The Knife ภารกิจทำลายมีดอาถรรพ์

ตอนที่ 9 : บทที่8 เกาะอสูรลวงตา 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ต.ค. 57


บทที่8

เกาะอสูรลวงตา

    “ฉันอยู่ทางนี้ต่างหาก” เด็กสาวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆพุ่มไม้ใกล้ๆพึมพำกับตัวเอง น้ำตาเอ่อขึ้นมาที่ดวงตา เธอนึกน้อยใจเด็กหนุ่มเล็กน้อย แต่มันก็จริงของเขา มีดเล่มนั้นต้องมีค่ามากกว่าชีวิตของเด็กผู้หญิงคนเดียวอยู่แล้ว

    คอร์เนียลังเลที่จะปรากฏตัวออกไป ถ้าเธอออกไป ก็คงจะเป็นตัวถ่วงของพวกเขาอีก ยืนดูเหตุการณ์ตรงนี้ต่อไปก่อนน่าจะดีกว่า

    ‘แต่ถ้าไปไม่ออกไปต้องแย่แน่ คอร์เนียคิด ตอนนี้เธอต้องไม่คิดถึงเรื่องนั้น และต้องหัดทำตัวให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง ถ้าเธอมีประโยชน์มากกว่านี้ ก็อาจจะมีความสำคัญต่อพวกเขามากขึ้นก็ได้ “เอาล่ะ” เด็กสาวพูดพลางกำหมัดแน่น ก่อนจะพุ่งตัวออกไป...

 

    “ฉันอยู่ทางนี้ต่างหาก อะ...อ่าว...”

    เบื้องหน้าของเด็กสาวปรากฏเพียงความว่างเปล่า ทั้งๆที่เมื่อสักครู่เธอยังเห็นทุกคนอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้พวกเขาหายกลับไปอย่างไร้ร่องรอย

    นี่มันอะไรกัน!

    เด็กสาวลอยสูงขึ้นไปเพื่อมองหาพวกเขา

    ‘ตรงนั้น

    เด็กสาวพุ่งลงไป...

    แต่เธอก็พบเพียงความว่างเปล่า...

    “จงใจจะแกล้งฉันใช่มั้ย” เธอตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์ พวกเขาหายตัวไปอีกแล้ว “ยัยเด็กบ้า” คอร์เนียพยายามตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีใครปรากฏตัวออกมาสักคน

    เกิดอะไรขึ้น เหมือนเธอกำลังอยู่คนเดียวบนเกาะร้าง ที่นี่เงียบสงบอย่างกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แล้วกลุ่มคนมากมายเมื่อสักครู่หายไปไหนกัน...

............................................................................................................................................

 

    “อยากให้เธอตายต่อหน้าต่อตางั้นเหรอ ส่งมีดมาให้ข้า” เชมส์ตวาดอย่างเหลืออด เขาคิดว่าวิธีนี้จะสามารถทำให้เด็กหนุ่มยอมส่งสิ่งที่เขาต้องการมาแต่โดยดีเสียอีก แต่ที่เขาคิดวิธีนี้ได้ ก็เพราะเมื่อสักครู่ เขาเห็นเด็กหญิงจับเด็กสาวโยนออกไป มันเป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เขาก็เพิ่งจะคิดออกเหมือนกัน “ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

    เชมส์ร่ายเวท ลำแสงสีแดงนับร้อยพุ่งเขามาหาเฟอร์ลีสและเมลล์อย่างรวดเร็ว จนพวกเขาเกือบจะร่ายเวทป้องกันไม่ทัน โชคดีที่เด็กหญิงสร้างม่านพลังสีฟ้าอ่อนขึ้นมาป้องกันได้ทัน ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะต้องแย่แน่ๆ พลังของชายหนุ่มคนนี้รุนแรงเอาเรื่องเหมือนกัน

    “เป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งจริงๆ ไม่คิดเลยว่าเด็กตัวเล็กๆอย่างเธอจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ถ้างั้นฉันคงจะต้องเปลี่ยนแผนเล็กน้อย”

    เชมส์กล่าวก่อนจะแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ร่างใสๆของเด็กสาวจางหายไป ถึงเวลาบอกความจริงให้เจ้าพวกนี้ได้รับรู้เสียที

    “นี่เป็นภาพลวงตาที่ฉันสร้างขึ้นมา แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก ตอนนี้พวกนายไม่มีทางตามหาวิญญาณของผู้หญิงนั่นเจอ ส่งมีดนั่นมา แล้วฉันจะพาเธอกลับมาส่ง” ชายหนุ่มผมแดงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

    ครืน~!

