช่วงที่รอถ่ายก็ให้กูไปดูคิวของคนอื่นถ่ายก่อน แม่งจะไม่ไปไม่ได้ด้วย  มันขู่ว่าถ้ากูเบี้ยวมันจะเอาชื่อกูออกจากกลุ่ม”  

 

“แล้วไปถ่ายที่ไหนอ่ะ”

 

“ตึกเรียนรวมเนี่ยแหละ แล้วก็ไปร้านกาแฟด้วย พอช่วงค่ำ ๆ ถึงย้ายไปถ่ายที่หอต่อ”

 

“เหยดดด มีถ่ายที่หอด้วยเหรอ” ไอ้กายนี่ตาลุกวาวเลย

 

“เออดิ ฉากทำการบ้านแล้วโทร.คุยกันงุ้งงิ้ง ๆ มึงอย่าคิดเยอะ”

 

ฉากนี้ไม่ใช่ของผมแต่เป็นของพิมกับมะนาว คิดแล้วก็น่าน้อยใจ ทำไมผมไม่ได้ฉากรักปั้บปี้เลิฟแบนี้บ้างวะ

 

“เอองั้นมึงไปเหอะ ระวังตัวด้วยนะอย่าลืม ถ้าใครมาต่อยมึง มึงก็ต่อยกลับไปเลย”

 

“จ้ะเพื่อนเบส เดี๋ยวไอ้เคิร์ดคนนี้จะจำให้ขึ้นใจเลย”ผมตอบกวนตีนมันไปอย่างนั้นแต่ในใจนี่เข็ดแล้ว ภาวนาว่าจากนี้อย่าให้โดนใครต่อยกลับมาอีกเลย โดนรอบนั้นทีเดียวก็เข็ดยันไส้ติ่งละ ถ้ามีรอบสองสงสัยต้องไปวัดทำบุญกรวดน้ำให้แล้วล่ะ

 

พอใกล้จะได้เวลานัดผมก็ขอแยกตัวออกมาก่อน ส่วนพวกนั้นเห็นคุยกันว่าอีกสักพักก็จะไปซื้อของที่ซูปเปอร์ใกล้ ๆ นี่ ผมเดินซอยเท้ายิกๆ ด้วยกลัวจะไปไม่ทันนัด จากตรงนี้ไปอาคารเรียนรวมไม่ได้ใกล้กันเลยครับ ถ้าเป็นคนอื่นคงจะยอมจ่ายให้พี่วิน 15 บาทแล้ว แต่งก ๆ อย่างเคิร์ดคนนี้...ไม่จ่ายแน่นอน ขนาดค่าชีทสิบบาทผมยังบ่นแล้วบ่นอีก นี่เดินไปเองได้ก็เดินเอาสิครับ จะไปเสียเงินทำไม ได้ออกกำลังด้วย เดินไปเรื่อย ๆ  เดินเร็วก็ถึงเร็ว เดินช้าก็ตามเนื้อผ้าไป

 

ผมใช้เวลาเดินประมาณสิบนาทีก็มาถึงสถานที่ที่นัดกันไว้ ฉากแรกที่ต้องถ่ายทำคือตรงโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าตึกเป็นฉากที่พิมกับมะนาวมานั่งคุยกัน ตอนที่มาถึงคนอื่นก็มากันครบหมดแล้วและกำลังถ่ายทำอยู่

 

“มานานยังอ่ะ” ผมถามดีเซลเบา ๆ เพราะกลัวเสียงแทรกเข้าไปในวิดีโอ

 

“ก็สักพักแล้วล่ะ” เขาตอบพลางหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า

 

ถ้าให้เดาก็คงเดากันถูกทุกคนแน่ว่าดีเซลเอากล้องออกมาทำไม 


ก็นะ...การต้องมานั่งดูสองสาวคุยกันในเรื่องที่เราไม่รู้มันก็ดูจะน่าเบื่ออยู่หน่อย ๆ ถึงจะบอกว่าเป็นการศึกษาท่าทางเอาไว้เผื่อตอนตัวเองแสดงก็เถอะ 

