The Knife ภารกิจทำลายมีดอาถรรพ์

ตอนที่ 6 : บทที่5 ทะเลสาบต้องสาป 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ต.ค. 57


บทที่5

ทะเลสาบต้องสาป

                คืนนี้ คอร์เนียและเฟอร์ลีสก็พักผ่อนกลางป่าเหมือนวันก่อนๆ เด็กสาวรู้สึกกังวลใจมาก ตอนนี้ฟินท์ใช้การไม่ได้ พวกเธอแค่สองคน จะไปรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ยิ่งเธอเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่มีพลังอะไรเลยไม่รู้ว่าจะทนได้สักกี่น้ำ

                “นอนไม่หลับเหรอ” เสียงเรียบของเด็กหนุ่มดังมา แต่คราวนี้มันดูอ่อนโยนพิลึก

                “ฉันรู้สึกกังวล” ท่าทีของเด็กสาวดูจริงจังจนเด็กหนุ่มข้างๆรู้สึกแปลกใจ เธอหลุบสายตาลงต่ำและทอดสายตาไปตามผืนป่าเบื้องหน้า

                “พรุ่งนี้ก็จะถึงทะเลสาบต้องสาปแล้ว พักผ่อนเถอะ” เด็กหนุ่มพูดพลางล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม ท่าทางของเขาดูไม่ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย

                “เฟอร์ลีส...ฉันกลัว” เด็กสาวเอ่ยเสียงสั่น ทำให้เด็กหนุ่มหันมามองหน้าเธอ

                เขานิ่งเงียบไปกับคำพูดของเด็กสาวและมองเธออย่างไม่ค่อยสบายใจ ตอนนี้คงจะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากำลังใจ ถ้าคอร์เนียมีความกลัวและเหมือนจะถอดใจเช่นนี้ ภารกิจของพวกเขาก็คงจะทำให้สำเร็จได้ยาก

                “กลัวว่า...ถ้าเราหลับแล้วจะมีคนมาทำร้าย” เด็กสาวเอ่ย นัยน์ตาคมสีน้ำเงินเข้มสั่นระริกและดูหมองลงไปถนัดตา

                “งั้น...ฉันจะไม่นอน” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางยิ้มให้เด็กสาว

                เด็กสาวเบิกตาโพลง เด็กหนุ่มคนนี้กำลังยิ้มให้เธอ ถึงรอยยิ้มนั่นจะเป็นเพียงการเหยียดริมฝีปากเพียงเล็กน้อย แต่ก็ดูมีเสน่ห์จริงๆ ใบหน้าสีขาวนวลเริ่มปรากฏสีชมพูระเรื่อ โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ทำให้เด็กหนุ่มไม่ได้สังเกตเห็น

    “ละ...แล้วนาย มะ...ไม่พักผ่อนเหรอ” เด็กสาวพูดตะกุกตะกัก มันคงจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป จะให้เธอนอนหลับอย่างสบายใจโดยให้คนอื่นมาแหกตาเฝ้าอย่างนั้นหรือ เธอทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก

                “ถ้าเธอกลัว ฉันเฝ้าให้ก็ได้ รีบพักผ่อนเถอะ” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีกครั้ง

                “นายนอนเถอะ ฉะ...ฉันไม่กลัวก็ได้” เด็กสาวพูดเสียงสั่น จริงๆเธอก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ เพียงแต่รู้สึกเกรงใจเด็กหนุ่มมากกว่า

                “งั้นฉันนอนนะ” เฟอร์ลีสหลับตาลงโดยไม่สนใจเด็กสาว

                กวน เด็กสาวคิดและหลุดยิ้มออกมา ท่าทางของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างน่ากระทืบเสียจริง ตอนแรกเริ่มทำตัวน่ารักแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังกวนประสาทเหมือนเดิม เด็กสาวล้มตัวลงนอน อีกไม่นานก็จะเช้า ถ้ากลัวจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็คงจะไม่มีแรงเดินทางและรับมือกับศัตรูแน่ๆ

               

    วันที่ 13 เดือน 7 ปีที่ 51 ยุคอโครนายด์ที่ 29

                “เฟอร์ลีส นายอยู่ไหน” คอร์เนียตะโกนเรียกเด็กหนุ่ม ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เขาก็หายตัวไปพร้อมกับเจ้ามีด เด็กหนุ่มคงจะเอามันไปด้วย ทั้งๆที่มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเธอ ถ้าถูกดึงออกไป เธอก็ต้องรู้ตัว

                เขาคงจะไปที่ทะเลสาบต้องสาปโดยไม่บอกเธอ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เด็กหนุ่มคงไม่อยากให้เธอเข้าไปเป็นตัวถ่วง ถ้าไปกับเขา เขาก็คงจะทำอะไรได้ไม่สะดวก

                “ฉันต้องทำให้นายยอมรับฉันให้ได้” เด็กสาวพึมพำกับตัวเอง แต่เธอไม่รู้เส้นทางไปทะเลสาบต้องสาป เธอจะไปที่นั่นได้อย่างไร

               

                เฟอร์ลีสมองหาคอร์เนีย ที่เด็กสาวหายตัวไปอาจเป็นเพราะ พวกเขาถูกใครบางคนใช้อาคมเล่นงานอยู่ คนๆนั้นคงต้องการแยกพวกเขาออกจากกัน หวังว่าฟินท์จะยังอยู่กับเธอ