    แผ่นดินรอบข้างกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ทำให้คนที่ยืนอยู่ต้องทรุดตัวลงนั่ง เกิดอะไรขึ้น เหตุใดแผ่นดินถึงสั่นไหวขึ้นมาได้ หรือนี่จะเป็นเวทมนตร์ของชายหนุ่มผมแดงจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีก

    “โรฮอร์น” เมลล์เรียกเจ้ามังกรออกมาจากลูกแก้ว

    เมลล์และเด็กหนุ่มรีบกระโดดขึ้นไปบนหลังของมันทันที เจ้ามังกรรีบบินขึ้นไปบนทองฟ้าอย่างรวดเร็ว

    “ฮ่าๆๆๆ” เชมส์ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “ไปกันเถอะ ปล่อยให้คนพวกนี้ถูกเกาะแห่งนี้กลืนกินเข้าไป เราไปหาหาวิญญาณของเด็กสาวคนนั้น แล้วทำลายมันทิ้งดีกว่า” เชมส์ตะโกนสั่ง ก่อนที่เขาและจอมเวทอาวุธลับทุกคนจะหายตัวไป

    “พะ...พี่ชาย...กะ..เกิดอะไรขึ้น” เด็กหญิงถามเสียงสั่น เธอมองพื้นดินที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันจนแน่นเป็นปม

    ครืน~!

    “ไปหาคอร์เนียกันเถอะ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบตามเคย

    “ค่ะ” เด็กหญิงตอบรับสั้นๆ

    เจ้ามังกรบินไปรอบๆเกาะอันกว้างใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่า ทางที่บินไปนั้น ไกลจากเด็กสาวมากขึ้นทุกที...

……………………………………………………………………………………………………………

 

                “เจ้าพวกบ้า หายไปไหนกันหมด” เด็กสาวแหกปากลั่น เสียงแสบแก้วหูของเธอดังไปทั่วบริเวณ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนี้ ไม่เช่นนั้น แก้วหูของพวกเขาคงจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป

                ครืน~!

                พื้นดินเบื้องล่างกลังสั้นสะเทือนอย่างรุนแรง

                แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่มีผลกระทบต่อเด็กสาว เธอเป็นวิญญาณ

                “เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย” เธอตะโกนอย่างไม่พอใจ ตอนนี้เหตุการณ์ประหลาดๆเกิดขึ้นกับเธอมากมาย มันมากเสียจนกระทั่งเกือบทำให้เธอลืมชีวิตในอดีตไปโดยสิ้นเชิง

                ต้นไม้รอบตัวหักโค่นและล้มระเนระนาด เด็กสาวได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังมาเป็นระยะ เหมือนมันไม่พอใจที่มีคนนอกเข้ามาบุกรุกอาณาเขตของมัน

                “อยู่ทางนั้นเหรอ”

    คอร์เนียเห็นเจ้ามังกรสีดำบินมาแต่ไกล มันคงจะเป็นโรฮอร์น มังกรของเด็กหญิง เธอรีบลอยเข้าไปหามันอย่างดีใจ ในที่สุด เธอก็พบพวกเขาแล้ว

    “ทางนี้” เด็กสาวตะโกน

 

    อะไรกัน ! เจ้ามังกรมันเลี้ยวไปอีกทาง มันไม่เห็นเธอ !!

 

    “เฮ้ เมลล์” คอร์เนียเรียกเด็กหญิงที่นั่งอยู่บนหลังของมัน แต่เธอก็ไม่ได้ยินเสียงของเด็กสาว

    เจ้ามังกรเร่งความเร็วก่อนที่มันจะบินหายไปต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เธอลอยตามไปทัน แต่ร่างของมันและสองคนนั้นจางหายไปต่างหาก

    “นี่มันอะไรกันฟะ” คอร์เนียตะโกนอย่างสุดทน

 

    “พี่สาว”

    เมลล์เองก็ตะโกนจนคอแห้งไปหมดแล้ว เธอหาเด็กสาวคนนั้นไม่เจอสักที เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้กระทั่งเสียงที่ดังและแสบแก้วหูของเด็กสาวก็ยังไม่ดังออกมาให้ได้ยินเลย

    ลำแสงสีเหลืองนวลเป็นประกายก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา ฉับพลันมันก็กลายเป็นร่างบางของหญิงสาวผู้หนึ่ง เธอหันมามองพวกเขาอย่างประหลาดใจ