 

หลังจากที่กดนั่นกดนี่และทำอะไรกับกล้องสักอย่างเสร็จแล้ว ดีเซลก็ยกกล้องขึ้นโฟกัสไปที่พิมกับมะนาวก่อนจะกดถ่ายไปหลายช้อต และสักพักลุกขึ้นไปเปลี่ยนมุมถ่ายอีกหลายจุด ตอนแรกผมคิดว่าเขาจะไปถ่ายรูปวิวรอบ ๆเสียอีก แต่ถ่ายขั้นตอนระหว่างถ่ายทำเก็บไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน 

 

ผมเลิกสนใจเขาแล้วหันกลับไปดูสองสาวคู่นั้นเข้าฉากด้วยกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างนี้ก็ได้ยินเป๊กบอกคัทบ้าง หรือบางทีสองสาวก็หลุดขำออกมาเองบ้าง บางฉากก็ไม่ถูกใจจนเป๊กให้กลับไปซ้อมมาใหม่ แต่โดยรวมแล้วผมว่าทั้งคู่เล่นได้ดีพอสมควรเลยล่ะ ดูเป็นธรรมชาติ ยิ้มก็ยิ้มแบบไม่ฝืนไม่เกร็ง

 

ถ้าเป็นผม ผมว่าไม่ต่ำกว่าสี่สิบเทคแน่นอน

 

“สวยมั้ย ?” ตอนที่กำลังดูเป๊กถ่ายทำอยู่ จู่ ๆ ดีเซลก็ยื่นกล้องมาให้ผมดู

 

“หูยยย....” แค่เห็นรูปในกล้องผมงี้ตาลุกวาวเลย 

 

ผมเคยเห็นงานเขามาก่อนนะเพราะตามส่องเพจเขาทุกวัน รูปสวย ๆ ในนั้นเยอะมาก แต่ผมก็เลยคิดว่าเขาคงเหมือนคนอื่น ๆ ที่พอถ่ายเสร็จแล้วก็จะเอาไปเข้าโปรแกรมแต่งภาพอีกรอบซะอีก แต่นี่มันแบบสุดยอดมากกก....

 

คือผมไม่คิดว่าที่เขายกกล้องขึ้นถ่ายแชะ ๆ แค่นั้น มันจะได้ภาพที่ออกมาสวยขนาดนี้ แสงแดดกำลังดีทำให้ภาพออกมาละมุน ๆ สบายตามาก แล้วถึงจะเป็นการถ่ายซูมจากที่ไกล ๆ แต่ก็เห็นชัดว่าสองคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ 

 

ภาพที่พิมกำลังเอามือทัดผมให้มะนาว แม่งแบบ... โครตเป็นธรรมชาติอ่ะ

 

“อันนี้เรียกแคนดิดป้ะ” ผมหันไปถามและดีเซลพยักหน้าให้เบา “ดูแล้วเบี้ยนว่ะ  ฮะ ฮะ...”

 

ผมหันไปบอกกับคนตัวสูงก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ให้เขา แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้หัวเราะเก้อนะ แถมยังแอบดีใจเบา ๆ ด้วยซ้ำที่ได้เห็นดีเซลแอบยิ้มให้กับรูปที่ตัวเองถ่าย

 

ทำไมถึงได้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีขนาดนี้ก็ไม่รู้ 

 

ตอนนี้ดีเซลได้เผยตัวตนอีกด้านของเขาแล้ว ซึ่งมันเป็นด้านที่ผมเคยอยากเห็นมันมาตลอดและตอนนี้ก็ได้เห็น 

 

เมื่อก่อนผมไม่ชอบเลยเวลาที่เขาทำหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ และดูอคติต่อทุกสิ่งรอบตัว ผมอยากเห็นรอยยิ้มของเขาบ้าง  อยากให้เขาปล่อยวางเรื่องที่มันไม่ดี ๆ และบั่นทอน การที่เขายึดติดกับเรื่องพวกนั้นมากไปมันทำให้เขาพลาดอะไรดี ๆ หลายอย่างที่กำลังจะเข้ามา

 

แชะ !