    “คอร์เนีย” เด็กหนุ่มตะโกนเรียกเด็กสาว ทั้งๆที่คิดว่าเธอคงจะไม่ปรากฏตัวออกมาง่ายๆ

                “ไม่ต้องคิดมากหรอก เดี๋ยวเจ้าก็ได้ไปเจอกับมันในยมโลกแล้ว”

    เสียงชายผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง เด็กหนุ่มจึงหันกลับไปมอง ก่อนจะพบร่างชายวัยกลางคน เครายาวเขรอะ เส้นผมสีเทาซีดขัดกับหน้าตาที่ยังเต่งตึงดูน่าหลงใหล เขาอยู่ในชุดผ้าคลุมสีเทายาว ในมือถือไม้เท้าสีเดียวกับชุด นัยน์ตาสีเทาหมอง ใบหน้าสีขาวซีดดูเฉยชาทว่าแฝงไปด้วยความเคียดแค้น

    “ข้ามีนามว่า เซฟาน ฮันท์ ถือว่าให้รู้เอาบุญก่อนตายละกัน” ชายวัยกลางคนเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะส่งยิ้มเย้ยหยันมาให้

                เด็กหนุ่มซะงักไปครู่หนึ่ง เขามองชายผู้นั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง บุรุษในตำนาน เซฟาน ฮันท์ ซึ่งไม่น่าจะมีตัวตนอยู่บนโลกมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา

                “นายต้องการอะไร” เฟอร์ลีสถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เซฟานแสยะยิ้มเมื่อได้ยินคำถามของเด็กหนุ่ม

                “ต้องการชีวิตของเจ้า” เขาตอบและกระโจนเข้ามา ก่อนจะร่ายเวทใส่เด็กหนุ่มอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

                ตูม!

                พลังอันรุนแรงซัดเด็กหนุ่มจนกระเด็นออกมา พลังของเขาไม่สามารถต้านพลังของชายวัยกลางคนคนนี้ได้เลย

 

                “คงจะเป็นที่นี่ล่ะมั้ง” คอร์เนียพึมพำพลางมองเมืองร้างเบื้องหน้า บรรยากาศดูน่าขนลุก ในนี้คงจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เด็กสาวเสียวสันหลังวาบ เธอต้องเข้าไปในนี้คนเดียว ไม่สิ เฟอร์ลีสกับฟินท์ก็อยู่ข้างในนี้เหมือนกัน

                คอร์เนียสะบัดศีรษะ และพยายามตั้งสมาธิ เธอต้องเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวเอง เด็กสาวเดินเข้าไปพลางมองสิ่งรอบข้างอย่างไม่ไว้วางใจ จะต้องเข้าไปในสุดของเมืองร้างแห่งนี้ ไกลแค่ไหน เธอเองก็ยังไม่รู้

 

                “ในที่สุดมันก็มาอยู่ในมือของข้า” หญิงสาวเส้นผมสีดำขลับเปล่งเสียงเยือกเย็น พลางมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างภาคภูมิใจ ใบหน้างามราวรูปแกะสลัก แต่ทว่าขาวซีด ร่างของเธอเปียกปอนไปด้วยน้ำสีเลือด ริมฝีปากซีดกำลังปรากฏรอยยิ้มแสยะที่มุมปาก “รีบๆมานะ ข้ารอเจ้ามานานแล้ว”

 

                “มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ ไม่สมเป็นเจ้าเลย” เซฟานพูดเสียงเรียบพลางมองเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มที่ตอนนี้หมดสภาพอยู่แทบเท้าเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม “ตายซะเถอะ” เซฟานกดปลายไม้เท้าลงที่กลางร่างของเด็กหนุ่ม

                “อ๊ากกก...”

                ลำแสงสีเทาวาบขึ้น ความรู้สึกเหมือนร่างกายจะถูกฉีกขาดเกิดขึ้นทั่วร่างของเด็กหนุ่ม ต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ร่างของเขาจะสลายไป!

 

    “เฟอร์ลีส ฟินท์ พวกนายอยู่ในนี้ใช่มั้ย” เด็กสาวตะโกนผ่านหมอกหนาในเมืองร้าง อากาศรอบข้างเย็นยะเยือกและเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองเท่านั้น “ฉันรู้นะว่านายอยู่ในนี้”

                กุก~กัก!

                 เสียงกุกกักดังมาจากด้านหลังของเด็กสาว

                “เฟอร์ลีส นั่นนายเหรอ” เธอมองไปรอบๆ “ตอบหน่อยสิ เฟอร์ลีส”

                ร่างใหญ่กระโจนพรวดออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสาวตกใจแทบสิ้นสติ

                “ม้า” เด็กสาวพูดพลางมองมันอย่างประหลาดใจ หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากัน เธอรู้สึกแปลกใจมากที่พบสิ่งมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่น่ากลัวแบบนี้

                ฮี้~

                มันวิ่งเข้ามาเธอและทำท่าทางเป็นมิตร

                “ช่วยฉันหาเพื่อนหน่อยสิ” เด็กสาวพูดพลางลูบหัวเจ้าม้าอย่างเอ็นดู

                ฮี้~

    เจ้าม้าย่อตัวลงนั่งเพื่อให้เด็กสาวขึ้นหลังของมัน อะไรจะน่ารักปานนี้

                ฮี้~ฮี้~

                กุบ~กับ!