    “พวกเจ้าเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่เกาะอสูรลวงตาแห่งนี้ได้” เสียงอ่อนละมุนเอื้อนเอ่ย ดวงตาสีเขียวของเธอจ้องมาที่บุคคลแปลกหน้า แต่ก็ไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์แต่อย่างใด

    “สวยจังเลยค่ะ” เมลล์พูดอย่างตื่นเต้น หญิงสาวคนนี้เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยพบ ใบหน้าของเธอขาวใส รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม ดวงตากลมโตสีเขียวเป็นระกาย ริมฝีปากสีแดงอมชมพูน่าหลงใหล เส้นผมของเธอสีเหลืองนวลราวกับแสงจันทร์

    “เธอคือนางไม้สินะ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบเฉย เรียกความไม่พอใจจากหญิงสาว

    ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าเอ่ยปากพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแบบนั้น

    “หัดพูดจาดีๆกับผู้หญิงซะบ้างนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แววตาแสดงความโกรธเคือง

    อย่างที่ทุกคนรู้กัน นางไม้มักจะสิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ ลำน้ำ ภูเขาหรือมหาสมุทร

    “อย่าไปถือสาพี่ชายเค้าเลยนะคะ เขาก็เป็นคนอย่างนี้” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา ทำให้หญิงสาวหันมามองเธอด้วยสายตาเอ็นดู

    “มาที่นี่ทำไมจ๊ะ สาวน้อย” หญิงสาวถามเมลล์ด้วยน้ำสียงน่าฟังก่อนจะยิ้มละมุนให้เธอ

    “หนูจะไปที่จุดนัดพบแห่งสามดินแดนค่ะ แต่ถูกคนตามล่าจนต้องลงมาซ่อนตัวที่นี่ ตอนนี้พวกเราพลัดหลงกับเพื่อน จึงต้องออกตามหา แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ” เด็กหญิงตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

    หญิงสาวยิ้มเศร้าๆ เธอรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนี้จับใจ เด็กหญิงไม่มีทางตามหาเพื่อนของเธอพบ เพราะเกาะแห่งนี้คือเกาะอสูรลวงตา ที่ถ้าหากแยกทางกันแล้วจะไม่สามารถหากันเจอได้อีก !

    “ตัดใจเสียเถอะสาวน้อย เจ้าไม่มีทางได้พบเพื่อนของเจ้าอีกแล้ว เพราะเกาะแห่งนี้จะทำให้คนที่แยกทางกัน ไม่ได้กลับมาเจอกันอีก” หญิงสาวกล่าว

    เฟอร์ลีสหันมามองใบหน้างดงามของหญิงสาว แววตาของเธอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

    “ไม่มีวิธีอะไรเลยเหรอคะ” เมลล์ถามหญิงสาว แม้แต่อาคมที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังสามารถทำลายได้ ปัญหาทุกอย่างย่อมต้องมีทางแก้ไข ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    หญิงสาวเส้นผมสีเหลืองนวลรู้สึกลังเลใจ มันมีวิธีอยู่แล้ว แต่เธอและนางไม้ทุกตนถูกสั่งไว้ว่าไม่ให้บอกใคร ถ้าฝ่าฝืนคำสั่ง เธอคงจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

    “ข้าคงบอกพวกเจ้าไม่ได้” หญิงสาวตอบอย่างลำบากใจ แต่เมื่อเธอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเมลล์ เธอก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้  

                “ได้โปรดบอกมาเถอะค่ะ” เด็กหญิงอ้อนวอน น้ำตาใสๆเอ่อขึ้นที่ดวงตาเล็กๆของเธอ

                หญิงสาวมองใบหน้านวลเนียนเศร้าหมองของเด็กหญิง คงจะต้องบอกเรื่องนี้ให้เด็กหญิงรู้ เธอเองก็ไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่ เธอและพวกพ้องถูกกักขังมาเป็นเวลานาน คนคุมเกาะทั้งใจร้ายและโหดเหี้ยม ตอนนี้เธอมีโอกาสได้ช่วยทุกคน ถึงมันจะเสี่ยง แต่คงจะต้องลองดู เพื่ออิสรภาพและหน้าที่ที่ควรทำ

                ถ้าทำสำเร็จ ทุกคนที่นี่ก็จะได้รับการปลดปล่อย...