 

“เฮ้ย ถ่ายอะไรอ่ะ !?” ผมเอื้อมมือไปยื้อจะเอากล้องมาจากมือของอีกฝ่าย แต่ว่าคนแอบถ่ายเหมือนจะรู้ทันเลยรีบเอาหลบอย่างไว

 

“ถ่ายอะไรอ่ะ เอามาให้ดูเดี๋ยวนี้เลยนะ” ผมแบมือขอกล้องจากดีเซล

 

“อ๊ะ ก็เห็นมอง เลยคิดว่าอยากถ่าย”

 

“ไม่ได้มองซะหน่อย เอามาให้ดูเลยนะ ถ่ายอะไรไป น่าเกลียดรึเปล่า”

 

“ผมไม่เคยถ่ายให้ใครออกมาน่าเกลียดหรอกน่า”

 

นี่ไง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ผมไม่ชอบเลย คนอะไรมั่นหน้าจนน่าหมั่นไส้

 

“ไม่เชื่อ !”

 

“จริง”

 

“งั้นก็เอามาดูเด่ะ”

 

“เดี๋ยวส่งให้”

 

“ไม่เอา จะเอาตอนนี้”

 

อย่านะ เดี๋ยวลงไปดีดดิ้นกับพื้นจะเอา ๆ แบบเด็กให้ดู กูทำได้นะมึง

 

“ก็บอกแล้วว่าไม่น่าเกลียด”

 

“ไม่น่าเกลียด ก็เอามาเซ่” ยัง... ยังอีก ยังไม่ยอมให้ดูอีก

 

สุดท้ายดีเซลก็ทนความน่ารำคาญของผมไม่ไหวจนต้องยอมเปิดรูปนั้นให้ผมดูแต่โดยดี  

 

นี่กะว่าถ้ายังไม่ยอมสักที ผมจะกระโดดงับหูให้ขาดติดปากเลย

 

พอเขาอนุญาตผมรีบคว้ากล้องจากมือมาดูก่อนที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ แล้วคำแรกที่หลุดออกมาจากปากคือ โอ้ว  ไม่ได้โม้...เพราะรูปมันดูดีมากจริง ๆ ครับขนาดผมยังอึ้งเลย

 

ตอนนี้รู้แล้วว่าคำพูดของเขาไม่ใช่แค่มั่นใจเกินไปแต่มันคือเรื่องจริง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถ่ายรูปออกมาแล้วน่าเกลียด  หรือทุเรศตาคนดู และรูปที่เขาแอบถ่ายผมเมื่อกี้ก็เหมือนกัน มันเป็นมุมที่เหมือนถ่ายจากด้านบนนิด ๆ ทำให้หัวผมมันดูโตกว่าตัว แล้วก็เป็นมุมที่แบบ... โคตรสาวน้อยตาหวานมากเลยครับ  

 

เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้แย่นะ มันจะอารมณ์แบบหมาหัวโต ๆ ที่ติดตามด้ามปากกาสมัยก่อนอ่ะครับ แล้วถึงหน้าจะไม่ยิ้มแต่ก็ไม่ได้บึ้งใส่อะไร ผมชอบว่ะ

 

“ส่งให้ด้วยนะ”

 

“หึ...”

 

“ยิ้มอะไร ทีนี้ล่ะยิ้มเก่งเชียวนะ”

 

น่าหมั่นไส้ชะมัดที่เห็นดีเซลยิ้มอย่างออกนอกหน้าแบบนี้ กำลังมีความสุขใช่มั้ยล่ะ  ชิ !

 

“สองคนนั้นน่ะเบา ๆ หน่อยครับ อยู่เฉย ๆ ด้วย ตอนนี้สาว ๆ ไม่มีสมาธิ !”