                เจ้าม้าออกตัววิ่งด้วยความเร็ว ทำให้เด็กสาวเกือบปลิวออกจากหลังของมัน

                “เฮ้ๆ หยุดนะ จะไปหนายยย...”

                คอร์เนียลากเสียงยาว เธอเคยมีประสบการณ์ที่น่าอับอายเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ เธอไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าเธอตกจากหลังม้าในท่าแบบนั้นต่อหน้าเด็กหนุ่มอีกครั้ง เธอคงจะได้แทรกแผ่นดินหนีไปจริงๆแน่

 

                “อึก....” เด็กหนุ่มร่างโชกเลือดฟื้นขึ้นจากการสลบไสล เขามองพื้นหญ้าสีแดงฉานรอบๆตัว ยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร ทั้งๆที่เขาไม่น่ารอดจากเวทของเซฟานได้ “คอร์เนีย” เขาพึมพำพลางนึกถึงเด็กสาวที่เดินทางมาด้วยกัน ต้องไปช่วยเธอ แต่ร่างกายมัน...ไม่ไหวเลย สภาพร่างกายแบบนี้คงจะไม่สามารถต่อสู้กับเซฟานได้

    เด็กหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ด้วยความเจ็บปวดทำให้เขาต้องทรุดตัวลงไปที่พื้นหญ้าอีกครั้ง เขาต้องอดทน เด็กสาวคนนั้นคงจะรอความช่วยเหลือจากเขาอยู่เป็นแน่ ลำแสงสีน้ำตาลวูบขึ้น มันเป็นอาคมที่เอาไว้ใช้ข่มความเจ็บปวดเฉพาะตัวเขา ถึงร่างกายจะยังไม่ได้ถูกรักษา แต่ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บย่อมดีกว่า เมื่อความเจ็บปวดบรรเทาลง เขาก็ยันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง ทะเลสาบต้องสาป ต้องไปที่นั่น เด็กสาวต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ

               

                “จะพาฉันไปไหนน่ะ” คอร์เนียตะโกนเสียงดังลั่น แต่เจ้าม้ากลับไม่สนใจเสียงของเธอ

                เจ้าม้าเร่งฝีเท้าขึ้นอีก บรรยากาศรอบข้างทำให้เด็กสาวรู้สึกอึดอัด ความชั่วร้าย ความเคียดแค้นและความเสียใจ กำลังเข้าโจมตีความรู้สึกของเธอ ความรู้สึกที่ทำให้อยากอาเจียนแบบนี้คืออะไรกันแน่

                ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสั่นระริก เส้นผมสีเขียวของเธอปลิวไสวตามแรงลมเย็นยะเยือกที่เข้ามาปะทะ เบื้องหน้าของเธอคือทะเลสาบกว้าง น้ำสีเลือดข้นคลักส่งกลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้ง เจ้าม้าที่กำลังจะกระโจนลงไป ทำให้เด็กสาวร้องเสียงหลง

                “ว้ากกก...”

                ตูม!

                เธอเคยเจอเรื่องแบบนี้มารอบหนึ่งแล้ว ที่สำคัญคราวนั้นยังเป็นเรื่องที่น่าปวดใจที่สุดอีกด้วย เรื่องราวต่างๆผุดขึ้นในสมองของเด็กสาว สติที่พยายามควบคุมไว้หลุดลอยไปเมื่อร่างกายสัมผัสถูกน้ำสีเลือดนั่น เฟอร์ลีสคงจะมาช่วยเธอไม่ทัน ทำอย่างไรดี เธอต้องมาตายในที่แบบนี้จริงอย่างนั้นหรือ

                พรึบ!

                ฮี้~ฮ่อก

                เจ้าม้าที่พุ่งตัวลงไปในน้ำถูกพลังบางอย่างดึงตัวขึ้น มันลอยละลิ่วขึ้นมาตามแรงดึงมหาศาลนั่น

                ตุ้บ!

                แผ่นหลังของเด็กสาวกระแทกลงที่โขดหินบริเวณนั้น เจ้าม้าข้างหน้าก็ตัวหนักใช่เล่น เด็กสาวทนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ไหว จึงสลบไป

                “อีทเทอร์งั้นหรือ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของหญิงสาวผมสีดำขลับดังขึ้น แววตาเฉยเมยไร้ชีวิตที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นมองมาที่เด็กสาวที่ไม่ได้สติ เธออุ้มเด็กสาวขึ้น และจ้องเจ้าม้าด้วยสายตาดุดัน “ถึงเจ้าจะพยายามกินมัน แต่ข้าก็จะให้อภัย ยังไงก็ต้องขอบใจเจ้าที่พามันมาส่งถึงที่ เจ้าคงจะหิวมากสินะ เลยไม่ได้ดูว่าเด็กสาวคนนี้เป็นใคร”

                อีทเทอร์เบิกตากลมโตของมันพลางจ้องมองเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ สายตาของมันฉายแววฉงน เป็นเชิงบอกให้หญิงสาวรู้ว่ามันรู้สึกอย่างไร