                “ถ้าพวกเจ้าต้องการที่จะพบเพื่อนของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะต้องทำลายอสูรตนนี้”

                คำพูดของเธอทำให้เด็กหญิงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ที่หญิงสาวบอกว่าอสูรตนนี้ นี่มันคือตนไหน ?

                “เธอหมายถึงเกาะนี้สินะ” เด็กหนุ่มพูดขึ้น หญิงสาวจึงพยักหน้า

                จริงๆแล้วเกาะแห่งนี้คืออสูรตัวใหญ่ยักษ์ มันสามารถเคลื่อนที่ได้ เมื่อสักครู่ที่แผ่นดินเกิดการสั่นไหว ก็เป็นเพราะการขยับร่างกายของมัน

                “อสูรตนนี้มีพลังมหาศาลเกินกว่ามนุษย์จะต้านทาน พวกเจ้าก็ระวังตัวหน่อยละกัน” หญิงสาวเตือนด้วยความหวังดี แต่ก็ยังหันไปถลึงตาใส่เด็กหนุ่ม

                “ถ้าสมมุติว่าหนูทำลายเกาะนี้ได้ แล้วพี่สาวจะไปอยู่ที่ไหนเหรอคะ” เมลล์ถามด้วยความเป็นห่วง

                “ข้าไปอยู่ที่มหาสมุทรก็ได้จ้า” หญิงสาวกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะลูบศีรษะเล็กๆของเมลล์อย่างเอ็นดู เด็กหญิงคนนี้น่ารักมากจริงๆ เธออยากได้เด็กอย่างนี้มาเป็นน้องสาวมากๆ จะได้ไม่ต้องเหงาเช่นทุกวันนี้

                “แล้วจะทำลายที่นี่ได้อย่างไร” เฟอร์ลีสถามเสียงเรียบอีกครั้ง แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจที่จะตอบคำถามของเขา

                “ต้องเป็นเวททำลายชั้นสูงมากๆ ต้องทำลายทั้งเกาะให้ได้ภายในครั้งเดียว จะทำลายทีละส่วนไม่ได้” หญิงสาวพูดกับเมลล์ เธอรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในร่างของเด็กหญิง เด็กหญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ถึงงานนี้จะหินเอาการ แต่เธอก็เชื่อว่า พวกเขาจะต้องผ่านมันไปได้ “ข้าขอตัวก่อนนะ โชคดีจะสาวน้อย” หญิงสาวพูดต่อ ก่อนจะโบกมืออำลา

                “ลาก่อนค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่สาว” เด็กหญิงพูดพลางโบกมืออำลาหญิงสาว ถ้าเธอทำลายอสูรตนนี้สำเร็จ เธอก็อาจจะได้พบกับหญิงสาวคนนี้อีก

    “จ้า” หญิงสาวกลายเป็นลำแสงสีเหลืองนวล ก่อนที่จะอันตรทานหายไป

                “ทำลายเกาะอสูรนี้กันเถอะพี่ชาย” เด็กหญิงพูดพลางกำหมัดแน่นเพื่อเรียกกำลังใจ งานนี้จะหนักเอาการจริงๆ พวกเธอต้องทำลายเกาะขนาดใหญ่ให้สำเร็จภายในการร่ายเวทหนึ่งครั้ง เธอต้องพยายาม หากมีความตั้งใจจริง อะไรๆก็ย่อมผ่านไปได้ด้วยดี

                 ……………………………………………………………

                “แล้วเธอมีเวททำลายชั้นสูงด้วยเหรอ” เฟอร์ลีสถามเด็กหญิงที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

                “มีค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าจะทำลายเกาะนี้ได้รึเปล่า” เมลล์ตอบพลางมองไปรอบๆเกาะมหึมาเบื้องล่าง หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเคร่งเครียด พลังของเธออาจจะไม่แข็งแกร่งพอ ถึงกำลังใจจะมีมาก แต่ร่างเล็กๆก็คงจะไม่สามารถเรียกพลังเวทออกมาได้มากเท่าใดนัก “หนูมีเวทสายฟ้า”

                “อืม...” เฟอร์ลีสพยักหน้ารับ “ฟินท์” เขาเรียกเจ้ามีดที่อยู่ในกระเป๋าและพยายามควานหามัน แต่ไม่พบ “ฟินท์หายไป” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อย มันไม่น่าจะหายไปได้ นอกจากมันจะออกไปจากกระเป๋าของเขาเอง