 

แล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนทันทีเพราะเป๊กเล่นตะโกนมาทางพวกผม พอมองเลยไปทางพิมกับมะนาวที่ยืนอยู่ด้วย โอ้โห... แม่คุณพากันหัวเราะคิกคักเลย

 

อย่าบอกนะว่ากำลังจิ้นผมกับคนข้าง ๆ อยู่

 

หลังจากที่เป๊กตะโกนมาเตือน เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก ผมนั่งดูทักษะการแสดงของสาว ๆ ต่อไป ส่วนดีเซลก็เดินไปหามุมถ่ายรูปต่อ สักพักใหญ่เขาถึงเดินกลับมา

 

“จะตามไปดูที่หอต่อป๊ะ” ถึงจะกลับมานั่งที่เดิมแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หยุดถ่ายรูปเลย

 

“ไปไม่ได้น่ะ ผมมีนัดถ่ายรูปตอนทุ่มนึง”

 

“หือ ? ถ่ายรูปอะไรตอนมืดอ่ะ”

 

“ถ่ายที่สตูตัวเองแถว ๆ นี้แหละ เป็นโฆษณาเครื่องสำอาง”

 

“รับจ้างเหรอ”

 

“อืม”

 

พอได้ยินอย่างนี้ผมงี้อ้าปากค้างเลย จริง ๆ มันก็ไม่ได้น่าตกใจอะไรขนาดนั้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยรู้มาก่อนว่าเขาก็รับจ้างถ่ายภาพ แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นจริงจังอะไรขนาดนี้ 

 

นี่ถึงกับมีสตูดิโอเป็นของตัวเองเลย แถมยังรับงานตลอดเลยด้วย จะขยันไปไหนเนี่ย

 

“อยากเห็นจัง”

 

ถึงจะเคยเห็นเขาถ่ายรูปอยู่บ่อย ๆ แต่มันก็เป็นการถ่ายนอกสถานที่ทั้งนั้น อยากรู้จังว่าถ่ายในสตูดิมันจะเป็นยังไงบ้าง ยิ่งเป็นสตูดิโอของเขาเอง ผมก็ยิ่งอยากไป

 

“ก็ไปสิ”

 

“หือ !?

 

“แต่มันอาจจะน่าเบื่อนะ แล้วก็ไม่รู้ว่าเลิกกี่โมงด้วย จะอยู่ไหวรึเปล่า”

 

“ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ”

 

“แต่ก็อยากไปใช่มั้ย” แซ็วอย่างเดียวไม่พอ ยังเหล่ตามามองผมอีก

 

ผมล่ะไม่ชอบเลยพวกชอบรู้ทันเนี่ย  

 

“อืม ถ้าไม่ไกล ...ก็ไปได้แหละ”

 

“นั่งรถไฟไปแป๊บเดียว สตูผมอยู่ใกล้สถานีด้วย”

 

“พูดอย่างนี้อยากให้ไปเหรอ”

 

“ก็เห็นบอกว่าอยากไปนี่”

 

เฮอะ ! ทั้งที่รู้ว่าเราอยากไป แต่จะช่วยเออออห่อหมกสักหน่อยไม่ได้เลยเหรอ เอาเรื่องจริงมาล้อกันแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ไปซะเลยหนิ[S4] 

[F!5] 

แต่แล้วไงอ่ะ...สุดท้ายก็เดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนเดิม ฮ่า ฮ่า ฮ่า...

 

ตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้าผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกที่พร้อมจะหลงทางตลาดเวลาเลยอ่ะ ไม่ใช่ว่าไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้านะ  แต่แบบคนมันตื่นเต้นไง 

 

นี่ได้มากับดีเซลเลยนะเว้ย กำลังจะไปสตูดิโอเขาเลยนะ แค่คิดก็ดีใจตัวแทบลอยแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ... ไม่มีทาง

 

“เดี๋ยวนั่งรอตรงนี้แป๊บนึงก็ได้ ผมไปเตรียมตัวก่อน”

 

จู่ ๆ ดีเซลก็หันมาบอกตอนที่เรามายืนหน้าตู้คอนเทนเนอร์สองตู้

 

เขาชี้นิ้วเป็นเชิงบอกว่าให้ผมไปรอที่ตู้ตรงหน้าซึ่งถูกทาสีใหม่เป็นสีฟ้าน้ำทะเล ส่วนตัวเขาเองก็เดินแยกไปอีกตู้ที่วางห่างกันไม่กี่เมตร  

 

เฮ้ย ! นี่สุดยอดมากเลยนะ สตูดิโอเล็ก ๆ ที่ทำด้วยตู้คอนเทนเนอร์เก่า เห็นแล้วชอบอ่ะ  โครตเก๋เลย แถมดูฮิปเตอร์มาก ถ้าพ่อผมใจดีก็ว่าจะขอแบบนี้สักหลังเหมือนกัน  ฮ่า...