                “คงเข้าใจแล้วสินะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเย็น

                อีทเทอร์พยักหน้าและก้มหัวแสดงความรู้สึกผิด อีทเทอร์เป็นปีศาจน้ำที่สามารถเปลี่ยนร่างได้ ส่วนมากจะเปลี่ยนเป็นม้า อีทเทอร์จะล่อให้คนมาขี่หลัง แล้วดำลงไปน้ำ จากนั้นก็จะกินเหยื่อ ปราบได้โดยการคล้องบังเหียนแล้วร่ายคาถายึดแน่น

                “ข้าก็หิวไม่แพ้เจ้าหรอกนะ” หญิงสาวพูดและลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน เธอสร้างลำแสงสีดำขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายของเด็กสาว ก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำสีเลือด สำแสงสีดำทะมึนที่ห่อหุ้มร่างจะปกป้องเด็กสาวจากน้ำเลือดแสนอันตรายนั่น

               

                “อะ...โอย” เด็กสาวคราง เจ็บ! เธอถูกตรึง! ความรู้สึกเหมือนถูกเชือกรัดที่ข้อมือและข้อเท้า ทั้งแสบทั้งคัน ตาก็มองไม่เห็น หรือว่าเธอจะตายไปแล้ว เจ้าม้าตัวนั้นคงจะฆ่าเธอ

                “รู้สึกตัวแล้วหรือ” น้ำเสียงเย็นเยียบของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม “เจ้าคงจะมองไม่เห็นตลอดไปแล้วล่ะ”

    มือเย็นลูบใบหน้าเรียบเนียนของเด็กสาว ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่โดนน้ำสีเลือดนั่นเลย

    ที่ดวงตาของเด็กสาวมองไม่เห็น เป็นเพราะโดนน้ำต้องสาปสีเลือดตอนที่เจ้าอีทเทอร์พาตัวเธอลงไปในทะเลสาบ

    “หึ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า ทายาทของเจ้ามูรัสยังมีหลงเหลืออยู่” หญิงสาวกล่าวต่อ

    หญิงสาวคนนี้รู้เรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ เธอเกี่ยวข้องอะไรกับฟินท์กันแน่

    “ข้าต้องการให้เจ้าทำงานให้ข้าสักอย่าง” หญิงสาวพูดพลางลูบเส้นผมเขียวคอร์เนียที่บัดนี้ถูกย้อมจนกลายเป็นสีเลือด

                “ธะ..เธอเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉัน” เด็กสาวตะโกนถาม ถึงจะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้ เธอก็ต้องหัดมีความกล้าเสียบ้าง

                “หึๆๆ”

    เสียงหัวเราะของหญิงสาว ทำให้คอร์เนียเสียวสันหลังวาบ  

                ฉึก!

                “อ๊ากกก...” เด็กสาวร้องด้วยความเจ็บปวด มีดคมกริบกำลังกรีดผ่านร่างกายของเธอ เลือดสีแดงสดไหลริน

                “ครั้งนี้ถือว่าข้าโชคดี ที่เจ้ามีดนี่ดันมาสิ้นพลังลงกะทันหัน หึ พิธีปลดปล่อยข้าจะได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เตรียมใจไว้เสียเถอะ”

    หลังจากที่หญิงสาวพูดจบ เธอก็พึมพำอะไรบางอย่าง ฉับพลันลำแสงสีดำทะมึนก็พุ่งออกมาจากมือของเธอ ทำให้มีดที่ใช้กรีดร่างของเด็กสาวลอยขึ้น

                “ออกมาสิวิญญาณของเจ้ามูรัส บาร์ล็อก ออกมาจากมีดแห่งความชั่วร้ายเล่มนี้ ได้โปรดบอกข้าว่าเทพแห่งความชั่วร้ายมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน” หญิงสาวตะโกนด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น

                เลือดของเด็กสาวที่เปรอะอยู่ที่คมมีด จะดึงวิญญาณของมูรัสออกมา

                “ทำตามทำสั่งของข้า ทายาทแห่งมูรัส ใช้พลังของเจ้าดึงมันออกมาจากมีดนั่น” หญิงสาวตะโกนอีกครั้ง ลำแสงสีดำทะมึนพุ่งใส่เด็กสาว

                “อ๊ากกก...”

                เธอต้องไม่ทำตามคำสั่งของหญิงสาว แต่ลำแสงนี่ทำให้เธอทรมานจนอยากจะตายลงไปในวินาทีนั้น

                “ยอมทำตามคำสั่งของข้าซะ ไม่งั้นก็ทนรับความทรมานต่อไป ฮ่าๆๆๆ” หญิงสาวพูดและระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ เธอมองเด็กสาวที่กัดฟันทนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั่วร่างด้วยสายตาเหยียดหยาม

                “ทะ...ทำไมฉันต้อง...ทะ...ทำตามคำสั่งของเธอด้วย...” คอร์เนียกัดฟันพูดกับหญิงสาวที่แสยะยิ้มอยู่ตรงหน้า