                “พี่มีดหายไป” เมลล์แสดงสีหน้าตกใจ ตอนแรกเธอคิดว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับฟินท์ มันอาจจะช่วยทำลายเกาะแห่งนี้ได้ไม่ยากนัก “ถ้างั้นก็คงต้องลุยเองแล้วล่ะค่ะ แล้วพี่ชายล่ะคะ มีเวททำลายบ้างมั้ย” เมลล์พยายามตั้งสติ เธอจะมาตกใจในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้คงจะต้องร่วมมือกับเด็กหนุ่ม ถึงจะมีทางทำลายเกาะนี้ได้

                เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าลำบากใจ เขาไม่เคยฝึกเวทแบบนั้น ส่วนมากเวทของเขา จะเป็นเวทที่ใช้ในการต่อสู้

                “ไม่เป็นไรค่ะ” เธอพูดขึ้นอย่างกับรู้คำตอบจากท่าทางของเด็กหนุ่ม ตอนนี้ก็คงต้องพึ่งพลังของตนเองอย่างเดียว ในเมื่อเป็นคนทำให้เด็กสาวหายไป ก็คงจะต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น

                เมลล์ร่ายเวท วงเวทศักดิ์สิทธิ์พาร่างของเธอลอยขึ้นไป

                เด็กหญิงตั้งสมาธิแน่วแน่ เธอจะต้องเชื่อมั่นในพลังของตนเอง และต้องเชื่อในพลังของผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เบื้องบน

                สายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงพยายามเค้นพลังทั้งหมดที่มี เธอต้องเรียกสายฟ้าลงมาอย่างต่อเนื่อง ต้องไม่ให้มันขาดสายโดยเด็ดขาด

                “แฮ่ก...” เด็กหญิงหอบหายใจ ไม่ไหว พลังกำลังจะหมด พลังอันน้อยนิดของเธอไม่สามารถเรียกสายฟ้ามากมายขนาดนั้นได้

                สายฟ้าขนาดใหญ่ค่อยๆลดขนาดลง ก่อนที่มันจะจางหายไป

                ร่างเล็กๆของเด็กหญิงร่วงลงไปที่พื้นเบื้องล่าง พลังของเธอถึงขีดจำกัดแล้ว

                โฮก~!

                เจ้ามังกรคำรามลั่น เมื่อร่างเล็กๆของเมลล์กำลังจะกระแทกพื้น

                “เมลล์” เฟอร์ลีสกระโดดลงจากหลังของเจ้ามังกร เด็กหนุ่มพุ่งตัวลงไปรับร่างของเมลล์ได้อย่างเฉียดฉิว เขาโอบเธอไว้แน่น และใช้ร่างของตนเองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น

                โฮก~!

                เจ้ามังกรคำรามอย่างดีใจเพราะเด็กหนุ่มสามารถช่วยเด็กหญิงไว้ได้ทันเวลา

                “พะ...พี่ชาย ระ...รีบไปจากที่นี่” เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ที่นี่กำลังจะระเบิดเนื่องจากพลังที่อัดแน่นของสายฟ้าเมื่อครู่

                “อืม...” เด็กหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้น

                ตอนนี้เด็กหญิงหมดสติไปแล้ว เธอคงจะอ่อนเพลียมากทีเดียว

                ครืน~!

                แผ่นดินเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ก่อนที่พลังอันรุนแรงจะประทุขึ้น

                “โรฮอร์น” เฟอร์ลีสเรียกเจ้ามังกร มันโฉบลงมาคว้าร่างของทั้งสองได้ทันก่อนที่พวกเขาจะถูกดูดลงไป

                ตูม~!

                พื้นดินระเบิดออก ก้อนหินมากมายพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เจ้ามังกรพยายามบินหลบ แต่ด้วยปริมาณที่มากมายของมัน เจ้ามังกรจึงไม่สามารถบินหลบได้ทัน ก้อนหินขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนร่างของมันอย่างแรง ทำให้พวกเขาร่วงลงมากระแทกพื้นอีกครั้ง เจ้ามังกรกลายเป็นลูกแก้วสีฟ้า เด็กหนุ่มคว้ามันไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะกลิ้งหายไป

                ตูม~!

                เกาะกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เด็กหนุ่มถูกก้อนหินมากมายกระแทกจนเนื้อตัวฟกช้ำ ไม่รวมท่อนได้และหนามแหลมคมที่ครูดตามส่วนต่างของร่างกายจนเลือดไหลซิบ

                สำหรับเขา เขาพอทนได้ เป็นห่วงก็แต่เด็กหญิงที่แน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนนี่สิ

                “อั่ก...” ก้อนหินก้อนใหญ่กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของเด็กหนุ่ม สติที่พยายามควบคุมไว้หลุดลอยไป เด็กหญิงหลุดออกจากอ้อมแขน อดทนไว้เฟอร์ลีส ถ้าหลงกับเธอ ก็จะไม่ได้พบเธออีก

                “อะ...” เด็กหญิงรู้สึกตัวขึ้นและมองไปรอบๆ ก่อนจะรีบร่ายเวทสร้างม่านพลังขึ้นมาครอบร่างกายของเธอและเด็กหนุ่มไว้ ถึงตอนนี้พลังใกล้จะหมดเต็มที แต่ก็คงจะต้องพยายามรักษาชีวิตเอาไว้ จะมาจบชีวิตที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เด็ดขาด

                ม่านพลังสีฟ้าอ่อนลอยขึ้นสูงเพื่อหลบแรกกระแทกที่รุนแรงพวกนั้น ขืนโดนเข้าไปมากๆ เด็กหญิงคงไม่สามารถควบคุมมันต่อได้ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที

                “พี่ชาย เป็นไงบ้างคะ” เมลล์เรียกเด็กหนุ่มก่อนจะเขย่าร่างไม่ได้สติของเขา ตอนนี้เธอไม่มีพลังเหลือพอที่จะร่ายเวทรักษาให้เขา แค่ควบคุมม่านพลังไม่ให้สลายไป ก็เกินกำลังของเธอมากแล้ว

                เมลล์หยิบลูกแก้วสีฟ้าจากกระเป๋าของเด็กหนุ่ม เธอพบรอยร้าวที่ลูกแก้ว เจ้ามังกรกำลังบาดเจ็บหนัก

                เด็กหญิงรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และโทษตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อขึ้นมาที่ดวงตาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ตอนนี้เด็กหนุ่มยังไม่ได้สติ เจ้ามังกรก็บาดเจ็บ ฟินท์ก็หายไป แล้วเธอควรจะทำอย่างไรดี ลำพังเธอคนเดียวไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้

                “แฮ่ก...” เด็กหญิงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะมองไปรอบๆ พื้นดินเบื้องล่างเสียหายไปทั่วบริเวณ ต้นไม้ล้มระเนระนาด พลังของเธอก็คงจะทำได้แค่นี้ เธอไม่ได้ถามหญิงสาวผมสีเหลืองนวลคนนั้นว่า ถ้าทำลายทั้งเกาะนี้ไม่สำเร็จ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

                โฮก~!

                เสียงคำรามดังมาจากใต้พื้นดิน แผ่นดินเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง อสูรกายมหึมาตัวนี้กำลังเคลื่อนไหว

                ต้นไม้ต้นหนึ่งกำลังงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันกำลังตรงมาที่ม่านพลังของเด็กหญิง

                “อ๊า...” เด็กหญิงร้องด้วยความตกใจ ม่านพลังของเธอถูกต้นไม้ที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระนั่นชนจนกระเด็นตกลงมาที่พื้น “กรี๊ดดด..” เธอกรีดร้อง เมื่อม่านพลังถูกต้นไม้มากมายบดขยี้จนกลายเป็นเสี่ยงๆ

                เด็กหญิงหมดสติไป...

..............................................................................................................................

 

                คอร์เนียเดินไปรอบๆผืนป่า เมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น เหมือนเธอได้ยินเสียงระเบิดด้วย แต่มันก็เป็นเพียงเสียงที่ลอยมาตามสายลม เธอได้ยินไม่ชัดนัก

                “จะให้ข้าแหกปากไปถึงไหน” เด็กสาวตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์

                “ช่วยข้าด้วย” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังแว่วมา

                คอร์เนียพยายามมองหาที่มาของเสียง แต่ไม่พบ เธอคงจะหูฝาดไป จะมีหญิงสาวมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไรกัน

                “ได้โปรด ช่วยข้าด้วย” เสียงของเธอดังมาอีก

    เมื่อแน่ใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไป เด็กสาวก็ตั้งใจหาที่มาของเสียงมากขึ้น

    “ทางนี้” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นกว่าเดิม น้ำเสียงของเธอฟังดูลนลานและหวาดหลัว

    คอร์เนียจับที่มาของเสียงได้แล้ว จึงรีบวิ่งตามไป เธอพบร่างบางของหญิงสาวเส้นผมสีเหลืองนวลผู้หนึ่งกำลังถูกมัดด้วยเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมคม ร่างกายมีเลือดไหลมากมาย ผิวสีขาวนวลเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