 

ผมเดินเข้าไปในตู้ที่ดีเซลบอกและลองเดินสำรวจดู ภายในตู้ด้านซ้ายมือค่อนข้างโล่ง มีแค่เบาะเก่า ๆ เตี้ย ๆ วางไว้เหมือนจะเอาไว้นอนได้ และตรงมุมห้องมีผ้าม่านที่เลื่อนปิดเปิดได้คล้าย ๆ ห้องลองเสื้อตามร้านในห้าง ถัดไปก็เป็นโต๊ะญี่ปุ่นเก่า ๆ ตัวหนึ่งพร้อมเบาะรองนั่ง บนโต๊ะมีกระจกบานใหญ่กับชั้นที่ติดไว้สำหรับวางพวกหวี หรือแป้งอะไรพวกนี้ ยังไม่พอครับนอกจากที่ว่ามายังมีทั้งปลั๊กไฟ พัดลม หลอดไฟ มีทุกอย่าง คือแบบ... นี่มันบ้านขนาดย่อม ๆ เลยป๊ะวะ

 

งื้อออ... ไอ้เคิร์ดชอบหนักมาก !!!

 

แต่พอมองมาทางด้านขวา ผมแทบจะบรรยายความรกของมันได้ไม่หมดอ่ะ ถ้าต้องให้คะแนนเรื่องนี้ผมให้ร้อยเต็มสิบเลย  ทังพวกอุปกรณ์ถ่ายภาพที่วางสุมกันไว้ ทั้งพวกของประกอบฉากอย่างพวกโมเดลบ้านเอย ภูเขาจำลองเอย คือวางกอง ๆ ไว้ กระจัดกระจายไปหมด

 

ผมส่ายหัวให้ความรกนั้นแล้วคิดว่าถ้าจะขอเสียมารยาทเดินไปดูอีกตู้จะเป็นอะไรมั้ย ก็แค่เข้าไปส่อง ๆ จากหน้าประตู ไม่ได้เข้าไปรื้อค้นอะไรเขาคงไม่ว่าผมหรอกมั้งเนอะ ไหน ๆ ก็ได้มาทั้งที หลังจากนี้จะได้มาอีกมั้ยก็ไม่รู้ สมองยังคิดไม่ทันจบ เท้าผมก็เดินนำไปแล้ว แต่...

 

“เฮ้ย !!!”

 

จังหวะที่ผมกำลังจะเปิดประตูออกไปข้างนอก ดีเซลก็โผล่พรวดเข้ามาพอดี

 

ปัดโธ่ บรรยากาศมืด ๆ ค่ำ ๆ ตามชานเมืองแถมติดป่าดงพงไพรขนาดนี้ ใครไม่ตกใจก็ให้มันรู้ไปสิ

 

“โทษที ผมจะบอกว่าลูกค้าเขามาแล้ว แล้วต้องใช้ที่นี่แต่งตัวน่ะ”

 

“อ๋อ ได้สิ”

 

ฮือ... ผมกำลังจะถูกผลักไสไล่ส่ง

 

“ไปนั่งกับผมอีกตู้ก่อนก็ได้”

 

“ไม่เกะกะนายเหรอ” แหม... ผู้ชายอย่างเราก็ต้องไว้เชิงกันบ้าง

 

“แล้วจะนั่งดูผู้หญิงเขาแต่งตัวอยู่นี่เหรอ”

 

“ไม่ใช่เว้ย !