                “เพราะถ้าเจ้าไม่ยอมทำตาคำสั่งของข้า เจ้าก็จะถูกทรมาน แต่ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายง่ายๆหรอก เวทนี้ไม่ทำให้คนตาย แต่จะทรมานจนทนไม่ไหว” หญิงสาวพูดเสียงเรียบพลางแสยะยิ้ม

                “ฉันต้อง...ทนให้ได้...จนกว่าเฟอร์ลีสจะมา...” เด็กสาวพูดเสียงสั่น ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกของมีคมมากมายทิ่มแทงลงมาที่ร่างกาย เธอคิดว่าความหวังที่เฟอร์ลีสจะมาช่วยช่างริบหรี่เหลือเกิน และเธอก็ไม่มั่นใจด้วยว่าเธอจะทนความทรมานแสนสาหัสที่เกิดขึ้นได้จนถึงตอนนั้นหรือไม่

                “ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เข้ามาที่นี่หรอกนะ” หญิงสาวพูดเสียงเย็น

    คอร์เนียใจหายวาบ หรือว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะเสียท่าให้คนพวกนี้ไปแล้ว ไม่มีทาง คนอย่างเขา คงไม่ยอมเสียท่าให้คนอื่นง่ายๆแน่

                “ถ้าทนไม่ไหว ก็บอกข้าละกัน ข้ารอคอยวันนี้มาหลายพันปี จะให้รออีกไม่กี่นาทีจะเป็นอะไรไปเล่า” หญิงสาวพูดก่อนจะร่ายเวททรมานเด็กสาวมากขึ้น

                “อ๊ากกก...”

                ลำแสงสีดำทะมึนพุ่งใส่เด็กสาวอีกครั้ง ทำให้เธอที่กลั้นความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวต้องร้องออกมา

 

                ความเจ็บปวดที่ถูกอาคมสะกดไว้นาน เริ่มจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ถึงจะไม่รู้สึกเจ็บมากนัก แต่ร่างกายของเขาก็เหนื่อยล้าขึ้นมาก บรรยากาศรอบตัวก็มีแต่ความอึดอัด ความกดดันจากสิ่งต่างๆภายในสถานที่น่าขนลุก บวกกับบาดแผลที่สาหัส ทำให้เด็กหนุ่มแทบจะล้มทั้งยืน ยิ่งมีบาดแผลมากเท่าไหร่ สิ่งชั่วร้ายก็จะยิ่งเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเท่านั้น

                เด็กหนุ่มมองน้ำสีเลือดข้นคลั่กด้วยสีหน้าสะอิดสะเอียน คอร์เนียอยู่ในนั้น ต้องลงไปช่วยเธอ ลำแสงสีน้ำตาลเข้มที่แทบจะปล่อยออกมาไม่ได้ห่อหุ้มร่างกายของเขา เด็กหนุ่มกลั้นใจก่อนจะกระโดดลงไป

 

                “มาแล้วงั้นเหรอ อึดดีจริงๆนะ” เซฟานพูดพลางแสยะยิ้ม เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ตายง่ายๆจริงๆ “แต่คราวนี้ไม่รอดแน่ หึๆๆ” เขาหัวเราะ น้ำเสียงเย็นชาของชายวัยกลางคนผมสีเทาซีดคนนี้สามารถทำให้ใครๆเสียวสันหลังได้ไม่ยาก

 

    ถึงก้นบึ้งของทะเลสาบต้องสาปสักที เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ เขายืนอยู่ข้างหน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง เด็กสาวจะต้องอยู่ข้างในนี้อย่างแน่นอน

                “ขอชมเชยว่าเจ้าอึดจริงๆ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของเซฟานดังมา ก่อนที่ลำแสงสีเทาจะพุ่งใส่เด็กหนุ่มอย่างไม่รอช้า

                “หึ” เด็กหนุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เขาไม่หลบลำแสงทรงพลังของเซฟาน

                “อยากตายนักรึไง เจ้าโง่” ชายวัยกลางคนยิ้มเยาะ แต่ฉับพลันสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อลำแสงสีเทาที่เขาปล่อยเลี้ยวกลับหามาตัวเขา หลงกลเด็กหนุ่มคนนี้เข้าเสียแล้ว เด็กหนุ่มมีอาคมประเภทนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ อาคมสะท้อนกลับที่จะติดตามผู้ที่โจมตี อาคมนี้ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ได้ นอกจากตัวผู้ร่ายอาคมเท่านั้น

                “คิดว่าฉันอ่อนหัดขนาดนั้นเลยเหรอ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ สีหน้าของเขาแสดงความพอใจ ไม่เสียแรงที่เขาอดทนร่ำเรียนและฝึกซ้อมมาอย่างหนัก “จัดการกับพลังของตัวเองไปก่อนละกัน” เด็กหนุ่มพูดกับเซฟานที่ตอนนี้กำลังแสดงสีหน้าเคียดแค้น ก่อนที่เขาจะเข้าไปในบ้านไม้เพื่อตามหาเด็กสาว เธอคงจะอยู่ข้างหน้านี่แล้ว

 