    “อดทนหน่อยนะ” คอร์เนียพูดพลางครุ่นคิดว่าจะช่วยหญิงสาวคนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเป็นวิญญาณจึงไม่สามารถแก้มัดให้เธอได้ “แล้วฉันจะช่วยเธอได้ยังไงกัน” เด็กสาวกุมศีรษะ เธอจับต้องเถาวัลย์พวกนี้ไม่ได้เลย

    “ได้โปรดช่วยข้าด้วย ข้ากำลังจะถูกประหาร” หญิงสาวกล่าวทั้งน้ำตา ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าจะถูกลงโทษอย่างนี้ แต่ก็ยังจะทำผิด เพิ่งจะมาคิดเสียดายชีวิตตอนนี้มันก็สายเกินไป ถ้าไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เธอก็คงจะยอมตายไปแต่โดยดี

    คอร์เนียมองหญิงสาว เธอรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้จริงๆ

    “เจ้าคงจะเป็นเพื่อนของเด็กหญิงคนนั้นใช่มั้ย” หญิงสาวพูดกับคอร์เนีย ถึงเด็กหญิงคนนั้นจะไม่ได้บอกเธอว่าเพื่อนของเธอเป็นวิญญาณ แต่เธอก็รู้ได้ทันที เพราะเธอรู้จักวิญญาณทุกดวงที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ และที่สำคัญเด็กสาวคนนี้ก็กำลังตามหาเพื่อนๆอยู่

    “เธอเคยเจอพวกนั้นด้วยเหรอ พอบอกฉันได้มั้ยว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แล้วฉันจะพาพวกเขามาช่วยเธอ” เด็กสาวหันมาถาม เธอรูสึกทีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

    หญิงสาวไม่ตอบ เธอก้มหน้านิ่ง น้ำตาไหลออกมา

    “ข้าขอโทษนะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

                คอร์เนียขมวดคิ้ว หญิงสาวคนนี้ขอโทษด้วยเหตุผลอะไร หรือเธอจะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เหตุใดจะต้องแสดงความเสียใจขนาดนี้ด้วย

                “จับนาง” เสียงใหญ่ๆของชายผู้หนึ่งถูกเปล่งออกมา

                ผู้คนมากมายปรากฏตัวขึ้น พวกเขาวิ่งกรูเจ้ามาหาเด็กสาว

                ‘วิญญาณ เด็กสาวคิด คนพวกนี้เป็นวิญญาณทั้งนั้นเลย

                ลำแสงสีใสพุ่งเข้ามารัดร่างกายของเธออย่างรวดเร็วไม่ทันที่เด็กสาวจะได้พูดอะไร

                “พวกนายมาจับฉันทำไม” คอร์เนียโวยวาย เธอไม่ได้ทำผิด พวกเขาถือวิสาสะอะไรมาจับเธอแบบนี้ “อึก” เด็กสาวทรุดฮวบลง ทรมานเหลือเกิน รู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

                “ใครก็ตามที่มาบุกรุกเกาะแห่งนี้ จะต้องถูกประหาร” ชายวันกลางคนซึ่งเป็นหัวหน้าพูดกับเด็กสาว ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาหาเธอ

                “ฉันไม่ได้...”

                ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้พูดอะไร ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็เหวี่ยงค้อนยักษ์ใส่ร่างของเธออย่างแรง ทำให้เธอล้มกลิ้งไม่เป็นท่า แล้ววิญญาณพวกนั้นจับตัวเธอตรึงบนแท่นไม้ขนาดใหญ่

                “เจ้าก็ด้วย ข้าจะลงโทษเจ้าพร้อมกับมัน บังอาจมากนะ คิดว่าตัวเองแน่นักหรือไง ถึงได้กล้าไปบอกให้ทำลายเกาะอสูรแห่งนี้” เขาพูดต่อ ก่อนจะหยิบแส้ฟาดลงที่ผิวหนังอันบอบบางของหญิงสาว “เจ้าคนทรยศ เจ้ามันสมควรตาย” เขาตะโกนใส่หน้าเธออย่างเดือดดาล ก่อนจะถีบหญิงสาวจนล้มคะมำไปกับพื้น “ตัดหัวมันซะ” ชายวันกลางคนสั่ง

    ลูกน้องของเขาจับตัวเธอขึ้น มีดปลายแหลมถูกยกขึ้นจ่อลำคอขาวเนียนของเธอ

    “ปล่อยนาง...” น้ำเสียงอ่อนแรงของเด็กสาวดังขึ้นหยุดมือของพวกเขาได้ทัน ก่อนที่มีดปลายแหลมนั่นจะปาดลงที่ลำคอของเธอ