 

ขณะที่พวกเรากำลังเถียงกันอยู่ สองสาวที่น่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางก็มากันพอดี  ผมเลยหลบออกมาให้เธอใช้ห้องนั้นแต่งตัวแต่งหน้ากันไป   แล้วเดินตามดีเซลไปที่ตู้คอนเทนเนอร์อีกตู้หนึ่ง  ซึ่งพอเปิดเข้าไปก็ทำเอาผมตะลึงกว่าเดิมอีก

 

พระเจ้า ! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตู้เหล็กโง่ ๆ ตู้หนึ่งที่ผมคิดว่ามันมีประโยชน์แค่เวลาส่งของข้ามน้ำข้ามทะเล มันจะสามารถนำมาตกแต่งใหม่ให้สวยได้ขนาดนี้

 

ผมไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้สภาพด้านในมันจะเป็นยังไงบ้าง แต่ที่รู้ตอนนี้คือสภาพภายในตอนนี้มันดูดีมาก ทั้งฉากหลังที่สามารถยกเปลี่ยนได้พร้อมอุปกรณ์ประกอบฉาก ทั้งพัดลมตัวใหญ่ ๆ ที่น่าจะเอาไว้ทำเอฟเฟ็กต์ลมพัด อุปกรณ์ไฟ และอีกหลาย ๆ อย่างที่วางแยกกันอย่างเป็นระเบียบราวกับว่าเจ้าของห้องนี้กับห้องนั้นเป็นคนละคนเลย แถมแสงไฟในห้องนี้ก็ดูนวลตามากกว่า ไม่ได้จ้าเกินไปแต่ก็ไม่มืดไปเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นสตูดิโอระดับมืออาชีพเลยล่ะ

 

“โอ้โห นี่ทำเองหมดเลยเหรอ”

 

“ก็แค่ยกของเข้ามาเองน่ะ”

 

“ไม่สิ หมายถึงไอเดียที่ใช้ตู้เป็นสตูเนี่ย นายคิดเองเลยเหรอ”

 

“อืม”

 

“แล้ว...ไฟล่ะ เดินไฟเองด้วย ? แล้วบิวท์อินที่ตู้เมื่อกี้อีกล่ะ ทำเองเหรอ”

 

“ผมก็ไม่ได้ทำได้ทุกอย่างนะ” แล้วมันยังไงล่ะวะ “ก็... แค่ออกแบบแล้วพ่อผมก็จ้างคนมาทำน่ะ แค่นั้น”

 

“เฮ้ย... นี่มันเจ๋งอ่ะ”

 

“ชอบเหรอ”

 

“มากกก....” ผมลากเสียงยาวเพื่อให้เขารู้ว่าผมชอบมันมากจริง ๆ “คือมันประหยัดงบดีนะ แทนที่จะไปเช่าตึกแพง ๆ ทำสตู แล้วนี่ก็ไม่ได้แย่ด้วย แอร์ก็มี ไฟก็พร้อม ตู้เมื่อกี้จะให้นอนก็นอนได้ด้วย โครตคุ้มเลย”

 

“มันถูกไงพ่อผมเลยยอม อีกอย่างผมก็ไม่ได้โปรถึงขนาดต้องเช่าตึกด้วย ตอนแรกกะว่าจะเอาพื้นที่ที่บ้านไปทำ แต่พ่อก็ไม่ยอมให้”

 

หล่อ รวย ดูดี มีสไตล์มากเลยครับผู้ชายคนนี้  

 

“แล้วนายถ่ายรูปมานานยังอ่ะ ทำไมถึงได้มีสตูดิโอเป็นของตัวเองได้”

 

ที่เห็น ๆ กันก็จะมีแต่พวกที่ทำอาชีพนี้ หรือไม่ก็คนที่รับจ๊อบถ่ายรูปจริง ๆ จัง ๆ เท่านั้นที่จะลงทุนทำสตูดิโอ ส่วนพวกเด็กมหาลัยที่ชอบเล่นกล้อง ผมก็เห็นแต่ไปถ่ายรูปนอกสถานที่ทั้งนั้น อย่างตามที่ท่องเที่ยวฮิต ๆ บ้าง ร้านกาแฟ หรือไม่ก็ร้านอาหารที่บรรยากาศดีหน่อย

 

“ผมเริ่มถ่ายมาตั้งแต่ประถม เริ่มรับงานตอนอยู่ม.ปลาย พอรู้ว่าเริ่มจริงจังพ่อก็เลยทำสตูนี้ให้”

 

“โห  ตั้งแต่ประถมเลยเหรอ”

 

ตอนนั้นกูยังปาไพ่ยูกิอยู่เลยจ้า...