                “อ๊ากกก...” คอร์เนียร้องด้วยความเจ็บปวด หญิงสาวคนนั้นเริ่มทรมานเธอหนักขึ้น

                “ข้าขี้เกียจรอแล้วนะ อยากให้ข้าฆ่าเจ้ารึไง” หญิงสาวตะโกนอย่างเดือดดาล เหตุใดเด็กสาวถึงยังทนอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ทั้งๆที่เธอเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่ไม่น่าจะทนรับความเจ็บปวดมากมายขนาดนี้ได้แท้ๆ “ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น” หญิงสาวพูดพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย “ในเมื่อเจ้าไม่ยอม ก็อย่ามาหาว่าข้าใจร้ายละกัน”

    หญิงสาวหยิบมีดแห่งความชั่วร้ายขึ้นมา เธอมองเด็กสาวด้วยสายตาโหดเหี้ยมแต่ทว่าลังเล เธอรู้ว่าตัวเองกำลังคิดจะฆ่าเด็กสาวคนนี้ แต่เธอจะทำอย่างนั้นได้ลงคอหรือ เธอไม่อยากกลายเป็นคนไร้ค่า ไม่อยากทำตัวต่ำเหมือนบุคคลผู้หนึ่งซึ่งทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถึงจะรอคอยอิสรภาพมานานแสนนาน ถึงจะเจอเรื่องร้ายๆมามากมาย แต่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ เทพแห่งความอ่อนโยนคนนั้นหายไปไหน เธอถูกความแค้นครอบงำจนลืมตัวตนที่แท้จริงของตนเองไปแล้วอย่างนั้นหรือ

                แคร้ง!

                มีดในมือตกลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง

                หญิงสาวทรุดตัวลงอย่างหมดแรง น้ำตาใสๆไหลอาบแก้มนวลผ่องแต่ทว่าขาวซีด เธอกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปเสียแล้ว เธอทรมานคนอื่นและคิดจะฆ่าคนอื่นเพื่อให้ตนเองรอด ถ้าได้กลับไปเป็นเทพอีกครั้ง ก็คงไม่มีหน้าไปพบทุกคน

    เชือกที่รัดร่างของเด็กสาวคลายออก เด็กสาวทรุดฮวบเพราะความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่าง ทั้งๆที่เธอไม่เห็นท่าทีของหญิงสาว แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความสับสนของผู้หญิงตรงหน้า อยากจะช่วยเธอสักครั้ง อยากให้เธอได้รับการปลดปล่อยสักที

                “มีทางอื่นที่ฉันจะพอช่วยเธอได้บ้างมั้ย” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้หญิงสาวหันมามองหน้าเธอ

                “อ่อนโยน...” หญิงสาวพึมพำ

    หญิงสาวมีนามว่า คอร์ธีอัส ที่แปลว่าอ่อนโยน แต่เธอลืมคำๆนั้นไปเสียแล้ว ความอบอุ่นที่ได้จากความอ่อนโยน ไม่ว่าใครๆก็อยากได้รับแม้กระทั่งตัวเธอ เด็กสาวคนนี้ไม่คิดแค้นเธอเลยหรือ ทั้งๆที่เธอเป็นคนทรมานและคิดจะสังหารเด็กสาวคนนี้ด้วยซ้ำ

                “ฮึก...” หญิงสาวโผเข้ากอดเด็กสาวตรงหน้า เธอร้องไห้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฮึก...ข้าขอโทษนะ...ฮึก...” เธอสะอึกสะอื้นพลางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                “ไม่เป็นไรหรอก...ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงจะทำอย่างนี้เหมือนกัน” คอร์เนียพูดพลางลูบแผ่นหลังหญิงสาวเป็นเชิงปลอบโยน

                ถึงร่างกายของหญิงสาวจะถูกครอบงำด้วยสิ่งชั่วร้ายต่างๆนานา จนทำให้คนที่สัมผัสรู้สึกสะอิดสะเอียน แต่เด็กสาวไม่สนใจ เธอรู้สึกสงสารผู้หญิงตรงหน้าเกินกว่าจะผลักร่างของเธอออกไป

                หญิงสาวคงจะเหงามาก ทั้งยังถูกกักขังอยู่ในสถานที่แบบนี้เป็นเวลานาน เธอคงจะรู้สึกทรมานมากกว่าโดนเวททรมานเมื่อครู่

    เด็กสาวเข้าใจดีว่าการถูกกักขัง การโหยหาอิสรภาพเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงไม่รู้สึกโกรธมากนัก ที่สำคัญหญิงสาวก็รู้สึกผิดแล้ว เธอจึงควรจะให้อภัย นอกจากนั้นเธอยังรู้สึกอยากช่วยหญิงสาวคนนี้ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ตาม

                “เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังเถอะนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของคอร์เนียค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นของหญิงสาว

                หญิงสาวเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คอร์เนียฟัง เมื่อก่อนหญิงสาวผู้นี้เคยเป็นเทพที่อาณาจักรซาคาเดียร์ เธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุดคนหนึ่ง ทั้งยังมีรูปโฉมที่งดงามราวรูปแกะสลัก เธอเป็นคนดีมากและไม่เคยทำผิดกฎใดๆ

    อยู่มาวันหนึ่ง เทพองค์หนึ่งได้ตกหลุมรักเธอ แต่เทพองค์นั้นคือเทพแห่งความชั่วร้าย หญิงสาวจึงไม่รับรักเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงโกรธมาก และสาปให้เธอมาเฝ้าสมบัติของเขาที่ทะเลสาบต้องสาปแห่งนี้ จนเวลาล่วงเลยมาหลายพันปี เธอก็ยังไม่ได้รับการปลอดปล่อย ความเคียดแค้นเริ่มครอบงำจิตใจของเธอ จนไม่เหลือเค้ารอยเดิมเลยแม้แต่น้อย