    “อยากสั่งเสียอะไรกับยัยนี่ก็เชิญ” ชายวัยกลางคนหันมาพูดกับคอร์เนีย

                ถ้าอยากจะช่วยชีวิตตัวเองและหญิงสาวคนนี้ก็ต้องพูดจาให้ดีๆ เด็กสาวยิ่งเป็นคนพูดจาไม่ค่อยเข้าหูใครอยู่ด้วย ถ้าพูดไม่ดี พวกเธออาจจะถูกฆ่าทิ้งตรงนี้เลยก็เป็นได้

                “เธออาจจะทำผิดต่อพวกนาย แต่พวกนายก็ไม่เห็นจะต้องฆ่าเธอเลย ฉันคิดว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะการให้อภัยเป็นสิ่งทำให้ทุกคนอย่างร่วมกันได้อย่างมีความสุข” เด็กสาวกล่าว “และฉันก็ไม่ได้มาบุกรุกที่นี่ด้วย ฉันกับเพื่อนๆแค่ลงมาหลบคนที่มาตามล่าพวกเราเท่านั้น แต่ตอนนี้ฉันพลัดหลงกับพวกเขา พวกนายช่วยตามหาพวกเขาหน่อยสิ พวกเราจะได้รีบไปจากที่นี่สักที”

    “ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย ถ้าไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะมีใครอีก หัวใจอสูรของเกาะนี้หายไป แล้วยัยนี่ก็สมควรตายที่บอกทางรอดให้แก่ผู้ร้ายอย่างพวกเจ้า” ชายวัยกลางคนตวาด  

    หัวใจอสูรคือสิ่งที่ปกป้องดูแลเกาะแห่งนี้ มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เอาไว้ควบคุมสิ่งต่างๆภายในเกาะ ถ้ามันหายไป ก็จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพลังที่สถิตอยู่ เกาะนี้อาจจะต้องจมลงไปใต้ทะเล และอสูรตัวมหึมาตนนี้ก็ต้องตาย พวกวิญญาณที่อาศัยอยู่ทีนี่ก็จะไม่มีที่อยู่

    “ฉันว่าคงเป็นพวกที่มาตามล่าพวกฉันมากกว่า พวกเขาคงจะขโมยหัวใจอสูรของพวกนายไป ตอนนี้พวกนั้นคงจะหนีไปแล้ว...อื้อออ...”

    คอร์เนียถูกปิดปากด้วยผ้าสีใส เด็กสาวได้แต่จ้องหน้าของชายวันกลางคนอย่างไม่สบอารมณ์ คนพวกนี้จะไม่ยอมฟังสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเลยอย่างนั้นหรือ

    “เอาตัวพวกมันไป แล้วข้าจะพิจารณาโทษของพวกมันอีกที” ชายวันกลางคนสั่ง

    .................................................................

    พวกเธอถูกนำตัวมาที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีหลายห้อง ภายในถ้ำตกแต่งด้วยเทียนไขตลอดแนว หลังจากที่มาถึงห้อง เด็กสาวก็ถูกนำตัวออกจากแท่นไม้ ก่อนจะถูกจับตรึงบนแท่นหินภายในห้องนั้นแทน หญิงสาวผมสีเหลืองนวลก็เช่นเดียวกัน เธอก็ถูกตรึงบนแท่นหินแท่นเดียวกับเด็กสาว

    “ข้าจะบูชายัญพวกเจ้า” ชายวัยกลางคนคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม

 

    บูชายัญ! บูชายัญอีกแล้ว ! !

 

    “ถ้าเจ้าอยากเจอเพื่อนมาก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ให้ข้าหาทางจับพวกมันให้ได้ก่อนแล้วจะส่งพวกมันตามเจ้าไป ข้าจะเริ่มบูชายัญพรุ่งนี้เช้า ให้พวกเจ้าได้นอนทำใจสักหนึ่งคืน ฮ่าๆๆๆๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

    ชายวัยกลางคนเดินออกไปจากห้อง พวกลูกน้องของเขาคุ้มกันที่นี่อย่างแน่นหนา นอกจากนั้น พวกเธอยังถูกตรึงด้วยโซ่เส้นใหญ่ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงจะไม่มีทางที่จะหนีได้เลย

    แล้วจะทำอย่างไรดี...






STORM' SURGE

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น