 

“แล้วทำไมไม่เรียนทางนี้เลยล่ะ อาจจะรุ่งก็ได้นะ ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ แถมจบมาก็มีงานทำต่อเลย”


“พ่อไม่ชอบน่ะ บอกว่าให้ทำเป็นงานอดิเรกก็พอ นี่แค่ยอมทำสตูให้ก็ดีแล้ว”

 

เออ แต่แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ดีกว่าพ่อแม่บางคนที่กีดกันลูกทุกทาง แค่เพียงเพราะตัวเองไม่ชอบก็เลยไม่ยอมให้ลูกไปยุ่งด้วย  แล้วสุดท้ายเป็นไง แม่งก็ซิ่วกันกระจายเลยครับ

 

“นายนี่สนิทกับพ่อจัง เห็นอะไร ๆ ก็พ่อหมดเลย”

 

อย่าหาว่าเสือกเลย เรียกว่าขี้สงสัยจะเจ็บน้อยกว่า ฮ่า...

 

เพราะผมก็สนิทกับพ่อมากเหมือนกัน แต่กับแม่ ผมก็ไม่ได้น้อยหน้าไง

 

“ก็... ผมมีพ่ออยู่แค่คนเดียวนี่” ดีเซลนั่งก้มหน้าพลางบีบมือตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“................”

 

เงียบ... ปากมึงพาดราม่าอีกแล้วนะเคิร์ด เพราะมึงเลยเนี่ยที่ทำให้เขาหนักใจอีกแล้ว

 

“ขอโทษนะ ที่ถามเรื่องนั้นออกไป”

 

“ขอโทษทำไม ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่”

 

“ทำไมจะไม่ได้ทำ ก็ที่ทำให้นา...”

 

“ผมโอเค โดนถามมาบ่อยเหมือนกัน”

 

“จริงดิ ?

 

“อืม ก็ผมพูดแต่เรื่องพ่อนี่” เขาหันมายิ้มนิด ๆ “ป่ะ เดี๋ยวจะถ่ายรูปแล้ว ลองศึกษาจากลูกค้าไว้ก็ได้นะ เผื่อเวลานึกท่าโพสไม่ออกจะได้ยืมไปใช้”

 

ดีเซลหันไปยิ้มให้ลูกค้าสองคนที่เดินเข้ามาในสภาพที่เสื้อผ้าหน้าผมพร้อมมาก แต่นั่นหน่ะไม่ใช่รอยยิ้มแบบที่ผมเคยได้นะ มันเป็นรอยยิ้มการค้าต่างหาก

 

อ๊า... เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกดีจัง เหมือนตัวเองเป็นคนพิเศษขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว ถ้าไม่ติดว่าวันนี้ผมไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว วันนี้ก็คงเป็นวันที่เพอร์เฟคอีกวันนึงแน่ ๆ

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 388 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

443 ความคิดเห็น

  1. #326 มุนเซเฮียยยยย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:52
    งือน่ารักกมาก คือละมุน
    #326
    0
  2. #303 mengai (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 14:03
    มีความละมุนนน ไรท์บรรยายได้ดีเลยนะเราว่า หึหึหึ ชอบบ
    #303
    0
  3. #295 DusdeeHwanyen (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 16:39
    อ่านไม่ ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะ รู้สึกเอกลักของตัวละคร มันไม่ค่อยเด่น
    #295
    0
  4. #251 paechpeach♡、 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 22:54
    น่ารักกกกกกกกก
    #251
    0
  5. #168 Mistyblack (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 16:49
    น่อวววว หวานแปลกๆ
    #168
    0