                “แล้วฉันต้องทำยังไงถึงจะช่วยเธอได้” คอร์เนียถามหญิงสาวพลางยิ้มอ่อนโยน

                “เอาสิ่งของพวกนี้ไป ได้โปรดทำลายผนึกของข้า ถ้าเป็นเจ้าจะต้องทำได้แน่ จงไปที่ป่าชำระล้างตอนเหนือของทะเลสาบต้องสาปแห่งนี้ แล้วหาศิลาเทพ ใช้มีดแห่งความชั่วร้ายปลดผนึกให้ข้า นำสิ่งของพวกนี้วางไว้หน้าแท่นศิลา วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด...”

                “แต่ข้าจำเป็นต้องรวบรวมสิ่งของพวกนั้น”

                ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ น้ำเสียงเย็นชาของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มก็ดังขึ้นขัด คอร์เนียจึงหันไปตามที่มาของเสียง แต่เธอก็มองเห็นแต่ความมืด

                “เฟอร์ลีส” เด็กสาวตะโกนเรียกเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงตกใจ ในใจของเธอเต็มไปด้วยความว้าวุ่น ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังเดินมาหาพวกเธอ “อย่านะ เฟอร์ลีส นายจะทำอะไร...” เด็กสาวที่ถูกเด็กหนุ่มผลักจนล้มกลิ้งถามขึ้นอย่างร้อนรน

    “ถ้าอยากเป็นอิสระ ก็ตายๆไปซะ” เด็กหนุ่มตะโกนใส่หน้าหญิงสาวผมสีดำ ดาบยาวสีเงินของเขาพุ่งใส่ร่างของเธอ

                “หยุดนะ เฟอร์ลีส พวกเราต้องช่วยเธอ” คอร์เนียตะโกนพลางคลำทางเพื่อเข้าไปหาเด็กหนุ่ม

                 “เธออยากให้ผู้คนต้องตกเป็นเหยื่อของเจ้ามีดนั่นอีกสักเท่าไหร่ ถ้าเราทำตามผู้หญิงนี่ เราก็จะไม่ได้ทำลายมีดเล่มนี้ ลืมจุดประสงค์หลักของพวกเราไปแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มตวาดกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

                เด็กสาวนิ่งเงียบเพราะคำพูดของเด็กหนุ่ม ก็จริงของเขา แต่ถ้าทำแบบนั้น มันจะไม่โหดร้ายต่อหญิงสาวคนนี้เกินไปหน่อยหรือ

                “วิธีที่ง่ายที่สุดในการปลดปล่อยเธอ คือฆ่าเธอทิ้ง...”

                “ถ้าข้าทำอย่างนั้นได้ ข้าทำไปนานแล้ว” น้ำเสียงอันเศร้าสร้อยของหญิงสาวดังขึ้น “ถ้าข้าตาย วิญญาณของข้าก็ต้องติดอยู่ที่นี่ และมันก็จะทำให้วิธีปลดปล่อยข้ายากยิ่งขึ้น” หญิงสาวพูดพลางหลุบตาลงต่ำ น้ำตาใสๆหยดลงที่พื้นเบื้องล่าง “มันคงเป็นเวรกรรมของข้าที่ต้องถูกกักขังไว้เช่นนี้ เอาของพวกนี้ไปเถอะ แล้วจงทำลายมีดนั่นให้ได้ ข้าอาจจะถูกปลดปล่อย ถ้าทำลายมีดนั่นสำเร็จ”

                สิ่งของนับร้อยชิ้นปรากฏขึ้นรอบกายเธอ มันกลายเป็นควันสีดำพุ่งขึ้นรวมกันแล้วลอยเข้าไปในด้ามมีด

                “ถึงทะเลสาบต้องสาปแล้วเหรอ” เจ้ามีดที่หลับไปนานส่งเสียงขึ้น “คอร์เนีย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” มันพูดหลังจากเห็นเธอนั่งอยู่ข้างๆ มันรู้ทันทีว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับดวงตาของเธอ นอกจากนั้น ร่างกายของเธอยังมีรอยแผลที่เกิดจากของมีคมอีกด้วย นั่นเป็นรอยที่หญิงสาวคนนี้ใช้มันกรีดที่ร่างของเธอ แผลของเด็กสาวค่อนข้างลึก เลือดจึงยังไม่หยุดไหล

                “ไปกันเถอะ พวกเรามีอะไรต้องทำอีกมาก” เฟอร์ลีสพูดพลางฉุดเด็กสาวให้ลุกขึ้น พวกเขาไม่มีเวลามาโอ้เอ้อยู่ที่นี่ เมื่อได้ของครบแล้ว ก็ควรจะรีบเดินทางต่อ

                “เจ้าบ้าเฟอร์ลีส” ถึงจะมองเห็นก็ยังขี้โวยวายเหมือนเดิม “เฮ้ จะรีบไปไหน” เด็กสาวตะโกนขณะที่เฟอร์ลีสลากเธอออกไป “คอร์ธีอัส ฉันต้องช่วยเธอให้ได้ รอก่อนนะ” คอร์เนียส่งเสียงมา ทำให้หญิงสาวน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง

                “ข้าจะรอ” เธอพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เด็กหนุ่มลากเด็กสาวออกไป

……………………………………………………………………………………………………………

 

                “แล้วจะทำยังไงกับตาของฉันเนี่ย” คอร์เนียตะโกนโวยวายดังลั่น ตอนนี้เธอกลายเป็นคนตาบอดไปแล้ว เด็กสาวรู้สึกแย่มากๆ ถ้าชีวิตของเธอต้องเห็นแต่ความมืดอย่างนี้ก็ไม่ไหวนะ

                “ลองไปหานักเวทสายรักษารักษาให้สิ” ฟินท์พูดขึ้น ต้องรักษาตาของเด็กสาวให้เร็วที่สุด ถ้าเด็กสาวยังมองไม่เห็นอยู่อย่างนี้ เธอจะกลายเป็นภาระของพวกเขา พวกเขาคงทำอะไรได้ไม่สะดวกเท่าไร

                “แล้วจะไปหาจากไหน” เด็กหนุ่มถามเสียงเรียบ เขาดูไม่เป็นห่วงเด็กสาวคนนี้เลย

                “เจ้าเองก็ต้องรักษาอาการบาดเจ็บด้วยไม่ใช่เหรอ” เจ้ามีดพูดกับเด็กหนุ่มที่ยังไม่เลิกทำหน้าตาย มันต้องการให้เด็กสาวได้พักผ่อนบ้าง บาดแผลของเธอนับวันก็ยิ่งจะมากขึ้นทุกที อย่างไรคอร์เนียก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ถ้าไม่ให้เธอพักเสียบ้าง เกรงว่าร่างกายของเธอจะรับไม่ไหว

                “แปปเดียวฉันก็หายแล้ว” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ พลังเวทของเขาแข็งแกร่งพอที่จะรักษาตัวเองได้

                “งั้นพาคอร์เนียเข้าเมือง ข้าจะหานักเวทเก่งๆให้” เจ้ามีดพูดต่อ มันรู้สึกเป็นห่วงเด็กสาวมาก

                “อืม” เฟอร์ลีสตอบสั้นๆ เขาเองก็ไม่อยากให้เธอมาเป็นภาระ ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเด็กสาวคนนี้มองอะไรไม่เห็นและบาดเจ็บมากกว่านี้ เธอคงจะต้องโวยวายตลอดทั้งวันแน่ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาจะต้องสติแตกแน่นอน

 เฟอร์ลีสดึงร่างเด็กสาวให้เดินตามเขาไป เบื้องหน้าพวกเขาเป็นเมืองใหญ่พอดิบพอดี

___________________________________________________________________________________
 

                “เฮ้ คอร์ธีอัส ช่วยข้าด้วย” เซฟาน ฮันท์ วิ่งหนีพลังอันรุนแรงของตัวเองที่ถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งลงอาคมไว้ ตอนนี้เขายังไม่สามารถทำลายอาคมนั่นได้

                “อาคมนี่แข็งแกร่งเกินกว่าข้าจะทำลายได้” คอร์ธีอัสพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น วิธีเดียวที่จะหยุดมันก็คือให้เด็กหนุ่มคนนั้นกลับมาแก้อาคมด้วยตัวเขาเองเท่านั้น

                “น่าสมเพชจริงๆนะ แค่เด็กคนเดียว เจ้าก็จัดการไม่ได้” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งดังมา

                “ว่าไง โซราท” หญิงสาวพูดกับ โซราท ฮันท์ ผู้เป็นพี่ชายของเซฟาน

                “อะไรกัน” เซฟานพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เนื่องจากถูกพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานานพูดจาไม่เข้าหู เขาไม่ได้จัดการกับเด็กคนนั้นไม่ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีอาคมแบบนี้ด้วย “แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม” เซฟานถามโซราท

                โซราทไม่ตอบก่อนจะเดินหนีไปโดยไม่สนใจจะช่วยเซฟานจัดการกับอาคมของเด็กหนุ่มคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

                “จะไปไหน มาช่วยข้าก่อน” เซฟานตะโกน แต่พี่ชายกลับไม่สนใจเสียงของเขา

                “พี่ชายของเจ้าใจร้ายเสียจริง” คอร์ธีอัสพูดพลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย แต่โซราทก็เป็นคนอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอเองก็จนปัญญาที่จะแก้นิสัยของเขาเหมือนกัน

                “อ๊ากกก...” เซฟานร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะโดนพลังของตัวเองเข้าอย่างจัง

    “เฮ่อออ...หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจเพราะความสงสาร ตอนนี้เซฟานหมดสติอยู่ที่พื้นอย่างหมดสภาพ พลังที่ไล่ตามเขาสลายไปแล้ว หญิงสาวร่ายเวทพาร่างของเขาเข้าไปพักผ่อนในบ้านไม้ที่อยู่ที่ก้นบึ้งของทะเลสาบต้องสาปอย่างช่วยไม่ได้ 


_______________________________________________________________________________
เม้นสักนิดเป็นกำลังใจนะคะ 
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ



quality

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น